ตอนที่ 10 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


10

วันหนึ่งในตอนพักกลางวัน ขณะที่ปรเมษฐ์กำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อ นักเรียนหลายคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้นรวมทั้งภูสิตาก็พูดคุยเล่นกันสนุกสนาน ไม่มีใครสนใจปรเมษฐ์ “มาดูอะไรเร็วเข้า มีจดหมายมาหาตาลด้วยแหละ ” เสียงโมรีตื่นเต้นยิ่งกว่าเจ้าตัว เพื่อน ๆ หลายคนวิ่งมาห้อมล้อมโมรีให้วุ่นไปหมด

“จดหมายพี่หนุ่มที่วิธิต ใช่ไหมโม ? ” ปูนาถาม

“ใช่แล้ว เขาฝากเรามา พี่เขาบอกว่าปลื้มตาลมาก นี่ไงฝากดอกกุหลาบมาให้ด้วย เราจะแกะอ่านให้ฟังเอาไหมตาล ? ” ภูสิตาไม่ตอบแต่พยักหน้า ก่อนหน้านี้โมรีเล่าเรื่องพี่ ๆ ที่โรงเรียนมัธยมให้ฟังหลายคน แต่ภูสิตาจำไม่ได้สักคนเพราะไม่สนใจ ถ้าเรื่องพี่เข้มก็พอจะรู้อยู่บ้างเพราะเจอกันทุกวัน พี่เข้มเป็นคนคุยสนุกและไม่มีพิษภัยใด ๆ ในความรู้สึกของภูสิตา

“น้องตาลครับพี่หนุ่มแอบปลื้มน้องตาลมานาน ถ้ายังไงวันนี้ พี่จะไปรอรับที่หน้าโรงเรียนนะครับ” พอโมรีอ่านจบ ทุกคนก็โห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ไม่นานนักทุกคนก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มลง พอหันไปดูก็เห็นปรเมษฐ์ใช้เท้าถีบเก้าอี้อีกตัวล้มลงอีก

“เป็นอะไรของแกไอ้บอล ? ! ” ธนชาติที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมา ตวาดปรเมษฐ์เสียงดัง “บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำ ! ” เสียงปรเมษฐ์ดุดันและเย็นชา

“อะไรนักหนาวะ ! ? ” พอพูดจบธนชาติก็ขว้างหนังสือเล่มหนึ่งมาโดนที่บ่าของปรเมษฐ์เข้าอย่างจัง “เข้ามานี่เลยบอล ! ถ้าอยากมีเรื่อง ข้าจะช่วย เห็นทำหน้ากวนประสาทมาหลายวันแล้ว” ไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่โกรธกันเพราะเรื่องแค่นี้หรือเพราะมีเรื่องกันมาก่อนหน้านี้หรือเปล่า แต่ไม่ทันขาดคำปรเมษฐ์ก็เดินเข้าไปชกที่หน้าของธนชาติเข้าเต็มแรง แล้วทั้งคู่ก็ชกกันไปมา กรกฎและเพื่อน ๆ เห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งเข้าไปแยกทั้งคู่ออกจากกัน ธนชาติมีเลือดอาบที่หัวคิ้ว ส่วนปรเมษฐ์ก็มีเลือดออกที่มุมปาก สีหน้าของทั้งคู่แดงเหมือนลูกตำลึง ธนชาติหอบเบา ๆ ในขณะที่อีกคนไม่แสดงอาการอะไรเลย เขาเช็ดที่มุมปากเอาคราบเลือดออกแล้วก็ลงนั่ง ไม่พูดจากับใคร

“ข้าไม่ได้พาไอ้นั่นมาส่งจดหมาย มันเข้ามาเอง ! ” ธนชาติอธิบาย แต่ดูเหมือนปรเมษฐ์ไม่ได้สนใจกลับชี้มือไปที่ภูสิตา “นั่นไงหลักฐาน ! ” แล้วปรเมษฐ์ก็เดินไปดึงจดหมายมาจากมือของโมรี เขาขว้างจดหมายนั้น ใส่หน้าธนชาติอย่างไม่แยแสสายตาใคร “ถ้าพาคนนอกเข้ามาอีก จะหาว่าไม่เตือน” แล้วปรเมษฐ์ก็เดินออกจากห้องไป

“อะไรกันเนี่ย พวกเธอเป็นอะไรกัน ? ” โมรีถามหน้าเสีย “ก็จดหมายนี่พี่หนุ่มเขาฝากฉันมา แล้วทะเลาะอะไรกัน ? ”

“โมรีไม่เป็นไรนะ ไม่มีอะไรหรอก พอดีธนชาติเขาอาสาพาพี่คนนั้นเข้ามาในโรงเรียนเมื่อวาน ชาติเขาให้ยืมเสื้อใส่ ให้พี่เข้ามาดูภูสิตาตอนคาบกิจกรรม บอลเขาจำหน้าหมอนั่นได้ เลยเตือนกันไป แต่ก็เป็นอย่างที่เห็น” กรกฎเล่า

“ไอ้บอลมันบ้า ! จะอะไรนักหนา ก็แค่มาดูสาว ๆ เขาไม่ได้มาปล้นโรงเรียนเสียหน่อย ” ธนชาติแก้ตัว

“จริงเหรอ ? มีเรื่องอย่างนี้ด้วยเหรอ ? จดหมายนี่เขาฝากเราตรงรั้วนะ เราไม่ได้เจอเขาในนี้นะ” โมรีพูดเสียงอ่อย

“ก็ควรอยู่หรอกที่จะคิ้วแตก ถ้าอาจารย์รู้ป่านนี้ธนชาติโดนมากกว่านี้อีก ” ปูนาพูดจบก็รีบวิ่งออกไป เธอเป็นห่วงปรเมษฐ์ยิ่งกว่าใคร รู้ดีว่าไม่ใช่แค่เพราะธนชาติพาคนภายนอกเข้ามาในโรงเรียน แต่เป็นเพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวกับภูสิตาด้วยต่างหาก

ภูสิตาเห็นแววตาของปรเมษฐ์แล้วรู้สึกแย่เหลือเกิน แม้จะไม่ได้คุยกันมานานแล้ว แต่เธอก็ยังแอบมองดูเขาตลอดเวลา ห้ามตัวเองอยู่ทุกครั้งแต่ก็ทำไม่ได้สักที ถ้าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนคนนี้ต้องเสียเลือด เธอก็ควรทำอะไรสักอย่างชดเชย จึงวิ่งตามเพื่อนไปด้วย ปูนาหยุดวิ่งเมื่อออกมาจากห้องแล้ว เธอหันกลับมาจึงเห็นภูสิตา

“บอกเขาด้วยเราไม่รู้เรื่องและไม่สนใจ บอกเขาอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าทำแบบนี้ เขาทำให้เรารู้สึกผิด บอกบอลทีเราไม่อยากให้เขาเจ็บตัว บอกเขาแทนเราด้วย”

“ถ้าห่วงมัน ตาลก็ไปบอกเอง จะทำแบบนี้ทำไม ยังไง ๆ บอลเขาก็จำเป็นต้องไป” ปูนารู้สึกไม่พอใจอยู่มากเพราะรู้ว่าที่ผ่านมาปรเมษฐ์เสียใจนัก ส่วนคนนี้ก็เพื่อน

ไม่มีคำตอบใด ๆ จากปากของภูสิตา ปูนาจนใจเพราะภาพที่เห็นตรงหน้า ภูสิตาคนที่มีรอยยิ้มให้เธอเสมอ บัดนี้เพื่อนรักร้องไห้โดยที่ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น และอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลังของภูสิตาก็ฝืนยิ้ม หน้าที่ดูเศร้าของปรเมษฐ์ ทำให้ปูนาพูดไม่ออกเช่นกัน ภูสิตาจะต้องใจอ่อนถ้าเพียงเธอหันไปมองข้างหลัง แต่เธอกลับนั่งลง ซบหน้ากอดตัวเองร้องไห้ออกมาต่อหน้าปูนานั่นเอง

ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องจดหมายนั่นอีกเลย เพราะเกรงว่าเรื่องจะถึงหูอาจารย์ประจำชั้น ส่วนปรเมษฐ์เองก็ไม่มีเวลาว่างมากนัก เทอมนั้นเขาและน้องชายต้องเรียนพิเศษกันทุกวัน พอจบปีการศึกษานั้น ทั้งปรเมษฐ์และปรมัตถ์ก็ไปเรียนภาษาที่ออสเตรเลียทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลาเพื่อน ๆ เลย แล้วทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาเรียนต่อให้จบชั้นประถมที่นี่อีกเพราะพ่อและแม่เห็นว่าในเมื่อไปแล้ว ก็ควรจะเรียนต่อให้จบโทไปเลย นาน ๆ พวกเขาจึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง แต่ก็เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ภูสิตาไม่มีโอกาสได้พบทั้งสองพี่น้องอีกเลย



วันเวลาผ่านไปนานจนภูสิตาเองก็ไม่ได้นับเหมือนกันว่ามันนานเท่าไรแล้ว ที่เคยคิดว่าสักวันคงจะได้พบกันเมื่อพวกเขากลับมาเยี่ยมบ้าน ก็ไม่เป็นไปตามที่หวังเลยสักครั้งเดียว “จดหมายครับคุณ” บุรุษไปรษณีย์คนเดิมที่คุ้นหน้า ยื่นจดหมายจากต่างประเทศให้หญิงสาว ก่อนที่เธอจะเดินเข้าบ้าน

Australia

ภูสิตาเห็นชื่อประเทศแล้วก็รับมา หากแต่พอเข้าไปในห้องนอน เธอก็ยัดมันเข้าไปในกล่องกระดาษสีขาว บางฉบับร่วงลงมาที่พื้นเพราะมันล้นกล่องนั่นเอง ส่งมาทำไมเยอะแยะ ? ภูสิตานึกในใจ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นแต่ภูสิตาไม่ได้สนใจ เพราะคุ้นเคยกับวิธีการเคาะของผู้มาแล้ว เป็นที่รับรู้เธออนุญาตอย่างเต็มใจ

“ตายแล้ว นี่ไม่ได้อ่านเลยเหรอจ๊ะ ? ” คุณนิดาถามเมื่อนำเอกสารบางส่วนมาส่งให้ หญิงสาวหน้าตาหมดจดยิ้มให้อ่อนโยน ภูสิตาในวันนี้งดงาม ผมยาวสลวยของเธอถูกรวบไว้ต้นคอเผยผิวผ่องเด่นชัด ดวงตาคู่งามนั้น แฝงอะไรบางอย่างอยู่เสมอ

“ไม่มีเวลาค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอยื่นมือไปรับซองเอกสารมาอย่างเกรงใจ

“เหรอจ๊ะ ? พ่อเราให้ทำงานเยอะขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ? ”

“ไม่หรอกค่ะ ก็งานแปลทั่ว ๆ ไป แต่ตาลทำงานของตัวเองเสียมาก เลยไม่ได้ช่วยพ่อตรวจงานนักศึกษา”

“ก็พ่อเราพอมาเป็นอาจารย์พิเศษ เล่นสอนได้หลายวิชานี่นา นักแปลของพ่อจึงต้องทำงานหนักแทน” แววตาของคนพูดจริงใจอย่างที่ภูสิตามองเห็นมาหลายปี

“อย่าพูดให้พ่อได้ยินนะคะ ไม่งั้นตาลจะโดนดุ ” ภูสิตาหัวเราะ แววตาของภูสิตายามยิ้มแย้มดูมีความสุข แต่คุณนิดาก็ดูลูกเลี้ยงคนนี้ไม่เคยได้ทะลุปรุโปร่งสักที หญิงสาว ‘ไว้ตัว’ ได้อย่างน่าดูทีเดียว

ภูสิตาเปิดเผยมากกว่าเดิมผิดจากเด็กหญิงในวันวาน ความดีของคุณนิดาก็ทำให้ภูสิตายอมรับกับการมีแม่เลี้ยงได้อย่างเต็มใจ ในยามที่พ่อไม่สบายก็ได้คุณนิดาดูแลไม่ห่าง และคอยดูแลทุกเรื่องในบ้านให้ เธอมักจะได้ยินคำบ่นจากพ่อเสมอเมื่อจดจ่อกับการทำงานแปลจนลืมแม้กระทั่งเวลาหลับนอน “จะเอาอะไรกับพวกติสท์แตก”

ก่อนจะเข้านอนในแต่ละคืน ภูสิตาต้องข่มตาให้หลับ ไม่ก็กินยานอนหลับอ่อน ๆ เพราะในหัวของเธอมักเต็มไปด้วยจินตนาการและเรื่องที่ต้องคิดต้องแปล ไฟในห้องนอนที่เปิดเกือบทั้งคืน ทำให้คนในครอบครัวเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย หลายครั้งที่ต้องเตือนกัน เมื่อเห็นเจ้าตัวดื่มกาแฟวันละหลายแก้ว “ต้องรู้จักวางปล่อยวางเสียบ้างลูก นอนก็ต้องนอนให้หลับ ตื่นมาจะได้มีแรงคิดต่อ ตาลจะปล่อยให้ทุกเรื่องมันเดินทางตลอดเวลาไม่ได้ มันต้องหยุดบ้าง” ผู้เป็นบิดาเตือน

“คิดอย่างนั้นตาลก็ตกงานค่ะพ่อ”

“พ่อเลี้ยงได้”

“ไม่เอาหรอกค่ะ ไม่คุยแล้วเดี๋ยวตาลไปนอน” เวลาที่ลูกบอกว่า ‘ไม่เอา’ อาคมเข้าใจได้ทันทีว่าเจ้าตัวไม่มีสติแล้ว ทำทุกอย่างตามอารมณ์ขณะนั้นเท่านั้นเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะขัดใจเพราะภูสิตาก็โตเกินจะดุกันเหมือนเมื่อก่อนได้

“คงต้องวางเสียหน่อยปวดหัวชะมัด” ภูสิตาเก็บเอกสารเรียบร้อย เลื่อนออกไปให้ห่างตัว อะไรที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย เธอก็มักจะทำอย่างนี้เสมอ เอาออกไปให้ห่างตัว “ลองไม่กินยาสักวันนะ ดูซิว่ามันจะหลับได้ไหม” เธอยัดขวดยานอนหลับอย่างอ่อน ๆ ไว้ใต้ตู้ไม้ข้างเตียงเหมือนคนที่อยากจะลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายอยู่นานพอสมควร พอเจ้าตัวเคลิ้มหลับ ซองจดหมายฉบับหนึ่งก็ร่วงออกมาจากเอกสารกองโตข้างเตียง ภูสิตาลุกขึ้นมาจากที่นอนเลื่อนลอย สมองแปลจากอีกภาษาหนึ่งเป็นภาษาที่คุ้นเคย

ภูสิตาที่รัก…..

นานเท่าไรแล้ว ที่คุณไม่เคยตอบจดหมายของผม คุณไม่รักษาสัญญา

เสียงสะอื้นของใครบางคนสะท้อน หญิงสาวผวาตื่นขึ้นมา หูเธอได้ยินชัดทุกประโยค ร้องไห้ทำไมกัน ? ใครกัน ? นกน้อยส่งเสียงแข่งกันราวกับร้องเพลง ด้วยเวลาแปรผันตามดวงตะวัน หนวกหู ! เราฝัน ? พอหันไปมองกล่องใส่ซองจดหมาย “ถึงกับเก็บไปฝันเชียวหรือนี่ ? ” หญิงสาวรีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว

“งาน ๆ ซองเอกสารคุณแก้วไปไหน ? ” เธอลุกลี้ลุกลนเมื่อมองเข็มนาฬิกา ปลายซองสีน้ำตาลยื่นออกมาจากกองเอกสารข้าง ๆ เตียง “เจอแล้ว ! ”

อะไรบางอย่างร่วงลงพื้นเช่นกัน จดหมายในซองถูกพับไว้ไม่เรียบร้อยนัก หญิงสาวก้มลงหยิบมันขึ้นมาอ่านโดยไม่ได้ตั้งใจ ภูสิตาที่รัก... ถ้อยคำคุ้นตา ลายมือนั้นเคยเห็น “นี่มันจดหมายเมื่อคืน นี่ฉันลุกขึ้นมาอ่านจดหมายเหรอเนี่ย ? ” เธอกุมศีรษะตัวเอง ภูสิตาเข้าใจในบัดดล เธอตื่นกลางดึก จดหมายนั่นถูกแกะแล้ว แต่ไม่ใช่ฉบับล่าสุดเพราะมันยังคงปิดอยู่ คงเป็นฉบับที่น้านิดาเก็บขึ้นมาให้เมื่อวาน “ทำไมฉันต้องอ่าน ในเมื่อเจ้าตัวเขาไม่คิดจะกลับมา ” เธอสัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ติดต่อกับปรเมษฐ์อีก การพลัดพรากเป็นเรื่องที่แย่และน่ากลัวที่สุดสำหรับภูสิตา ใครจะรู้ว่าเธอต้องร้องไห้มากมายขนาดไหนกับการรอคอยเป็น 10 ปี



แสงแดดสะท้อนใส่ดวงตาคู่งาม ร่างบางรู้สึกอ่อนล้าอย่างบอกไม่ถูก เมื่อมาถึงที่หมายภูสิตาจึงพยายามทำตัวเองให้สดชื่นด้วยการยิ้ม

“คุณภูสิตามาพอดีเลย” แก้วตายื่นมือมารับเอกสารจากหญิงสาวไป

“ขอโทษนะคะที่ช้า ดิฉันพยายามแล้ว บทละครที่คุณต้องการน่าจะใช้การได้ดี แปลให้เรียบร้อยแล้วค่ะ” คุณแก้วรับมาอ่านปราด ๆ “ไม่น่ามีปัญหาค่ะ ดิฉันเชื่อมือคุณ นี่แคชเชียร์เช็คค่ะ ว่าแต่ว่ามีงานต่อที่ไหนไหมคะ ไปทานข้าวกันได้ไหม ? ”

“ขอบคุณค่ะแต่ไม่สะดวก พอดีมีนัดกับเพื่อนแล้วค่ะ ไว้โอกาสหน้านะคะ”

“งั้นก็ได้ค่ะ มีอะไรแล้วแก้วจะติดต่อไปนะคะ”



พอขับรถออกมา หญิงสาวก็รู้สึกหดหู่กับเรื่องความฝันเมื่อคืน ไม่สิ ! มันเป็นเรื่องจริง จดหมายของปรเมษฐ์และข้อความตัดพ้อเหล่านั้นถูกบอกเล่าให้เพื่อนรักฟัง โมรีในวันนี้คือคนที่ภูสิตาสนิทที่สุดในโลกรองลงมาจากพ่อ

“ทำไมเหรอ ? แกก็คงบ้าเหมือนเดิม ลุกมาอ่านจดหมายดึก ๆ ดื่นๆ ” โมรีพูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา โต๊ะนั่งเล่นหน้าบ้านรอแขกผู้มาเยือนเสมอ ถ้าชื่อภูสิตา

“ไม่นะโม ฉันไม่ได้ทำงานก่อนนอนสักนิด”

“คิดถึงเขานะสิ จะมีอะไร ? ” โมรีมองหน้าเพื่อนรักอย่างจ้องจะจับผิด

ภูสิตาดูเข้มแข็ง แต่ลมหายใจที่ผ่อนสั้นผ่อนยาวของเจ้าตัว ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนรักกำลังทุกข์ใจอย่างยิ่ง “ไม่งั้นแกก็กินยา” น้ำเสียงโมรีอ่อนลง

“อย่ามาจับผิดเหมือนปูนา ฉันไม่เคยพูดอะไร แล้วก็ไม่ได้กินยาด้วย” พอพูดถึงปรเมษฐ์ ใบหน้าของปูนาก็ลอยขึ้นมาในความคิดของภูสิตาทันที

“นั่นแหละ ! ถ้าไม่อยากฟัง หล่อนก็อยู่เงียบ ๆ ฉันอยากฟังเรื่องนายบอลจะแย่” โมรีตำหนิเพื่อนตรง ๆ “มาแล้วโน่น ! แม่คุณนายฝรั่ง ”

เราทุกคนโตขึ้นและภาษาพูดของเราก็เปลี่ยนไปตามด้วย ความสนิทชิดเชื้อเหนียวแน่นและการให้เกียรติกันปรากฏให้เห็นชัดตามกาลเทศะ ปูนาในวันนี้แต่งงานไปแล้วกับคนต่างชาติ เธอยังแวะเวียนมาหาเพื่อนเสมอ หญิงสาวยิ้มกว้างเมื่อเดินเข้ามาหาเพื่อนรักทั้งสอง “รอนานไหม ? Sorry จ้ะ ไบรอันเขาไม่ค่อยอยากให้มา นี่หนีมาเลยนะ”

“ใครใช้ให้แต่งงาน ช่วยไม่ได้ นั่งลง ๆ ที่นี่มีเก้าอี้ค่ะคุณนาย ”

ปูนาหน้างอ “เชอะ ! อย่าให้ถึงคิวตัวมั่งโมรี ระวังจะขึ้นคาน เออ ! ตาล ตาลรู้อะไรไหม ? บอลเขากลับมาแล้วนะ ” ปูนาเปลี่ยนเรื่อง น้ำเสียงเธอตื่นเต้นไม่น้อย

“แล้วไงจ๊ะ ? ”

“ว้า ! ตัวไม่อยากเจอเขาเหรอ กลับมาทั้งคู่เลยนะ แต่เอ๊ะ ! เขาน่าจะบอกตัวเป็นคนแรก เดือนนี้อ่านจดหมายหรือยัง ? ”

“No……ไม่เคยอ่าน พึ่งละเมอมาอ่านเมื่อคืน ” แววตาเจ้าตัวเย็นชา โมรีฟาดมือลงที่โต๊ะเบา ๆ อย่างสะใจ “ฉันว่าแล้ว เลิกคิดได้เลยปูนา Forget it ! ” เธอทำเสียงสูง

“ฉันก็พยายามจะเลิกยุ่งแล้วนะ แต่ฝ่ายนั้นเขารอมาตลอด ฉันก็นึกสงสาร”

“ปูนานี่เราก็โตกันจนเรียกว่าแก่ได้แล้วนะ ใครที่ไหนเขาจะมารอเรา ก็แค่จดหมาย ” ภูสิตาหัวเราะขัน ก่อนจะมองออกไปภายนอกเลื่อนลอย

“ตาลฉันว่าเขา Serious นะจ๊ะ อย่างที่เธอว่า ไอ้บ้าที่ไหนจะมาเขียนจดหมายหาเธอมาตลอด 10 กว่าปี บอกฉันหน่อย”

โมรีพยักหน้ารับจริงจัง “ก็คงไอ้บ้าคุณบอลนั่นแหละ ขนาดเรื่องจดหมายนั่นมันยังต่อยกะธนชาติเลือดสาด ฉันยังสยดสยองไม่หาย นี่เรื่องของคนอื่นนะคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของคนบางคนแถวนี้ ฉันไม่ได้พูดถึงใครจริง ๆ นะฉันเพ้อลอย ๆ ”

ว่าแล้วโมรีก็ชี้ไปที่ภูสิตาแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ปูนาหันมาสบตาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอรู้เรื่องนี้ดีกว่าใครแต่ก็ไม่อยากเอ่ยถึงมันอีก จึงได้พยายามพูดเรื่องอื่นเพราะภูสิตาก็ทำเฉยจนเหมือนคนไร้หัวใจ พวกเธอมีพื้นฐานทางการศึกษาดีจนบางครั้งก็ควบคุมมันไม่ได้เมื่อสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้คนเปลี่ยนไป เราคิดและทำหน้าที่ไปตามถนนชีวิตของตัวเอง แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือมิตรภาพของพวกเธอ ภูสิตานั่งฟังนิ่งเพื่อนทั้งสองคุยเรื่องใหม่เงียบ ๆ หากแต่ในหัวคิด ถ้าเขารอจริง เขาต้องเป็นฝ่ายมา




Create Date : 24 ตุลาคม 2563
Last Update : 24 ตุลาคม 2563 16:00:20 น.
Counter : 249 Pageviews.

0 comments
:: ถนนสายนี้มีตะพาบ โครงการที่ 277 :: กะว่าก๋า
(11 พ.ค. 2564 06:29:35 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ กม. ที่ 277 "แคคตัสอินเทร็นด์" แหละมั้ง จันทราน็อคเทิร์น
(10 พ.ค. 2564 11:18:25 น.)
Ruhe Sanft Mein holdes leben from Zaide by Woftgang Amadeus Mozart ปรศุราม
(8 พ.ค. 2564 12:50:37 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 29 :: กะว่าก๋า
(7 พ.ค. 2564 06:01:56 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด