<<< "สรณะที่พึ่งที่ประเสริฐที่แท้จริง" >>>








“สรณะที่พึ่งที่ประเสริฐที่แท้จริง”

ความสุขที่พวกเราเเสวงหากัน

 เป็นความสุขที่ไม่แน่นอนและเป็นความสุขที่ไม่ถาวร

 เพราะร่างกายที่เป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขเหล่านี้

ย่อมมีความเสื่อมลงไปตามลำดับ

ตาหูจมูกลิ้นกายย่อมเสื่อมสมรรถภาพลงไปตามลำดับ

 แล้วต่อไปก็อาจจะไม่สามารถใช้ตาหูจมูกลิ้นกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายได้

 เวลานั้นก็จะมีแต่ความเศร้าสร้อยหงอยเหงา

มีความเบื่อหน่าย บางครั้งก็คิดอยากจะฆ่าตัวตายไป

 โดยเฉพาะเวลาที่ต้องสัมผัส

กับโผฏฐัพพะที่ไม่พึงปรารถนา

 เช่น ความเจ็บปวดต่างๆ ทางร่างกาย

ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่รักษาไม่หาย

แต่ถ้าเรารู้จักวิธีหาความสุขภายในใจได้

 ความสุขภายในใจนี้จะทำให้ไม่เดือดร้อน

กับความเจ็บความปวดของทางร่างกาย

 แล้วก็ไม่เดือดร้อน

กับความเสื่อมของตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะการหาความสุขทางใจนี้ไม่จำเป็น

ที่จะต้องใช้ตาหูจมูกลิ้นกายนั่นเอง

 เช่น เวลาเรานั่งสมาธิ

เราก็หลับตาหลับหูหลับอะไรต่างๆ

 ทวารทั้ง ๕ เราก็ปิดมันไม่ไปสนใจรับรู้

ให้เราเกาะติดอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

 เช่น การบริกรรมพุทโธๆ ไป

 ใจของเราก็จะเข้าสู่ความสงบเข้าสู่ความสุขได้

 แล้วถ้าเราทำบ่อยๆ

 ต่อไปเราก็สามารถเข้าได้อย่างรวดเร็ว

เหมือนกับการขับรถ เวลาขับรถใหม่ๆ

นี้รู้สึกว่าเราจะต้องคอยทำอะไรหลายอย่าง

 ต้องคอยเหยียบน้ำมันคอยเหยียบเบรค

คอยเข้าเกียร์คอยจับพวงมาลัย

 รู้สึกว่าเป็นงานที่ยุ่งยากมากมาย

แต่หลังจากที่เราทำบ่อยๆ เข้า

มันก็กลายเป็นความเคยชิน

 ก็จะเป็นความง่ายดายขึ้นมา

 ฉันใด ตอนต้นเวลาที่เรานั่งสมาธิใหม่ๆ

 เราก็จะรู้สึกว่ายากเหลือเกิน

การที่จะต้องคอยบริกรรมพุทโธๆ

แล้วก็มีอุปสรรคต่างๆ มามากมาย

 บางทีนั่งแล้วก็หลับก็มี

 บางทีนั่งแล้วก็ไม่สงบฟุ้งซ่าน

คิดแต่เรื่องนั้นคิดเเต่เรื่องนี้

 บางทีนั่งแล้วก็เจ็บตรงนั้น

ปวดตรงนี้ก็ไม่อยากจะนั่ง

 อันนี้ก็เป็นเพราะว่าสติไม่ต่อเนื่อง

ถ้าสติต่อเนื่องแล้วอาการต่างๆ จะไม่มารบกวนใจ

 ใจจะเกาะติดอยู่กับพุทโธนี้แล้ว

จะไม่รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน จะไม่รู้สึกรำคาญ

กับอาการเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ของร่างกาย

จะไม่มีความคิดฟุ้งซ่านตามมา

ใจก็จะดิ่งเข้าสู่ความสงบได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้น การที่จะนั่งสมาธิให้เกิดผลขึ้นมา

จึงต้องอาศัยการเจริญสติเป็นจุดเริ่มต้นก่อน

 ต้องให้จิตของเรานี้มีสติอย่างต่อเนื่อง

ไม่เผลอไปกับเรื่องอื่นไม่คิดไปกับเรื่องอื่น

 ให้คิดอยู่กับพุทโธๆ เพียงอย่างเดียว

หรือให้อยู่ในปัจจุบัน อยู่กับการเฝ้าดูร่างกาย

อย่างไม่คลาดสายตาทุกเวลานาที

อันนี้คือเรื่องของการบำเพ็ญจิตตภาวนา

เพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบที่ความสุข

ที่เลิศที่สุดที่ดีกว่าความสุขทั้งหลายในโลกนี้

 เพราะเป็นความสุขที่ไม่ต้องอาศัย

สิ่งต่างๆในโลกนี้เป็นเครื่องมือ

 ร่างกายจะแก่จะเจ็บจะตายไป

ก็ยังสามารถผลิตความสุขอันนี้ได้

 เพราะเป็นความสุขของใจผลิตโดยใจ

 ไม่ได้ใช้ร่างกายเป็นผู้ผลิตขึ้นมา

 และพอเราได้ความสุขนี้

เราก็ต้องรักษาความสุขนี้ให้ได้

 เพราะว่าความสุขนี้จะจางไปเวลาที่ออกจากสมาธิ

 เวลาออกจากสมาธิถ้าไม่เจริญสติต่อ

ความสุขนี้ก็จะหายไปได้

 ถ้าอยากจะรักษาความสุขต่อ

ก็ต้องอย่างน้อยก็ต้องเจริญสติ

แต่การเจริญสตินี้ก็มีขอบเขตของความจำกัดก็คือ

 ต้องเจริญอยู่เรื่อยๆ ถึงจะไม่หายไป

ถ้าเวลาใดเผลอหรือหยุดเจริญสติขึ้นมา

มันก็หายไปได้ เพราะเวลาเผลอสติ

ก็มีตัณหาความอยากโผล่ขึ้นมา

มาทำลายความสงบอันนี้ได้

 ถ้าอยากจะไม่ให้ความสงบนี้หายไปอย่างถาวร

โดยที่ไม่ต้องเจริญสติไม่ต้องใช้พุทโธ

ต่อไปก็ต้องใช้ปัญญา

 ปัญญานี้จะเป็นผู้ที่จะมาทำลายความอยาก

 ปัญญาก็คือการมีเหตุมีผล

การดูสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุด้วยผล

 ถ้าจิตสงบแล้วเวลาออกมาจิตไม่สงบ

เพราะอะไรก็จะรู้ อ๋อ เพราะความอยาก

 พอเกิดความอยากแล้ว

ความสงบที่ได้จากสมาธิมันก็จะหายไป

ถ้าอยากจะให้ความสงบกลับคืนมา

ก็หยุดความอยากเท่านั้นเอง

 และการจะหยุดความอยากได้ก็ต้องสอนให้ใจ

 ชี้ให้ใจเห็นเลยว่า สิ่งที่อยากได้นี้

มันเป็นงูพิษมันไม่ใช่เป็นของเล่นของดี

 มันเป็นพิษเป็นอันตรายเพราะอะไร

 เพราะว่ามันไม่เที่ยง

เพราะเราไม่สามารถควบคุมบังคับ

ให้มันให้ความสุขกับเราไปตลอดไม่ได้

เราเห็นอะไรเราชอบเราคิดว่า

ได้มาแล้วเราจะมีความสุข เราก็ไปเอามา

 เราก็ได้ความสุขจากสิ่งนั้น

 แต่วันดีคืนดีสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไปได้

พอเปลี่ยนไปแล้วการที่จะเคยให้ความสุข

ก็กลายเป็นให้ความทุกข์กับเรา

 เช่นเรารักใคร เราชอบใคร

เราคิดว่าเราได้เขามาแล้ว

เขาจะให้ความสุขกับเราไปตลอด

 เเต่พอมาอยู่กับเขาได้สักพักหนึ่งเขาเปลี่ยนไป

 ตอนนั้นเราก็จะเสียใจเราจะทุกข์ใจ

เพราะเขาไม่ให้ความสุขกับเรา

เหมือนกับที่เราคิดว่าเขาจะให้เราไปตลอดนั่นเอง

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีความไม่แน่นอน

 มีความไม่เที่ยงเเท้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ

 ไปตามเหตุตามปัจจัยต่างๆ

 หรือเขาอาจจะดีกับเราไปตลอด

แต่เขามีโรคภัยไข้เจ็บมีอุบัติเหตุ

 ทำให้เขาต้องจากเราไปก่อน

อันนี้ก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน

 เป็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนัตตา

ก็คือเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับ

ไปสั่งให้เขาเป็นไปตามความอยากของเราได้

พอเรามีความอยากก็จะเกิดทุกขัง

ความทุกข์ขึ้นมาในใจ พอเราเห็นว่า

สิ่งที่เราอยากได้นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 เราก็จะหยุดความอยากได้สิ่งต่างๆ ได้

 พอเราไม่มีความอยากได้ในสิ่งต่างๆ

จิตก็กลับเข้าสู่ความสงบได้เหมือนเดิม

เหมือนตอนที่ออกจากสมาธิมาใหม่ๆ

 แล้วก็จะสงบไปอย่างถาวร

เพราะว่าเหตุที่จะทำให้ใจไม่สงบนี้

จะถูกทำลายไปหมดด้วยปัญญา

ด้วยไตรลักษณ์ ด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ด้วยอริยสัจ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

 นี่แหละคือปัญญาของทางพระพุทธศาสนา

 ปัญญาของทางพระพุทธศาสนานี้

ไม่กว้างใหญ่ไพศาล

เหมือนกับปัญญาความรู้ทางโลก

 ความรู้ทางโลกนี้แตกแยกเป็นหลายสิบ

หลายหมื่นหลายพันสาขาด้วยกัน

 แต่เป็นความรู้แบบท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 คือไม่รอดพ้นจากความทุกข์นั่นเอง

 ไม่ว่าเรียนรู้วิชาอันใดถึงระดับขั้นปริญญาเอก

ก็จะไม่สามารถที่จะมาดับความทุกข์

 บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่จิตใจได้

เหมือนกับปัญญาทางพระพุทธศาสนาที่เห็นว่า

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ที่เห็นว่าความทุกข์ของใจนี้เกิดจากความอยาก

 และการจะดับความทุกข์ของใจ

ก็ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้นเอง

อันนี้แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

ที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

 เป็นความรู้แบบเรียกว่าเส้นผมบังภูเขา

 เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆ ที่มีอยู่ในใจตลอดเวลา

แต่ไม่มีใครมองกัน แทนที่จะหาวิธีบำบัดทุกข์บำรุงสุข

ที่มีอยู่ภายในใจ คำตอบมีอยู่แล้วภายในใจ

กลับไม่หาคำตอบภายในใจกัน

 กลับไปหาคำตอบข้างนอกใจ

ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิชาการต่างๆ

จนมีวิชาการแทบจะนับไม่ถ้วน

แล้วว่ามีกี่วิชาด้วยกัน

แต่วิชาความรู้ต่างๆ ภายนอกนี้

ไม่สามารถที่จะมาดับความทุกข์ภายในใจได้

ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าถึงความรู้อันนี้ได้ก็ต้องปฏิบัติ

อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติ คือ ทำทาน

 สละราชสมบัติเพื่อจะได้มีเวลาออกบำเพ็ญรักษาศีล

 บำเพ็ญจิตตภาวนาได้อย่างเต็มที่

ถ้ายังต้องยุ่งเกี่ยวอยู่กับพระราชทรัพย์

ต้องยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของผู้ครองเรือนอยู่

ก็จะไม่มีเวลาพอ ก็จำเป็นจะต้องสละทุกอย่าง

 ทำทานแบบเต็มที่เลย

 มีอะไรเท่าไหร่ก็ยกให้ผู้อื่นไปหมด

ไม่มายุ่งไม่มากังวลด้วย เพื่อจะได้เอาเวลา

มาทุ่มเทให้กับการรักษาศีล และเจริญจิตตภาวนา

 จนในที่สุดก็ได้พบกับอริยสัจ ๔

 ได้พบกับไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จึงได้พบกับความสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งหลาย

ได้พบกับการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 คำตอบอยู่ภายในใจของเรา ไม่ได้อยู่ภายนอก

 ถ้าเรายังไปหาคำตอบอยู่ภายนอกอยู่

ก็แสดงว่าเรายังหลงทางอยู่

เช่น เดินทางไปหาพระพุทธเจ้าที่ประเทศอินเดียนี้

ก็หลงทางกันไป ไปผิดทาง มองป้ายผิดไป

 ป้ายชี้บอกให้เข้าข้างในกลับไปข้างนอกกัน

ไปทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

ท่านบอกให้ปิดทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

ถ้าอยากจะเห็นพุทธะให้เข้าข้างใน

ให้บำเพ็ญปฏิบัติจนเห็นธรรมะ

พอเห็นธรรมแล้วก็จะเห็นพุทธะ

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต

ไม่ใช่ผู้ใดไปอินเดียผู้นั้นจะเห็นเราตถาคต

 พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสสอนอย่างนั้น

สอนแต่ว่าให้เข้าข้างใน

สำรวมอินทรีย์ตาหูจมูกลิ้นกาย

 เจริญสติ ดึงใจให้เข้าข้างในให้ได้

ด้วยการบริกรรมพุทโธๆ อันนี้แหละ

การเข้าหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

ดึงเข้ามาข้างใน พอดึงเข้ามาข้างในจิตก็จะสงบ

จิตก็จะเห็นธรรมะ เห็นอริยสัจ ๔

 พอเห็นอริยสัจ ๔ ก็จะเห็นพระพุทธเจ้า

 อ๋อ นี่หรือ คือพระพุทธเจ้า

ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้เอง

 จิตของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร

จิตที่มีธรรมก็เป็นอย่างนี้ คือจิตที่สงบ

ผู้ที่มีจิตสงบก็คือผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

 สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน

 ก็อยู่ตรงนี้อยู่ที่การบำเพ็ญจิตตภาวนา

อยู่ที่การรักษาศีล อยู่ที่ทำทานนี่เอง

ไม่ได้อยู่ที่ไหน อย่าไปที่อินเดียให้เสียเวลา

หลวงปู่มั่นไม่ได้ไป หลวงตามหาบัวไม่ได้ไป

ผู้ที่ไปแล้วเจอพระพุทธเจ้ากันหรือยัง

อันนี้ก็ขอให้นำเอาไปคิดว่า

แนวทางการบำเพ็ญของเรานั้น

ไปในทิศทางไหนกันแน่ ทางของพระพุทธเจ้า

หรือทางของโมหะอวิชชาความหลงความมืดบอด

ถ้าไปทางตาหูจมูกลิ้นกายไปทางข้างนอกก็ถือว่า

ไปตามทางของโมหะ อวิชชา

ถ้าไปสู่การสำรวมตาหูจมูกลิ้นกาย

 ไปสู่ทางศีล ๘ สู่ทางจิตตภาวนา

อันนี้แหละเป็นทางไปที่พระพุทธเจ้าได้ทรงไป

 ทรงดำเนินไป และทรงสอนให้พวกเราบำเพ็ญตามกัน

 ดังนั้น ขอให้พวกเราจงพยายามตะเกียกตะกาย

ต่อสู้กับความหลงที่จะหลอกให้เรา

ไปหาสิ่งต่างๆ ภายนอก ให้ดึงใจของเรา

ให้เข้ามาสู่ภายในให้ได้แล้วเราจะได้พบกับสรณะ

ที่พึ่งที่ประเสริฐ ที่แท้จริงต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 สิงหาคม 2561
Last Update : 24 สิงหาคม 2561 10:23:08 น.
Counter : 278 Pageviews.

0 comments
เชิญชวนไปทำบุญที่วัดพระบาทน้ำพุ ค่ะ อาจารย์สุวิมล
(3 ต.ค. 2562 21:38:16 น.)
เขียนความจริง 8 กะว่าก๋า
(30 ก.ย. 2562 06:14:10 น.)
ขจัดความฟุ้งซ่าน สมาชิกหมายเลข 2202068
(29 ก.ย. 2562 08:34:45 น.)
เขียนความจริง 6 กะว่าก๋า
(27 ก.ย. 2562 05:28:21 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด