Anne of Green Gables คือเรื่องเดียวกับซีรีส์ Anne With an E ใน Netflix หรือไม่ ?

มาอ่านความเห็นจากนักแปลคุณวรวดี วงศ์สง่า กันได้เลยค่ะ

... แต่ก่อนเราจะไปอ่านกัน มาร่วมแสดงความยินดี ที่ปก “แอนน์: หนูน้อยแห่งบ้านกรีนเกเบิลส์”
(Anne of Green Gables) จาก สำนักพิมพ์ Words Wonder Publishing ได้รับการจัดแสดง
ถาวรบนกำแพงปกนานาภาษา ณ Visitor Centre ที่ Green Gables Heritage Place หรือ
“บ้านกรีนเกเบิลส์” สถานที่จริงที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณม้อด (L.M. Montgomery) แล้วนะคะ

แฟนตัวยงของวรรณกรรมชุดนี้อย่างเรา ปลาบปลื้มยิ่งหนัก 99

145 การนำบทความนี้มาลง ได้รับอนุญาตจากนักแปล คุณวรวดีเรียบร้อยเเล้ว 145   

------------------------------------------------------------------------------------



ขอต้อนรับปีใหม่ 2569 / 2026 พร้อมข่าวที่น่ายินดี ว่าปก “แอนน์: หนูน้อยแห่งบ้านกรีนเกเบิลส์”
(Anne of Green Gables) ฉบับแปลภาษาไทยโดยวรวดี วงศ์สง่า (Words Wonder Publishing)
ได้รับการจัดแสดงถาวรเป็นที่เรียบร้อยบนกำแพงปกนานาภาษา ณ visitor centre ที่ Green
Gables Heritage Place หรือ “บ้านกรีนเกเบิลส์”



สถานที่จริงที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณม้อด(L.M. Montgomery) เขียนนิยายสุดรักของเธอชุดนี้ค่ะ



นับจากนี้ บรรดานักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ไปเยือนบ้านกรีนเกเบิลส์ก็จะได้เห็นปกสวย ๆ ของไทยเรา
และจะได้รู้จักเรามากขึ้น ถ้าคุณผู้อ่านมีโอกาสไปเที่ยว PEI, Canada อย่าลืมแวะไปถ่ายรูปกับ
ปกไทยและปกทุกชาติบนกำแพงมาอวดกัน



พร้อมภาพสวย ๆ จากบ้านหน้าจั่วสีเขียวและห้องนอนของน้องแอนน์ด้วยนะคะ  

หากท่านใดไม่ทราบที่มา ลองไปอ่านโพสต์ที่ลงไวก่อน ๆ ได้เลยค่ะ


 
ส่วนเรื่องคุยวันนี้ : “Anne of Green Gables คือเรื่องเดียวกับซีรีส์ Anne With an E ใน
Netflix หรือไม่? วรวดีนำมาจากคำถามเกี่ยวกับวรรณกรรม “แอนน์” ที่ถามกันบ่อยที่สุด
ในหมู่นักอ่านไทยค่ะ

มาเริ่มที่ตัวต้นฉบับก่อน Anne of Green Gables เป็นวรรณกรรมคลาสสิคของแคนาดา โดย
คุณม้อด หรือ Lucy Maud Montgomery ซึ่งถ้ารวมทั้งชุดใหญ่ตั้งแต่รุ่นของเด็กหญิงแอนน์
จนเธอเติบโต และยาวไปถึงรุ่นลูก ๆ มีด้วยกัน 8 เล่ม (แปลไทยแล้วครบทุกเล่ม) ซึ่งตลอดระยะ
เวลา 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1908 ที่เล่มแรกคลอด จนถึงเล่มสุดท้ายในปี 1939 ทุกเล่มมีการพิมพ์
ต่อเนื่องไม่เคยขาดตลาด การันตีความนิยมได้ว่าร้อยกว่าปีที่ผ่านมาน้องแอนน์ไม่เคยแผ่ว
ขึ้นแท่นวรรณกรรมคลาสสิคไปแล้วอย่างสมศักดิ์ศรี

และในทันทีที่ Anne of Green Gables ออกสู่สาธารณะในปี 1908 ก็โด่งดังถล่มทลาย มีการนำ
ไปแปลเป็นภาษาอื่นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1909 เริ่มจากภาษาสวีดิช (Swedish) ตามด้วย
โพลิช (Polish) ดัทช์ (Dutch) และอื่น ๆ ในแถบบ้านเราเท่าที่ทราบก็มีญี่ปุ่น จีน เกาหลี เวียดนาม
อินโดนีเซีย ตากาล็อก (tagalog – ฟิลิปปินส์) ฮินดี อุรดู อราบิค ฯลฯ ถึงวันนี้ร่วม 40 ภาษา
(ดูได้จากภาพปกบนกำแพงประกอบ) ซึ่งสองภาษาล่าสุดที่เพิ่งได้ขึ้นประดับบนกำแพงก็คือ
ภาษาไทยและภาษาเกลิค (Gaelic) ภาษาดั้งเดิมของชาวสก็อตแลนด์  

เรื่องราวของแอนน์เด็กหญิงกำพร้าที่ได้รับการอุปถัมภ์โดยไม่ได้ตั้งใจจากสองพี่น้องตระกูล
คัธเบิร์ต ได้กลายเป็นแหล่งสร้างความสุขและแรงบันดาลใจหลายแง่มุมให้ผู้คนมหาศาล จึงมี
การนำวรรณกรรมเล่มนี้ (และเล่มอื่น ๆ ในชุดนี้) ไป “กระจายขยายความ” ต่อในหลายวงการ
ที่บรรดานักเปลนำไปแปลเป็นภาษาตัวเอง ก็มีทั้งที่แปลตรงตามต้นฉบับครบถ้วนและแปลแบบ
ถอดความหรือปรับแต่งภาษาให้ง่ายสำหรับเด็กอ่าน ส่วนวงการศิลปะอื่น ๆ ก็มีทั้งเอาไปสร้างเป็น
หนัง ละคร ละครเพลง บัลเลต์ อนิเมะ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีการรวบรัดเพื่อให้สอดคล้องกับ
“สื่อ” ที่นำมาใช้เล่าเรื่อง และก็มีมากมายที่ทั้ง “ตัดความ” และ “เติมความ” เพื่อให้สอดคล้องกับ
ยุคสมัย ซึ่งแต่ละสื่อแต่ละเวอร์ชั่นก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกสื่อทุกเวอร์ชั่น
ก็มีเรื่องราวของน้องแอนน์จากปลายปากกาของคุณม้อดเป็น “สารตั้งต้น” ด้วยกันทั้งสิ้น 



Anne with an E ซีรีส์ใน Netfilx (2017-2019) นี้ก็เช่นกันค่ะ เขานำมาจากวรรณกรรม Anne of
Green Gables นั่นล่ะ เพียงแต่ไม่ได้ทำตามต้นฉบับเท่าไหร่ แต่ทำตามแรงบันดาลใจที่ได้จาก
บุคลิกของน้องแอนน์และนำมา “ตีความ” ใหม่ให้ดู “เข้ม” พร้อมเพิ่มเนื้อหาร่วมสมัยเข้าไปมาก
เพื่อให้คนดูรู้สึกร่วม เช่นประเด็นเกี่ยวกับกลุ่ม LGBTQ ประเด็นการเมืองและสีผิว หรือประเด็นเรื่อง
“น้องอินเดียน” กลุ่มชนชาติแรก (First Nations) ในแคนาดาเป็นต้น ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ไม่มีใน
วรรณกรรมต้นฉบับ แต่อาจเป็นเพราะคนทำซีรีส์ตีคาแร็คเตอร์น้องแอนน์ว่าเป็นเด็กช่างคิดที่ไม่
เหมือนเด็กในสมัยวิคตอเรียน และมีคำถามสะกิดสังคมอยู่บ่อย ๆ เช่น ที่น้องแอนน์เคยถามมาริลลา
ว่าทำไมผู้หญิงถึงเป็นศิษยาภิบาลไม่ได้ ในเมื่อเวลามีภารกิจของโบสถ์ทีไร เธอก็เห็นมีแต่ผู้หญิงที่
วิ่งวุ่นทำงาน เป็นต้น ผู้ทำซีรีส์ก็คงเอาจุดนี้มาตีความให้แอนน์เป็น activist ไปเลย โทนของซีรีส์
จึงกลายเป็นจริงจัง ตื่นเต้น และ “ดาร์ค” ในขณะที่หนังสือมีความ witty ที่สนุกแบบประเทือง
ปัญญาและให้อารมณ์ความสุขแบบอบอุ่นลึกซึ้ง ไม่ใช่ความสุขแบบโลกสวย ด้วยความทุกข์ที่
แอนน์เผชิญล้วนเป็นความจริงที่เศร้าสร้อย แต่เพราะ “วิธีการมองโลก” ของแอนน์ต่างหาก ที่
ทำให้ผู้อ่านผ่านความทุกข์แต่ละขั้นตอนไปพร้อม ๆ กับเธอได้ เรื่องของเธอจึงกลายเป็นแหล่ง
แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้ผู้อ่านทั่วโลกดังที่เห็นและเป็นอยู่

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอ่านหนังสือต้นฉบับมาก่อนและไปดูซีรีส์ หรือดูซีรีส์ก่อนแล้วจึงมาอ่านหนังสือ
ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าคุณอาจผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามที่อ่านมาหรือดูมา แต่ถ้าคุณรู้ก่อนแล้ว
ตั้งใจอ่านหรือดูโดยไม่คาดหวังให้เป็นเรื่องเดียวกัน คุณก็จะได้ทั้งอรรถรสอันงดงามอบอุ่นใจของ
ต้นฉบับ และความสนุกสนานของภาคพิสดารผ่านจอไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Anne with
an E หรืออื่น ๆ เพราะการนำวรรณกรรมมาเล่าใหม่ด้วย “สื่อ” อื่นก็เป็นธรรมดาที่จะมีการตัดต่อ
เปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะมันเป็นศิลปะการเล่าเรื่องคนละอย่างกับหนังสือ ซึ่งต่อให้เป็น Anne of
Green Gables มินิทีวีซีรีส์ (1985) เวอร์ชั่นของ Sullivan ที่ครองใจคนดูตลอดกาลเพราะ
“ตรงต้นฉบับ” มากที่สุด และตัวแสดงตรงปกที่สุด



แต่พอมาถึงตอนต่อ AoGG: The Continuing
Story (2000) ก็ยังมีการรวบรัดมัดรวมเรื่องราวในเล่ม 3-8 มาเขย่าผสมกันกลายเป็นเรื่องใหม่ไป
เฉยเลย และ AoGG: A New Beginning (2008) ก็แทบจะ “ออกทะเล” ไปไกลจนสุดฟากฟ้า

แต่ถ้าถามว่าแล้วมัน “สนุก” มั้ย ตอบได้เลยค่ะว่า “สนุก” เพราะเราได้อ่านหนังสือและดูมินิทีวีซีรีส์
ปี 1985 ของ Sullivan ที่ทำใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุดจบไปแล้วอย่างเป็นสุขและอิ่มใจ หลังจาก
นั้นจะมีซีรีส์ไหน ละครเพลง บัลเล่ต์ อนิเมะ เรื่องใดออกมาอีก รวมทั้ง Anne With an E วรวดีก็ดู
ได้หมดเพราะพอไม่คาดหวังให้เหมือนต้นฉบับ มันสนุกไปอีกแบบ เพราะเราได้ดูได้วิเคราะห์ว่าที่
เขาทำออกมาอย่างนั้นเพราะอะไร

ตัวอย่างหมาด ๆ เลยก็เมื่อหน้าร้อนปีก่อน (2025) เราไปดูละครเวทีเรื่อง Anne of Green Gables
ที่โรงละครแห่งหนึ่งในแคนาดาซึ่งทำเป็น production ใหญ่มาก ละครแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรก
เขาทำตามต้นฉบับทุกอย่าง ทั้งฉากและเสื้อผ้าหน้าผมก็เป๊ะตามยุคนั้น แถมเพิ่มวิธีการเล่าเรื่อง
แบบดีงามไม่เหมือนใคร แต่พอหลังพักเบรคมาเข้าช่วงสองเท่านั้น โลกพลิกกลับทันที เพราะมี
โจทย์ใหม่ตั้งไว้ว่าถ้า “แอนน์ เชอร์ลีย์” เกิดในยุคนี้ เธอจะเป็นอย่างไร โอ้โห... คนดูเสียงแตกเป็น
สองส่วนเลยค่ะ บรรดาแฟนแอนน์รุ่นคุณปู่คุณป้าโวยวายยกใหญ่ แต่แฟนแอนน์ตัวน้อย ๆ ที่คุณแม่
จูงพาไปดูกันต่างชอบอกชอบใจ เพราะพอแอนน์ย้อมผมเป็นสีเขียว แทนที่มาริลลาจะตัดผมให้
เพราะกลัวกลายเป็นเรื่องฉาว นางกลับสนับสนุนให้แอนน์กลายเป็น “ชาวร็อค” หัวเขียวไปซะงั้น
เพราะการเป็น “ตัวเอง” คือสิ่งที่ควรภูมิใจ แม้จะแตกต่างจากคนอื่น ส่วนฉากในหนังสือที่แอนน์
ไปสาธยายบทกวีที่โรงแรม ก็กลายเป็นแอนน์ไปแสดงดนตรีเล่นกีตาร์ไฟฟ้าเสียงดังจนหูจะดับ
ปู่ ๆ ป้า ๆ ในโรงละครกุมขมับมับเลย แถมตอนฉากจบ ไดอานาเพื่อนรักของแอนน์ยังมาทำ
ตาหวานวิบวับใส่แอนน์เองอีก 

ทายค่ะ... ทาย ว่าผลตอบรับละครโรงใหญ่เวอร์ชั่นนี้เป็นอย่างไร
ใช่ค่ะ เสียงแตกเป็นสองส่วนโดยเดาได้จาก “อายุ” ของผู้ชมว่าจะเข้าข้างไหน แต่ก็มีผู้ใหญ่ที่รับได้
และเข้าใจว่าเขาตีความแบบนี้เพื่อดึงเด็กรุ่นใหม่ให้สนใจเรื่องราวของแอนน์ และเพื่อให้แอนน์ยัง
คงเป็นแรงบันดาลใจให้แคนาเดี้ยนตัวน้อย ๆ สืบต่อไปโดยมี “ค่านิยม” ยุคใหม่สอดแทรก ถ้าคุณ
ถามว่าวรวดีชอบไหม ตอบตรง ๆ คือชอบช่วงแรกมากกว่าเพราะมันคือภาพงดงามจากหนังสือที่
เราอ่านมาซึ่งเขาทำได้ดีมากทีเดียว แต่ส่วนภาคหลังยอมรับว่าไม่ใช่ my cup of tea คือไม่ใช่
แบบที่วรวดีชอบ แต่ก็ชื่นชมได้เพราะเข้าใจจุดประสงค์ 

เพราะฉะนั้น หากคุณยังไม่ได้อ่านวรรณกรรมแอนน์และคิดจะดูซีรีส์ใน Netfilx ก็ขออนุญาตแนะนำ
ให้อ่านก่อน เพราะ “มันมีพื้นที่ให้จินตนาการได้มากกว่า” ตามคำพูดของน้องแอนน์ เมื่อคุณได้อ่าน
และซึมซับรับสารที่เป็นขุมพลังแห่งความสุขและแรงบันดาลใจจากต้นฉบับ ก็จะได้ดูซีรีส์หรือชม
การแสดงที่ตีความใหม่ในทุกสื่อได้อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าคุณดูซีรีส์มาก่อนและอยากลองอ่านหนังสือ
ก็ขอสนับสนุนว่าอ่านเถิดค่ะ แต่วางภาพจำกับเรื่องราวแต่งเติมในหนังนั้นออกไปก่อน และเปิดใจ
ให้ตัวอักษรนำพาคุณเข้าไปในโลกอันน่าอภิรมย์ของวรรณกรรม เพื่อคุณจะได้พบความสุขในรูป
แบบที่ยั่งยืนกว่า 

ที่สำคัญ มันจะทำให้คุณได้สัมผัสถึงพลังของ “แรงบันดาลใจ” จากวรรณกรรมเรื่องนี้โดยตรง
โดยไม่ผ่านการตีความของใคร เพราะคุณจะเป็นผู้ตีความและรับสารจากผู้เขียนด้วยตัวของ
คุณเองค่ะ

------------------------------------------------------------------------------------

เพื่อนๆสามารถติดตามอ่านเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจได้จาก
เพจ Facebook คุณวรวดี วงศ์สง่า หรืออุดหนุนหนังสือชุดนี้ได้ที่
เพจสำนักพิมพ์ Wordswonder นะคะ 444




Create Date : 24 มกราคม 2569
Last Update : 24 มกราคม 2569 14:10:56 น.
Counter : 117 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
Balin :Lego Theme for (14/1/26) peaceplay
(11 ก.พ. 2569 04:14:17 น.)
: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ - สุภาษิต คำคมจากทั่วโลก [ 1 ] : กะว่าก๋า
(8 ก.พ. 2569 05:30:55 น.)
2605 ชวนอ่าน : รวมเรื่องสั้นของ โกโช อาโอายาม่า (1) มาช้ายังดีกว่าไม่มา
(4 ก.พ. 2569 14:48:55 น.)
รีวิว Meditations for Mortals แนวคิดใหม่เรื่องการใช้เวลาให้มีความหมาย สุดท้ายที่ปลายฟ้า
(29 ม.ค. 2569 00:05:33 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Rilla-my-rilla.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 4642774
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด