### กินน้ำตาลมากต้นเหตุแห่งความชรา ###














เมื่อเข้าช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว

หลายคนก็จะคิดถึงเครื่องดื่มหวานๆเย็นๆ

เช่น ไอศกรีมหรือไอติม ผลไม้ลอยแก้ว น้ำแข็งใส

ขนมหวานน้ำกะทิ น้ำผลไม้ปั่น

 น้ำหวาน น้ำอัดลม และอื่นๆ

เพื่อช่วยดับกระหายคลายร้อย

 อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้

ช่วยทำให้ความรู้สึกร้อนดีขึ้น

 สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาในทันที

 และคนส่วนมากก็มักจะติดอยู่กับความรู้สึกนี้

หรือเรียกว่าติดน้ำตาล

คือกินหรือดื่มอาหารต้องมีน้ำตาล

หรือความหวานเป็นส่วนประกอบ

เมื่อติดแล้วหากไม่ได้กินน้ำตาลก็จะรู้สึกไม่สดใส

ไม่มีแรงหรือบางครั้งก็หงุดหงิด อารมณ์เสีย

กลไกเมื่อน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย

จะถูกแปรรูปให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ให้เป็นพลังงาน

การที่เราได้รับน้ำตาลในปริมาณสูงจะทำให้

มีระดับของน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

และฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างมาจากตับอ่อน

ที่ชื่อว่าอินซูลินก็จะถูกสร้างมากขึ้นด้วย

เพื่อช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ

 แต่การที่ตับอ่อนต้องทำงานหนักเป็นเวลานานๆ

 ก็จะทำให้ตับอ่อนล้า หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้

 และผลที่ตามมาก็คือการเกิดโรคเบาหวาน

ในปี 2548 องค์การอนามัยโลก

 ประกาศให้โรคเบาหวาน

เป็นโรคที่อันตรายเทียบเท่าโรคเอดส์

เพราะมีผู้เสียชีวิตจากเบาหวานประมาณ 3.2 ล้านคนต่อปี

ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ราว 3 ล้านคนต่อปี

 โดยมีผู้ป่วยวัยรุ่นที่เป็นเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

 โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่อ้วน

นอกจากนี้การที่ร่างกายเร่งการสร้างอินซูลิน

ในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง

จะส่งผลให้ร่างกายทำงานหนักมากเกินไป

ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมและชราเร็วกว่าที่ควรเป็น

กินน้ำตาลมากต้นเหตุแห่งความชรา/ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

กลไกหนึ่งเมื่อร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นประจำ

คือการเกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น (Glycation)

ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางชีวเคมี

ที่ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยแล้วว่า

มีผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการเสื่อมของร่างกาย

หรือความชราภาพ

เกิดจากโมเลกุลของน้ำตาลไปเกาะติดกับโปรตีน

ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอวัยวะ

 หรือเซลล์ต่างๆ ในร่างกายของเรา

ปฏิกิริยานี้จะให้ผลผลิตที่เป็นพิษต่อร่างกายคือ

AGEs (Advanced Glycation End-ProductS)

สารตัวนี้ผ่านเข้าสู่เซลล์ร่างกายบริเวณไหน

ก็จะทำให้เซลล์บริเวณนั้นตายลงหรือการทำงานแย่ลง

 พอนานวันขึ้นก็จะเห็นได้ชัดเจนขึ้น

เช่นสารตัวนี้จะไปทำลายสารคอลลาเจน

และใยโปรตีนที่ผิวหนัง

ทำให้ผิวเป็นริ้วรอยมีจุดด่างดำ

เซลล์สมองเสื่อมทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

เมื่อน้ำตาลไปเกาะกับโปรตีนที่หลอดเลือด

ก็จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัว

เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง

ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง

โรคเบาหวานโดยความเสื่อมของตับอ่อน

ทำให้ผลิตฮอร์โมนอินสุลินได้ไม่เพียงพอ

หรือผลิตได้แต่อินสุลินที่ได้

ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

และหากไปเกาะติดกับสายพันธุกรรมก็จะทำให้

การแบ่งตัวของเซลล์ผิดไปจากเดิม

ทำให้ร่างกายเกิดการชราภาพอย่างถาวร

จากข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพ

ย้อนหลังไปสิบปีของประเทศไทย

แสดงให้เห็นว่า คนไทยมีการบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร

โดยนำมาซึ่งปัญหาหลักคือโรคอ้วนและโรคฟันผุ

การรับประทานน้ำตาลมากๆ

 ยังส่งผลอันตรายต่อสุขภาพหลายประการ

โดยที่น้ำตาลซูโครส หรือฟรุกโตส ที่มีอยู่ในอาหาร

ที่มีการเติมน้ำตาลเข้าไปนั้น

นอกจากจะเร่งให้เกิดปฎิกิริยาไกลเคชั่นแล้ว

น้ำตาลที่มากเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย

จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมทั่วร่างกาย

 และส่งผลให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

โดยก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วน

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผย คนไทยติดน้ำตาล

 มีการบริโภคน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานกำหนดถึง 3 เท่า

คือ เป็นปริมาณสูงถึงคนละ 29.6 กิโลกรัมต่อปี

หรือ เฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา

 ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดให้

บริโภคได้ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี

หรือเฉลี่ยวันละ 6-8 ช้อนชา

แนวทางลดการกินน้ำตาลเพื่อต้านความชรา

1.เน้นการดื่มน้ำเปล่า

เครื่องดื่มชาหรือสมุนไพรที่ไม่เติมน้ำตาล

ร่างกายต้องการน้ำวันละ 8 แก้วขึ้นไป

น้ำช่วยขจัดของเสีย

ขนส่งสารอาหารและออกซิเจน

ไปยังอวัยวะต่างๆของร่างกาย

 รวมถึงให้ความชุ่มชื้นแก่เซลล์

การดื่มน้ำน้อยนอกจากจะทำให้ผิวไม่สดใส

ยังทำให้อวัยวะภายในของร่างกายต้องทำงานหนัก

เป็นที่มาของความเสื่อมโทรม

2.เน้นการรับประทานผลไม้สด โดยไม่ผ่านการแปรรูป

แทนการรับประทานขนมหวาน

เพราะอาหารในกลุ่มนี้ให้วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร

 แถมยังได้รสหวานจากน้ำตาลฟรักโทส

กลูโคสจากที่ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

อาจนำผลไม้มาปั่นทำเป็นไอศกรีมแท่ง

หรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแช่แข็ง

แล้วใส่ในน้ำดื่มแทนน้ำแข็งก็จะได้น้ำดื่มกลิ่นผลไม้

 แต่ไม่ได้น้ำตาลส่วนเกิน

3.น้ำตาลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทราย

น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลกรวด น้ำตาลมะพร้าว

 น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ไซรัป น้ำตาลโตนด

 น้ำหวาน ไฮฟรักโทสคอร์นไซรัป

เมื่อเข้าสู่ร่างกายสุดท้ายจะเปลี่ยนไปเป็นกลูโคส

ดังนั้นจึงควรลดปริมาณการใช้น้ำตาลเหล่านี้

ในอาหารและเครื่องดื่ม

4.บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าธรรมดา

หลังจากกินขนมหวานหรือน้ำหวาน

 การที่ยังมีรสชาติของน้ำตาลอยู่ในปาก

จะทำให้มีความอยากอาหารอยู่

และจะทำให้อยากกินขนมหวานอย่างอื่นเพิ่มเติม

และยิ่งมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในปากนานเท่าใด

แบคทีเรียจะมีโอกาสทำลายฟัน

หาโอกาสแปรงฟันหลัง

จากรับประทานอาหารหรือของว่างทุกครั้ง

5.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก

โดย ไม่ให้ขนมหวาน ทอฟฟี่ ช็อกโกแลต

ทั้งต่อหน้าและลับตาเด็ก ไม่ควรแสดงความรัก

ให้รางวัลปลอบใจเด็ก

 หรือฉลองเทศกาลต่างๆ ด้วยอาหารที่มีน้ำตาลสูง

6.ชิมรสชาติอาหารก่อนปรุงทุกครั้ง

 ในบางครั้งเรามักจะติดการปรุงอาหาร

โดยการใส่น้ำตาลก่อนเสมอ

ทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปจนเกิดโทษ

 และหากสั่งอาหารก็ควรเน้นว่าไม่หวาน

เนื่องจากหากรสชาติไม่หวาน

เราสามารถเพิ่มเติมเองที่ละน้อยได้

7.หากอยากจะกินขนมหวานน้ำแข็งใส

ก็ควรกินกับธัญพืชที่ให้ใยอาหารสูง

เช่น ลูกเดือย ถั่วแดง ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด

 หรือผลไม้รสไม่หวานเช่นฝรั่ง มะม่วงมันดิบ ลูกพรุน

 เนื่องจากใยอาหารจะช่วยชะลอ

การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายและช่วยลดปริมาณ

ความต้องการอินซูลินของร่างกาย

 ร่างกายก็จะไม่ทำงานหนัก

ทำให้ร่างกายมีเวลาเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง

นอกจากนี้ใยอาหารยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน

ลดความหิวของหวาน ลดความอ้วนได้

8.อ่านฉลากโภชนาการ

ที่บอกถึงปริมาณน้ำตาลที่ข้างกล่อง

ว่ามีน้ำตาลซูโครส แล็กโทส ฟรักโทส

 กลูโคส มอลโทส น้ำเชื่อมน้ำผึ้ง ไฮฟรักโทสคอร์นซีรัป

คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์หรือเป็นกี่กรัม

หากมีมากกว่า 15 กรัมหรือประมาณ 3 ช้อนชา

ก็ควรจะหลีกเลี่ยง

9.ร่างกายเราจะใช้เวลาประมาณ 10 วัน

ในการปรับสภาพลิ้นที่ติดรสชาติอาหารหวาน

ในช่วงแรกอาจทำให้รู้สึกว่า

อาหารหรือเครื่องดื่มขาดรสหวาน

และรสชาติไม่เหมือนเดิม แต่หากให้เวลาสักพัก

ร่างกายจะสามารถปรับและลิ้นจะมีความชิน

กับรสชาติอาหารที่ไม่หวาน

และต่อไปก็จะต้องการน้ำตาลลดลง

10.ในช่วงที่ลดน้ำตาลอาจมีการใช้สารให้ความหวานบางตัว

ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น หญ้าหวานหรือ Stevia

 ใบของหญ้าหวานนี้จะให้ความหวานมากกว่า

น้ำตาลทรายขาวปกติถึง 30 เท่า

จึงใช้เพียงปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น

แม้ว่าการศึกษาจะระบุถึงความปลอดภัยของหญ้าหวาน

ไม่มีอันตรายในคน และไม่เกิดพิษสะสมได้ แต่กระนั้นก็ตาม

การใช้หญ้าหวานก็ควรที่จะระมัดระวัง

 เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงเล็กน้อย

เช่น ในบางรายอาจเกิดแก๊สในระบบทางเดินอาหารได้

ถึงแม้ว่าการได้รับน้ำตาลมากเกินไป

จะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังและเร่งความชรา

การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมคือ

ไม่เกินกว่า 5 ช้อนชาในหนึ่งวันก็ไม่ถือว่าอันตราย

เนื่องมาจากน้ำตาลมีหน้าที่คือให้พลังงาน

เพื่อใช้ในการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย

 เช่น การหายใจ การย่อยอาหาร

 การทำงานของต่อมมีท่อและไร้ท่อต่างๆ

และที่สำคัญคือน้ำตาลเป็นอาหารของสมอง

 ร่างกายจะใช้พลังงานจากน้ำตาล

ก่อนสารอาหารประเภทไขมันหรือโปรตีน

ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานก็ควรพกน้ำตาลติดไว้

หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำก็ควรดื่มน้ำหวาน

หรือลูกอมน้ำตาล

 และในผู้ที่สูญเสียเหงื่อหรือมีอาการท้องเสีย

การได้รับน้ำตาลก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้น ไม่อ่อนแรง

ดังนั้นหากเราสามารถเลือกกินน้ำตาลให้ถูกต้อง

ตามปัจจัยของแต่ละบุคคลเช่น อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง

กิจกรรมในแต่ละวัน ในปริมาณที่เหมาะสม

ก็จะทำให้ร่างกายไม่ขาดสมดุลย์และไม่ก่อให้เกิด

..........................

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์

 มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel







Create Date : 06 มิถุนายน 2557
Last Update : 28 พฤษภาคม 2559 11:46:51 น.
Counter : 736 Pageviews.

0 comments
◐◑↔เป็นเรื่องน่าเศร้า "นกชนหิน"สัตว์หายากในแต่ละปีถูกฆ่าตายราว 6,000 ตัว สมาชิกหมายเลข 4149951
(4 ต.ค. 2562 05:54:33 น.)
🚘อนุสรณ์เรือหลวงประแส ระยอง🚘 โอน่าจอมซ่าส์
(19 ก.ย. 2562 00:11:53 น.)
Museum Siam : นิทรรศการสักสี สักศรี ก่อนรอยแห่งเกียรติจะลบเลือน ผู้ชายในสายลมหนาว
(12 ก.ย. 2562 16:19:27 น.)
ตำนานพระพุทธเจ้า โดย เครื่องสำริด วงษ์ทองอยู่ JinnyTent
(10 ก.ย. 2562 18:14:22 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด