<<< "ศรัทธา" >>>









“ศรัทธา”

จิตใจของพวกเราตอนนี้เหมือนอยู่ในที่มืด

 ไม่ได้มืดเพราะสิ่งต่างๆ รอบข้าง

แต่มืดเพราะใจถูกความหลงครอบงำ

 เหมือนกับคนตาดีแต่ถูกผ้าปิดตาไว้

จึงไม่สามารถมองเห็นอะไรต่างๆ ได้ตามความเป็นจริง

 เราจึงต้องอาศัยคนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

 อย่างพระอริยสงฆ์สาวก ผู้มีตาดี ผู้เห็นสุขเป็นสุข

 เห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นกงจักรเป็นกงจักร

 เห็นดอกบัวเป็นดอกบัว

แต่พวกเรานี้เป็นพวกตาที่ไม่ดี

ถูกความหลงครอบงำอยู่

 จึงมองไม่เห็นตามความเป็นจริง

เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข

 เห็นสิ่งที่เป็นสุขว่าเป็นทุกข์

 เราจึงเดินหนีความสุขแล้วก็เดินเข้าหาความทุกข์

 แล้วเราก็ต้องมาร้องห่มร้องไห้

 วุ่นวายใจกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน

 เพราะเราไม่เดินตามทางที่คนตาดีอย่างพระพุทธเจ้า

อย่างพระอริยสงฆ์สาวกเดินกัน

 เราเดินสวนทางกับท่าน ท่านเดินเข้าหากองสุข

ที่เป็นความสุขที่แท้จริงที่ถาวร

แต่พวกเราเดินเข้าสู่กองสุขที่เป็นกองสุขปลอม

เป็นกองสุขที่มีความทุกข์หลบซ่อนอยู่

 ความสุขเป็นเปลือกเป็นผิว แต่ความทุกข์นี้เป็นเนื้อ

พวกเรากินแต่เปลือกกัน ถ้ากินส้มก็กินแต่เปลือก

 เนื้อไม่กิน ถ้ากินทุเรียนก็กินแต่เปลือก

 เนื้อทุเรียนกินไม่เป็นกัน

 เราก็เลยไม่ได้เจอความสุขที่แท้จริง

 เราไปหาความสุขแบบเปลือกผลไม้

ที่มีความทุกข์ซ่อนอยู่ข้างใน เราจึงทุกข์กัน

ทุกวันนี้ทุกข์กับสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุข

สิ่งใดที่เราคิดว่าเป็นความสุข

ก็คือลาภ ยศ สรรเสริญ

 รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะต่างๆ

 เวลาพวกเราได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ

 ได้เสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต่างๆ

เราก็ดีอกดีใจกัน แต่พอเวลาที่เราไม่ได้เสพ

 ความดีใจความสุขใจก็หายไป

สิ่งที่มาแทนความสุขใจก็คือความทุกข์ใจ

 ตราบใดที่เรายังคิดว่าลาภ ยศ สรรเสริญ

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต่างๆ นี้

เป็นสิ่งที่ให้ความสุขกับเรา

ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเจอความทุกข์อยู่เสมอ

 เพราะความจริงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความสุขนั้น

 เป็นความทุกข์เสียมากกว่า

 พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านได้สัมผัสมาแล้วเหมือนพวกเรา

 ท่านก็เคยหลงเหมือนพวกเรา

 เคยชอบเคยอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 แต่ได้มามากน้อยเพียงไร ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องสูญเสียไป

หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะใช้มันได้

 พระพุทธเจ้ากับพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านเห็นความทุกข์ในสิ่งเหล่านี้

 ท่านจึงเดินถอยออกจากการหาลาภ ยศ สรรเสริญ

 หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 แล้วก็ไปหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

 เรียกว่าความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

 ความสุขที่ได้จากความสงบของใจนี้

เป็นความสุขที่แท้จริง ไม่มีความทุกข์

เพราะมันจะไม่หมดไปจากเรา มันจะอยู่กับเราไปตลอด

 หลังจากที่ร่างกายนี้ตาย ไปแล้ว

 ความสุขที่ได้จากความสงบของใจก็ยังอยู่กับเราต่อไป

เพราะใจของเราไม่มีวันตาย

 ถ้าเรามีความสุขภายในใจของเราแล้ว

เราไม่ต้องออกไปหาอะไรต่างๆ

 พระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกท่านไม่ต้องออกไป

หาอะไรเหมือนพวกเราหากัน

 ท่านอยู่ในป่าในเขาสบาย

 หาอย่างมากก็หาอาหาร

มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าหาไม่ได้ท่านก็ไม่เดือดร้อน

ท่านปล่อยให้ร่างกายตายไปได้

 เพราะไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องตายไป

 การที่ท่านยังเลี้ยงร่างกายของท่านอยู่

 ก็เพราะว่าท่านยังมีความเมตตากับพวกเรา

 ท่านยังสามารถใช้ร่างกายนี้

มาสอนมาบอกพวกเรา

ให้มาหาความสุขที่แท้จริงกัน

 ให้มาหาความสงบทางใจกัน

การจะทำใจให้สงบได้

เราก็ต้องรักษาศีล ๘ ขึ้นไป

รักษาศีล ๘ คือการหยุด

การหาความสุขทางร่างกายนั่นเอง

 คนที่รักษาศีล ๘ จะไม่มีแฟน จะอยู่คนเดียว

 จะไม่ร่วมหลับนอนกับแฟน ไม่ไปเที่ยวกับแฟน

 แล้วก็จะไม่หาความสุข

จากการรับประทานอาหารมากจนเกินไป

 จะรับประทานเพื่ออยู่

ไม่ได้รับประทานตามความอยาก

คือรับประทานวันละมื้อก็พอ หรือ ๒ มื้อ

 แต่จะไม่รับประทานหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 ร่างกายไม่ต้องการอาหารมาก

แบบที่พวกเรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้

 พวกเรารับประทานเพื่อความสุข

เพราะเกิดความอยาก

 ถ้าไม่ได้รับประทานแล้วก็จะทุกข์

 แต่ที่ทุกข์ไม่ใช่ร่างกาย ที่ทุกข์คือใจ

ถ้าเรากินตามความต้องการของร่างกาย

จะมีหุ่นที่สวยงาม แต่ถ้ารับประทาน

ตามตัณหาความอยากแล้วมันจะไม่เลือกเวลา

อยากเมื่อไหร่ก็ต้องกินเมื่อนั้น

 ร่างกายจึงกลายเป็นตุ่มขึ้นมา

 แล้วก็ต้องไปเสียเงินไปเต้นแร้งเต้นกาตามฟิตเนสต่างๆ

เต้นไปเท่าไหร่มันก็ไม่ลด พอเต้นเสร็จ เหนื่อยก็หิว

ก็ออกไปกินใหม่ วิธีที่จะให้หุ่นสวยคือ

ต้องรู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร

 รับประทานวันละมื้อสองมื้อก็พอแล้ว

 อย่างพระป่านี้พระพุทธเจ้าสอน

ให้รับประทานวันละมื้อก็พอ

คือเราต้องยุติการหาความสุขทางร่างกายกันแล้ว

เราจะได้มีเวลามาหาความสุขทางใจ

 ถ้าเราไปหาความสุขทางร่างกาย

เราจะไม่มีเวลามานั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 เพราะเราจะต้องไปกินเลี้ยงกินอะไรกัน

ไปดูหนังฟังเพลงกัน ไปดูละคร

 ไปร่วมหลับนอนกับแฟนกัน

 เวลาที่จะมานั่งทำสมาธิก็จะไม่มี

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหาความสุขที่แท้จริง

คือความสุขทางใจ เราต้องเลิกหาความสุขทางร่างกาย

ด้วยการถือศีล ๘ พอเราถือศีล ๘ ได้

เราก็จะมีเวลาที่จะมาฝึกใจสอนใจให้สงบได้

 แล้วเราจะพบกับความสุขที่พระพุทธเจ้าบอก

ว่าเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

 พอเราได้ความสุขอันนี้แล้ว

เราก็จะไม่อยากได้อะไร

เราก็จะหาแต่ความสุขแบบนี้

 จะเอาความสุขที่เกิดจากความสงบ

แล้วก็จะเป็นความสงบที่จะอยู่กับเราไปตลอด

หลังจากที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 ความสงบนี้ก็จะอยู่คู่กับเราต่อไป

นี่แหละคือวิถีทางของนักปราชญ์ของผู้ฉลาด

อย่างพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

พวกเราจึงยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง วิธีที่ยึดก็คือ

ไม่ใช่พูดแต่ปากเปล่า

ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

 อันนี้เป็นเพียงแต่การตั้งจิตตั้งเป้าไว้ว่า

 เราจะเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่ง

 แต่ที่พึ่งคือต้องทำตามตัวอย่าง

ทำตามตัวอย่างของพระพุทธเจ้า

ของพระอริยสงฆ์สาวกพระพุทธเจ้า

 ท่านเลิกหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ท่านถือศีลกัน ท่านถือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

เราก็ต้องถือศีลแบบท่าน

แล้วเราก็ต้องปฏิบัติแบบท่าน

ท่านไม่ไปเที่ยวไปหาความสุขทางร่างกาย

 ท่านหาความสุขจากการ ทำใจให้สงบ

ด้วยการไปอยู่ตามที่สงบ

 เพราะถ้ามีคนมากจะทำให้ใจสงบยาก

ต้องไปอยู่ที่ไม่มีคนอยู่เงียบๆ คนเดียว

 ถ้าไปข้างนอกบ้านไม่ได้ก็อยู่ในห้องของเราก็ได้

 ปิดประตูขังตัวเราไว้อยู่ในห้อง

ไม่ต้องออกไปรับรู้อะไร อยู่ในห้องก็พุทโธๆ ไป

 เดี๋ยวใจก็สงบได้ สงบแล้วก็จะหายหลง

 จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ในตัวของเรานี่เอง

 ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง ไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า

ไม่ได้อยู่ที่ข้าวของ ไม่ได้อยู่ที่ของกินของดื่มของเคี้ยว

 แต่อยู่ที่การทำใจให้สงบ

อยู่ที่การมีสติพุทโธอยู่กับใจของเรา

ขอให้ลองไปทำดูรับรองได้ว่า

 สิ่งที่พระ พุทธเจ้าทรงสั่งสอนนี้

 เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นความจริง

 ผู้ที่นำเอาไปปฏิบัติ

ได้รับผลกันมาแล้วกันทั้งนั้นอย่างแน่นอน

 จึงไม่ต้องลังเลสงสัย ขอให้เราทำกันเท่านั้นเถิด

 ถ้าเราไม่ทำมันก็จะไม่เกิดสิ่งนี้

 มันจะต้องเกิดจากการกระทำของเรา

 คนอื่นหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์ท่านหยิบยื่นให้กับเราไม่ได้

 เราต้องหยิบให้กับตัวเราเอง

ด้วยการทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

คือ รักษาศีล แล้วก็ไปหาที่สงบอยู่ตามลำพัง

แล้วก็ฝึกพุทโธพุทโธ ไปเรื่อยๆ

 รับรองได้ว่าเดี๋ยวก็ได้

ดังนั้น ขอให้เราเอาไปพิสูจน์ดูว่า

คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ถูกต้อง

หรือเป็นคำโกหกหลอกลวง

รับรองได้ว่าเราจะเห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นคำสอนที่เป็นความจริงท้ังหมด

เป็นสวากขาโต ภควตา ธัมโม

 เพราะผู้ที่ได้นำเอาไปพิสูจน์นั้น

ได้เห็นแล้วว่าเป็นความจริงเหมือนกันหมด

 จึงไม่ต้องลังเลสงสัย ขอให้นำเอาไปปฏิบัติเท่านั้น

 แล้วผลที่พระพุทธเจ้าได้รับ

ก็จะเป็นผลที่พวกเราได้รับกัน

 คือการสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 สิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง มีแต่ความสุข

ที่เรียกว่า บรมสุขอยู่ภายในใจไปตลอด ไม่มีวันสื้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

ธรรมะในศาลา“ศรัทธา”

วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๘







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กันยายน 2561
Last Update : 12 กันยายน 2561 11:20:42 น.
Counter : 176 Pageviews.

0 comments
:: กะก๋าแนะนำหนังสือ - ปัญญา ชา จีน :: กะว่าก๋า
(4 ต.ค. 2562 06:15:40 น.)
❋ เห็นได้ เห็นเสีย Turtle Came to See Me
(2 ต.ค. 2562 17:28:11 น.)
เขียนความจริง 8 กะว่าก๋า
(30 ก.ย. 2562 06:14:10 น.)
เขียนความจริง 5 กะว่าก๋า
(26 ก.ย. 2562 06:06:42 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด