### ความเป็นมาของเสาหลักเมือง ###















ดวงเมืองกรุงเทพมหานคร

..................

วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ เมื่อ ๒๓๓ ปีก่อน

 มีการทำพิธีวางฤกษ์อย่างใหญ่โต ตามพิธีสร้างเมือง

 สำหรับท้าวพระยามหากษัตริย์

วันนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

 ทรงเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยมหาสมณะชีพราหมณ์

 ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของชนชาติไทย ได้เข้ามาร่วมทำพิธีกัน

เป็นเวลา ๔ วัน ๔ คืน

ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่

ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ

 หาฤกษ์ยามอันดี สำหรับฝังเสาหลักเมือง

แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมือง กันต่อไป

 เมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้ว ก็มักจะเป็นที่เคารพบูชา

ของชาวเมืองนั้น ๆ ตลอดไป รวมทั้งชาวเมืองอื่น

ที่พากันเดินทางมายังเมืองนั้น

ก็มักจะต้องแวะไหว้เสาหลักเมือง

 หรือ เจ้าพ่อหลักเมืองกันจนถือเป็นประเพณี

เจ้าพ่อหลักเมืองในหลาย ๆ จังหวัดของไทย

 ก็มีเรื่องราวเล่าลือ ถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์กันมากมาย

ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ

เล่าเรื่องราวที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่

 ได้กล่าวถึงการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“...จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี

 เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ไปกะที่สร้างพระนครใหม่

ข้างฝั่งตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง

ณ วันอาทิตย์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ

ฤกษ์เพลาย่ำรุ่งแล้ว ๕๔ นาที่...”

ในการตั้งเสาหลักเมืองของไทย ทุกเมืองนั้น

 มิใช่ว่าจะเป็นเพียงเสาหลักเมือง

หรือเสาไม้ เสาหิน ธรรมดาต้นหนึ่งเท่านั้นก็หาไม่

แต่ความจริงนั้น ในปลายเสาหลักเมือง

มักจะทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์นั้น บรรจุดวงชะตาของเมือง

 ที่จะสร้างขึ้นใหม่ไว้ด้วย

การวางชะตาเมืองนี้ เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว

 ซึ่งโหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย

พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้าได้

มีเรื่องเล่ากันมาว่า

 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

โปรดฯ ให้โหรผูกชะตาเมืองกรุงเทพฯ ที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้น

โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง ๒ แบบ

คือดวงเมืองแบบหนึ่ง บ้างเมืองจะเจริญรุ่งเรือง

ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง

ที่ประเทศไทย ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ

ส่วนอีกดวงเมืองหนึ่งนั้น

 ‪#‎ประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวาย‬ ไม่มีที่สิ้นสุด ‪#‎

แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้‬ ตลอดไป

ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง

พราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่า

การที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้น ของชาติอื่นนั้น

 แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่มีความหมายอันใด

 เมื่อสิ้นความเป็นไทย

มีคำบอกกล่าวกันมาว่า ที่หลุมฝังเสาหลักเมืองนั้น

 จะต้องฆ่าคนที่มีชื่อตามโฉลก คือ อิน จัน มั่น คง

เพื่อทำหน้าที่รักษาเมือง ให้มีความรุ่งเรืองมั่นคง

แต่ในหลุมฝังเสาหลักเมืองวันนั้น

ไม่มีคนที่มีชีวิต ถูกนำไปสังเวยไว้ในหลุม ตามที่เล่าลือกัน

เป็นแต่มี งูเล็ก ๔ ตัว ไปนอนฝังตัวอยู่ก้นหลุม

โดยไม่มีใครเห็น จนกระทั่งหย่อนเสาลงไปในหลุม

และถึงเวลากลบเสาแล้ว จึงปรากฏว่างูเล็กทั้ง ๔ ตัวนั้น

เลื้อยอยู่ที่ก้นหลุม และโดยไม่มีทางแก้ไขอะไรได้

เพราะพิธีการต่างๆ ได้กระทำเสร็จสิ้นลงไปแล้ว

 ก็จำเป็นต้องกลบดินลงไป

จนไม่คำนึงถึงงูทั้ง ๔ ตัวนั้นอีกต่อไป

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ขุนโหรและผู้รู้ ทั้งสมณะชีพราหมณ์ทั้งหมด

ก็ได้เห็นได้รู้กันว่า นั่นเป็นเรื่องอาถรรพณ์ ที่เกิดขึ้น

เพื่อบอกกล่าวว่า จะต้องมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับบ้านเมือง

อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งพระองค์และผู้รู้ในสมัยนั้น

 เกิดความเป็นห่วงกังวลว่า อะไรจะเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองต่อไปอีก

 หลังจากที่สงครามเก้าทัพของพม่า

ที่มาประชิดบ้านเมืองอยู่

ไม่ได้ถือว่า การลงไปนอนตายในหลุมหลักเมือง

 ของงูทั้ง ๔ ตัวนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อย

แต่ถือว่า เป็นอาถรรพณ์ ที่บอกกล่าวว่า

จะต้องมีเหตุการณ์ร้าย แก่บ้านเมืองแน่นอน !

ดวงชะตาเมืองที่ได้มีการฝังหลักเมือง

ในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๓๒๕ เต็มไปด้วย

อิทธิและอาถรรพณ์หลายประการ

เฉพาะอย่างยิ่ง ที่คนโบราณเชื่อกันก็คือ

 ทั้ง ๔ มุมเมืองนั้น ถูกฝังอาถรรพณ์สรรพเวทย์ มหายันต์

ไว้ทั้งสี่ทิศ เพื่อป้องกันศัตรูและเสนียดจัญไร อันตราย

 และคนชั่วที่จะเข้ามาก่อกวน ให้เกิดเป็นภัยต่อบ้านเมือง

 ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ประการใด

เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ เสาหลักเมืองเดิมนั้นผุพังหมดสภาพ

ทรงพระราชดำริว่า หลักเมืองชำรุดทรุดโทรมมาก

 ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายรัชกาล

จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่

อีกทั้งทรงตรวจดวงพระชะตา ของพระองค์ว่า

 เป็นอริแก่ลัคนาดวงเมืองกรุงเทพฯ

จึงทรงแก้เคล็ดโดยโปรดให้ช่าง แปลงรูปศาลหลักเมืองเสียใหม่

 ให้เป็นรูปปรางค์ และโปรดให้ถอนเสาหลักเมืองเดิม

และประดิษฐานเสาหลักเมืองใหม่

พร้อมบรรจุชะตา พระนครให้มีสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล

 มีอุดมมงคลฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๕

เวลา ๐๔๔๘ น. เสาหลักเมือง ที่เปลี่ยนใหม่

ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก

 คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง ๓๐ นิ้ว สูง ๑๐๘ นิ้ว

 ตรงปลายเสา ทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์

บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน

สมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ดวงเมืองได้มีโอกาสใช้มากที่สุดเกือบทุกด้าน

 เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับดินน้ำลมไฟ ที่จะมีผลดีและผลร้าย

ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน และบ้านเมือง

 เฉพาะการโคจรของดวงดาวต่างๆ

ตามฤดูกาลที่จะมีผล ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหารในบ้านเมือง

บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย

ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้น

ของฝรั่งเศสและอังกฤษ จนหมดสิ้น

แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ

มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

 ที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทยมาได้

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

 ประเทศไทยจะต้องตัดสินใจถือโอกาสนี้

หาทางแก้ไขปัญหาเอกราช และอธิปไตย

อันเนื่องมาจาก สัญญาถูกบังคับให้ต้องยอมรับ

ตั้งแต่สมัย ร.ศ. ๑๑๒ โดยการสร้างอำนาจต่อรองขึ้น

กับสัมพันธมิตร ไทยจะต้องส่งทหารเข้าไปร่วมรบ

 กับสัมพันธมิตร เพราะยังไงก็ทรงเชื่อว่า

 สัมพันธมิตรจะประสบชัยชนะ

ไทยต้องมีส่วนร่วมในชัยชนะนั้นด้วย

เมื่อสงครามสงบ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ก็ทรงรีบเสนอ แก้ไขกฎหมายทาสระหว่างไทย กับประเทศตะวันตก

 ที่ทำให้ประเทศไทยตกเป็นทาสทันที

 หลายต่อหลายวันที่ทรงตัดสินพระทัย

และจะประกาศวันส่งทหารไทยไปฝรั่งเศส

นักโหราศาสตร์ชั้นนำตั้งแต่พระยาโหราธิบดี ลงมา

จนถึงคุณพระคุณหลวงหลายท่าน ถูกกักตัวไว้ในวัง

ไม่ให้ ออกมาข้างนอก เพราะเกรงว่า

ข่าวที่ไทยจะส่งทหารไปช่วยสัมพันธมิตรจะทำให้เสียการได้

 พระองค์ทรงให้กรมโหรสมัยนั้นหาฤกษ์ยาม

 และพิจารณาตัดสินใจ จากดวงชะตาเมือง

ที่พระองค์ทรงให้กรมโหรสมัยนั้น

 หาฤกษ์ยามและพิจารณาตัดสินใจ

การที่เสาหลักเมืองที่ประดิษฐาน ณ ศาลพระหลักเมือง

จึงมีสองต้น เสาเดิมครั้งรัชกาลที่ ๑ คือต้นสูง

ที่ได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว แต่หาที่เก็บที่เหมาะสมไม่ได้

 จึงคงไว้ แกนในเป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ มีไม้จันทน์ประดับนอก

 ลงรักปิดทอง หัวเสาเป็นทรงบัวตูม ภายในกลวง

สำหรับบรรจุชะตาพระนคร

ดวงนี้อยู่ใจกลางยันต์สุริยาทรงกลด

จารึกในแผ่นทอง เงิน นาก

ส่วนเสาพระหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ ๔ คือต้นที่มีส่วนสูงทอนลงมา

 แกนในเป็นเสาไม้สัก มีไม้ชัยพฤกษ์ ประดับนอก

หัวเสาเป็นรูปยอดเม็ดทรงมัณฑ์

 เป็นต้นที่สถิตประทับของพระหลักเมือง

ภายในศาลพระหลักเมืองกรุงเทพฯ นอกจากพระหลักเมืองแล้ว

 ยังเป็นที่ประดิษฐานพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง

พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง

 เป็นเทพารักษ์สำคัญ ๕ องค์ที่ให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดิน

 และประชาราษฏร์ทั้งปวง

พระเสื้อเมืองและพระทรงเมือง เป็นรูปเทวดาสวมมงกุฎ

 หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปิดทอง ขนาดความสูงใกล้เคียงกัน

 ลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่พระเสื้อเมือง

พระหัตถ์ซ้ายถือคทา ส่วนพระทรงเมืองนั้น

พระหัตถ์ซ้ายถือพระขรรค์

พระกาฬไชยศรี เป็นรูปพระกาฬประทับอยู่บนหลังนกแสก

 สันนิษฐานว่าจะมาแต่อุมาปางหนึ่ง

ซึ่งพวกฮินดูนิยมทำรูปไว้บูชา เรียกว่า "กาลี"

เจ้าพ่อเจตคุปต์กับเจ้าพ่อหอกลองนั้น

แต่เดิมคงมีชื่อเรียกเดียวกันว่า เจตคุปต์

อันเป็นชื่อเรียกของเสนาพระยมราช

ทำหน้าที่จดบัญชีคนทำดี ทำชั่วในยมโลก

เพราะ มีรูปร่างคล้ายกันทั้งสององค์

ต่อมามีชื่อเรียกต่างกันไปนั้น คงเป็นเพราะ

องค์ที่จำหลักด้วยไม้ มีศาลเล็ก ๆ อยู่ใกล้คุก

 จึงเรียกกันว่าเจตคุก หรือเจตคุปต์

ส่วนองค์ที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ อยู่ใกล้หอกลอง

 จึงเรียกกันว่าเจ้าพ่อหอกลอง

เจ้าพ่อหอกลองนี้ เดิมอยู่ที่ศาลใกล้หอกลอง ในสวนเจ้าเชต

 หอกลองนี้ถูกรื้อทิ้งไปในสมัยรัชกาลที่ ๕

แต่เดิมในหอกลองมีกลองอยู่ ๓ ใบ ใบแรกชื่อ ย่ำพระสุริย์ศรี

ใช้ตีบอกเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน

ใบที่สองมีชื่อเรียกว่า อัคคีพินาศ ใช้ตีเวลาเกิดเพลิงไหม้

และใบที่สามมีชื่อว่า พิฆาตไพรี ใช้ตีเวลามีศึกสงคราม

บอกเหตุเรียกระดมพล

ดวงชะตาเมืองไทย ได้บอกให้คนที่สนใจเชื่อถือ

ในความศักดิ์สิทธิ์และอาถรรพณ์ มาตลอดเวลา ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

ทั้งคำสาปแช่ง และอาถรรพณ์นานาประการ

ยังคงมีความสำคัญอยู่ และยังน่าจะเชื่อกันได้ต่อไปว่า

 อาถรรพณ์และความศักดิ์สิทธิ์

ที่โบราณได้ปลุกเสกไว้ทั้งสี่มุมเมืองนั้น

น่าจะยังมีความสำคัญอยู่แน่

การที่เทวรูปต่าง ๆ มารวมกันอยู่ที่ศาลหลักเมือง

 ทำให้ศาลหลักเมือง กลายเป็นที่ชุมนุมสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 เป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ

 เฉพาะอย่างยิ่ง คนชั่วที่มีชีวิตอยู่ด้วยความทุจริต

คิดมิชอบต่อบ้านเมือง อย่างใดอย่างหนึ่ง

 แม้แต่การคอรัปชั่น กินบ้านกินเมืองกัน






 

 

ขอบคุณที่มา  fb. Siriwanna Jill

ขอบคุณเจ้าของภาพทุกภาพค่ะ




Create Date : 21 เมษายน 2558
Last Update : 21 เมษายน 2558 19:46:51 น.
Counter : 645 Pageviews.

0 comments
คติธรรมประจำใจของ พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค ๑๕ วัดพระปฐมเจดีย์ toor36
(3 ก.ย. 2562 00:09:32 น.)
26 สิงหาคม 2019 วันนี้เขียนเรื่องฟุตบอลดีกว่า somsu4
(27 ส.ค. 2562 00:07:23 น.)
สอนภาษาไทยให้คนจีน toor36
(10 ส.ค. 2562 00:28:49 น.)
หนังลุง โนราห์ เอกลักษณ์ของชาวใต้อีกหนึ่ง "ความเป็นไทย"ที่น่าภาคภูมิใจ sawkitty
(29 ก.ค. 2562 12:20:22 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด