ชีวิตชายแดนปาดังเบซาร์-เปี๊ยกคนขับรถยนต์ (ตอนที่ 4)


วันนี้ลองหยิบภาพถ่ายเก่า ๆ ขึ้นมาดู
ความทรงจำเก่า ๆ เลยหวนคืนกลับมาอีกครั้ง
เป็นความทรงจำที่เลือนลางแต่ก็ยังสดใสในใจ


มีครั้งหนึ่ง เปี๋ยกคนขับรถธนาคารทิดพาไน
ที่สนิทกับผมพอสมควรเพราะมักจะเดินทางร่วมกัน
ออกไปสำรวจหลักประกันของลูกค้าที่มาขอสินเชื่อ
ตามพื้นที่อำเภอสะเดาและบางครั้งกินเขตมาที่หาดใหญ่
จึงร่วมเดินทางกันบ่อย ๆ มากในช่วงนั้น
ก่อนที่ผมจะเดินทางมาประจำที่หาดใหญ่
แต่ก็ยังเจอเปี๊ยกเป็นประจำเพราะต้องมาส่งเคลียร์ริ่งเช็คและขนเงินสด
และมักจะออกไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน


การใช้รถยนต์ที่สาขาปาดังเบซาร์
จัดว่าโหดมาก วิ่งมาก และครบรอบเร็วมาก
เพราะมีช่วงหนึ่ง กินเวลาเกือบสองปีเศษ
ที่เปี๋ยกต้องขับรถยนต์ไปกลับวันละไม่น้อยกว่า 4 เที่ยว
ด้วยการส่งเช็คมาเคลียริ่งและการขนเงินสด
ทำให้ระยะเดินทางไปกลับครั้งละ 120 กิโลเมตร
หรือตกวันละ 480 กิโลเมตร เดือนละประมาณ 9,600 กิโลเมตร
รวมทั้งการออกไปสำรวจหลักประกันในช่วงตอนเย็น
ทำให้เดือน ๆ หนึ่งจะมีการใช้รถยนต์ไม่น้อยกว่า 10,000 กิโลเมตร
ครบรอบ 1 ปี มีการใช้รถยนต์รวมระยะทางแล้วเกินกว่า 100,000 กิโลเมตร


จนสำนักงานใหญ่ต้องสอบถามเรื่องการซ่อมบำรุง
ค่าใช้จ่ายน้ำมันรถยนต์
แบบคิดว่า มีการเอารถยนต์ไปวิ่งรถแท็กซี่
แบบที่มีการด่าผู้จัดการสาขาบางราย
ที่เบิกค่าน้ำมันรถยนต์และค่าบำรุงรักษาจำนวนมากจนผิดสังเกต
เพราะนำรถยนต์สาขาไปใช้ส่วนตัว
ไปกลับบ้านพักของตนที่อยู่ต่างจังหวัด


รวมทั้งผู้จัดการสาขาบางคน
มีวิธีการได้รถยนต์ธนาคารที่ขอซื้อไปใช้ในราคาถูก
เพราะพอครบรอบจะมีการเปลี่ยนรถยนต์สาขาคันใหม่
ซึ่งส่วนมากรถยนต์มักจะได้กับผู้จัดการสาขา
เพราะก่อนที่จะมีคำสั่งอนุมัติให้ขายรถยนต์จากสำนักงานใหญ่
ก็มักจะมีคำสั่งจากผู้จัดการสาขาให้นำรถไปซ่อมแซมจนสภาพดีที่สุด
เรียกว่าจะได้รถยนต์ที่เครื่องพร้อม สภาพรถพร้อม
อะหลั่ยทดแทนมีการซ่อมแซมดีแล้วไปใช้งานในราคาถูก


บางสาขาก็มีปัญหาเรื่องรถยนต์สาขา
ที่ผู้จัดการสาขานับถือศาสนาอิสลามบางราย
มักจะสั่งให้คนขับรถยนต์สาขา
แกะพวกสติกเกอร์ ที่แขวนพระ พระบูชาประจำรถยนต์ออก
แม้ว่าผู้จัดการจะไม่ใช่คนขับรถยนต์เองก็ตามแต่
ทำให้มีปัญหาขัดเคืองใจกับคนขับรถยนต์สาขา
แต่มักจะไม่กล้าปริปากพูดมากแต่อย่างใด


ผู้จัดการสาขาไทยมุสลิมบางรายหนักกว่านั้น
ให้ย้ายพระพุทธรูปประจำสาขาออกจากห้องทำงาน
ไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของหรือสถานที่อื่นภายในธนาคาร
แม้ว่าพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นไทยพุทธก็ตาม
แต่มักจะไม่มีพนักงานคนไหนกล้ามีปากเสียงด้วย


จนกระทั่งฝ่ายตรวจสอบธนาคารสอบถามทรัพย์สิน
พระพุทธรูปบูชาที่มีรุ่นหนึ่งธนาคารสร้างเอง
แล้วแจกจ่ายให้ไปประจำสาขาทั่วประเทศ
จึงต้องนำมาแสดงทรัพย์สินว่ายังมีอยู่
แต่พอเปลี่ยนผู้จัดการสาขาเป็นไทยพุทธ
พระพุทธรูปก็กลับมาในตำแหน่งเดิม
พร้อมกับเสียงเจริญพรผู้จัดการสาขาคนเก่า
แบบขอให้ไปแบบโชคดี สำลีแปะหัว


ปัญหาเรื่องรถยนต์ประจำสาขาธนาคาร
มีมากมายหลายเรื่องมาก เช่น
การซ่อมบำรุงประจำปี การต่อทะเบียนรถยนต์ประจำปี
การเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนแบบมีคู่กรณีหรือไม่มีคู่กรณี
การขายรถยนต์ที่ใช้งานมาหลายปีมากแล้ว
ซึ่งส่วนมากคนซื้อรถยนต์จากธนาคาร
มักจะเป็นผู้จัดการสาขาหรือเพื่อนของผู้จัดการ
เรียกว่าพนักงานมักจะซื้อไม่ได้
และผู้จัดการมักจะนำไปขายต่อเพื่อกำไรส่วนต่าง


ปัญหาดังกล่าวหมักหมมมานานมาก
จนกระทั่งธนาคารแห่งหนึ่งที่มีดัชต์ถือหุ้นใหญ่
ออกคำสั่งให้ขายรถยนต์ธนาคารทิ้งหมดทุกคัน
ใครใคร่ซื้อ ซื้อ ใครใคร่ขายต่อ ขายต่อ
แล้วยุบหน่วยงานยานพาหนะธนาคารลง
จากเดิมมีพนักงานรวม 60 กว่าชีวิต
ดูแลรถยนต์ทุกสาขาของธนาคาร
ด้วยเรื่องราวดังกล่าวทุกเรื่อง
ให้เหลือพนักงานไม่เกินกว่า 2 คน
มีหน้าที่ติดต่อกับบริษัทรถยนต์ให้เช่า
ซึ่งดูแลรับผิดชอบทุกอย่างในเรื่องรถยนต์


ระยะแรกพี่ไทยก็สวด(บ่น/นินทา)ว่า
จ่ายแพงกว่าทำไม มีเอี่ยวกับผู้ให้เช่ารถยนต์
แต่ระยะยาวเริ่มเห็นผลที่ตามมา
ตัดปัญหาเรื่องจุกจิกเกี่ยวกับรถยนต์
เรื่องเฉี่ยวชน เรื่องต่อทะเบียน เรื่องอุบัติเหตุ
เรื่องไม่มีรถยนต์ใช้งานในช่วงซ่อมแซม
เรื่องรถยนต์ที่คนซื้อมักจะเป็นระดับหัวหน้า
รวมทั้งรายจ่ายระยะยาวเรื่องพนักงานลดลง
ไม่ต้องแบบภาระในเรื่องคนดูแลรถยนต์แต่อย่างใด
แบบจ่ายแพงในตอนแรก
แต่กำไรมากกว่าในระยะยาว


วิธีคิดของฝรั่งต่างชาติในเรื่องการเช่าดีกว่าซื้อ
พนักงานรวม 60 คน ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 20,000.-บาท
เพราะทำงานมานานมากแต่ละคนหลายปีแล้ว
แต่ละเดือนต้องมีภาระจ่ายเงินเดือน 1,200,000.-บาท
ถ้านำเงินดังกล่าวไปเช่ารถยนต์เดือนละ 10,000.-บาท
จะได้รถยนต์มาใช้งานร่วม 120 คันสบาย ๆ
ยิ่งถ้าเช่าจำนวนมากราคาค่าเช่ายิ่งถูกลงมาก
แถมลดเรื่องปัญหาจุกจิก ๆ ต่าง ๆ ลงอีกมาก
และภาระค่าใช้จ่ายพนักงานในอนาคต
ที่จะต้องตามมาอีกมากมายเช่นกัน



มีครั้งหนึ่ง ผมกับเป๊ยกลาพักร้อนพร้อมกัน
แล้วนั่งรถไฟเดินทางขึ้นไปกรุงเทพฯ
เพราะพี่ชายได้ซื้อรถยนต์มือสองจากเพื่อนไว้
กะว่าให้ผมเอามาใช้ที่หาดใหญ่ในช่วงนั้น
เราเลยเดินทางไปรับโอนรถยนต์ที่ขนส่งกรุงเทพฯ
แต่ต้องรอกันนานจนเลยครึ่งวันทำการ
เพราะต้องแก้ไขระบบทะเบียนรถยนต์และรอชำระเงินให้เสร็จสิ้น


พอเสร็จจากการโอนรถยนต์เรียบร้อยแล้ว
ก็ตีรถยนต์กลับภาคใต้ในวันนั้น
ราว ๆ สามโมงเย็นก็ถึงผ่านโพธาราม
เปี๋ยกขอแวะบ้านเดิมที่โพธารามก่อน
ก็เลยแวะเยี่ยมบ้านเดิมของเปี๊ยกที่นั่น
แกได้พบปะและพูดคุยกับญาติ/เพื่อนเก่าของแกร่วมชั่วโมง
ก่อนที่จะตีรถยนต์กลับมาภาคใต้
โดยแวะค้างพักที่ประจวบคีรีขันธุ์ก่อนเพราะมืดค่ำแล้ว


รถยนต์ที่ผมซื้อมาสักพัก
ก็ไม่อยากใช้แล้วเพราะค่อนข้างเล็กและยังขับไม่ถนัด
เลยฝากเพื่อนวางขายที่หน้าบ้านร้านขายอะหลั่ยรถยนต์
ในยุคนั้น รถยนต์เป็นอะไรที่แพงและซื้อง่ายขายคล่อง
โดยเฉพาะรถยนต์มือสองญี่ปุ่นสภาพดี ป้ายกรุงเทพฯ
ทำให้มีนายหน้ามาติดต่อขอซื้อในที่สุด
จึงนัดโอนกันที่ขนส่งหาดใหญ่ในวันทำการ
พร้อมกับเปลี่ยนทะเบียนจากกรุงเทพฯ เป็นสงขลา
วันนั้นโชคดีที่เจอรุ่นพี่เป็นหัวหน้าขนส่งหาดใหญ่


ท่านถามว่า " มาทำอะไรวันนี้ "

ผมเลยโกหกสีขาวบอกว่า " โอนรถยนต์ครับ พี่ ไม่เป็นไรครับ ใกล้เสร็จแล้วครับ "

ท่านเลยบอกว่า " เหรอ งั้น ผมเดินไปช่วยดูให้ "

ผมเลยบอกว่า " ไม่เป็นไรครับ พี่ ไม่รบกวนครับ "

ท่านบอก " ไม่เป็นไร ผมชอบเดินตรวจตราอยู่แล้ว "

ท่านเลยเดินนำไปถามเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์
เพื่อสอบถามว่ามีการตรวจสภาพรถยนต์ถึงขั้นตอนไหนแล้วบ้าง
แล้วพาพวกผมมาที่ช่องจดทะเบียนโอนรถยนต์
แล้วบอกกับคนซื้อที่เป็นตำรวจสทิงพระว่า
" น้อง เลือกเบอร์รถยนต์เลย
แต่เบอร์ตอง เบอร์เรียง คงไม่ได้นะ
เพราะผู้ใหญ่ขอไว้แล้ว
"


ตำรวจรายนั้นเลยได้เลือกเบอร์รถยนต์ที่ชอบ
และแล้ววันนั้นจดทะเบียนเสร็จภายในครึ่งชั่วโมง
ยิ่งกว่าระบบ Fast Track ที่นำมาใช้ในวันหลัง
ผมกับคนซื้อเลยขอบคุณหัวหน้า
แล้วต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวต่อไป


ในยุคนั้นเบอร์สวย ๆ เบอร์ตอง เบอร์เรียง ของรถยนต์
ยังไม่มีการนำมาประมูลหารายได้เข้ารัฐ
เพื่อนำเข้ากองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากยานพาหนะ
จึงมักจะมีการใช้เส้นสายอิทธิพลทางการเมือง
หรือการจ่ายเงินจำนวนหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท
เพื่อล็อคเบอร์สวย ๆ ไว้ใช้งานในรถยนต์
เรียกว่า ชาวบ้านไปไกล ๆ ไม่ต้องมาสะเออะเสนอหน้าแต่อย่างใด


แถมยังมีวาทกรรมนักการเมืองในรัฐสภา
ตีฝีปากและถ้อยคำเคลือบยาพิษว่า
จะสร้างปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในบ้านเมือง
เพราะถ้าเปิดการประมูลจะได้เบอร์สวย ๆ เฉพาะคนมีเงิน


แต่พวกสร้างความไม่เท่าเทียมจริง คือ นักการเมือง
ที่มักจะมีใบสั่งไปที่ขนส่งแต่ละแห่งให้ล็อคเบอร์ไว้ด้วย
ดังนั้น เบอร์สวย ๆ ในอดีตที่ยังไม่มีการประมูล
สันนิษฐานได้เลยร้อยละ 99.87 มาจากระบบอุปถัมภ์




เปี๊ยกพอเห็นผมนำรถยนต์มือสองมาขายมีกำไร
ก็เลยวิ่งเต้นไปนำรถยนต์มือสองมาขายบ้าง
มีกำไรบ้างขาดทุนบ้าง
แต่ที่มีกำไรคือ ซื้อรถยนต์มือสองของผมไปใช้งาน
แล้วผ่อนจ่ายแบบลากยาวหลายปี
จนจ่ายก้อนสุดท้ายเพราะขายให้คนซัง(ตรัง) ไป
เรื่องนี้ไม่ว่ากันอยู่แล้วเพราะความเป็นเพื่อน
กับเปี๊ยกเคยร่วมเดินทางด้วยกันหลายครั้ง
และแนะนำให้ซื้อที่ดินมือเปล่า
ในหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่างที่ืแถวทับโกบ


แต่รถยนต์คันที่เปี๊ยกขาดทุนหนักที่สุดคือ
รถยนต์เบนซ์มือสองที่เคยเป็นรถยนต์
ประจำตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล
มีการโอนขายเปลี่ยนมือมาหลายคนมาก
จนสุดท้ายเปี๊ยกก็ซิ้อไป
สภาพยังสวยพอใช้งานได้ดี
แต่ต้องปรับปรุงสักเล็กน้อยก็จะเหมือนเดิมมาก
เปี๋ยกเคยเสนอขายผม แต่ผมไม่สนใจแต่อย่างใด


ในยุคนั้น อะหลั่ยรถเบนซ์ทางชายแดนจะหาง่ายมาก
เพราะเดินเข้าทางฝั่งมาเลย์จะมีเชียงกงมากในยุคนั้น
สามารถหาซื้ออะหลั่ยรถยนต์ยุโรปมือสองได้ในราคาถูกกว่าฝั่งไทย
การนำอะหลั่ยมือสองเข้ามาฝั่งไทย
ก็มีทั้งการลักลอบนำเข้ากับการเสียภาษีศุลกากรบางส่วน
เรียกว่า ยังไง ๆ ราคาก็ยังถูกกว่าซื้อในฝั่งไทย


แต่คนที่เก่งในเรื่องเครื่องยนต์เบนซ์มีน้อยมาก
ที่เก่ง ๆ มักจะเป็นคนไทยมุสลิมที่อยู่แถวบ้านทองปัตตานี
ใกล้กับทางไปยะลา เพราะในยุคก่อน
แท็กซี่หาดใหญ่ยะลา คิวรถต้องใช้รถเบนซ์เท่านั้น
แต่เครื่องยนต์มักจะเป็นเครื่องญี่ปุ่นแล้ว


เปี๊ยกจึงไปเปลี่ยนเครื่องยนต์เก่าที่นั่น
แล้วใส่วิ่งแทนเครื่องยนต์คันเดิม
แต่ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ง่าย ๆ
เพราะไม่มีหลักฐานการซื้อขายเครื่องยนต์
และสวมเลขหมายเครื่องยนต์ไม่ได้
แบบใช้งานได้แต่อย่าเฉี่ยวชน
จนต้องขึ้นสถานีตำรวจเลย
เรื่องจะบานปลายมากกว่าที่คาดคิด


เรื่องนี้เลยคาราคาซังลากยาวมาก
เพราะเปี๊ยกขายให้กับคนไทยมุสลิมแถวบ้าน
แต่ก็เก็บเงินได้ไม่ครบตามจำนวน
เพราะปัญหาเรื่องนี้ส่วนหนึ่งกับคนซื้อไม่มีเงินส่วนหนึ่ง
จนกระทั่งเป็ยกถึงแก่กรรมไป
ผมก็ไม่ทราบว่ามีการจ่ายเงินกันครบหรือไม่
และรถยนต์คันนี้ตอนนี้อยู่ที่ไหนบ้าง



เขียนขึ้นจากความทรงจำเก่า ๆ
ก่อนที่จะเลือนหายไปเหมือนควันรถยนต์


เรื่องเดิม


ชีวิตชายแดนปาดังเบซาร์-เปี๊ยกคนขับรถยนต​์


ชีวิตชายแดนปาดังเบซาร์-เปี๊ยกคนขับรถยนต์ (ตอนที่ 2)


ชีวิตชายแดนปาดังเบซาร์-เปี๊ยกคนขับรถยนต์ (ตอนที่ 3)



Create Date : 02 กันยายน 2561
Last Update : 2 กันยายน 2561 20:42:11 น.
Counter : 343 Pageviews.

0 comments
๐๔.*..และแล้วก็รู้..*. พันคม
(19 ม.ค. 2563 15:19:05 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบครั้งที่ #244 "แจก" เรียวรุ้ง
(18 ม.ค. 2563 15:07:20 น.)
ภาวะที่ 3 : ราชาสีขาว zionzany
(18 ม.ค. 2563 14:01:16 น.)
~*~ ปาริชาติ ~*~ วลีลักษณา
(16 ม.ค. 2563 18:20:42 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Ravio.BlogGang.com

ravio
Location :
สงขลา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]

บทความทั้งหมด