แมงกะพรุนห่วงโซ่อาหารที่สำคัญในท้องทะเล




Penguin-mounted video shows penguins eating jellyfish


1.



ในอดีต นักชีววิทยาทางทะเลเชื่อว่า แมงกะพรุนมีแคลลอรี่น้อยมากในห่วงโซ่อาหาร
Credit : Hassan Ammar/Associated Press





นักวิทยาศาสตร์เคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้นานแล้วว่า
มีสัตว์น้ำจำนวนน้อยชนิดมากที่กิน แมงกะพรุน เป็นอาหาร
แต่ผลการวิจัยล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นว่า
แมงกะพรุนอาจเป็นอาหารสำคัญของสัตว์น้ำในมหาสมุทร
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
สำหรับพวกปลาที่หิวโหยแล้ว
การหาแมงกะพรุนกินเป็นอาหาร
น่าจะเป็นเรื่องที่ผิดหวังได้อย่างมาก
เพราะตัวแมงกะพรุนประกอบด้วยน้ำถึง 95%
ทำให้แมงกะพรุนมีแคลลอรี่เพียง 5 แคลลอรี่เท่านั้น
หรือ ราวหนึ่งในสามของปริมาณผักชีฝรั่งหนึ่งถ้วย


จากข้อมูลดังกล่าวเบื้องต้น
ทำให้นักชีววิทยาทางทะเลต่างคิดว่า
แมงกะพรุนจึงเป็นแหล่งอาหาร
ที่ไม่สำคัญของสัตว์น้ำในมหาสมุทร
เพราะคิดว่าสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ
อาจจะไม่ค่อยใส่ใจกับการกินพวกแมงกะพรุน
แต่ความคิดนี้ต้องสิ้นสุดลง
เพราะมันคือ ห่วงโซ่อาหารที่สำคัญในมหาสมุทร


" ในอดีตพวกมันถูกละเลยไป แต่ผลการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้
แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นมุมมองที่ผิดพลาด
เพราะปลาทูน่าหลายชนิด แม้แต่พวกนกเพนกวิน
ต่างพากันเสาะหาแมงกะพรุนเพื่อกินเป็นอาหาร
ยิ่งเราเพ่งดูมากเท่าไร แมงกะพรุนยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งจริง ๆ "
Thomas K. Doyle นักชีววิทยาทางทะเล University College Cork ใน Ireland


เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ว่า
แมงกะพรุนจะช่วยรักษาเสถียรภาพของอาหารในมหาสมุทร
ซึ่งพวกแมงกะพรุนจะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการเป็นอาหาร
สำหรับสัตว์น้ำประเภทอื่น ๆ เมื่อถึงเวลาที่ยากลำบาก/อาหารขาดแคลน


" การรับรู้ของพวกเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
พวกมันดูเหมือนจะพลิกฟื้นแนวคิดระบบนิเวศวิทยาใหม่
ทำให้แมงกะพรุนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของระบบมหาสมุทร "
Jonathan D.R. Houghton นักชีววิทยาทางทะเล
Queen's University Belfast ใน Northern Ireland


แต่เดิมเพราะเหตุผลเพียงอย่างเดียวคือ
แคลอรี่ในตัวแมงกะพรุนที่น้อยนิด
แทบจะมีคุณค่าและสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อสัตว์น้ำ/สัตว์ทะเล
ทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์ต่างปฏิเสธพวกแมงกะพรุน
และคิดว่าสัตว์น้ำที่ล่าเหยื่อมักจะไม่กินแมงกะพรุน


แต่เมื่อนักชีววิทยาจับปลามาผ่าท้องดู
หรือตรวจสอบจากขี้ของพวกปลากินเนื้อ
ต่างแทบจะไม่พบแมงกะพรุนเลย


แต่ทั้งนี้มีข้อยกเว้น เต่ามะเฟือง และ ปลาแสงอาทิตย์ sunfish
ที่รู้กันมานานแล้วว่า ชอบกินแมงกะพรุนมาก
และพวกมันกินแมงกะพรุนนับหลายร้อยตัวทุกวัน
แม้ว่าเต่ามะเฟืองและปลาแสงอาทิตย์ จะมีขนาดใหญ่มากในมหาสมุทร
เต่ามะเฟืองจะมีน้ำหนักมากกว่า 2,000 ปอนด์
ปลาแสงอาทิตย์จะมีน้ำหนักมากกว่า 5,000 ปอนด์


เรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างคิดว่า
ขนาดที่ใหญ่โตของสัตว์น้ำสองชนิดนี้ เต่ามะเฟือง ปลาแสงอาทิตย์
ต่างต้องปรับตัวให้มีขนาดพิเศษสำหรับดำรงชีพ
ด้วยการกินแมงกะพรุนเป็นอาหาร
ที่กรอกเข้าไปในกระเพาะอาหารขนาดใหญ่
ทำให้เหยื่อที่เป็นแมงกะพรุนเข้าไปได้มากเพียงพอที่จะอยู่รอดได้
และได้รับสารอาหารและอาหารในปริมาณที่เพียงพอ


2.



Jellyfish Lake in Palau. “There’s a lot more to jellyfish than jelly,”
Credit : Benjamin Lowy/Getty Images Reportage




แต่สำหรับปลากินเนื้อที่ไม่ได้ปรับตัวให้กินแมงกะพรุนเป็นอาหาร
จะดูเหมือนว่าการกินแมงกะพรุนจะเป็นกลยุทธ์ที่อันตราย
ดังนั้นปลากินเนื้อน่าจะหาเหยื่อชนิดอื่น ๆ กิดกินเป็นอาหารดีกว่า
เพราะมีปริมาณแคลอรีมากกว่าถึง 30 เท่าของแมงกะพรุน


นักชีววิทยาต่างมีความเห็นว่า
ในมหาสมุทรมีอาหารที่กินไม่ได้มากจนเกินไป
และไม่มีใครรู้ว่ามี แมงกะพรุนจำนวนเท่าใดแน่
แต่ก็มักจะเจอพวกแมงกะพรุนจำนวนมากมายมหาศาล


เช่น แมงกะพรุน Barrel สามารถสร้างสายใยหนวดที่หนาแน่น
ถ้านำมารวมกันแล้วยืดให้ยาวจะได้ระยะทางหลายสิบไมล์
หนวดแต่ละเส้นสามารถชั่งน้ำหนักได้มากถึงหกสิบปอนด์


" แต่ถ้าพวกสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ไม่กินแมงกะพรุนแล้ว
สิ่งนี้เป็นสารอินทรีย์ที่จะสูญหายไปจากห่วงโซ่อาหาร
พวกมันจะตายลงแล้วตกลงไปสู่ท้องทะเล
แล้วเป็นอาหารชั้นดีของพวกจุลินทรีย์ใต้ท้องทะเล
ความเป็นแมงกะพรุนมีมากกว่าแค่วุ้นเยลลี่ "
Jonathan D.R. D.R. Houghton


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเข้าใจเรื่องแมงกะพรุน
เพี่งจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากขึ้น
เพราะนักชีววิทยาทางทะเลได้ใช้เครื่องมือใหม่ ๆ
เพื่อหาว่าสัตว์น้ำที่กินเนื้อกินอะไรในท้องทะเล


เพราะเหยื่อที่ถูกกินต่างทิ้งลายเซ็นเคมี (DNA)
ไว้ในตัวสัตว์ที่ล่าพวกมันกินเป็นอาหาร
ที่องค์ประกอบ เช่น ออกซิเจนและไนโตรเจนในกล้ามเนื้อของสัตว์
จะสามารถเปิดเผยถึงชนิดของเหยื่อที่พวกมันกินเป็นอาหาร


ปรากฏว่ามีปลาหลายตัวมากเลย
ที่มีลายเซ็นแมงกะพรุนอยู่ในกล้ามเนื้อของพวกมัน


นักวิทยาศาสตร์ยังได้คิดค้นวิธีการใหม่ ๆ
ในการค้นหาสัตว์น้ำกินเนื้อในมหาสมุทร
แทนที่จะค้นหาเศษซากแมงกะพรุนตัวหรือครึ่งตัว
หลายคนต่างเริ่มค้นหา DNA ของแมงกะพรุน
แล้วพบว่ามี DNA ของแมงกะพรุนมากในกล้ามเนื้อของพวกสัตว์น้ำ


ตัวอย่างเช่น ในท้องของปลาไหล Eel larvae
พบว่า 76% ของดีเอ็นเอเป็นแมงกะพรุน
และจากการตรวจอุจจาระของนก Albatrosses
พบว่า 20% ของดีเอ็นเอเป็นแมงกะพรุน


หลังจากที่ได้ทำการติดตั้งกล้องขนาดเล็กบน นกเพนกวิน
ด้วยการจับภาพวิดีโอไว้เป็นเวลาหลายวัน
ภาพของนกเพนกวินได้เปิดเผยว่า
พวกมันยังกินแมงกะพรุนเป็นอาหาร
และข้อเท็จจริงยังพบว่า
นกเพนกวินต่างกำลังค้นหาแมงกะพรุนอย่างจริงจัง
แม้ว่าจะมีตัวเลือกอาหารอื่น ๆ อยู่ก็ตาม
ทำให้แมงกะพรุนอาจจะเป็นอาหาร
ของพวกนกเพนกวินมากกว่า 40%


" จากการใช้เทคนิคใหม่ ๆ เหล่านี้
ช่วยให้เราสามารถเจาะลึกข้อมูล
และมองเห็นโลกทัศน์ในอีกทางได้ได้ "
Julie McInnes นักชีววิทยา University of Tasmania


มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความหิวกระหาย
ของนกเพนกวินที่อยากกินแมงกะพรุน
ทำไมพวกมันจึงต่างกระตือรือร้นที่จะกินอาหารที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้
(แคลลอรี่ต่ำกว่าอาหารประเภทอื่นในท้องทะเล)






ทั้งนี้ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่น่าสนใจ
อาจมาจากการที่มันง่ายมากในการจับกินแมงกะพรุน
เพราะแมงกะพรุนไม่สามารถหนีพรวดพราดไปได้อย่างรวดเร็ว
และเมื่อกินแมงกะพรุนแล้วจะสามารถย่อยอาหารได้เร็วกว่า


การกินปลาที่เต็มไปด้วยกระดูก/ก้าง
หรือกุ้งที่เต็มไปด้วยเปลือกและหนวดกุ้ง
สัตว์น้ำบางชนิดจะไม่กลืนแมงกะพรุนทั้งตัว
แต่จะกัดกินเฉพาะส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
ในขณะที่ Bell ของแมงกะพรุนส่วนใหญ่จะเป็นพวกน้ำ
แต่เนื้อเยื่อและอวัยวะสืบพันธุ์ของแมงกะพรุนจะเต็มไปด้วยแคลอรี่และโปรตีน


ปริมาณแมงกะพรุนจำนวนมหาศาล
ที่สัตว์น้ำต่างกัดกิน(ตรวจจากลายเซ็นต์ DNA)
ทำให้นักวิจัยต่างตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับ
ผลกระทบของห่วงโซ่อาหารทั้งหมดของสัตว์ทะเล
มันจึงมีความเป็นไปได้ที่
แมงกะพรุนทำให้ระบบนิเวศในมหาสมุทรมีความเป็นเสถียรภาพ


สัตว์ทะเล เช่น ปลามีความเสี่ยงที่จะเกิดปริมาณปลามากเกินไป
แต่พวกปลาก็จะสามารถอยู่รอดได้ ถ้ามีอาหารเพียงพอ
อาหารที่มีขนาดเหมาะสมพอกับปากของพวกปลา
ในการกลืนกินในแต่ละขั้นตอนของวงจรชีวิตของพวกปลา


ในทำนองเดียวกัน แมงกะพรุนมีความหลากหลายและสำคัญมากขึ้น
เมื่อมีปลามีขนาดเล็กอาศัยเป็นฝูงอยู่จำนวนมาก
แมงกะพรุนก็สามารถจับกินเป็นอาหารจากหนวดของพวกมันได้
แต่ถ้าปลาขนาดเล็ก ๆ หากินได้ยากแล้ว
แมงกะพรุนก็ยังสามารถกินแพลงก์ตอนเล็ก ๆ
หรือแม้กระทั่งกินเลนท้องทะเลเป็นอาหาร
จากนั้นพวกสัตว์ทะเลอื่น ๆ ก็อาจจะมีชีวิตอยู่ได้
ด้วยการกินแมงกะพรุนที่มีจำนวนมากเป็นอาหาร


" แมงกะพรุนสร้างความมั่นคงในอาหารท้องทะเล
แมงกะพรุนเป็นเสมือนตัวกันชนสำหรับระบบห่วงโซ่อาหาร "
Jonathan D.R. Houghton


เรียบเรียง/ที่มา


https://nyti.ms/2zMNsp3
https://bit.ly/2IAa7Hy








Create Date : 03 ตุลาคม 2561
Last Update : 3 ตุลาคม 2561 1:35:04 น.
Counter : 389 Pageviews.

2 comments
解决问题的方法 วิธีแก้ปัญหาราคาถูก Kavanich96
(16 ม.ค. 2563 08:46:12 น.)
แจก อาจารย์สุวิมล
(8 ม.ค. 2563 22:04:13 น.)
รั้งผู้เล่นสำคัญไว้ toor36
(4 ม.ค. 2563 06:21:01 น.)
这个貌似最有用的方法 วิธีที่ดีที่สุด Kavanich96
(3 ม.ค. 2563 19:32:52 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณnewyorknurse, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ

  

เจิมค่ะ

ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เกี่ยวกับแมงกะพรุนด้วยค่ะ

" แต่ถ้าพวกสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ไม่กินแมงกะพรุนแล้ว
สิ่งนี้เป็นสารอินทรีย์ที่จะสูญหายไปจากห่วงโซ่อาหาร
พวกมันจะตายลงแล้วตกลงไปสู่ท้องทะเล
แล้วเป็นอาหารชั้นดีของพวกจุลินทรีย์ใต้ท้องทะเล
ความเป็นแมงกะพรุนมีมากกว่าแค่วุ้นเยลลี่ "
Jonathan D.R. D.R. Houghton


โหวดค่ะ
โดย: newyorknurse วันที่: 3 ตุลาคม 2561 เวลา:4:45:10 น.
  
เข้ามาอ่านเพราะสนใจเรื่องแมงกะพรุนค่ะ
โดย: เพรางาย วันที่: 3 ตุลาคม 2561 เวลา:12:37:01 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Ravio.BlogGang.com

ravio
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]

บทความทั้งหมด