นั่งสมาธิแล้ววูบเหมือนจะหลับ ทั้งที่ไม่ได้ง่วงนอน
227อาการสันตติขาด 

>เพิ่งเริ่มปฏิบัติค่ะ เริ่มเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง เดินจงกรมก่อนค่ะ โดยตั้งเวลาไว้ 20 นาที แล้วนั่งสมาธิต่อ 20 นาที ขอรบกวนผู้รู้ช่วยให้คำแนะนำหน่อยค่ะ เคยไปเรียนที่วัดอัพวัน ของหลวงพ่อจรัญมานานหลายปีแล้ว  ระยะเวลา 3 วัน  ตอนนี้เริ่มต้นปฏิบัติเพื่อให้ตัวเองมีความสงบ

   1. ช่วงที่เดินจงกรมก็มีวูบๆ เหมือนง่วงนอน ตัวโคลง เวลาเดินต้องพยายามฝืน เมื่อก่อนเดินโดยใช้สติกำหนดที่เท้า ก็มีอาการนี้เป็นระยะๆ เลยเปลี่ยนเป็นรู้สึกทั้งตัวว่าเดินแทน ก็ยังเป็นเหมือนเดิม

   2. ก่อนหน้านี้คิดว่านั่งสมาธิดีกว่าเดินจงกรม เพราะรู้สึกเหมือนจะวูบหลับตอนเดินมากกว่า แต่เมื่อคืนรู้สึกเหมือนวูบบ่อย พอรู้สึกตัวก็จะัรู้สึกตัวหนักๆ เหมือนรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในลักษณะนั่งสมาธิ รู้สึกตั้งแต่บ่าลงมา พอจับลมหายใจเข้าออกต่อ ก็จะเริ่มเคลิ้มและวูบอีก แต่ไม่หลับนะคะ

   3. เรารู้สึกว่าตัวเองยังทำสามาธิไม่ได้เลยค่ะ แต่ระยะหลังฟุ้งซ่านน้อยลง คือเราใช้การกำหนดลมเข้าออกน่ะค่ะ เคยดูท้องมาก่อน แต่ตอนนี้มาใช้ลมหายใจกำหนดแทน ดูว่ามันสั้น มันยาว ไม่ได้ใช้คำบริกรรมค่ะ เราเข้าใจว่า เวลาเป็นสมาธิคือการที่เรารู้สึกตัวว่านั่งอยู่ ไม่ทราบว่าถูกหรือไม่ ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาก็จะเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นเป็นระยะๆ

   ไม่ทราบว่าเราปฏิบัติผิดตรงไหนหรือต้องแก้ไขอย่างไรบ้างคะ เพราะเมื่อออกจากสมาธิ เราก็ไม่ได้ง่วงนอน แต่คิดว่าตัวเองคงเพลีย เพราะหลับไปตอน 3 ทุ่ม ตื่นขึ้นมาทำงานตอนตี 2 และเริ่มทำสมาธิตอน ตี 3 ครึ่งได้ แต่เมื่อกลับเข้าไปนอน ก็ไม่ได้ง่วงหลับไปเลย เรากำหนดลมหายใจเข้าออกก่อนถึงจะหลับ ธรรมดาเราเป็นคนนอนน้อยค่ะ มักจะตื่นขึ้นมาทำงานตอนดึกๆเสมอ และเป็นการตื่นเอง โดยไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก แล้วแต่สภาพร่างกายค่ะ

   ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ ถ้าหากเราใช้คำ หรือ ใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องสำหรับการปฏิบัติ ยังไงก็รบกวนท่านผู้รู้ให้แนวทางในการปฏิบัติด้วยค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูง เพราะเรายังไม่สามารถไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆได้ เนื่องจากยังมีลูกเล็กที่ต้องดูแลอยู่ค่ะ


  นั่งสมาธิแล้ววูบเหมือนจะหลับ ทั้งที่ไม่ได้ง่วงนอน ควรแก้ไขอย่างไรดีคะ - Pantip


 227 ทุกๆสภาวะที่ปรากฎกระทบความรู้สึก  โยคีไม่พึงปล่อยอารมณ์นั้นผ่านไปโดยไม่กำหนดรู้มันก่อน กำหนดรู้แล้วปล่อย  ไม่จมไม่แช่อยู่กับความรู้สึกนั้นสภาวะนั้น แล้วดึงสติไปเกาะกรรมฐานกำหนดไปใหม่   ใช้กรรมฐานอะไรก็อันนั้นกำหนดกรรมฐานไป  รู้สึกยังไงอีก  วางกรรมฐานเดิมแล้วกำหนดสิ่งนั้นตามที่รู้สึกสึกอีก 

    สันตติ   การสืบต่อ  คือ   การเกิดดับต่อเนื่องกันไปโดยอาการที่เป็นปัจจัยส่งผลแก่กัน  ในทางรูปธรรม  ที่พอมองเห็นอย่างหยาบ  เช่น  ขนเก่าหลุดร่วงไปขนใหม่เกิดขึ้นแทน  ความสืบต่อแห่งรูป  จัดเป็นอุปาทายรูปอย่างหนึ่ง;   ในทางนามธรรม  จิตก็มีสันตติ คือ เกิดดับเป็นปัจจัยสืบเนื่องต่อกันไป


235 สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์


  ทั้งที่ความเป็นอนิจจัง ทุกข์ และอนัตตา นี้ เป็นลักษณะสามัญของสิ่งทั้งหลาย เป็นความจริงที่แสดงตัวของมันเองอยู่ตามธรรมดาตลอดทุกเวลา แต่คนทั่วไปก็มองไม่เห็น ทั้งนี้เพราะเป็นเหมือนมีสิ่งปิดบังคอยซ่อนคลุมไว้ ถ้าไม่มนสิการคือไม่ใส่ใจพิจารณาอย่างถูกต้อง ก็มองไม่เห็น สิ่งที่เป็นเหมือนเครื่องปิดบังซ่อนคลุมเหล่านี้ คือ

  ๑. สันตติ   บังอนิจจลักษณะ

  ๒. อิริยาบถ   บังทุกขลักษณะ

  ๓. ฆนะ   บังอนัตตลักษณะ

   ๑. ท่านกล่าวว่า เพราะมิได้มนสิการความเกิด และความดับ หรือความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไป ก็ถูก สันตติ คือ ความสืบต่อ หรือ ความเป็นไปอย่างต่อเนื่องปิดบังไว้ อนิจจลักษณะ จึงไม่ปรากฏ  สิ่งทั้งหลายที่เรารู้เราเห็นนั้น  ล้วนแต่มีความเกิดขึ้นและความแตกสลายอยู่ภายในตลอดเวลา แต่ความเกิด-ดับ นั้น เป็นไปอย่างหนุนเนื่องติดต่อกันรวดเร็วมาก คือ เกิด-ดับ-เกิด-ดับ-เกิด-ดับ ฯลฯ ความเป็นไปต่อเนื่องอย่างรวดเร็วยิ่งนั้น ทำให้เรามองเห็นเป็นว่า สิ่งนั้นคงที่ถาวร เป็นอย่างหนึ่งอย่างเดิม ไม่มีความเปลี่ยนแปลง เหมือนอย่างตัวเราเอง หรือ คนใกล้เคียงอยู่ด้วยกัน มองเห็นกันเสมือนว่าเป็นอย่างเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานสังเกตดู หรือ ไม่เห็นกันนานๆ เมื่อพบกันอีกจึงรู้ ว่า ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปแล้วจากเดิม แต่ความเป็นจริง ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาทีละน้อย และต่อเนื่องจนไม่เห็นช่องว่าง

  ตัวอย่าง เปรียบเทียบพอให้เห็นง่ายขึ้น เช่น ใบพัดที่กำลังหมุนอยู่อย่างเร็วยิ่ง มองเห็นเป็นแผ่นกลมแผ่นเดียวนิ่ง เมื่อทำให้หมุนช้าลง ก็เห็นเป็นใบพัดกำลังเคลื่อนไหวแยกเป็นใบๆ เมื่อจับหยุดมองดู ก็เห็นชัดว่า เป็นใบพัดต่างหากกัน 2 ใบ 3 ใบ 4 ใบ หรือ เหมือนคนเอามือจับก้านธูปที่จุดไฟติดอยู่แล้วแกว่งหมุนอย่างรวดเร็วเป็นวงกลม มองดูเหมือนเป็นไฟรูปวงกลม แต่ความจริงเป็นเพียงธูปก้านเดียวที่ทำให้เกิดรูปต่อเนื่องติดเป็นพืดไป หรือ เหมือนหลอดไฟฟ้าที่ติดไฟอยู่สว่างจ้า มองเห็นเป็นดวงไฟที่สว่างคงที่ แต่ความจริงเป็นกระแสไฟฟ้า ที่เกิด-ดับไหลเนื่องผ่านไปอย่างรวดเร็ว หรือเหมือนมวลน้ำในแม่น้ำ ที่มองเห็นดูเป็นผืนหนึ่งผืนเดียว แต่ความจริงเป็นกระแสน้ำที่ไหลผ่านไปๆ เกิดจากน้ำหยดน้อยๆมากมายมารวมกัน และไหลเนื่อง สิ่งทั้งหลาย เช่น ดังตัวอย่างเหล่านี้ เมื่อใช้เครื่องมือ หรือ วิธีการที่ถูกต้องมากำหนดแยกมนสิการเห็นความเกิดขึ้น และความดับไป จึงจะประจักษ์ความไม่เที่ยงแท้ ไม่คงที่ เป็นอนิจจัง


- ต่อ 

  BlogGang.com : : สมาชิกหมายเลข 6393385 : อะไรหนอปิดบังอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 
- โยคีผู้ปฏิบัติธรรมแนวลึกด้านจิตใจนี้ จะต้องกำหนดรู้ทุกๆสภาวะที่เกิดกระทบความรู้สึก กำหนดรู้ตามที่มันของมัน สัก ๓-๔ ครั้งแล้วปล่อยมากำหนดกรรมฐานไปใหม่ 

  กรรมฐาน (พอง ยุบ, ลมหายใจเข้าออก) เป็นหลักยึด ส่วนอารมณ์รอง เช่น  เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ฯลฯ  กำหนดรู้เมื่อมันเกิดกระทบความรู้สึก  ไม่เกิดก็ไม่ต้องกำหนดมัน  หลักๆก็เท่านี้


  BlogGang.com : : สมาชิกหมายเลข 6393385 : ห ลั ก ปฏิบัติ - ผ ล ข อ ง การปฏิบัติ

 



Create Date : 09 มิถุนายน 2568
Last Update : 27 เมษายน 2569 18:11:35 น.
Counter : 255 Pageviews.

0 comments
ไม่ยึด นาฬิกาสีชมพู
(10 ต.ค. 2569 09:39:59 น.)
: สายธารแห่งความคิด 5 : กะว่าก๋า
(6 ต.ค. 2569 04:22:10 น.)
ไม่มีตัว นาฬิกาสีชมพู
(2 ต.ค. 2569 16:21:07 น.)
: บุปผาแห่งปรมัตถ์ 10 : กะว่าก๋า
(1 ต.ค. 2569 04:43:41 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#22



สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]

บทความทั้งหมด