คนถามๆตามสิ่งที่ตนประสบพบเห็นภาคปฏิบัติแล้วมันข้องมันขัด ส่วนคนตอบก็ว่าตามหนังสือที่ตนอ่านแล้ววาดภาพ มัน น่าจะอย่างนั้นคงจะอย่างนี้แล้วบีบสภาวะที่ จขกท. ประสบให้เข้ากับข้อความที่ตัวยกมาจากคัมภีร์
- ตัวอย่างนี้
บอกเรื่องดังกล่าวได้ชัด จขกท. ถามจากประสบการณ์ตรง
> ขอปรับปรุงข้อความนะคะ "คืออยากทราบว่า นั่งสมาธิไปเรื่อยๆเกิดอาการฟุ้งซ่าน พยายามกำหนดคิดหนอ จนเริ่มอยู่ตัว ต่อมามีอาการรู้สึกเหมือนตัวเองลอยได้ รู้สึกว่าตัวเองตัวโตมาก แล้วค่อยๆยุบจนเล็กมาก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยแล้วอาการก็ค่อยๆหายไปแล้วเกิดอาการนิ่งๆเฉยๆมีอาการสว่างสงบ แต่ลมหายใจเริ่มแผ่วลงๆจนไม่มีลมหายใจพร้อมกับคำภาวนาหาย ไม่รู้สึกถึงสภาวะนอกร่างกายไม่ได้ยินเสียงใดๆ สักแปบเลยตกใจแล้วเหมือนควานหาลมหายใจแล้วลมหายใจก็ค่อยๆกลับมาแล้วต้องทำอย่างไรต่อค่ะ วอนผู้รู้แนะนำค่ะ" ฯลฯ (# 130 จขกท.) > จริงๆ คุณก็มีความคิดดีนะคะ เพียงแต่ จขกท รู้สึกว่า อะไรๆก็เอาตำราหนังสือมาเป็นตัวกำหนดหมดนะคะ ซึ่งในทางปฏิบัติมันไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ อย่างที่ จขกท เคยไปสอบอารมณ์นี่ พระหรือแม่ชี จะถามเลยว่า อารมณ์ เป็นอย่างไร กำหนดอย่างไร รักษาอารมณ์ประมาณไหน ถ้าเจอแบบนี้ต้องทำอย่างไร เค้าไม่ได้มานั่งคาดคั้นนะคะว่า เธอต้องรู้สึกแบบนี้ เธออยู่ระดับนี้ ทำไมเธอไม่มีนี้ ทำไมเธอขาดอันนี้ ขอบคุณคะ
นั่งสมาธิแล้วไม่หายใจ | หน้า 7 | พลังจิต
สภาวะ นิยมเรียกยาวเป็น "สภาวธรรม" ตามคำบาลีว่า "สภาวธมฺม" ซึ่งมาจาก ส+ภาว+ธมฺม แปลตรงตัวว่า สิ่งที่มีภาวะของมันเอง
- ตรงนี้

มีตัวอย่างที่อื่นให้ดู
> เค้าไม่ได้มานั่งคาดคั้นนะคะว่า เธอต้องรู้สึกแบบนี้ เธออยู่ระดับนี้ ทำไมเธอไม่มีนี้ ทำไมเธอขาดอันนี้ความคิดเห็นที่ 4
> จนกระทั้งถึงเช้า
วันที่ 10 วันสุดท้ายของหลักสูตร ร่างกายฉันแย่ถึงขีดสุด แต่ก็ทุเลาจากเมื่อคืน ปวดหัวเหลือแค่ตรงท้ายทอย หัวใจเต้นเร็วจนมือสั่น มีอาการไอเพราะรู้สึกถึงแรงดันจากด้านบนช่องอก (ตอนนี้ระลึกออกแล้วว่าแท่งเย็นๆที่ไหลมาบรรจุที่ช่องอกตลอดวันที่ 9 มันมาทำหน้าที่อะไร) กินไม่ได้ อ้วกทุกสิ่งออกมา เท้าน่าจะบวมร่วมด้วย (หลังจากจบหลักสูตร 4 วันเพิ่งมาสังเกตเท้าเพราะมันมีตะคริวตลอดเวลา ถึงรู้ว่ามันบวมหน่อยๆ)
อาการนี้มาสืบค้นทีหลังคล้ายภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ฉันลงชื่อเข้าพบอาจารย์ช่วงประมาณเที่ยง เล่าอาการให้ฟังตั้งแต่คืนวันที่ 7 อาจารย์บอกว่าฉันใช้ตาเคลื่อนไปเวลากำหนดจิต“เธอไม่ไปแค่จิต เธอใช้ลูกตาไปด้วย ตาดำเธอเคลื่อนไปทุกที่” เพื่อความแน่ใจฉันเลยถามเพิ่ม โดยแจ้งไปว่า หนูเคยลองจ้องไปที่ต้นไม้และกำหนดจิตไปที่ขาก็สัมผัสถึงขาได้ โดยตาก็ไม่เคลื่อนตามนะคะ ท่านว่า "ตอนเธอลืมตาเธอมีสติ แต่พอหลับตาเธอไม่รู้ตัว" และเนื่องจากอาการป่วยในแต่ละคืนไม่เหมือนกัน (มันเพิ่มระดับ) ฉันจึงอยากอธิบายอาการให้ชัดเจนขึ้น ถึงคืนวันที่ 9 ล่าสุด อาจารย์บอก “พอๆ จะยังไงก็เหมือนกัน คือเธอใช้ตา เธอต้องยอมรับ”ฉันยอมรับได้ มันไม่ใช่สิ่งน่าอาย ฉันแค่อยากอธิบายหากมันอันตรายฉันจะได้รับการรักษา แต่ท่านค่อนข้างไม่ชอบฟังแล้วค่ะ เริ่มแรกถูกตำหนิว่าไม่วางอุเบกขา ฉันจึงแจ้งไปว่า วางค่ำถึงเช้าก็ไม่หาย ท่านจึงเงียบไป ฉันแจ้งท่านว่า ตอนนี้หัวใจเต้นแรงมากจนมือสั่น คิดกำหนดหรือไม่คิด เช่น คิดถึงผ้าห่ม แล้วผ้าห่มมันวางที่เท้า คิดแค่นี้เท้าก็เต้นตุบๆ จนหัวใจเต้นรัวตาม https://pantip.com/topic/41864658 
กำหนดรู้ตามที่มันเป็น ไม่ใช่รู้ตามที่เราอยากให้มันเป็นหรือไม่อยากให้มันเป็น แต่ก็ไม่ใช่ไปทำให้มันเป็นเพื่อจะดูเพื่อจะนี่จะนั่นจะโน่น

- โยงไปหาวิธีจงกรม
"หนูเคยลอง
จ้องไปที่ต้นไม้และ
กำหนดจิตไปที่ขาก็สัมผัสถึงขาได้ โดยตาก็ไม่เคลื่อนตามนะคะ"
เดินโดยใช้ความรู้สึกตามการเคลื่อนไหวเท้าซ้ายทีขวาทีทัน ไม่ก้มมองเท้าซ้ายขวาเดิน ใช้ความรู้สึกจับ เดินเร็วแค่ไหนก็ตามทัน วิ่งก็ตามทัน วิธีลดสมาธิ เพิ่มวิริยะ