<<< "สิ่งที่เราต้องปฎิบัติถ้าอยากหลุดพ้นจากความทุกข์" >>>









“สิ่งที่เราต้องปฏิบัติ

 ถ้าอยากหลุดพ้นจากความทุกข์”

เราต้องมีความแน่วแน่มั่นคงต่อศีล

 ถ้าอย่างน้อยยังไม่ได้ ๕ ข้อก็เอาข้อใดข้อหนึ่งก่อน

 ข้อสุราก่อนแล้วก็เพิ่มเป็นข้อมุสา

 ถ้ามุสายากก็เอาข้อประพฤติผิดประเวณี

ข้อลักทรัพย์ ข้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิตพยายามหัดรักษาไป

 ทีละข้อสองข้อต่อไปมันก็รักษาได้

มันไม่ยากเย็นตรงไหน

 รักษาศีลง่ายกว่าการไปทำผิดศีลเชื่อไหม

จะไปฆ่าคนต้องไปหาปืนหายาพิษไปใส่เขา

 แต่ไม่ฆ่านี้นั่งเฉยๆ เท่านั้น

ไม่เห็นจะยากเย็นตรงไหนเลย

 แต่พวกเราชอบทำของที่ยากกัน

ของง่ายไม่ชอบทำกัน ของง่ายก็คือ

อย่าไปทำอะไรเท่านั้นเอง อยู่เฉยๆ

ไม่พูดนี่ก็ไม่ได้พูดโกหกแล้ว

ไม่ได้ไปยุ่งกับสามีภรรยาของคนอื่น

ก็ไม่ประพฤติผิดประเวณีแล้ว

ของง่ายแต่ทำไม่ได้เพราะไม่เคยทำ

 ชอบทำแต่ของยากมันก็เลยติดเป็นนิสัยกันไป

แต่เราตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราอยากที่จะพ้นทุกข์

อยากหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย

 เราต้องมาหัดรักษาศีลกัน

พยายามหัดรักษาศีลไปทีละข้อสองข้อ

ต่อไปก็ได้เอง พอได้ ๕ ข้อแล้ว

ต่อไปก็ลองหัดรักษาข้อที่ ๖ ข้อที่ ๗ ไป

ข้อที่ ๖ ก็ลองอดอาหารเย็นบ้างเป็นยังไง

 เช่น วันนี้ก็เป็นวันพระ

ลองอดสักมื้อหนึ่งไม่ตายหรอก

 กินก่อนเที่ยงกินให้มันเต็มที่ไปเลย

เติมน้ำมัน เหมือนเติมน้ำมันรถ

 เติมให้มันเต็มถังไปเลย ไม่ต้องคอยเติมหลายหน

 เติมที่ละครึ่งถังกับเติมเต็มถังพร้อมกัน

 เต็มถังมันก็เหมือนกัน

กินให้มันเต็มท้องไปเลยก่อนเที่ยงวัน

 รับรองได้ไม่ตายไม่หิวด้วย

ที่หิวไม่ได้หิวที่ร่างกายมันหิวที่ใจ

 ตัณหาความอยาก อยากที่ใจ

 เราต้องการที่จะมากำจัดความอยาก

เราก็เลยต้องไม่กินข้าวเย็นกัน

 เพราะเรากินด้วยความอยาก

 ถ้าเรากินเพื่อร่างกายนี้กินแค่เที่ยงวันก็พอ

 ถ้าหลังจากเที่ยงวันแล้ว

เป็นการกินเพื่อความอยาก

 ถ้าเราต้องการตัดความอยาก

เราก็ต้องอย่าไปกินข้าวเย็น

นี่คือหน้าที่ของศีล ๘

 มาช่วยให้เราตัดความอยากทางร่างกาย

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย และให้เรามีเวลา

ที่เราจะได้มาฝึกสมาธิกัน เพราะถ้าเราไม่ถือศีล ๘ นี้

 เราจะไม่มีเวลาเพราะเราจะเอาเวลาไปใช้กับกิจกรรม

ที่ศีล ๘ ห้ามไม่ให้เราทำ

เช่น ศีล ๘ ห้ามไม่ให้เราไปเที่ยวไปกินเลี้ยงกัน

ไปกินอาหารค่ำกัน

 ห้ามไม่ให้เราไปร่วมหลับนอนกับแฟน

 ห้ามไม่ให้พวกเราไปดูโทรทัศน์ดูหนังดูละคร

ไปฟังคอนเสิร์ต ถ้าไม่ห้ามเราก็จะไปกัน

ถ้าไปก็จะไม่มีเวลามาฝึกนั่งสมาธิกัน

ไม่มีเวลาที่จะมาอยู่วัดกัน จึงต้องถือศีล ๘

เราถึงจะได้มีเวลาที่เราจะได้มาอยู่วัด

มาฝึกสมาธิมานั่งทำใจให้สงบ

 ถ้าลองเราได้ฝึกเดี๋ยวเดียวเราก็ได้

ไม่ยากเย็นตรงไหนเลย

การหยุดจิตหยุดความคิดนี้ให้หยุดสติ

ให้มีเบรคเท่านั้นเอง เหมือนกับรถยนต์

 รถยนต์นี้เราเบรคมันได้เพราะเรามีเบรค

 ถ้าไม่มีเบรคนี้เราจะหยุดมันไม่ได้

 ถ้าเราขับรถเรารู้ว่าเบรคไม่มีเราทำยังไง

 เราก็ต้องขับไปอู่รถแล้วใช่ไหม

ไปบอกช่างว่า ช่างรถคันนี้มันหยุดไม่ได้

ช่วยติดเบรคให้หน่อย ซ่อมเบรคให้หน่อย

 เดี๋ยวช่างเขาทำเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวก็ได้แล้ว

 ใจเราก็เหมือนกัน ตอนนี้ใจเราไม่มีเบรคกัน

 หยุดความอยากกันไม่ได้

 เราก็ต้องมาติดเบรกกันสิ

 พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีติดเบรคให้แล้วว่าติดยังไง

 ก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

อย่าปล่อยให้ใจคิดเรื่อยเปื่อย

 เราต้องการหยุดความคิด

เราต้องบังคับใจให้อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 เช่น ให้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆๆไป

 ถ้าเราพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 เราจะไปคิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้

พอเราไม่คิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้

ความอยากก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้

ความอยากเกิดขึ้นเพราะเราไปคิดถึงขนม

 พอไปคิดถึงขนมก็อยากกินขึ้นมา

 คิดถึงเครื่องดื่มก็อยากดื่มขึ้นมา

ถ้าเราไม่ได้คิดมันก็จะไม่เกิดความอยาก

อดข้าวเย็นนี้ถ้าเรามีพุทโธๆ นี้รับประกันได้ไม่หิว

 ตอนเย็นที่มันหิวเพราะเราไปคิดถึงข้าวเย็น

คิดถึงข้าวมันก็เลยหิวมันก็เลยอยากกินขึ้นมา

เขาถึงจับให้คนที่มาอยู่วัดมาสวดมนต์กันตอนเย็น

จะได้ไม่มีเวลาคิดถึงข้าวกัน

ให้ไปสวดทำวัตรเย็นกัน

ให้ไปนั่งสมาธิกัน ไปพุทโธๆ กัน

พอใจไม่ได้ไปคิดถึงอาหาร

ไม่ได้ไปคิดถึงข้าวมันก็ไม่หิว

 ร่างกายมันมีอาหารพอเพียงแล้ว

 อดอีก ๑๐ วันก็ไม่ตาย

 มันมีเสบียงเก็บไว้เยอะแยะ

ดีซะอีกมันจะได้ลดไขมันลงไป

ร่างกายไม่เดือดร้อนที่เดือดร้อนคือใจ

เราต้องใช้สติมาหยุดความอยาก

ด้วยการฝึกสอนจิตให้หัดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 ใช้คำบริกรรมก็ได้หรือจะให้เฝ้าดูร่างกายก็ได้

 คอยเฝ้าดูทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 ว่าร่างกายอยู่ตรงไหนทำอะไร

เราอยู่ตรงนั้นกับร่างกาย

อย่าปล่อยให้ใจไปคิดถึงคนนั้นคนนี้เรื่องนั้นเรื่องนี้

แล้วความอยากจะเกิดขึ้นมาไม่ได้

 ถ้าเราสามารถควบคุมความคิดได้

เวลานั่งสมาธิเราก็จะหยุดความคิดได้

 พอหยุดความคิดจิตก็จะสงบเป็นสมาธิขึ้นมา

เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่มีความสุข

ที่เหนือกว่าความสุข

ที่ทำให้เรามีความพอไม่ต้องการอะไร

 แล้วพอเรารู้ด้วยปัญญา

ว่าสิ่งที่จะมาทำลายความสุข

ที่ได้จากความสงบนี้ก็คือความอยากต่างๆ

พอเกิดความอยากทีไรก็ต้องห้าม

ความอยากนี้เป็นข้าศึกศัตรู

 เป็นผู้ที่จะมาทำลายความสุขที่เราได้จากความสงบ

 เป็นผู้ที่จะมาสร้างความทุกข์สร้างความวุ่นวายใจต่างๆ

 ให้กับเรา ถ้าเรามีความรู้มีปัญญาสอนใจเรา

ก็จะฝืนความอยากไม่ทำตามความอยาก

เราบอกว่าไปอยู่กับสมาธิดีกว่า ไปกับพุทโธดีกว่า

ไปนั่งทำใจให้สงบดีกว่า

 พอใจสงบความอยากก็หายไป ความทุกข์หายไป

 แล้วต่อไปความอยากมันก็จะหมดไป

 พอหมดใจก็เป็นนิพพานขึ้นมา

ใจเป็นปรมังสุขังขึ้นมา เป็นบรมมาสุขขึ้นมา

 ใจจะไม่ทุกข์กับอะไรอีกต่อไป

ไม่ทุกข์จากการพลัดพรากจากกัน

 ไม่ทุกข์กับร่างกายเวลาที่ร่างกายแก่

 ร่างกายเจ็บ ร่างกายตายจะไม่ทุกข์

จะไม่ทุกข์กับอะไรทั้งนั้น

ใครจะเป็นอะไรใครจะพูดอะไร

ใครจะชมใครจะด่าจะไม่ทุกข์กับอะไรทั้งสิ้น

เพราะใจไม่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้มาให้ความสุขแล้ว

ใจมีความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 ก็เลยไม่ต้องไปกังวลกับความสุขทางอื่นอีกต่อไป

 นี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องมาปฏิบัติกัน

 ถ้าเราอยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์

 หลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย

 เราต้องมาสร้างศีล สมาธิ ปัญญากัน

 ถ้าเรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญาแล้ว

 รับรองได้ว่าเราไปนิพพานกันได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา (วันวิสาขบูชา)

วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 พฤษภาคม 2561
Last Update : 30 พฤษภาคม 2561 11:10:54 น.
Counter : 218 Pageviews.

0 comments
เขียนความจริง 9 กะว่าก๋า
(5 ต.ค. 2562 06:14:23 น.)
❋ เห็นได้ เห็นเสีย Turtle Came to See Me
(2 ต.ค. 2562 17:28:11 น.)
เขียนความจริง 8 กะว่าก๋า
(30 ก.ย. 2562 06:14:10 น.)
เขียนความจริง 4 กะว่าก๋า
(25 ก.ย. 2562 06:02:14 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด