ตอนที่ 21 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


21



ปรเมษฐ์ชักไม่สนุกเพราะภูสิตาดูจริงจัง เธอคงมีความลับเยอะจนต้องคิดมาก

“ไม่หรอก รู้แค่เรื่องที่อยากรู้ บางเรื่องอยากรู้แต่ถ้าผมไม่มีจิตที่สะอาดพอ ผมก็ทำไม่ได้ ไม่สังเกตเหรอเวลาที่คุณคิดหรือนึกถึงผม คุณก็ไม่ได้เห็น เพราะจิตของคุณก็ไม่บริสุทธิ์พอ บางครั้งผมนั่งอยู่ข้าง ๆ คุณด้วยซ้ำ แต่คุณก็ไม่ได้รับรู้ เมื่อไรจิตคุณว่างนั่นแหละถึงจะรับคลื่นได้ อ้อ ! ตอนป่วยก็รับได้ง่ายนะ อย่างเมื่อคืนคุณขอเองแท้ ๆ พอเอาเข้าจริง ๆ พอผมไปเรียก คุณก็ไม่อยากจะตื่นมาเปิดประตู พอผมอยู่ในห้องแล้ว คุณก็หลับไม่รู้เรื่อง วันนี้ผมรอคุณมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่คุณก็แวะที่อื่นก่อน” หางตาที่มองมาเย็นชา ภูสิตาพยายามไม่เข้าข้างตัวเองว่าเขากำลังหึง แต่คิดว่าควรอธิบาย

“ไปหาหมอมาค่ะ”

“เหรอครับ ? ” เขาเริ่มออกเดินไปริมหน้าต่าง “คุณสบายดีนี่ แต่งตัวก็สวยด้วย อย่างว่าล่ะนะคุณเป็นคน ยังไงก็แวะที่อื่นได้และเลือกได้อยู่แล้ว”

“นี่จะถามอะไรฉันก็ว่ามาสิคะ พูดวกไปวกมา ฉันปวดหัว ทำไมไม่ถามแค่ว่า ทำไมฉันต้องมาหาคุณถึงที่นี่ ทำไมไม่มองตรงนี้ ? ”

“งั้นมาทำไม ? ” เขายังทำเสียงเข้ม

“ฉันเป็นห่วงคุณ”

ปรเมษฐ์ยิ้มกว้างอย่างพอใจทันที “งั้นก็แล้วไป” เขาเดินกลับมานั่งที่เดิม

“ไปหาพระบ้างหรือเปล่าคะ ? แล้วร่างคุณทางโน้นเป็นยังไงบ้าง ? ”

“ผมไปวัดเหมือนกัน แต่ไม่ไปหาพระไม่อยากให้ท่านกังวล ส่วนทางโน้นร่างผมก็ทรุดลง แต่ก็ยังหล่อมากอยู่นะ ทำใจกันไว้ก็ดีนะ หล่อก็หายไปได้ เหมือนคนไม่แคร์ร่างเลยล่ะ ไม่มีอะไรเจ็บหรอก” เขาถอนใจ

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ ? ก็เรากำลังพยายามกันอยู่”

“บางทีต่อให้จิตแข็งแค่ไหน แต่ร่างกายมันไม่อำนวยก็อยู่ต่อไม่ได้ ผมพูดให้คุณขำ แต่คุณมองข้ามมันไปเลยนะ เสียใจจัง” ชายหนุ่มก้มหน้าเมื่อพูดจบ ภูสิตาส่ายหน้ากับความพยายามกลบเกลื่อนทุกข์ของอีกคนนัก

“ฉันไม่กล้าอ่านจดหมายที่เบสส่งมาอีก ฉันสงสารคุณ ไม่อยากรู้ว่าคุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า แต่คิดว่าคงไม่ได้พิการหรือไม่ก็หนักจนเกินจะเยียวยาแล้ว”

“ไม่พิการหรอก พ่อบอกมันเป็นกรรม ที่เจ็บทางกายเขาก็รักษาให้หมดแล้ว แต่ผมนอนนิ่ง ๆ มาจะเกือบปีแล้วนะ เหมือนคนไม่อยากหายใจ” เขาหัวเราะออกมา

“งั้นกลับไปไม่ได้เหรอคะ เข้าร่างไปเลยไม่ได้เหรอ ? ”

ปรเมษฐ์ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง “ไม่ต้องรอให้คุณบอกหรอก ถ้าทำได้ผมทำไปนานแล้ว ไม่ร่อนไปร่อนมาให้คนอื่นเป็นที่ปรึกษาคุณอยู่อย่างนี้หรอก” เขาหันหน้ามาดูเธอไม่นานก็หันหน้าหนี “บอลอะไรนักหนา ?  นั่นหมอนะคะ”

“เหรอ ? ไม่รู้นี่ ไม่เคยรู้หรอกเรื่องแบบนี้ แยกไม่ออก เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังเรียกตัวเองไม่ถูกเลย ว่ามันเป็นผีหรือคนหรืออะไร ? ” เขาพูดพลางล้วงกระเป๋าทั้งสองข้าง รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ไม่นานนักทั้งสองก็ต้องหันไปที่ประตู เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใครบางคนเดินเข้ามา

“อ้าว ! คุณนักเขียนนี่เอง มาถึงนี่เชียว” สุนันทาพูดพลางสะบัดผมอย่างมั่นใจ ปรเมษฐ์ถอนใจยาว มาได้ทุกวันสิน่า !

“ค่ะ สวัสดีค่ะ พอดีมีธุระนิดหน่อย หมดธุระแล้วดิฉันขอตัว” ภูสิตาลุกขึ้นออกเดินไปทันที ปรเมษฐ์หันหลังให้ภูสิตาทันทีที่เธอลุกขึ้นเช่นกัน

“อ้าว ! ทำไมรีบกลับล่ะตาล ? ยังไม่ได้คุยกันเลยนะจ๊ะ” สุนันทาวิ่งตามภูสิตาออกไป แต่หยุดแค่ประตูห้องนั่งเล่นแล้วก็กลับเข้ามา ปรเมษฐ์ยังยืนหันหลังอยู่ที่เดิม

“ร้ายนะแม่คนนี้ มาหาผู้ชายถึงบ้าน เชอะ ! ทำเชิดหน้าอยู่ได้ บอลจ๋าเป็นอะไรไปไม่ทักหญิงเลย ? ” ปรเมษฐ์หันหน้ามาหาเธอช้า ๆ แต่สายตาเขามองออกไปภายนอก

“มาทำไม ? ”

“ทำไมต้องถาม ก็มาหาบอลไง” สุนันทาตอบพลางหัวเราะ

“ไม่มีอะไรจะพูดด้วย ขอตัวนะครับ” เขาบอกแล้วเดินไปทันที

“เดี๋ยวก่อนบอล ! หญิงมีบัตรเชิญงานเลี้ยงส่งผู้อำนวยการโรงเรียนวิธิต” สุนันทาบอกพลางยกบัตรเชิญในมือให้ดู แต่ปรเมษฐ์ไม่สนใจ เขาเดินต่อไปเกือบถึงประตู ก้าวยาว ๆ ที่เร่งรีบของเขาทำให้สุนันทาหน้าเสีย “ที่คุณป้าไม่มี เพราะท่านแจกคนอื่นไปหมดแล้ว ท่านลืมของบอล ! ” เธอร้องบอกเสียงดังเพราะปรเมษฐ์กำลังจะเดินพ้นประตูห้องแล้ว ชายหนุ่มยังเดินต่อไม่หยุด ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร สุนันทาหายใจแรงเพราะเริ่มโกรธ เขาทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนอีกแล้ว “งานนี้รวมรุ่นของเราด้วย หญิงกับภูสิตาเรียนมอปลายด้วยกัน จำไม่ได้หรือไง ? ” ปรเมษฐ์ชะงักทันที เขาหันหน้ากลับมาสีหน้ายังบึ้งตึง แต่หญิงสาวชูบัตรเชิญขึ้นเหนือศีรษะอย่างมีชัย



“อ้าว ๆ เลือกอยู่นั่นแหละเอาสักชุดสิยะแม่ภูสิตา นี่มันสองชั่วโมงเข้าไปแล้วค่ะ” โมรีดุเมื่อเห็นภูสิตาหยิบ ๆ จับ ๆ แล้วก็วาง เธอไม่ได้ลองสักชุดเลยด้วยซ้ำ

ภูสิตามองหน้าเพื่อนรัก แล้วถอนใจยาว “พ่อกับน้านิดาจะเล่นเกมจับคู่ ฉันแย่แน่ ๆ เลยโม”

“โห ! ดีสิ โอกาสของฉันก็มาถึงด้วยแล้วล่ะสิ แหม ๆ ดีจริง ๆ ” โมรีทำท่าร่าเริงราวกับเป็นเรื่องของตัวเอง

“จะบ้าเหรอ สนุกตรงไหน ไปหว่านเสน่ห์ให้ใครก็ไม่รู้ บาปกรรม สงสารเขา”

“ใครจะสน ! ฉันเชื่ออยู่อย่าง พรหมลิขิตมีแน่นอน” แล้วโมรีก็หัวเราะเสียงดังราวกับนางพญา “โมอายเขา พอแล้ว” ภูสิตาตีที่แขนเพื่อนเบา ๆ โมรีจึงหยุดพลางเอามือปิดปากตัวเอง

“เอาไว้ก่อนนะกฎ ตอนนี้หมดช่วงโปรโมชั่นของนายแล้ว ฉันต้องหาใหม่ เออว่าแต่ท่าจะยากแน่ ๆ เลย มันแย่ตรงที่กฎก็อยู่ห้องเดียวกับเรานี่หว่า อ้อ ๆ อีกหนึ่งแย่ นายบอลเขาไม่ได้เรียนมอปลายกับเรา คงไม่ได้มา” เจ้าตัวขมวดคิ้วอย่างกังวล

เสียงบ่นของโมรี ทำให้คนที่กำลังผิดใจกับเขาอยู่ หวนคิดขึ้นมาอีกครั้ง ภูสิตาไม่ได้พบปรเมษฐ์อีกเลยตั้งแต่วันนั้น ไม่มีสัญญาณใด ๆ จากเขา ไม่ฝันและไม่อยากคิดถึงเขาด้วย คนไม่มีเหตุผล “ไม่มาก็ถูกแล้ว งานแบบนี้เขาคงไม่ชอบหรอก แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขาด้วย พวกนักเรียนนอก เขาคงไม่อยากมาสุงสิงกับเราหรอก คนไม่มีเหตุผลอย่างนั้น ปล่อยไว้คนเดียวก็ดีแล้ว”

“อะไรของแก บ่นอะไร ? ทะเลาะกันอยู่เหรอ ? ”

“ใครทะเลาะกับหมอนี่ก็่ซวยสิ คนอะไรดีแต่คิดมาก แล้วก็โวยวายไม่เข้าท่า”

“แหม ๆ ว่าคนอื่น ตัวเองก็ใช่ย่อย” โมรีสะกิดที่บ่าของเพื่อนรัก ภูสิตายิ้มแล้วเลือกหยิบชุดออกมาจากราวแขวนได้หนึ่งชุด เธอไม่ได้ดูด้วยซ้ำว่ามันสั้นหรือยาวแค่ไหน แต่เดินตรงเข้าไปที่ห้องลองเสื้อทันที “เวรกรรม ! พอนึกจะเอาก็หยิบไปเฉยเลย ฉันอุตส่าห์เล็งอยู่ตั้งนานแล้ว หยิบไปได้ไงยะ ? ! ” โมรีบ่นแล้วก็เลือกชุดของตัวเองบ้าง ก่อนวิ่งตามภูสิตาเข้าไปทันที



พอออกมาจากร้านเสื้อภูสิตาก็ต้องชะงัก เมื่อพบปรเมษฐ์กับสุนันทาเดินคล้องแขนกันเดินผ่านไปอย่างมีความสุข เธอเดินเข้าไปหลบที่หลังรถยนต์ของโมรีทันที วันนี้เจ้าตัวขับรถตู้คันใหญ่ออกมาเอง ทำให้หลบได้พอดี ไม่นานนักโมรีก็เปิดกระจกร้องเรียกออกมา “ขึ้นมาสิยะ ! ลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ได้ นี่คุณนายอุตส่าห์มาขับรถให้เชียวนะเร็ว”

ภูสิตาไม่ได้พูดอะไร พอรถเคลื่อนออกไปแล้วจึงมองไปที่กระจกมองหลัง ปรเมษฐ์หันหน้ามามองเธอ สายตาของเขาเย็นชา ชายหนุ่มใส่กางเกงสแล็คสีดำพลิ้วสวย ขายาว นั่นก้าวอย่างมั่นใจ “ดูอะไรจ๊ะ ? หน้ามุ่ยเชียว บอกกันมั่งสิ”

“ไม่เห็นเหรอ ? ” ภูสิตาไม่ได้มองมาที่โมรีแต่ยังมองที่กระจก ปรเมษฐ์ยิ้มและหัวเราะกับสุนันทาอย่างสนุกสนาน ยิ้มแบบนั้นยิ้มที่เธอหวงแหนนักหนา

“ไม่นี่มืดจะตาย แถวนั้นเป็นโรงแรมม่านรูดชั้นหรู ไม่รู้หรอกเหรอ อี๊ ! พูดแล้วเสียวไส้” โมรีพูดพลางแสดงท่าทางเซ็กซี่ประกอบ

“งั้นเหรอ ? จริงของเขา ถ้าเขาจะทำอะไร ใครก็ห้ามเขาไม่ได้” ภูสิตาถอนใจแล้วมองออกไปนอกรถ ไม่กล้ามองกระจกหลังอีกเลย



“กลับมากันแล้วเหรอลูก ? ได้อะไรมาเยอะแยะน้องหญิง” คุณมาลิดาถาม

สุนันทายิ้มแก้มปริ “ได้มาเยอะแยะเลยค่ะป้า บอลพาหญิงไปลองชุดมา กว่าจะได้เล่นเอาดึกเลย หญิงเพลินมากแต่เขาสิคะ ดูอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาเลย”

คุณมาลิดาดูหน้าลูกชายแล้วก็เห็นใจสุนันทา พ่อคนนี้ก็เหลือเกิน พอใจหรือไม่พอใจอะไร ไม่รู้จักเก็บงำ ทำเหมือนทุกคนจะยอมรับตัวเองได้ทุกเรื่อง

“มีอะไรเหรอลูก ? พี่บอลบอกแม่หน่อยสิครับ” ท่านยังไม่กล้าว่าอะไรเขามากเพราะยังไงก็โตเป็นหนุ่มกันหมดแล้ว พูดไปก็จะเป็นเรื่องใหญ่เปล่า ๆ ปรเมษฐ์นั่งฟังคนทั้งสองคุยกันอยู่ห่าง ๆ เขาสนใจปลายเท้าของตัวเองที่ไขว้กันอยู่มากกว่า ชายหนุ่มกอดอกนอนพิงโซฟาและเหยียดขาออกไปอย่างใช้ความคิด

“ไม่มีอะไรนี่ บอลจะขึ้นข้างบนแล้ว แม่มีอะไรอีกไหม ? ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินช้า ๆ ขึ้นข้างบน ไม่ได้สนใจอะไรรอบตัวเลยสักนิด “ขอบใจนะหญิง หมดธุระของเราแล้ว” ชายหนุ่มโบกมือให้ แต่ไม่ได้หันหลังกลับมาดูหญิงสาวอีกเลย

“คุณป้าดูเขาทำกับหญิงสิคะ”

“มีอะไรกันเหรอน้องหญิง ? ”

“ก็หญิงอยากให้เขาไปไหนมาไหนด้วยแต่เขาไม่ไป เลยต้องเอาบัตรเชิญงานรวมรุ่นมาล่อถึงได้ออกไปเดินด้วย แล้วเขาก็บ่น ๆ ตลอดทางเลยค่ะ จับนิดจับหน่อยก็ไม่ได้ เล่นเอาหญิงอายชาวบ้านจะแย่”

คุณมาลิดาหน้าเสีย “ โถลูกยังไม่ชินอีกเหรอจ๊ะ ? บอลเขาก็เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว อย่าเสียใจเลยนะลูก ตกลงเขาจะไปงานกับหญิงเหรอจ๊ะ ? ” ใจจริงท่านก็อยากให้ลูกชายไปงานด้วยกันอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้บอกเจ้าตัวอย่างเป็นทางการ งานแบบนี้ลูกชายยอมไปด้วยอยู่แล้ว แต่ถ้าชวนไปขึ้นเขาลงห้วย เจ้าตัวจะพูดได้ประโยคเดียวว่า ‘บอลจะเฝ้าบ้านครับแม่’ ลูกคนนี้มันหลงแสงสีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สุนันทาพยักหน้ารับ “ค่ะ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดหรอกค่ะ เรื่องอะไรหญิงจะปล่อยให้เขาไปควงแม่นั่นที่งาน ผู้หญิงคนนั้นหญิงไม่เคยคิดว่าเขาเป็นเพื่อน”

คุณมาลิดาไม่เข้าใจเรื่องที่สุนันทาพูด ที่ท่านห่วงคือคู่นี้ดูจะญาติดีไม่ได้ ขืนให้แต่งกันไป คนที่น่าสงสารที่สุดคงจะเป็นสุนันทา เธอคงจะรับลูกชายของท่านไม่ได้แน่ ๆ ถ้าปรเมษฐ์นิสัยน่ารักเหมือนพระปรมัตถ์ ก็ค่อยน่าลุ้นหน่อย รายนั้นคงว่าง่ายกว่านี้ ท่านยิ้มอย่างมีความหวัง เนื้อแท้ของสุนันทาไม่ได้ร้าย ก็แค่ถูกตามใจมาตั้งแต่ยังเล็กเหมือนแม่ของเธอเท่านั้นเอง ภูสิตามีดีอะไร ? ปรเมษฐ์ถึงได้ติดใจนักหนา ท่านคิดอยู่เพียงลำพังและยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้



ปรเมษฐ์กลับเข้าห้องนอนอย่างไม่สบายใจนัก เราเป็นอะไร ? หึงภูสิตางั้นหรือ ? หึงแล้วได้อะไร ? ทำให้หล่อนโกรธ สนุกตรงไหนกัน ยิ่งคิดถึงก็ทำให้ใจเขาร้อนรน จะไปหาก็ไม่ได้เสียเชิงชายหมด ก็ตัวเองเป็นคนงอนเอง !

คนอย่างปรเมษฐ์ไปอยู่เมืองนอกมาเป็นสิบปี แต่คนที่ไม่เคยลืมได้เลยคือ ผู้หญิงที่ชื่อ ‘ภูสิตา’ ผู้หญิงอื่นมีเป็นร้อยเป็นพัน มีทุกเชื้อชาติที่วิ่งเข้ามาหาเขา ทั้งที่เป็นเพื่อนจริง ๆ และทั้งที่เป็นคู่ควง ไม่เคยมีใครทำให้เขานึกถึงได้นานเกิน 1 วัน แล้วนี่เป็นอะไรนักหนา ? เห็นแต่ภาพภูสิตา เขาหลับตาลงแล้วล้มตัวลงบนเตียงนอนอย่างอ่อนล้า ที่ผูกพันกันมาตั้งแต่ยังเด็กก็หนักพออยู่แล้ว นี่ถ้าไม่ได้เจอตัวจริงก็คงไม่เป็นมากขนาดนี้ อยู่ที่โน่นมีรูปถ่ายของภูสิตาเต็มห้อง แม้ทุกรูปจะได้มาจากการแอบถ่ายของปูนาเท่านั้น

เขาไม่ได้เห็นแววตาของภูสิตาเลยด้วยซ้ำ เพราะปูนาส่งแต่รูปตอนเจ้าตัวเผลอไปให้ แต่เขาก็หลงรูปถ่ายจนหัวปักหัวปำมาตั้งแต่ภูสิตาพึ่งขึ้นมัธยมปลาย จะบ้าตาย ! แล้วนี่ตัวเป็น ๆ ที่เขานอนกอดวันนั้นเล่า ยิ่งกว่าฝันเหมือนกัน คนอะไรแค่นั่งเหม่อก็น่าดูไปหมด ชายหนุ่มถอนใจอย่างหมดแรง

“เบสทำไงดี ? พี่หึงภูสิตาจนควบคุมตัวเองไม่ได้ จะให้ง้อก็เสียเชิงชาย มีฤทธิ์เดชเสียเปล่า ไม่มีปัญญาทำอะไรเลย เบสช่วยที ! ”

พระปรมัตถ์ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ถึงกับสะดุ้งที่ถูกเรียก ท่านเห็นภาพพี่ชายนอนคว่ำหน้าอยู่ แล้วท่านก็ถอนใจอย่างจนใจ “บอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าให้กิเลสครอบงำ โยมยิ่งอ่อนแอ จิตก็จะยิ่งอ่อนลง” ท่านบอกพี่ชายผ่านจิตที่สงบ แต่ดูคนถามจะไม่ฟังอะไรเลย เสียงสะท้อนดังกลับมาเลื่อนลอย“ง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ”



ภูสิตากดโลชั่นหอมกรุ่นออกมาจากขวด แต่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้มือที่รองรับโลชั่นอยู่ว่างเปล่า โลชั่นเนื้อสีขาวเลอะเปื้อนตักตัวเอง หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกทางปาก อึดอัดอะไรอย่างนี้ อยากร้องไห้ แต่ร้องไม่ออก

คนวิเศษที่สุดอย่างนั้นหรือ ? แล้วไปเดินกับคนอื่นอย่างนั้นคืออะไร ?

เธอเข้านอนอย่างร้อนรุ่ม ดิ้นกระสับกระส่ายอยู่นานกว่าจะหลับได้ ไม่นานนักหูก็ได้ยินเสียงสนทนาแว่วมา “เอาผ้ามาให้หล่อน สีนี้แหละ”

ภาพเลือนราง ภูสิตามองเห็นสไบสีน้ำเงินสวย พาดอยู่ที่บ่าของตัวเอง หญิงสาวก้มลงกราบใครบางคนเบื้องหน้า ใครกันตรงหน้า ? ภูสิตาได้เพียงคิด หากแต่ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ อีกภาพซ้อนขึ้นมาในความฝัน ภูสิตาเห็นตัวเองเดินอยู่บนภูเขาสวยงามมีดอกไม้บานสะพรั่ง “หล่อนจะไปไหน ? ” เสียงใสแว่วมาอย่างเมตตา

ภูสิตาหันมาดู เห็นหญิงงามแต่งกายด้วยชุดสีขาว 2 คนมองเธออยู่ ภูสิตามองทั้งสองสงบนิ่ง ไร้วาจาเอื้อนเอ่ยใด ๆ หนึ่งในนั้นตะโกนออกมา “กลับไป ! ”

ร่างของภูสิตาโอนเอน ผวาตื่น ฝันแปลกเมื่อกี้กราบใคร ? อะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับฉันกัน ? ภูสิตาเชื่อในความฝันว่าทุกอย่างเป็นลางบอกเหตุ แล้วตอนนี้ปรเมษฐ์หายไปไหน ? ใจเธอคิดถึงเขาอย่างรุนแรงจนยากจะอธิบาย



Create Date : 13 ธันวาคม 2563
Last Update : 13 ธันวาคม 2563 22:24:58 น.
Counter : 196 Pageviews.

0 comments
Blog 87 ร่วมกิจกรรมตะพาบ# 277: แคตตัสอินเทรน (ไม่ปลูกไม่ได้แล้ว...เอาละซิ) เริงฤดีนะ
(11 พ.ค. 2564 08:03:56 น.)
★ แคคตัส อินเทร็นด์... ถนนสายนี้มีตะพาบโครงการที่ 277★ Tui Laksi
(11 พ.ค. 2564 08:20:19 น.)
เรื่องราวสั้น ๆ ของชลัน 7 Chalun Ch
(10 พ.ค. 2564 15:32:14 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ กม. ที่ 277 "แคคตัสอินเทร็นด์" แหละมั้ง จันทราน็อคเทิร์น
(10 พ.ค. 2564 11:18:25 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด