ตอนที่ 19 : ขอให้รักของฉัน อยู่กับเธอตลอดไป เล่ม 1 - 3 โดย ภูระริน


19



“เป็นอะไร ทำไมเงียบไปครับ ? ” ปรเมษฐ์ถามขึ้นเบา ๆ เพราะเห็นคนขับรถไม่พูดจา ภูสิตาหันไปมองหน้าเขาเล็กน้อย แล้วมองตรงไปข้างหน้า

“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม ? ”

ชายหนุ่มไม่ตอบ แต่หันหน้าออกไปข้างนอกรถแทน “คุณพาฉันไปไหนมา เราไม่ได้อยู่ที่ห้องเมื่อคืน ? พูดมาสิ เงียบทำไม ? จะเอายังไงกับฉัน ? ” ภูสิตาเริ่มสะอื้น น้ำตาแห่งความกลัว ความทุกข์ที่สะสมมานาน เริ่มปะทุอีกครั้ง “พาฉันไปไหนมา ? ตอบมาสิบอล” ภูสิตาเช็ดน้ำตาตัวเอง เพราะเริ่มมองไม่เห็นทางข้างหน้า

“ถ้าผมกลับมาไม่ได้อีก คุณจะทำยังไงตาล ? ” ชายหนุ่มหันหน้ามาหาเธอ สายตาเขาในเวลานี้เหมือนคนท้อแท้สิ้นหวัง “คุณจะอยู่ได้ไหม ? บอกผมหน่อย ผมมาอยู่กับคุณขนาดนี้ คุณก็ยัง”

“ทำไมฉันทำไม ? ” ภูสิตาร้องไห้เพราะอะไรตัวเองก็ตอบไม่ได้

“ทำไมต้องอยากตาย คุณรู้ไหมว่ามันบาปแค่ไหน ที่ทำร้ายตัวเองภูสิตา ? ”

ภูสิตาสะอื้นไม่หยุด หญิงสาวเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังเสียใจ

“คุณขอให้ตัวเองตายอยู่ทุกลมหายใจ แม้แต่เวลาหลับคุณก็ไม่หลับ คุณไปกับผมไม่ได้หรอก เราอยู่กันคนละโลก คุณเดินออกมาจากร่างตัวเองเดิน และเดินจนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนไปถึงไหน ยิ่งกว่าคนหลงทางคุณจะตายไม่รู้ตัว รู้หรือเปล่า ? ! ” ปรเมษฐ์เสียงดังจนหญิงสาวทนไม่ไหว ภูสิตาหยุดรถทันทีแล้วฟุบหน้าลงร้องไห้ที่พวงมาลัยอย่างเหลืออด ฉันมีทางเลือกด้วยหรือปรเมษฐ์ ? ภูสิตาไม่ได้พูดออกมา เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด

“ใจเย็น ๆ นะ ภูสิตาคนดี ตาลใจเย็น ๆ นะ คุณรู้ดียิ่งกว่าใครว่าเราทำอะไรอยู่ คุณอย่าพึ่งท้อ ผมอยู่นี่แล้วไง” เขาเอื้อมมือทั้งสองมาเชยหน้าหญิงสาวขึ้นอย่างทะนุถนอม

“ตาลไม่ต้องกลัว อย่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่คนอื่นแบบนี้ คุณรู้ไหมว่าเมื่อคืนทำไมคุณถึงไปเข้าแถวในภพอื่น ? คุณรู้ไหมว่าที่นั่นที่ไหน คุณไปที่นั่นอีกแล้ว ที่นั่นมีแต่คนตายนะภูสิตา” ปรเมษฐ์ถอนใจออกมาอย่างอ่อนใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนในฝันของภูสิตาบอกเล่าถึงความคิดของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน

ภูสิตาไปเข้าแถวรอคิวอยู่ในภพอื่นอีกครั้งเหมือนที่เจ้าตัวเคยฝันถึง พอก้าวลงไปในช่องแคบเล็ก ๆ เธอก็ได้พบภาพเดิม ๆ อีกครั้ง ที่นั่นไม่มีใครพูดจากัน ทุกคนกำลังจะไปตามกรรมของตัวเอง มีแต่เพียงปรเมษฐ์ที่ยังนั่งอยู่ในคราวนั้น แต่เมื่อคืนนี้ไม่มีเขาอยู่

“กว่าผมจะเรียกคุณกลับมาได้ ผมต้องหาคุณตั้งนาน คุณเป็นคนพิเศษนะ คุณรับสัญญาณอะไรได้เร็วแต่คุณใช้มันไม่เป็น พอคุณสงบคุณก็ไปไม่รู้เหนือรู้ใต้ มันอันตรายรู้ไหมครับ ? ฟังนะผมไม่ได้ไปไหน ถ้าคุณคิดว่า คุณไม่ได้เสียอะไรไป คุณก็ไม่เคยสูญเสีย ผมจะบอกคุณด้วยประโยคเดียวกันกับที่คุณเคยบอกผม คุณก็เป็นคนที่วิเศษที่สุดสำหรับผม” ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอ พลางเช็ดน้ำตาให้

“ผมยังไม่กลัว แล้วคุณจะกลัวอะไร คุณรู้ไหมว่าเราทุกคนต่างก็ไม่มีตัวตน ไม่มีคุณไม่มีผมมาก่อน เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น พอตายไปทุกคนก็มีทางของตัวเอง คุณเก่งที่เรียกร้องได้ แต่คงไม่นานนัก”

ภูสิตาจ้องหน้าเขาราวกับจะจารึกทุกอย่างไว้ในความทรงจำ น้ำเสียงของปรเมษฐ์ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก เธออยากมองเห็นดวงหน้าของเขาเป็นที่สุด เวลานี้ภาพนั้นเลือนรางเพราะม่านน้ำตาของเธอเอง “ผมไม่ได้บอกให้คุณเลิกกลัว แต่อยากให้คุณมีสติ อยากพูดอะไร พูดออกมาให้หมด อย่าเก็บความทุกข์ที่คุณเรียกว่า ความเข้มแข็งไว้คนเดียว”

ภูสิตาสะอื้นหนักยิ่งขึ้น ยิ่งสาวเช็ดน้ำตาให้ตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง

“ความเข้มแข็งที่เก็บไว้มันไม่ได้ช่วยให้คุณมีความสุขเลยคนดี คุณไม่ต้องบอกว่าคิดถึงผมแค่ไหนก็ได้ ผมไม่ฟังก็ได้ ขออย่างเดียวอย่าทำให้ตัวเองต้องทุกข์เพราะผมอีกเลยนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็ไม่กลัว เพราะผมรู้ว่าผมต้องการอะไร ผมอยากได้อะไร ผมก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม” เขากอดหญิงสาวไว้แนบอก อยากจะปลอบโยนให้เธอคลายทุกข์

ภูสิตาไม่ฝืน เธอกอดเขาเป็นครั้งแรกด้วยตัวของเธอเอง หวังจะให้เลือดในกายที่อุ่นของเธอทำให้กายเนื้อของปรเมษฐ์ทางโน้นอบอุ่นและมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ขอให้รักของฉันปลุกให้คุณลืมตาอีกครั้งด้วยเถิด



เมื่อกลับมาถึงบ้าน ภูสิตาก็พบบิดานั่งตัดแต่งต้นไม้รอบ ๆ ห้องนอนของเธออยู่ หญิงสาวยืนมองผู้เป็นบิดาที่ชราลงเรื่อย ๆ ทำงานอย่างตั้งใจ พ่อไม่ได้แข็งแรงอย่างเมื่อก่อนแล้ว มือใหญ่ที่เคยโอบกอดเธอมีริ้วรอยแห่งวัยที่ดูจะมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก

“ตัดออกหมด ระวังดอกไม้ของลูกจะตายนะคะ” เธอยิ้มให้ท่านแล้วเดินเข้าไปหา ท่านหันหน้ามามองลูกสาวเพียงครู่เดียวก็ก้มหน้าทำงานต่อ “ปลูกให้โตแล้วก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดไงลูก เหมือนที่พ่อดูแลหนูมาตลอดไง ลูกรักต้นไม้พวกนี้ พ่อก็ต้องช่วยดู”

ภูสิตายิ้มเจื่อนกับตัวเอง รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที พ่อไม่เคยได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก ? เธอต้องก้มหน้ากลั้นน้ำตาเอาไว้ “แหมพ่อพูดน่าฟัง ขอยืมไปใช้เขียนหนังสือนะคะ” แล้วเจ้าตัวก็เข้าไปนั่งลงลูบที่แขนท่านเล่นเบา ๆ

“ไปกินข้าวกับใครมา กลับมาเกือบค่ำมืด ? ” ท่านยังคงจดจ่ออยู่กับต้นไม้ ไม่ได้เห็นแววตาของลูกรัก “กินข้าวเหรอคะ ? ลูกนี่นะ ? ”

“อ้าว ! ก็ลูกบอกเองนัดกินข้าวกับเพื่อน ตั้งแต่บ่าย”

“บ่าย ? ไม่ใช่เมื่อวานเหรอคะ ? ” ภูสิตายิ้มเจื่อน หรือปรเมษฐ์จะจัดการหมดแล้ว ? แต่เธอไปค้างคืนนี่นา ภูสิตาคิด

“พูดอะไรลูก ? พ่อไม่รู้จักใช่ไหมเพื่อนเรา ? ”

“อ๋อเพื่อนเก่าค่ะพ่อ ไม่ต้องห่วง” ความรู้สึกบางอย่างแน่นขึ้นมาที่หัวตาทันที เธอหันหน้าหนีบิดาแล้วลูบน้ำตาออกเบามือ

ห่วงของเธอมีผู้ชายคนนั้นและผู้ชายคนนี้ ให้พ่อรู้ไม่ได้

“อายุเราก็ไม่ใช่น้อย ๆ พ่อไม่เห็นลูกมองใคร”

“ยังไม่เกิดค่ะพ่อ ลูกก็ไม่รีบ”

ท่านหัวเราะออกมาได้ ภูสิตาก็รีบหันมายิ้มรับ “รีบไม่รีบ ถ้าเวลามันมาถึง ก็อย่าวิ่งหนีก็แล้วกัน ไว้พ่อจะแนะนำให้ดีไหม ? ”

“ไม่เอาได้ไหมคะ ลูกหาเองดีกว่า กลัวพ่อจะเสียหน้า ถ้าลูกไม่ได้อย่างใจ”

ท่านยิ้มให้เหมือนรู้คำตอบนั้นดีแล้ว “พ่อจะพามาให้เลือก ชอบไม่ชอบ เชิญเลือกไปเลย” หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรอีก การอยู่เงียบ ๆ จะทำให้พ่อเข้าใจได้เอง



ฝนที่ตกลงมาในยามดึก ทำให้อากาศเย็นมากกว่าเดิม มองออกไปภายนอก เห็นแต่สายฝนที่โปรยปรายไปตามสายลมราวกับหยาดน้ำตาของหัวใจผู้ร้าวราน ชายหนุ่มยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้จิตที่ไร้ร่างดีขึ้นเลย

“ไปธุระมาแล้วทำไมดูเศร้าจังเลยลูก ? ” เสียงมารดาถามขณะที่เดินเข้ามาจับที่บ่าของลูกชายอย่างห่วงใย “พระท่านไม่ให้แม่มากวนลูกบ่อย แต่แม่เป็นห่วง พี่บอลเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมดื่ม ? ” ท่านนั่งลงตรงข้ามลูกชาย เพราะหวังจะได้เห็นทุกกิริยาอาการของเขา ปรเมษฐ์ยิ้มจางให้อย่างรู้ทัน แต่เขาพยายามกลบเกลื่อนมันไว้

“แค่เบียร์กระป๋องเดียว อะไรทำให้แม่คิดว่าบอลกำลังแย่ครับ ? ” เขาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วยกขึ้นดื่มอีก

“แม่ว่า คนเราถ้าไม่ทุกข์ ก็จะไม่ทำอะไรที่ผิดแผกไปจากชีวิตปกติ ต่อให้ลูกผ่านเมืองนอกเมืองนามานาน แต่ลูกแม่ยังงดงามไม่ได้ทรุดโทรมไปเพราะน้ำเมานั่นไง” แม่เอื้อมมือมาลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ แล้วก็ปล่อย

“ถ้างามเหมือนแม่ว่าป่านนี้แม่มีหลานแล้ว” เขาหัวเราะ

“แม่ก็อยากมี แต่ยังหวงลูกอยู่ ขอแม่หาลูกสะใภ้เองได้ไหมบอล ? ”

ปรเมษฐ์สบตามารดาแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่อีกครั้ง “ไม่รับปากครับ” คุณมาลิดาหน้าเสียแต่ก็พยายามฝืนยิ้ม “ทำไมล่ะลูก ? มีคนที่ชอบแล้วเหรอ ? งั้นต้องให้แม่รู้จักก่อน”

เขาส่ายหน้าช้า “ไม่ใช่ครับ ไม่มี ต่อให้มีก็มีไม่ได้”

“ทำไมลูก ? ”

“มันยังไม่ถึงเวลาครับแม่”

“แล้วหนูภูสิตาล่ะ ? ”

“ไม่พูดถึงคนอื่นดีกว่าครับแม่ เดี๋ยวเขาจะเสีย” ปรเมษฐ์หลบสายตา

ตอนนี้ไม่อยากเล่าอะไรมาก ปล่อยให้ท่านคิดไปเองดูจะดีที่สุด

“ไม่มีอะไรกันเหรอลูก ? แม่เห็นบอลมีอะไรพิเศษกับเขามาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว โดยเฉพาะเรื่องจดหมาย” ท่านก็พอจะรู้เรื่อง แต่ก็อยากให้ลูกชายเล่าเอง

“ไม่มีอะไรครับ พูดไปก็เท่านั้น แม่อย่าพูดอะไรไป บอลจัดการเองครับ” คนพูดแววตานิ่ง ใบหน้างามของลูกชายดูจริงจังดังคำสั่ง คุณมาลิดาได้แต่ถอนใจ

ให้มันได้อย่างนี้สิลูกชายฉัน ! คอยดูเถอะ เวลาอยากจะแต่งเมียมันจะมาบอกว่ายังไง ตอนนี้เล่นปิดประตูทุกทาง เลยไม่ต้องรู้กันพอดี “งั้นแม่ไม่ยุ่งก็ได้ พรุ่งนี้แม่จะไปวัด ขับรถให้หน่อยก็พอ” พอพูดจบท่านก็เดินออกไปอย่างอารมณ์เสีย ปรเมษฐ์ได้แต่มองตามมารดาออกไป ภายในใจเขาร้อนรุ่มเหมือนไฟ ขอโทษนะครับแม่ แล้วบอลจะบอกแม่เป็นคนแรก เมื่อผมและภูสิตาพร้อมทั้งกายทั้งใจ



เช้านี้ที่ศาลามีคนมาทำบุญกันค่อนข้างบางตาเพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่หยุด ปรเมษฐ์ขับรถมาจอดส่งมารดาลงจากรถยนต์ แล้วเขาก็ขับรถไปจอดที่ต้นโพธิ์ใหญ่หน้าโบสถ์ ชายหนุ่มเดินออกมายืนอยู่อย่างนั้นไร้วาจา

ฝนที่โปรยปรายไม่มีผลกับกายที่ล่องลอยอยู่ จนเมื่อได้ยินเสียงระฆังดังกังวานจึงได้ขยับ พระรูปหนึ่งผ่านมาที่หน้าโบสถ์ ท่านเดินสงบนิ่ง หากแต่ปรเมษฐ์ได้ยินเสียงท่านทักในความคิด “ดีใจที่ได้พบ แม้โยมจะไม่เหมือนเดิมแล้ว”

ปรเมษฐ์พนมมืออย่างนอบน้อม เขายิ้มเจื่อนมองไปยังท่านที่กำลังเดินผ่านไป “ผมเข้าใจแล้ว ที่หลวงตาทักผมและภูสิตา ถ้าผมไม่ประมาทก็คงได้พบท่านด้วยตัวเอง” เขาไม่ได้ขยับปากสักนิด หากแต่อีกคนก็ได้ยิน

“ยอมรับและไปอยู่ในที่ ๆ โยมควรอยู่ อย่าได้สร้างเวรกรรมอีกเลย” ท่านเดินไปไกลแล้ว แต่ปรเมษฐ์ยังได้ยินเสียงท่านชัดเจน เขาไม่มีท่าทีใด ๆ เมื่อได้ยินที่พระชรารูปนั้นเตือนในครั้งนี้ ชายหนุ่มอมยิ้มอยู่เพียงลำพัง



บนศาลาเมื่อคุณมาลิดาจัดแจงอาหารไปสมทบกับคนอื่น ๆ เพื่อถวายภัตตาหารให้พระแล้ว เธอก็มานั่งชื่นชมบารมีพระลูกชายคนเล็กอยู่กับคนรู้จักอย่างมีความสุข “แหมโชคดีนะคะอาจารย์ มีลูกชายตั้งสองคน ได้ยึดชายผ้าเหลืองลูกตั้งสองคน น่าอิจฉาจริง ๆ ไปไหนเสียล่ะคะคนโต ? ” หญิงชราคนหนึ่งถามคุณมาลิดา

“ไปจอดรถ แต่คงไม่ขึ้นมาค่ะ เขาบอกอยากไปเดินเล่น เป็นบุญของดิฉัน แต่คงต้องรออีกนานแหละสำหรับเจ้าคนโต เพราะรายนี้เอาแต่ใจตัวเอง จะให้ทำอะไรตามใจเราก็ลำบาก ดื้อมากค่ะ” พระบวชใหม่ได้ยินที่โยมมารดาพูดแล้วก็เข้าใจ พยายามไม่เอามาเป็นอารมณ์ ท่านรู้ดีว่ายิ่งสงบได้มากเท่าไรก็ยิ่งช่วยให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขได้นานที่สุด คุณมาลิดาคลานเข้าไปหวังจะได้พูดคุยซักถามพระลูกชายบ้าง ก็พอดีกับที่หลวงตาเดินเข้ามา “โยมสบายดีนะ”

“เจ้าค่ะท่าน เสร็จงานแล้วเหนื่อยหน่อย แต่ก็มีความสุขดี”

“ความสุขหรือความทุกข์มันไม่แน่นอน ทำจิตให้ปกติอย่าได้ส่ายไปมา ไม่อย่างนั้นจะลำบาก” พอสิ้นเสียงหลวงตา ก็มีลุงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นทันที

“โอ๊ย ! ทำได้อย่างนั้นก็บวชล่ะขอรับ ยังไงเราก็เป็นคน คน ๆ ปน ๆ ผสมกันไปบ้างก็พอทนครับ” พอแกพูดจบก็ทำให้คนทั้งศาลายิ้มออกมาได้ บางคนก็หัวเราะชอบใจ

พระบวชใหม่เข้าใจในทันทีว่าหลวงตาทราบเรื่องของพี่ชายแล้ว คำพูดของหลวงตาเท่ากับเตือนตัวท่านเองด้วย ไม่รู้ว่าพี่ชายเป็นอย่างไรบ้าง แต่เมื่อไม่มีสัญญาณใด ๆ มาอีก ก็คงสบายดี



ตอนเย็นเสียงบีบแตรดังขึ้นที่หน้าบ้าน ปรเมษฐ์อยู่ในห้องนอน เขามองลงมาเห็นสุนันทาขับรถเข้ามาจอดในบ้านอย่างคุ้นเคย ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ชายหนุ่มรีบออกไปเปิดประตูห้องนอน พอดีกับที่หญิงสาวจะเคาะประตู ปรเมษฐ์รีบก้าวออกมาจากห้องแล้วปิดประตูทันที “Hello ! ว่าไงหญิง มีอะไรครับ ? ” เขารีบพูดแล้วรีบเดินลงมาข้างล่างทันที กึ่งเดินกึ่งวิ่งเหมือนกำลังหนีอะไร สุนันทาอ้าปากค้าง เธอกำลังจะตรงเข้าไปในห้องนอนของเขา “อ้าว ! บอลจะรีบไปไหน ? ”

ปรเมษฐ์หันมายิ้มเจื่อนให้ เขารู้ดีว่าสุนันทาคิดอะไรอยู่

“แม่ไม่อยู่นะ มีอะไรไว้คุยกับท่านวันหลังได้ไหมล่ะ ? ” เขายังเดินไม่หยุด จนมาถึงที่ห้องนั่งเล่น จึงได้นั่งลงที่โซฟาเล็ก ที่นั่งได้คนเดียว ! สุนันทากัดริมฝีปากตัวเอง แล้วเดินตามมาเช่นกัน “หนีทำไม ? หญิงไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง “ใครหนี ไม่มี๊ ! ”

สุนันทาถอนใจยาว “บอลนี่นะ ใจร้ายที่สุด ตั้งแต่กลับมาเรายังไม่ได้อยู่กันสองต่อสองเลยนะ แล้วตัวก็ดันหายไปกับแม่นักเขียนนั่นเป็นวัน ๆ ด้วย”

ปรเมษฐ์หลับตาพลางส่ายหน้า ลืมไป ! ทำให้คนที่บ้านภูสิตาจำอะไรไม่ได้แต่ที่บ้านตัวเองดันลืม แต่ชายหนุ่มมีสติ ไม่ยอมแสดงอารมณ์ใด ๆ ให้คนตรงหน้าจับได้

“เขามีชื่อหญิง” ปรเมษฐ์นั่งไขว่ห้างอย่างอารมณ์ดีพลางยิ้ม

สุนันทารู้ว่าปรเมษฐ์กำลังเตือน จึงนั่งลงที่โซฟาอีกตัว “จำไม่ได้ ! แล้วก็ไม่อยากจำด้วย ไม่ชอบหน้า she เลย”

“ไม่เป็นไรนี่ ไม่ชอบก็อยู่ห่าง ๆ เขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับตัวไม่ใช่เหรอ ? ” ชายหนุ่มพูดพลางมองหน้าอีกคน สุนันทาไม่เคยเปลี่ยน ไม่มีเหตุผลอยู่อย่างไร ก็ทำตัวอย่างนั้นตลอด

“ถ้าเขาไม่มายุ่งกับบอล หญิงก็ไม่สนหรอก”

“เราเป็น คน No ! เป็นเอ่อ สัตว์สังคมนะหญิง” คนพูดลิ้นรัว ยังพูดภาษาอังกฤษปนอยู่ในความคิด แม้จะพยายามเลี่ยงอย่างที่สุดก็หลุดออกมาเป็นเสียง “คือแปลว่ายังไงก็ต้องพบเจอคนอื่น ตัวจะไม่ชอบคนที่เรารู้จักมันก็ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ควรมาพูดอะไรให้คนที่เขาชอบได้ยิน คิดอย่างนั้นไหมครับ ? ” เขาให้ข้อคิดเธอ อย่างน้อย ๆ ก็เห็นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก อยากจะเตือนด้วยความหวังดี

“คนที่ชอบ ! ” สุนันทาเสียงดังขึ้นมาทันที

ปรเมษฐ์หลับตาปี๋ แม่คุณเสียงดังดีจริงๆ “ชอบพอกันไม่ดีตรงไหนครับ ? ดีกว่าเกลียดกันนี่”

“ไม่รู้แหละ ! ไปไหนกันมา ? คุณป้าบอกไปธุระอะไรก็ไม่รู้”

ปรเมษฐ์มองหน้าสุนันทาอย่างอ่อนใจ “ก็ธุระของเรา อย่างที่แม่บอก”

สุนันทาถอนใจแรง “ก็หญิงอยากรู้นี่ ! เป็นอะไรกัน เป็นแฟนกันหรือไง ? หญิงไม่ยอมหรอกนะ เรื่องอะไรจะให้คนมาทีหลังเอาตัวเองไป” หญิงสาวพูดตรงกับที่ใจตัวเองต้องการทุกอย่าง เล่นเอาคนฟังพูดไม่ออกอยู่นาน

ปรเมษฐ์ยิ้มเจื่อน “หญิง ๆ ๆ ถามจริง ๆ นะ คิดอย่างที่พูดจริงเหรอ ? ”



Create Date : 02 ธันวาคม 2563
Last Update : 2 ธันวาคม 2563 20:31:38 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comments
บริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย)จำกัด ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้ว newyorknurse
(11 พ.ค. 2564 21:04:32 น.)
Blog 87 ร่วมกิจกรรมตะพาบ# 277: แคตตัสอินเทรน (ไม่ปลูกไม่ได้แล้ว...เอาละซิ) เริงฤดีนะ
(11 พ.ค. 2564 08:03:56 น.)
:: ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของความทรงจำ ตอนที่ 31 :: กะว่าก๋า
(9 พ.ค. 2564 07:14:58 น.)
ได้รับจดหมายจากทำเนียบขาว โอพีย์
(8 พ.ค. 2564 02:05:55 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Purarin.BlogGang.com

Handmade
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]

บทความทั้งหมด