สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเขียนถึงวัฒนธรรม เรื่อง “มื้ออาหาร” และ “การดื่มชา” ในสมัยศตวรรษที่ 18-19 กันค่ะ โดยจะขอยกบทความจากนักแปลมาให้อ่านกัน (อีกเช่นเคย) นะคะ การนำบทความนี้มาลง ได้รับอนุญาตจากนักแปล คุณวรวดีเรียบร้อยเเล้ว ------------------------------------------------------------------------------------วันนี้เรามาคุยย้อนยุคถึงสมัยของหนูแอนน์กันต่อเรื่อง “มื้ออาหาร”และ“การดื่มชา” นะคะโดยทั่วไปคำว่า dinner ก็คือ “อาหารเย็น”แต่ในสมัยศตวรรษที่ 18-19คำนี้หมายถึง “อาหารมื้อหลักของวัน” ซึ่งถ้าเป็นชาวสวนชาวนาในอังกฤษ ไอร์แลนด์และสก็อตแลนด์ อาหารมื้อหลักของเขาคือตอนกลางวัน คำว่า “ดินเนอร์” สำหรับคนกลุ่มนี้ก็เลยหมายถึง “อาหารกลางวัน” ค่ะ ส่วนตอนเย็นหลังเสร็จงานจากไร่นาเขาก็กลับมาทานอาหารกันง่าย ๆแบบ “ของว่าง” หรือ snacksและทานพร้อมการ “ดื่มชา” ที่บ้าน ก็จะเรียกว่า tea time หรือ meal teaซึ่งก็คือ “อาหารมื้อเย็น” ราวห้าหกโมงนั่นเอง เขาทานกันเร็วและเข้านอนเร็วเพราะต้องตื่นแต่เช้ามืดไปไร่ไปนา ส่วนคนชั้นกลางหรือสูงที่วิถีชีวิตแตกต่างออกไปอาหารมื้อกลางวันของพวกเขาจะไม่หนัก และเรียกว่า lunch หรือถ้าหรูหน่อยก็ luncheon แต่ “อาหารมื้อหนัก / มื้อหลักของวัน” หรือดินเนอร์นั้น จะไปอยู่ตอนช่วงค่ำคือราวสองทุ่ม ทีนี้บ่าย ๆ ก็หิวสิคะคุณ ๆ เพราะกว่าจะ “ดินเนอร์”ก็หลายชั่วโมงอยู่ เขาจึงต้องมีการรับ “ของว่าง” พร้อมการดื่มชาในช่วงบ่ายเป็นการรองท้องไปก่อน แล้วถ้าทานของรองท้องจากช่วง “ชายามบ่าย”เยอะไปจนทานดินเนอร์ไม่ไหว เขาก็จะทาน “มื้อย่อย” ที่เรียกว่า supper แทน สรุปคือคำว่า “ดินเนอร์” สมัยนั้นจะหมายถึงอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำขึ้นอยู่กับผู้พูด แต่เนื่องจากวรรณกรรมชุดแอนน์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็ก ๆที่ตัวละครหลัก ๆ เป็นชาวสวนชาวนามาจากสก็อตแลนด์ เวลาที่พูดถึง “ดินเนอร์”จึงมักหมายถึง “อาหารกลางวัน” และ tea time มักหมายถึง “อาหารเย็น”ซึ่งบางทีก็อาจหมายถึง “อาหารว่าง” ได้เหมือนกัน หากตามมาด้วย“มื้อย่อย” (supper) อีกมื้อก่อนเข้านอนในวันนั้น คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการ“ดื่มชายามบ่าย” ซึ่งมักเป็นเวลาราวสามโมงครึ่งถึงห้าโมง ตามที่เล่าไว้ข้างต้น การดื่มชาที่ไม่ใช่อาหารเย็นแบบนี้เรียกว่า afternoon teaซึ่งไม่ใช่วิถีปกติของชาวสวนชาวนา แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ทำนะคะ เพียงแต่เวลาที่เขาจัด afternoon tea ที่มีอาหารว่างพร้อมขนมนมเนยสารพัดนั้นมักเป็นโอกาสพิเศษ คุณผู้อ่านจะได้เห็นว่าตัวละครในเรื่องแอนน์ทุกคนจะให้ความสำคัญกับการเชิญแขกมา “ดื่มชา” หรือการได้รับเชิญไป “ดื่มชา” มากเพราะถือเป็นเกียรติคนที่เชิญก็จะงัดฝีมือการทำขนมมาใช้เต็มที่ และอาจมีการรวมอาหาร “เย็น” (cold)หมวดเนื้อสัตว์ไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับความสำคัญของ “แขก” เพราะถ้า “ลากยาว”การดื่มชายามบ่ายก็กลายเป็นอาหารเย็นไปได้เลย นอกจากนี้ เขายังมีการกำหนด “มารยาท” ในการจัดและดื่มชาด้วยค่ะเพราะแคนาดาตอนนั้นก็สืบทอดค่านิยม “วิคตอเรียน” จากอังกฤษมานั่นเองเริ่มจากการแต่งตัวต้องสุภาพเรียบร้อย จัดโต๊ะชาต้องสวยงาม ชุดชาต้องเป็นถ้วยมีจานรอง มีกาน้ำชากับเหยือกนมโถน้ำตาลเล็ก ๆ เข้าชุดตามฐานะของเจ้าบ้านเวลายกถ้วยชามาดื่มก็ต้องใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจับหูถ้วย พับนิ้วก้อยน้อย ๆ เก็บไว้ให้ดีห้ามชี้ออกมาเชียว ไม่งั้นจะดู “ไม่งาม” และห้ามซดเสียงดังอย่างเด็ดขาด ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญคือ “ขนม” และ “ของว่าง” สำหรับ “ชายามบ่าย”.... ในเรื่องแอนน์คุณ ๆ จะได้รู้จักชื่อขนมร้อยแปดพันชนิดที่ “ฮิต” กันสมัยนั้น เช่น ขนมพัฟลูกพลัมอบทาร์ตผลไม้ มินซ์พาย เลดี้ฟิงเกอร์ ทีบิสกิตที่คล้ายขนมสโคนของอังกฤษ เป็นต้นอ่านถึงตรงนี้...คุณ ๆ นึกอยากดื่มชายามบ่ายแบบชาว “อาวอนลี” กันบ้างมั้ยคะพูดถึงขนม มีเค้กชนิดหนึ่งที่หนูแอนน์ชอบทำและสร้างวีรกรรมไว้ในตอนหัดทำด้วยค่ะนั่นคือ “เลเยอร์เค้ก” ตอนนั้น เธออยากทำให้แขกพิเศษของบ้านได้ทานตอนมา“ดื่มชา” ที่บ้านกรีนเกเบิลส์ แต่แทนที่จะใส่กลิ่นวนิลา หนูแอนน์กลับไปคว้าเอา“ยาแก้ปวด” มาใส่...! แล้ว... เรื่องเป็นอย่างไรต่อไป ก็คงต้องอดใจไว้รอหาคำตอบกันเองในหนังสือนะคะ------------------------------------------------------------------------------------ เพื่อนๆสามารถเข้าไปติดตามเกร็ดความรู้เเละร่วมพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความเห็นกับนักแปลได้ที่ Facebook คุณวรวดี วงศ์สง่า นะคะ