<<< "เรื่องของคนฉลาด" >>>










“เรื่องของคนฉลาด”

พระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

ท่านก็หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 แต่ท่านก็เห็นว่ามันไม่เป็นของที่แน่นอน

 แล้วต่อไปในอนาคตท่านก็รู้ว่า

ท่านจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 ท่านก็จะไม่สามารถหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้

 ท่านก็เลยไปศึกษาไปเห็นนักบวชก็ไปทราบว่า

นักบวชเขามีวิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ไม่ต้องใช้ลาภยศสรรเสริญ

ไม่ต้องใช้รูปเสียงกินรสโผฏฐัพพะ

เขาหาความสุขด้วยการทำใจให้สงบ

ท่านก็เลยไปศึกษาไปบวชอยู่กับพวกนักบวช

ไปศึกษาวิธีหาความสุขจากความสงบ

 พวกนักบวชเขาก็หาความสุขจากความสงบได้

 แต่เป็นพักๆ เป็นขณะที่เข้าสมาธิ ใจสงบก็มีความสุข

 แต่เขายังไม่สามารถหาความสุขได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

 เวลาที่เขาออกจากสมาธิมา

ใจเขาก็ยังไปอยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่

 ใจของเขาก็ยังทุกข์อยู่ แต่ตอนนั้นไม่มีใครรู้

ว่าที่ทำให้ใจทุกข์นั้นเป็นอะไร ไม่รู้ว่าเป็นความอยาก

 ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีสิ่งที่อยากได้เป็นเหตุต่างหาก

 เช่นอยากจะกินของอยากจะดื่มเครื่องดื่ม

แล้วไม่มีเครื่องดื่มให้ดื่มก็เลยเป็นทุกข์

 ก็เลยไปคิดว่าที่ทุกข์

ก็เพราะว่าเครื่องดื่มนั้นไม่มีให้ดื่ม

 แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความจริงอยู่ที่

ความอยากดื่มเครื่องดื่มนั้น

 ถ้าไม่มีความอยากดื่มเครื่องดื่มนั้น

มีไม่มีก็จะไม่ทุกข์ แต่ถ้ามีความอยาก

ถ้ามีดื่มก็สุขถ้าไม่มีดื่มก็ทุกข์

เช่นกาแฟนี้เวลามีดื่มก็สุขเวลาขาดกาแฟนี้ก็ทุกข์

 แต่คนที่ไม่มีความอยากดื่มกาแฟนี้

จะมีกาแฟหรือไม่มีกาแฟก็ไม่ทุกข์

 อันนี้ไม่มีใครมองเห็นกัน เห็นว่าทุกข์

 ที่ทุกข์เพราะว่ามันกาแฟหมด

 ถ้าหมดก็ไปหามันมาซื้อมันใหม่มากินต่อ

 มันก็เลยไม่ กินต่อกี่ถ้วยกี่ครั้งเดี๋ยวมันก็หมดอีก

 เดี๋ยวหมดมันก็ทุกข์อีก ถ้าอยากจะไม่ทุกข์กับกาแฟ

ก็อย่าไปอยากดื่มกาแฟ หัดความอยากดื่มกาแฟไป

 พอไม่มีความอยากดื่มกาแฟก็ไม่ต้องทุกข์

กับเรื่องของกาแฟ มีกาแฟหรือไม่มีกาแฟก็ไม่ทุกข์

ไม่มีใครรู้มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบความจริงอันนี้

ว่าเวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิแล้วทุกข์

 ทุกข์ก็เพราะความอยากนี่ไง

 เวลาอยู่ในสมาธิความอยากมันไม่ทำงาน

มันเลยไม่ทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่อยู่ในสมาธิ

มันไม่ทุกข์เพราะอะไร ไม่มีใครรู้

เพียงแต่รู้ว่าเวลาจิตมันสงบแล้วมีความสุข

แต่มันไม่รู้ว่าความสุขมันเกิดจากการไม่มีความอยาก

 ตอนนั้นความอยากมันไม่ทำงาน

พอออกจากสมาธิมาความอยากเริ่มทำงานทันที

 เริ่มอยากดูอยากฟังอยากอะไรทันที

 แล้วพอไม่ได้ดูไม่ได้ฟังก็ทุกข์ขึ้นมาทันที

 ขณะอยากก็ทุกข์แล้ว เวลาอยากก็กระวนกระวาย

กระสับกระส่าย อยากดื่มกาแฟอยากสูบบุหรี่นี่

เวลารอให้เขาเอามาให้

ตอนนั้นก็กระวนกระวายกระสับกระส่ายแล้ว

อันนี้เป็นสิ่งที่นักบวชคนอื่นไม่มีใครรู้

ว่าเวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิใจทำไมยังทุกข์ได้อยู่

รู้ว่าเวลาอยู่ในสมาธิใจไม่ทุกข์

แต่เวลาออกจากสมาธิใจยังทุกข์อยู่

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้ใจทุกข์

ตอนที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิ

 มีพระพุทธเจ้าเนี่ยแหละเป็นคนที่ค้นพบว่า

 ไอ้สิ่งที่ทำให้ใจทุกข์ก็คือความอยาก

 ฉะนั้น เวลาออกจากสมาธิมาต้องหยุดความอยาก

อย่าไปทำตามความอยาก

 อยากดื่มกาแฟก็อย่าไปดื่มมัน บอกไม่เอาๆ

 ดื่มแล้วทุกข์ ดื่มแล้วต้องดื่มอยู่เรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวเวลาไม่มีดื่มก็จะทุกข์

ถ้าเรามีกำลังใจมีสมาธิเราจะสู้กับความอยากได้

เราจะหยุดมันได้ เพราะเวลามันอยากจะดื่ม

เราก็หยุดความคิดที่อยากจะดื่มนั้น พุทโธๆไปแทน

เดี๋ยวก็ลืมเรื่องความอยากเรื่องกาแฟไป

พอลืมเรื่องกาแฟไปความอยากดื่มกาแฟก็หายไป

เราก็จะฝืนความอยากได้

ต่อไปความอยากต่างๆที่ทำให้เราทุกข์

ก็จะหมดไป เพราะเราจะไม่ทำตามความอยาก

 เราก็จะกำจัดมันด้วยการไม่ทำตามมัน

 ถ้าเราทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะมีกำลัง

ที่จะอยู่ต่อที่จะมาอยากต่อ ไม่เชื่อลองทำดูสิ

ถ้าอยากดื่มกาแฟลองเลิกอยากดื่มดู

 ต่อไปจะไม่ต้องดื่มกาแฟ

ร่างกายเราไม่ต้องการกาแฟ

ร่างกายมันต้องการน้ำเปล่า ไม่ต้องมีรสกาแฟ

 มีหรือไม่มีมันไม่สำคัญ ร่างกายมันต้องมีน้ำดื่ม

 แต่ใจมันต้องการรสของกาแฟ

มันก็เลยอ้างว่าร่างกายหิวน้ำ

ก็เลยต้องดื่มน้ำกาแฟ ถ้าจะดื่มเพื่อร่างกายนี้

ดื่มน้ำเปล่าเป็นประโยชน์กว่าไม่มีโทษ

 ดื่มกาแฟไปมันทำให้ตาหูสว่างนอนไม่หลับ

 อันนี้มันไปกระตุ้นประสาทของร่างกาย

ทำให้ร่างกายนอนไม่หลับ

นี่คือความรู้หรือปัญญาที่ไม่มีใครรู้

นานๆจะมีคนที่สามารถ

เห็นความจริงที่คนอื่นไม่เห็นกัน

 เช่นสมัยก่อนก็คนอื่นส่วนใหญ่ก็เห็นว่า

โลกนี้แบนใช่ไหม

แต่ก็มีคนที่มันบอกว่าไม่แบนมันกลม

 เพราะมันส่งกล้องขึ้นไปดูดวงดาว

ดวงอะไรมันกลมหมด โลกที่ไหนมันกลมไปหมด

พระจันทร์ดาวอังคารดาวอะไรมันกลมทั้งนั้น

แล้วโลกนี้มันจะมาแบนโลกเดียวได้ยังไง

 มันก็เลยบอกว่ามันไม่เชื่อว่าแบน

 แล้วมันก็คิดด้วยว่า

แล้วเวลาเรือที่มันวิ่งเข้ามาจากทะเลเนี่ย

 ถ้ามันแบนมันก็ต้องเห็นเรือทั้งลำพร้อมกัน

ทำไมไปเห็นเสากระโดงก่อนล่ะ

 ทำไมไม่เห็นตัวเรือพร้อมกัน

ถ้ามันแบนมันก็ต้องเห็นพร้อมกันหมด

แสดงว่ามันทางโค้งผิวทะเลนี้มันโค้ง

 เหมือนคนขี่ม้าข้ามเขามานี้

ทำไมไม่เห็นคนขี่กับม้าพร้อมๆกัน

 ทำไมไปเห็นคนขี่ก่อนเห็นตัวม้า

 เพราะคนขี่มันสูงกว่าพอเรามาทางโค้ง

มันก็ต้องเห็นสัดส่วนที่สูงกว่าก่อน

ถึงจะเห็นสัดส่วนที่ต่ำต่อมาได้

 เสวยก็เลยท้าพิสูจน์เลยว่าโลกนี้ต้องกลมไม่แบน

 นั่งเรือออกไปไม่ต้องกลัวตกขอบโลกตกขอบทะเล

 คนเลยกล้านั่งเรือออกไปเลยได้ไปค้นพบทวีปใหม่ๆ

 เห็นไหม สมัยก่อนไม่มีใครรู้ว่ามีทวีปอเมริกาอยู่

 อเมริกาใต้ไม่มีใครรู้รู้แต่ทวีปยุโรปกับเอเชีย

เพราะมันเดินทางติดต่อกันได้

แต่ตอนหลังเขาก็มาพิสูจน์ว่าโลกมันกลม

 เนี่ยนานๆจะมีคนคิดอย่างนี้สักคนหนึ่ง

ที่คิดไม่เหมือนคนทั่วไป

 หรือทำไมผลไม้เวลามันหลุดออกมาจากขั้ว

มันถึงตกลงมาทำไมมันไม่ลอยขึ้นไป

 มีใครเคยคิดอย่างนี้บ้างไหมมีใครเคยถามบ้างไหม

ทำไมเวลามันหลุดมาจากขั้ว

ทำไมมันไม่ลอยขึ้นไปบนฟ้า ทำไมมันตกลงมา

ทำไมของทุกอย่างเวลาเราโยนขึ้นไป

มันจะต้องตกลงมาหมด ก็มีคนมานั่งคิดว่า

ก็เพราะมันต้องมีอะไรดึงมันลงมาสิ

มันถึงจะลงมา ใช่ไหม

เวลาเราโยนขึ้นไปนี่มันก็ดึงเราขึ้นไป

แต่ก็ดึงขึ้นไปได้สักพักเดี๋ยวมันก็ลงมา

 เขาก็เลยสรุปว่ามันต้องมีอะไร มีแรงดึงดูด

 เขาก็เลยบอกว่าโลกนี้มีแรงดึงดูด

ดึงให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกนี้

ไม่ลอยออกไปนอกโลก

 งั้นของทุกอย่างที่เราไม่ได้ผูกไว้ไม่ได้มัดเอาไว้

มันก็ลอยไปหมดแล้ว เขาก็เลยพบว่า

โลกนี้มีแรงดึงดูด แต่เวลายานอวกาศ

ที่ออกไปอยู่นอกแรงดึงดูดของโลก

 ทุกอย่างก็ลอยไปเห็นไหม

 ที่นักยานอวกาศเขาถ่ายรูปมาเห็นไหม

ตัวเขาลอยไปลอยมาเพราะไม่มีอะไรดูด

ให้เขาติดอยู่กับพื้น มันก็เลยทำให้เขาสามารถ

หาค้นทำอะไรที่จะมาทำให้เขาลอยกันได้

 และเมื่อเขารู้ว่าถ้าเราสามารถผลิตอะไรที่จะมีกำลัง

ที่จะดึงร่างกายของเราให้มีกำลังมากกว่า

แรงดึงดูดของโลกเราก็ลอยได้

 เขาก็เลยสร้างจรวดสร้างเครื่องบิน

สร้างเฮลิคอปเตอร์กันขึ้นมา ใช้ใบพัดหมุนเข้าๆ

แล้วมันก็จะมีแรงดึงให้ร่างกายนี้มันลอย

จากแรงดึงดูดของโลกได้

อันนี้ก็เป็นเรื่องของคนฉลาด

ที่นานๆจะมีมาโผล่มาสักคนหนึ่ง

 แต่พอโผล่มาคนเดียวสามารถมาทำประโยชน์

ให้กับคนทั่วไปได้ พวกเราทุกวันนี้

เดินทางไปไหนสะดวกสบายใช่ไหม

สมัยก่อนปู่ย่าตายายนี้ต้องพายเรือกัน

หรือไม่ต้องเดินกัน สมัยหลวงปู่มั่นเนี่ย

ท่านเดินธุดงค์กันจากอุดรไปเชียงใหม่ไม่มีรถ

ไม่มีอะไรใช้เท้าเดินกันไป

สมัยนี้พวกเราสามารถนั่งรถนั่งอะไร

บินไปกันแป๊บเดียวก็ถึง

 เพราะความฉลาดของคนๆเดียวนั่นแหละ

 ความคิดของคนๆเดียว เป็นผู้ริเริ่มให้คนอื่นคิดตาม

แล้วสามารถผลิตอะไรต่างๆมากมายก่ายกองขึ้นมาได้

อันนี้ก็เหมือนกัน ของทางศาสนาพุทธ

ก็มีพระพุทธเจ้าเนี่ยที่เป็นคนค้นพบว่า

ความทุกข์นี้เกิดจากความอยากของเรา

 และสิ่งที่เราอยากได้มันก็ไม่สามารถ

ให้ความสุขกับเราได้ไปตลอด

เพราะว่ามันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น

 เวลามันมีก็สุขแต่พอเวลามันหมดมันก็ทุกข์ขึ้นมา

 และท่านก็ทรงค้นพบว่าถ้าอยากจะมีความสุข

แบบไม่มีความทุกข์ก็ต้องทำใจให้สงบ

 ใจจะสงบก็ต่อเมื่อเราหยุดความอยากต่างๆได้

กำจัดความอยากต่างๆให้หมดไปได้

การที่เราจะกำจัดความอยากได้

เราต้องควบคุมความคิดให้ได้

 เพราะความคิดนี้เป็นเครื่องมือของความอยาก

เราต้องคิดก่อนมันถึงจะอยาก

คิดถึงกาแฟก่อนแล้วถึงจะอยากดื่มกาแฟ

 คิดถึงภาพยนตร์มันถึงจะอยากดูภาพยนตร์

 คิดถึงคนนั้นมันถึงจะอยากจะไปหาคนนั้น

ถ้าไม่เคยคิดถึงมันก็ไม่เป็นความอยากไปหาคนนั้น

 ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธี

ที่จะกำจัดความอยาก ตอนต้นค้นพบว่า

อะไรเป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ

แล้วก็รู้จักวิธีที่จะกำจัดความทุกข์ใจนั้นได้

 ยังไง ก็กำจัดด้วยการใช้สตินี้หยุดมัน

 อย่าปล่อยให้มันคิด

อย่าปล่อยให้มันคิดถึงลาภยศสรรเสริญ

ถึงรูปเสียงกลิ่นรส ให้มันคิดเรื่องอื่นแทน

ให้มันคิดถึงพุทโธๆแทน

 หรือให้มันคิดถึงการดับของสิ่งต่างๆ

การสิ้นสุดของสิ่งต่างๆที่เราอยากได้

 พอเราเห็นว่าสิ่งต่างๆที่เราอยากได้

มันจะต้องมีวันสิ้นสุด

 เราก็ไม่อยากได้อะไร ได้มาทำไม ได้มาแล้วเสีย

 ถ้าเขาบอกว่าเขาจะให้เงินเราสิบล้าน

แต่ให้เราใช้ภายในหนึ่งเดือน

 พอหมดเดือนเขาจะต้องฆ่าเรานี้เราจะเอาไหม

ทำไมไม่เอาล่ะ ให้ตั้งสิบล้าน

 เพราะจะต้องตายใช่ไหม

 แล้วทำไมมาเกิดไม่รู้เหรอว่าจะต้องมาตายกัน

 ก็เหมือนกันเนี่ย เขาก็ให้เรามาเกิด

แล้วก็ให้เรามาหาเงินหาทอง หาอะไรต่างๆ

ที่เราอยากหากัน หาได้เท่าไหร่หาไปเลยเขาบอก

แต่เดี๋ยวถึงเวลา ๘๐ ๙๐

เขาจะต้องเอาชีวิตเราไปแล้ว

 ทำไมเราเอากันล่ะ เพราะเราไม่รู้เราจะทำยังไง

 เราอยู่เฉยๆไม่ได้อยู่ๆแล้วมันทุกข์

และอีก ๘๐ ๙๐ ปีมันอีกนาน

มันก็เลยอย่าไปคิดถึงมันก็แล้วกัน

 ทำเป็นลืมๆไป ใช่ไหม

 เราถึงพยายามที่จะไม่คิดถึงความตายกันใช่ไหม

 ถ้าไปคิดแล้วมันก็จะไม่มีกำลังใจ

ที่จะไปหาอะไรมาทำกันหาอะไรมาให้ความสุขกัน

 พวกเราพยายามลืมความตายกัน ลืมอนิจจัง

ไม่ยอมมองอนิจจังกัน มันก็เลยทำให้เรา

อยู่กับการหาสิ่งต่างๆได้

อยู่กับความสุขที่เรากำลังหากัน

 แต่เราไม่รู้ว่าเป็นความสุขที่เราไม่ช้าก็เร็ว

เราก็จะต้องหมดไป แต่ถ้าคนที่รู้จักคิด

คิดว่ากูจะต้องตายแน่ๆ กูไม่เอาความสุขแบบนี้ดีกว่า

 ไปหาความสุขแบบที่ไม่ต้องตายดีกว่า

ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ต่อไปก็ไม่ต้องมีร่างกาย พอร่างกายอันนี้ตายไป

ก็ไม่ต้องไปมีร่างกายอันใหม่

สามารถหาความสุขแบบที่ไม่ต้องมีร่างกายได้

 ไม่ต้องใช้ร่างกาย แล้วเวลาที่มีร่างกาย

 ร่างกายจะแก่เจ็บจะตายก็ไม่เดือดร้อน

ไม่ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตายของร่างกาย

เพราะใจมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กรกฎาคม 2561
Last Update : 16 กรกฎาคม 2561 10:07:36 น.
Counter : 236 Pageviews.

1 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า :: กะว่าก๋า
(14 ต.ค. 2562 06:35:15 น.)
:: Tony Robbins ; I AM NOT YOUR GURU :: กะว่าก๋า
(11 ต.ค. 2562 06:17:16 น.)
สวดมนต์ Insignia_Museum
(30 ก.ย. 2562 17:23:18 น.)
ขจัดความฟุ้งซ่าน สมาชิกหมายเลข 2202068
(29 ก.ย. 2562 08:34:45 น.)
  
มาอ่านค่ะ
โดย: เพรางาย วันที่: 16 กรกฎาคม 2561 เวลา:19:50:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด