<<< "ต้องเลือกเอาธรรมะ" >>>










“ต้องเลือกเอาธรรมะ”

ถ้าเราเห็นธรรมะดีกว่าสิ่งอื่นๆในโลกนี้

 เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกก็ต้องเลือกเอาธรรมะก่อน

 ระหว่างการเป็นพระมหาจักรพรรดิกับเป็นพระศาสดา

 พระพุทธเจ้าก็ทรงเลือกเป็นพระศาสดา

 ท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า

 ถ้าเลือกเป็นพระมหาจักรพรรดิ ก็ต้องอยู่ในวัง

 ก็จะได้เป็นพระมหาจักรพรรดิ

 แต่จะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

การตัดสินใจของเราจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

 เหมือนกับเดินไปถึงทางแยก

จะตรงไปเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดี

ถ้าเลือกถูกทางก็จะไปถึงจุดหมายปลายทาง

 ถ้าเลือกไม่ถูกทางก็จะวนไปวนมา

วนอยู่ในวัฏฏะสงสาร วนอยู่ใน ๓ ภพ

วนอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ

 อย่างที่พวกเรากำลังวนกันอยู่

จึงควรให้น้ำหนักกับธรรมะมากกว่าสิ่งอื่น

 ดังที่ทรงตรัสสอนไว้ว่า ให้สละชีวิตเพื่อรักษาธรรมะ

 แม้แต่ชีวิตก็ทรงตรัสว่าไม่สำคัญเท่ากับธรรมะ

 ชีวิตนี่เหมือนหัวโขน

หมดอันนี้ก็ได้อันใหม่ได้อยู่เรื่อยๆ

 แต่ธรรมะได้มายากมาก ไม่ง่ายเหมือนกับได้ชีวิต

 เพราะชีวิตเกิดได้อยู่เรื่อยๆ

 ตายปั๊บก็ได้เกิดอีกแล้ว จึงไม่ต้องเสียดายชีวิต

 เพราะธรรมะได้มายากมาก

ไม่มีธรรมะชีวิตก็ไม่มีความสุข

มีแต่ความทุกข์ความวุ่นวายใจ

ถ้ามีธรรมะแล้วชีวิตก็มีความสุข

เหตุของความสุขก็คือธรรมะนี่เอง

 เหตุของความทุกข์ก็คือการขาดธรรมะ

 จึงควรให้ความสำคัญกับธรรมะมากกว่าอย่างอื่น

 เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก

ระหว่างธรรมะกับอะไรก็ตาม

 ก็ต้องเลือกธรรมะก่อน

พระพุทธเจ้าได้ทรงจัดลำดับความสำคัญ

ของสิ่งต่างๆไว้ดังนี้ สิ่งแรกที่ทรงให้สละ

คือสมบัติข้าวของเงินทอง รองลงมาก็อวัยวะ

 รองลงมาก็ชีวิต เพื่อรักษาธรรมะ

ที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้

 ให้สละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ

 สละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

สละชีวิตเพื่อรักษาธรรมะ

 ธรรมะก็อย่างที่พวกเราทำกันอยู่นี้แหละ

 ทาน ศีล ภาวนา เวลาทำบุญให้ทาน

เราก็สละทรัพย์เพื่อให้ได้ธรรมะมา

เวลารักษาศีลเราจะไม่พูดปด

ไม่หวังร่ำรวยจากการทำมาหากินที่ทุจริต

เราก็เสียทรัพย์ไปส่วนหนึ่ง

เสียประโยชน์ไปส่วนหนึ่ง แต่เราได้ศีลธรรมมา

 เราไม่ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

แต่ไปหาที่วิเวกสงบสงัด ทำจิตใจให้สงบ

 เราก็ได้ธรรมะ คือสมาธิความสงบใจ

เราเจริญปัญญาเราก็จะได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆ มีคุณค่าทั้งนั้น

ถ้าเราพิจารณาดูแล้ว

มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราเสียไป

 การเสียสละก็คือให้สละประโยชน์สุขส่วนย่อย

 เพื่อประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่กว่า

ในสายตาของคนที่มีความหลงอย่างพวกเรานี้

 จะรู้สึกว่าทรัพย์มีคุณค่ามาก

 แต่ในสายตาของนักปราชญ์เช่นพระพุทธเจ้า

ทรงเห็นว่าไม่มีคุณค่าเลยกับจิตใจ

 ท่านถึงสละราชสมบัติออกบวชได้

ทรัพย์ไม่ได้ทำให้จิตใจหลุดพ้นได้

แต่เป็นเหมือนบ่วง เป็นเหมือนกับตะขอ

ที่เกี่ยวให้จิตใจต้องเวียนว่ายอยู่ในภพในชาติต่างๆ

 มีความต่างกันมากคุณกับโทษ

 ถ้าไม่พิจารณาจะมองไม่เห็น เพราะความหลง

จะหลอกให้เห็นคุณค่าของทรัพย์มากกว่าอย่างอื่น

แต่ธรรมะนี่เห็นคุณค่ายาก

 ถ้าไม่ได้สัมผัสกับผลที่เกิดจากการปฏิบัติ

 เช่นให้ทานนี่เราก็ได้ผล แต่เราไม่รู้

 เพราะไปเล็งผลผิดที่ ไม่ได้เล็งที่ใจเรา

 ไปเล็งที่คนรับคนที่เราทำบุญด้วย

ถ้าเล็งผลที่ใจแล้ว ไม่ว่าคนรับจะเป็นใคร

 ไม่สำคัญ สำคัญที่ความบริสุทธิ์ใจของเรา

 ความเมตตากรุณาของเรา

 ความเสียสละของเรา

ที่จะช่วยคนนั้นให้ได้รับประโยชน์

โดยไม่สำคัญว่าจะต้องเป็นสัตว์

หรือเป็นมนุษย์เสียด้วยซ้ำไป

ถ้าอยู่ในสภาพที่เดือดร้อน

ต้องการความช่วยเหลือ เราช่วยเหลือเขาได้

ก็ช่วยไปโดยไม่หวังผลตอบแทน

จากการช่วยเหลือนี้เลย อย่างนี้แหละ

จะปรากฏเป็นผลขึ้นมาในใจเรา

 ใจจะมีความภูมิใจ มีความสุขใจ

มีความอิ่มเอิบใจ มีความพอใจ

แต่เรามักจะไปมองผลที่ชาติหน้าโน้น

หรือผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ

มันก็เลยไม่ได้เป็นการให้ทาน

แต่เป็นการแลกเปลี่ยน เป็นการซื้อขาย

 ให้เงินเขาแล้ว เขาก็ให้สิ่งที่เราต้องการมา

ไม่ได้เป็นการให้ทาน จึงไม่มีความรู้สึก

วิเศษวิโสปรากฏขึ้นมาในใจ

แต่ถ้าให้โดยไม่รับผลตอบแทน

 เห็นความทุกข์ของผู้อื่นแล้ว

 ก็ช่วยบรรเทาทุกข์ให้เบาบางลงไป

หรือทำคุณประโยชน์เพื่อส่วนรวม

เพื่อประเทศชาติ

 ทำไปแล้วเราก็มีความสุขแล้ว

 แต่เรามักจะไม่เข้าใจถึงผลของการกระทำ

 ว่าได้ปรากฏขึ้นมาแล้วในใจของเรา

 เพราะใจมีกิเลสมาปิดบัง

ยังอยากจะได้ผลตอบแทน

 อย่างน้อยก็อยากจะให้เขารู้ว่าเราได้ทำ

 ต้องประกาศชื่อจึงจะมีความสุข เป็นกิเลสไป

 ไม่ได้เป็นธรรมแล้ว

 เป็นความสุขแบบกิเลสที่ไม่มีน้ำหนัก

ไม่เหมือนกับความสุขแบบธรรมะ

ที่มีความหนักแน่น

เหมือนกับรับประทานอาหารหนัก

 ส่วนความสุขของกิเลส

เหมือนกับรับประทานขนม

 รับประทานของเบา

 อิ่มได้เดี๋ยวเดียวก็จะหิวอีกแล้ว

 อยากจะกินอีก แต่ความสุขความอิ่มของธรรมะนี้

 พออิ่มแล้วจะไม่อยากจะได้อะไรเลย

 มันมีความสบายใจ มีความสุขใจ

ทุกครั้งที่คิดถึงการเสียสละแล้ว

จะมีความสบายใจ มีความภูมิใจเสมอ

 เพราะฉะนั้นการทำอะไรขอให้ดูใจเป็นหลัก

 ผลมันเกิดขึ้นทันทีในใจ

 แล้วก็ส่งผลต่อไปในอนาคต ในภพชาติต่างๆ

ปฏิบัติไปแล้วจิตมีความสุข กิเลสเบาบางลงไป

 ทุกข์เบาบางลงไป ภพชาติก็เบาบางลงไป

 ภพชาติที่เหลืออยู่ก็เป็นภพชาติที่ดี

เป็นสุคติเป็นส่วนใหญ่ เพราะทำแต่เหตุที่ดีไว้

เป็นผลพลอยได้มากกว่า

 ที่ต่อจากผลในปัจจุบัน คือใจที่มีความสงบ

 มีความเย็นสบาย มีความเบา มีความพอใจ

ไม่หิวไม่อยากไม่กระหาย

กับเรื่องลาภยศสรรเสริญสุข

 ใครจะสรรเสริญยกย่องหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

 ใครจะตำหนิติเตียนดุด่าว่ากล่าวอย่างไร

ก็ไม่สนใจ ไม่สำคัญ แต่รับฟังเสมอ

ไม่ว่าจะสรรเสริญหรือนินทาตำหนิติเตียน

ฟังเพื่อก่อ ไม่ได้ฟังด้วยอารมณ์ดีใจหรือไม่พอใจ

 ฟังหาเหตุหาผล เพื่อเป็นประโยชน์กับเรา

 เพราะบางทีเรามองไม่เห็นโทษของเรา

บางทีต้องอาศัยคนอื่น

ที่มีธรรมะสูงกว่าช่วยชี้บอก

เช่นเวลาเข้าหาครูบาอาจารย์

 ท่านก็จะชี้บอกโทษของเราเป็นส่วนใหญ่

ท่านไม่ค่อยพูดเรื่องคุณของเราเท่าไหร่

 เพราะมันมีน้อย แล้วก็ไม่มีประโยชน์

 พูดถึงเรื่องโทษของเรา เราจะได้แก้ไข

 เป็นคุณกับเรา เวลาไปหานักปราชญ์

จึงอย่าไปหวังให้ท่านยกย่องสรรเสริญ

เตรียมรับคำดุด่าไว้ ถ้าวันไหนท่านไม่ด่า

 แสดงว่าท่านไม่โปรดเรา ท่านไม่เมตตา

ถ้าวันไหนท่านด่า แสดงว่าท่านเป็นห่วงเป็นใยเรา

 เหมือนกับพ่อแม่ที่คอยสอนลูก

 อยากจะให้ลูกได้ดิบได้ดี

เห็นลูกประพฤติตนเองไม่เหมาะสมต่างๆ

 ก็คอยดุด่าว่ากล่าวตักเตือน แต่ลูกก็มีกิเลส

พอโดนว่ากล่าวตักเตือนหน่อย

แทนที่จะฟังด้วยเหตุด้วยผล

ฟังเพื่อก่อก็กลับฟังเพื่อทำลาย เกิดอารมณ์

โกรธเกลียดชังคุณพ่อคุณแม่ขึ้นมา

 บางทีก็โต้เถียงกันอย่างรุนแรง

 จนอยู่ด้วยกันไม่ได้ การฟังธรรมะนั้น

 ฟังเพื่อจะได้มีหลัก

ต่อไปเวลาใครพูดอะไรว่าอะไร

จะฟังด้วยเหตุด้วยผลจริงๆ ไม่ได้ฟังด้วยอารมณ์

 ไม่ต้องการคำสรรเสริญที่เป็นเหมือนขนมหวาน

 ไม่เหมือนของขมๆที่เป็นเหมือนยา

กินแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรง

ฟังการว่ากล่าวตักเตือนแล้วได้ประโยชน์

 เหมือนกับเอากระจกมาส่องหน้าให้เห็นว่า

หน้าของเราเป็นอย่างไร มีตำหนิตรงไหน

 เปื้อนตรงไหน ผมหวีเรียบร้อยหรือยัง

 ล้างหน้าล้างตาสะอาดหรือยัง

ถ้าไม่มีกระจกให้ดูบางทีก็ไม่รู้

คนที่บอกความผิด

ก็เป็นเหมือนกับกระจกส่องหน้าเรา

จึงควรดีใจ เพราะเป็นการชี้ขุมทรัพย์ให้กับเรา

 เขาชี้ความผิดของเรานี้

 ก็เท่ากับชี้ขุมทรัพย์ให้เราแล้ว

 ขุดลงไปตรงนี้จะได้ทรัพย์อันวิเศษขึ้นมา

ยึดติดกับสิ่งต่างๆไม่ดี รีบชำระเสีย

 โลภโมโทสันไม่ดี รีบชำระเสีย

อย่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ ให้มีเหตุมีผล

 มีสติคอยควบคุมใจไว้

อย่าปล่อยให้ดีใจ ถ้าดีใจแล้วเดี๋ยวจะต้องเสียใจ

 ความดีใจก็เป็นความหลงอย่างหนึ่ง

 เช่นเวลาคนสรรเสริญแล้วดีใจอย่างนี้

 พอคนไม่สรรเสริญก็จะเสียใจ

ถ้าเขาดุด่าว่ากล่าวเรา ก็จะเดือดร้อนใจขึ้นมา

 ถ้ามีเหตุมีผลมีสติแล้ว ใจจะตั้งอยู่ในอุเบกขา

จะไม่มีอารมณ์กับอะไร เพียงแต่รับรู้

สักแต่ว่ารู้ แล้วก็พิจารณาด้วยปัญญา

 ถ้าสิ่งที่พูดนั้นถูกต้อง

 ก็แสดงว่าเขาเป็นคนตาดี

 ถึงแม้จะเป็นการตำหนิ ก็ตำหนิด้วยเหตุด้วยผล

 ด้วยความจริง เวลาสรรเสริญเขา

 ก็สรรเสริญด้วยความจริงเหมือนกัน

 แต่คนที่พูดไม่ตรงกับความจริง

ถึงแม้จะสรรเสริญเยินยอ ก็รู้ว่าเป็นการโกหก

 เป็นการหลอกให้เราดีใจ

ถ้าตำหนิเราในสิ่งที่ไม่จริง ก็แสดงว่าเขาตาไม่ดี

หรือมีอารมณ์ไม่ดี ชอบแต่จะตำหนิผู้อื่น

 ชอบที่จะทำให้ผู้อื่นเสียอกเสียใจ

เดือดเนื้อร้อนใจ แต่ทำได้กับคนที่ยังติดอยู่กับ

การสรรเสริญนินทาอยู่เท่านั้น

 คนที่ไม่ติดอยู่กับการสรรเสริญนินทานี้

 จะไม่ถูกกระทบทั้ง ๒ อย่าง

ไม่ว่าจะสรรเสริญหรือนินทา ก็เท่าเดิม

 มีอยู่ ๑๐๐ ก็มีอยู่ ๑๐๐ เท่าเดิม

 เขาไม่สามารถหัก ๑๐๐ ให้เหลือ ๙๕ ได้

 หรือเพิ่มให้เป็น ๑๐๕ ขึ้นมาได้จากคำพูดของเขา

 เราจะมีเพิ่มมากขึ้นหรือมีน้อยลง

ไม่ได้อยู่ที่การกระทำของผู้อื่น

 แต่อยู่ที่การกระทำของเรา

ทำดีมากขึ้นก็ได้เกิน ๑๐๐ ทำดีน้อยลงก็ลดลงมา

 มันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การกระทำของเรา

เพียงแต่ว่าเราต้องอาศัยผู้ที่ฉลาดกว่าเรา

 คอยช่วยบอกทางให้กับเรา

การไปอยู่กับครูบาอาจารย์

ก็จะได้ประโยชน์อย่างนี้

เราทำเองตามลำพังก็ไปได้ในระดับหนึ่ง

 แต่ก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะคิดว่าเราดีพอแล้ว

 แต่ครูบาอาจารย์ท่านดีกว่า ท่านรู้ว่ายังดีไม่พอ

ดังสุภาษิตที่ว่า คนที่เห็นว่าตนยังโง่อยู่

 คนนั้นแหละจะเป็นคนที่ฉลาดได้

แต่คนที่คิดว่าตนฉลาดแล้ว

 คนนั้นแหละคือคนโง่ที่แท้จริง

 เพราะเมื่อคิดว่าตนฉลาดแล้ว

ก็ไม่คิดที่จะแสวงหาความรู้ความฉลาดเพิ่มเติม

 ก็จะโง่ไปเรื่อยๆ แต่คนที่คิดว่าตนเองยังโง่อยู่

 ยังต้องเข้าหาผู้รู้อยู่

ต้องอาศัยผู้อื่นคอยชี้บอกอยู่

 ก็จะมีโอกาสที่จะฉลาดได้ แต่จะมีอยู่จุดหนึ่ง

ที่จะรู้แก่ใจว่าพอตัวแล้ว

พอดับกิเลสได้หมดแล้ว ก็รู้ว่าพอแล้ว

ถึงแม้จะไม่รู้วิชาการต่างๆ

วิชาวิศวะฯวิทยาศาสตร์ชีวะฯการบัญชี

หรือวิชาอะไรก็ตาม บวกลบคูณหารไม่เป็น

อ่านหนังสือ ก.ไก่ ข.ไข่ไม่ออก ก็ไม่สำคัญ

ขอให้รู้ทันกิเลส ปราบกิเลสได้ก็พอแล้ว

 ความรู้นี้เป็นสันทิฏฐิโก รู้อยู่ในใจ

 ไม่หลงกับอะไรแล้ว ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรแล้ว

คนสรรเสริญก็ไม่ได้ดีใจ คนนินทาก็ไม่ได้เสียใจ

ได้อะไรมาก็ไม่ได้ดีใจ เสียอะไรไปก็ไม่ได้เสียใจ

เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่ได้ตกใจ แก่ก็ไม่เดือดร้อน

 ตายก็ไม่เดือดร้อน นี่แหละคือการรู้ทันกิเลส

รู้แบบนี้ ถ้ารู้แบบนี้แล้ว มันรู้อยู่แก่ใจ

 ความรู้แบบนี้ไม่ต้องให้คนมาบอก

 ว่าถึงที่หรือยัง อิ่มตัวหรือยัง เหมือนกับกินข้าว

 ไม่ต้องไปถามคนอื่นว่าอิ่มหรือยัง

มันรู้อยู่แก่ใจ กายอิ่มเมื่อไหร่ก็รู้เอง

 ใจไม่วุ่นวายเดือดร้อนกับอะไร

ก็รู้ของมันเอง ไม่ต้องไปถามใคร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

กำลังใจ ๓๘, กัณฑ์ที่ ๓๗๙

วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2561
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2561 7:19:17 น.
Counter : 180 Pageviews.

1 comments
❋วัดพระธาตุหริภุญชัย เชิญชวน ร่วมเทศกาล "โคมแสนดวงที่เมืองลำพูน" Turtle Came to See Me
(7 ต.ค. 2562 06:24:15 น.)
❉ในบรรดาอบายมุขทุกอย่าง อะไรที่ถือว่าเลวที่สุด Turtle Came to See Me
(6 ต.ค. 2562 17:04:05 น.)
✰ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๓ วัน ✰ณ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๙ กันยายน ๒๕๖๒ Tui Laksi
(4 ต.ค. 2562 21:23:45 น.)
เขียนความจริง 8 กะว่าก๋า
(30 ก.ย. 2562 06:14:10 น.)
  
ถูกต้องเลยค่ะ
อุ้มมากด Like ให้เป็นคนที่ 2 ค่ะ
โดย: อุ้มสี วันที่: 15 พฤศจิกายน 2561 เวลา:20:19:23 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด