<<< "ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ" >>>









"ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ”

พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ประเสริฐที่สุด

 ไม่มีใครในโลกนี้

ที่จะมีความประเสริฐเท่ากับพระพุทธเจ้า

 อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ

กว่าทุกๆ คนที่อยู่ในโลกนี้

ก็คือการตรัสรู้พระอริยสัจ ๔

 ที่เป็นความรู้ที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ด้วยตนเอง

 ยกเว้นพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

 ผู้ที่มีความสามารถที่จะเข้าถึงพระอริยสัจ ๔ ได้

อะไรคือพระอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ ก็คือ

ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการด้วยกันนั้นเอง

 ที่ผู้ใดถ้าได้เข้าถึงความจริง

อันประเสริฐ ๔ ประการนี้แล้ว

 จะเป็นบุคคลที่ประเสริฐเพราะเป็นบุคคลที่จะหลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งปวง จะไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจ

ของความทุกข์อีกต่อไป

นี่คือสิ่งที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ

ก็คือทรงเป็นผู้ได้ค้นพบพระอริยสัจ ๔

 ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการด้วยกัน

มีอะไรบ้างพระอริยสัจ ๔ 

พระอริยสัจ ๔ ข้อที่ ๑ ก็คือทุกข์

ข้อที่ ๒ คือสมุทัย ต้นเหตุของความทุกข์

ข้อที่ ๓ คือนิโรธ การดับของความทุกข์

และข้อที่ ๔ คือมรรค

 ทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์

 ทางสู่การดับของความทุกข์นี้

คือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการด้วยกัน

ที่เราเรียกว่าพระอริยสัจ ๔

 ถ้าผู้ใดได้เข้าถึงพระอริยสัจ ๔ แล้ว

ก็จะสามารถที่จะกำจัดความทุกข์ต่างๆ

ที่มีอยู่ในใจให้หมดสิ้นไปได้

กำจัดสิ่งที่ทำให้ต้องทุกข์ คือการเกิดแก่เจ็บตาย

 การเวียนว่ายตายเกิดให้หมดสิ้นไปจากใจ

เพราะจะรู้ทางการกำจัดความทุกข์ต่างๆ

ให้หมดไปจากใจ การรู้ป่ะอริยสัจ ๔ นี้ไม่ใช่รู้เฉยๆ

รู้แล้วต้องสามารถปฏิบัติกิจของพระอริยสัจ ๔ ได้ด้วย

 คือกิจของพระอริยสัจ ๔ นี้มีกิจในแต่ละข้อ

ที่ผู้รู้จะต้องกำหนด ที่จะต้องกระทำต้องปฏิบัติ

ถ้าไม่ปฏิบัติถ้ารู้เฉยๆ ก็ยังจะไม่สามารถ

ทำให้ใจหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้

การที่จะใจหลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้

 ใจจะต้องรู้จักวิธีปฏิบัติของพระอริยสัจ ๔

 ที่มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน ตามพระอริยสัจแต่ละข้อ

กิจข้อที่ ๑ คือทุกข์ จะต้องทำยังไง

กิจของทุกข์ก็คือต้องรู้ว่าทุกข์คืออะไร

 ต้องรู้ว่าทุกข์นั้นเป็นอะไร ทุกข์อยู่ที่ไหน

 ทุกข์ปัญหา คืออะไรเป็นปัญหาอะไรเป็นทุกข์

 พระพุทธเจ้าก็ได้ทรงกำหนดแล้ว

ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว

 ว่าทุกข์ก็คือการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย

 การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก

 การพบกับสิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบ นั่นคือความทุกข์

 ถ้าเรายังเกิดยังแก่ยังเจ็บตาย เราก็ยังจะต้องทุกข์อยู่

 ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์อยากจะหลุดพ้นจากความทุกข์

 เราก็ต้องหยุดเกิด เพราะว่าถ้าเราไม่เกิด

เราก็จะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย ไม่พลัดพรากจากกัน

 ไม่ต้องพบกับสิ่งที่เราไม่ชอบ

นี่คือสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้ ผู้ที่รู้ว่าทุกข์คืออะไร

แล้วต้องกำหนดรู้แบบไม่ให้ลืม คือให้รู้อยู่ตลอดเวลา

 ไม่ใช่รู้แบบสัญญา รู้แบบสัญญาก็รู้แบบวันนี้

 วันนี้ญาติโยมมาฟังธรรมมาได้ยินได้ฟังอริยสัจ ๔

 ได้รู้ว่าทุกข์คืออะไร รู้ว่าทุกข์คือ

การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย

 การพลัดพรากจากกัน

การต้องพบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนาทั้งหลาย

 แต่พอออกจากที่นี่ไปญาติโยมก็ลืมไป

 เพราะว่าไม่เอาไปกำหนดรู้ต่อ

 ต้องกำหนดรู้อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์

 ที่ทรงสอนให้พระอานนท์เจริญมรณานุสติ

คือความตาย เธอทำได้วันละกี่ครั้ง

อานนท์ก็บอกว่าทำได้เพียงวันละสามสี่ครั้ง

 เช้ากลางวันเย็นและก่อนนอน

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่านี้ยังไม่พอ ยังประมาท

ยังไม่ได้กำหนดรู้ทุกข์ตามกฎของพระอริยสัจ ๔

 ตามกิจของพระอริยสัจ ๔

ที่จะต้องกำหนดรู้ทุกข์อยู่ตลอดเวลา

ถึงจะเรียกว่าเป็นการกำหนดรู้ทุก

ถึงจะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติกิจของพระอริยสัจ ๔

 ข้อที่ ๑ ก็คือให้กำหนดรู้ว่า

ทุกข์ก็คือการเกิดแก่เจ็บตาย เกิดแล้วก็ต้องตาย

 ไม่ให้หลงไม่ให้ลืม นี่คือกิจข้อที่ ๑

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญได้ทรงปฏิบัติ

 ทุกข์ที่ต้องกำหนดรู้พระองค์ทรงตรัสว่า

ได้กำหนดรู้แล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้มาก่อน

 ใครสั่งไม่มีใครสอน รู้ได้ด้วยตนเอง

รู้ว่าทุกข์นี้ต้องรู้ต้องกำหนดรู้ต้องไม่หลงไม่ลืม

 ถ้าหลงลืมเมื่อไหร่แล้วก็จะลืมทุกข์ไป

 เมื่อลืมทุกข์ก็จะลืมปัญหา

 เมื่อลืมปัญหาก็จะไม่แก้ปัญหานั่นเอง

นี่คือความหมายของการที่เราต้องกำหนดรู้ทุกข์

เราต้องกำหนดรู้ว่าปัญหาของพวกเราทุกคนนี้

ก็คือความทุกข์ แล้วความทุกข์คืออะไร

 ความทุกข์ก็คือการเกิดการแก่การเจ็บการตาย

 การพลัดพรากจากกัน

 การต้องพบกับสิ่งที่เราไม่ปรารถนากัน

นี่คือสิ่งที่เราจะต้องคอยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

เพื่อไม่ให้หลงไม่ให้ลืม อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ให้พระอานนท์เรียนรู้ทุกข์ว่า

 เวลาเธอหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย

 เวลาหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย

ให้รู้อย่างนี้ทุกลมหายใจเข้าออก

 ให้รู้ว่าความทุกข์ก็คือความตาย

 ความตายก็จะเกิดได้ทุกเวลานาที

 อันนี้ถ้าเราไม่ลืมแล้วมันก็จะทำให้เรารู้ว่า

ปัญหาของเราอยู่ที่ตรงไหน

 อยู่ที่การเกิดการแก่การเจ็บการตาย

 มันก็จะทำให้เราต้องค้นหาสาเหตุของปัญหาต่อไป

 เมื่อเรารู้แล้วว่าปัญหาของเราคือความทุกข์

ก็คือการเกิดแก่เจ็บตาย

ขั้นที่ ๒ เราก็ต้องมารู้และมาทำกิจข้อที่ ๒ คือสมุทัย

ความจริงข้อที่ ๒ ความจริงอันประเสริฐข้อที่ ๒

เรียกว่าสมุทัย สมุทัยแปลว่าต้นเหตุของความทุกข์

 ทุกข์ไม่ได้อยู่เฉยๆ เกิดขึ้นมาเอง

ทุกข์มันเกิดเพราะมีเหตุทำให้มันเกิด

 เหมือนกับเสียงระฆัง อยู่ดีๆ มันไม่ดังขึ้นมาเอง

 ระฆังจะดังขึ้นมาได้

ต้องมีตัวอะไรไปกระทบกับตัวระฆัง

 เช่นเอาไม้ไปตีระฆัง

 พอไม้ไปตีระฆังเสียงระฆังต้องเกิดขึ้นมา

ถ้าต้องการให้ไม่มีเสียงระฆังเกิดขึ้นมา

ก็อย่าไปตีระฆัง

 เมื่อเราไม่ตีระฆังเสียงระฆังมันก็จะไม่เกิดขึ้นมา

ฉันใด ทุกข์มันก็มีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นมา

 คือการเกิดแก่เจ็บตายนี้มีเหตุทำให้มันเกิดขึ้นมา

 เหตุนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นผู้ค้นพบไม่มีใครรู้มาก่อน

 ไม่รู้ว่าเหตุของการมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายนี้

เกิดจากอะไร และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเหตุนี้

 มีพระพุทเจ้าเพียงพระองค์เดียวที่ทรงค้นพบว่า

 เหตุของความทุกข์ก็คือตัณหาความอยาก

๓ ประการด้วยกัน สมุทัยแปลว่าเหตุของความทุกข์

 ต้นเหตุของความทุกข์

ต้นเหตุของความทุกข์มีอยู่สามข้อด้วยกันคือ

 ตัณหาความอยาก ๓ ประการด้วยกัน

ตัณหาข้อที่ ๑ คือกามตัณหา

 ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ความอยากอันนี้แหละที่ทำให้เราต้องมาเกิด

ต้องมามีร่างกาย

ถ้าเราอยากเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เราก็จะต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย

ถ้าไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย

เราก็จะเสพรูปเสียงกินรสโผฏฐัพพะไม่ได้

นี่คือเหตุที่ทำให้เรามาเกิดข้อที่ ๑ ก็คือกามตัณหา

 ความอยากในรูปเสียงกินรสโผฏฐัพพะ

ความอยากข้อที่ ๒ ที่ทำให้เรามาเกิด ก็คือภวตัณหา

ความอยากมีความสุขจากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

ในโลกของการเวียนว่ายตายเกิด ในไตรภพ

 ในโลกของมนุษย์ ในโลกของเทวดา

 ในโลกของพรหม มีความสุขที่เราอยากจะเสพกัน

 คือความอยากได้ความสุขเรียกว่าภวตัณหา

 เช่นอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

หรืออยากได้ความสุขทางใจ

ที่เกิดจากการทำบุญทำทานทำความดี

 หรือเกิดจากการทำใจให้สงบ

 อันนี้เรียกว่าภวตัณหา ความอยากมีความสุข

อยากมีอยากเป็น จะทำให้เรา

ต้องกลับมาเกิดอยู่ในไตรภพอยู่เรื่อยๆ

ข้อที่ ๓ คือวิภวตัณหา ความอยากไม่ตาย

ความอยากไม่แก่ เพราะอยากจะอยู่ไปนานๆ

อยากจะหาความสุขในภพต่างๆ ไปนานๆ

 จึงเกิดความวิภวตัณหาขึ้นมา

คือความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากตาย

พอตายก็จะไปหาร่างกายอันใหม่ไปเกิดใหม่

เพื่อไปหาความสุขใหม่ นี่คือต้นเหตุของความทุกข์

ต้นเหตุของการเกิดแก่เจ็บตาย

ต้นเหตุของการพลัดพรากจากกัน

ต้นเหตุของการต้องมาประสบพบกับสิ่งต่างๆ

ที่ไม่ปรารถนากัน ถ้าไม่ต้องการจะเกิด

ก็ต้องทำภารกิจข้อที่ ๒ นี้ให้ได้

ภารกิจข้อที่ ๒ นี้ต้องทำอย่างไร

 สมุทัย คือต้นเหตุของความทุกข์ ต้องละนั่นเอง

 ต้องหยุด เพราะว่าถ้าเราละแล้วทุกข์ก็จะไม่เกิด

 เหมือนเสียงระฆัง ถ้าต้องการให้เสียงระฆังหยุดไป

ก็อย่าไปตีระฆัง ถ้าไม่มีอะไรไปกระทบ

กับตัวระฆังแล้วเสียงระฆังก็จะไม่เกิดขึ้นมา

 ฉันใด ถ้าไม่ต้องการทุกข์

กับการเกิดการแก่การเจ็บการตาย

การพลัดพรากจากกัน

 การประสบพบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา

ก็ต้องละตัณหาทั้ง ๓ นี้ ละกามตัณหา

 ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ละภวตัณหา ความอยากมีความสุขจากสิ่งต่างๆ

ละวิภวตัณหา การอยากจะหนีจากความทุกข์ต่างๆ

 ที่ต้องประสบที่จะเกิดจากการมาเกิด

 นี่คือสมุทัย ถ้าไม่อยากจะมีทุกข์จะต้องละ ๓ นี้

 พระพุทธเจ้าก็ทรงได้ละแล้ว

ตัณหาที่จะต้องละได้ละแล้ว

 โดยที่ไม่มีใครรู้ไม่มีใครสอนไม่มีใครบอกมาก่อน

 ละด้วยตนเองรู้ด้วยตนเอง ว่าตัณหานี้จะต้องละ

ถ้าต้องการที่จะหยุดหรือกำจัดความทุกข์ให้หมดไป

 นี่คืออริยสัจ ความจริงอันประเสริฐข้อที่ ๒ คือสมุทัย

ความจริงอันประเสริฐ ข้อที่ ๓ นี้

พระองค์ทรงเรียกว่านิโรธ

นิโรธก็คือการดับของความทุกข์

 การทำให้ความทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่ในใจหมดไป

การทำให้การเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายหมดไปได้

เรียกว่านิโรธ ก็เกิดจากอะไร

 มีเหตุที่ทำให้เกิดขึ้นมาได้

 ภารกิจของนิโรธนี้ต้องทำอะไร

ก็ต้องทำให้มันแจ้งทำให้มันปรากฏขึ้นมา

 ทำให้การดับของความทุกข์ทั้งหลายปรากฏขึ้นมา

 อันนี้ก็เป็นภารกิจข้อที่ ๓ ในอริยสัจ

ในความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ

ความจริงอันประเสริฐข้อที่ ๓ คือนิโรธ

 คือการดับของความทุกข์ ต้องทำให้มันปรากฏขึ้นมา

 อย่าให้มันเป็นเพียงทฤษฎีอย่างที่เรารู้กันอยู่ตอนนี้

 เรารู้ว่าความทุกข์นี้ดับได้

 แต่เรายังทำให้มันดับไม่ได้

 เราต้องมาทำข้อนี้ให้ได้ก็คือ

ต้องทำให้ความทุกข์ดับไปให้ได้

 ถ้าเราทำให้ความทุกข์ดับไปได้

เราก็ทำภารกิจข้อที่ ๓ นี้ได้สำเร็จ

 ก็คือนิโรธต้องทำให้แจ้ง ทีนี้การที่เราจะทำให้นิโรธ

ให้แจ้งได้นี้มันไม่ได้ทำด้วยการเพียงแต่คิดเฉยๆ

 ความคิดเฉยๆ นี้ไม่สามารถ

ทำให้นิโรธปรากฏแจ้งขึ้นมาได้

การที่เราจะทำให้นิโรธแจ้งได้นี้

เราต้องมีอริยสัจข้อที่ ๔

 อริยสัจข้อที่ ๔ คืออะไร

อริยสัจ ข้อที่ ๔ คือมรรค

มรรคแปลว่าทางสู่การดับทุกข์

 การหลุดพ้นจากความทุกข์

ทางสู่การทำให้นิโรธแจ้งขึ้นมา

นี่คือเหตุที่เราต้องสร้างขึ้นมาให้ได้

 ภารกิจของมรรคคืออะไร ของอริยสัจ ๔

ข้อที่ ๔ คืออะไร มรรคต้องทำให้สมบูรณ์

ต้องสร้างมรรคขึ้นมาเหมือนกับเรา

จะ สมัยก่อนเราไม่มีทางเดิน

 ทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่

ถ้าอยากจะไปเชียงใหม่อย่างสะดวกรวดเร็ว

เราก็ต้องทำทางไป ไม่เช่นนั้น

สมัยก่อนเขาก็ต้องเดินกันไป

 เดินไปหรือไปทางเกวียน

ไปต้องใช้เวลาอันยาวนานกว่าจะไปถึง

 แต่ถ้าเราอยากจะไปถึงอย่างสะดวกรวดเร็ว

เหมือนสมัยนี้ เราก็สร้างทางกัน

พอเรามีทางแล้วเราก็ไปถึงจุดหมายปลายทาง

ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

 ฉันใด เราต้องการทำให้นิโรธแจ้ง

ทำให้ความทุกข์ดับไปหมด

เราก็ต้องสร้างมรรคขึ้นมา

 มรรคก็คือ ธรรมที่จะทำให้

เราสามารถดับความทุกข์ได้

 ดับความทุกข์ด้วยอะไร ดับความทุกข์

ด้วยการไปละต้นเหตุของความทุกข์นั่นเอง

 ก็คือไปละสมุทัย เมื่อไปละสมุทัย

ก็จะทำให้นิโรธปรากฏขึ้นมา

 นี่คือการทำงานที่เกี่ยวข้องกันของพระอริยสัจ ๔

ดังนั้นเราต้องรู้จักภารกิจ

ของพระอริยสัจ ๔ ทั้ง ๔ ข้อ

 ข้อที่ ๑ ทุกข์เราต้องกำหนดรู้อยู่ตลอดเวลา

เพื่อไม่ให้หลงไม่ให้ลืม ไม่ให้ลืมปัญหาของเรา

ตอนนี้พวกเราลืมปัญหาของเรา

 ปัญหาที่ไม่กลับไปสนใจกับปัญหา

ที่ไม่ใช่ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา

 ปัญหาที่เป็นปัญหากลับลืม

ก็เลยไม่มาแก้ปัญหาที่เป็นปัญหา

 ไปแก้ปัญหาที่เป็นปัญหา ปัญหาที่ไม่เป็นปัญหา

 ปัญหาที่ไม่เป็นปัญหาคืออะไร คือเงินทองขาดมือ

 เงินทองไม่พอใช้ ก็ไปหาเงินทอง

ไม่มีที่เที่ยวก็ไปหาที่เที่ยวกัน

 ไม่มีของซื้อของเล่นก็ไปหาซื้อของเล่นกัน

 อันนี้ไม่ใช่เป็นปัญหา เราลืมปัญหาของเรา

 ปัญหาที่ทำให้เราต้องมาทุกข์กัน

อย่างไม่มีวันสุดสิ้นสุด

 ปัญหาที่เขาเรียกว่าปัญหาตกค้าง

 ตกค้างมาหลายแสนล้านชาติแล้ว

 ไม่เคยคิดถึงปัญหาอันนี้ มัวแต่ไปแก้ปัญหา

ที่ไม่ใช่เป็นตัวปัญหาที่แท้จริง

 เป็นลูกเป็นหลานของปัญหา

 แต่ตัวพ่อแม่ปู่ย่าตายายของปัญหาตัวนี้ไม่ไปแก้

ถ้าแก้ตัวต้นปัญหาได้

ตัวปัญหาลูกๆ ที่พวกเราพยายาม

แก้กันนี้มันก็จะไม่มี ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่มันก็ไม่มีลูก

 ทุกวันนี้เรามาแก้ปัญหาของลูกของปัญหากัน

 ลูกของปัญหาก็คือหาความสุขที่ไหนดีกัน

 หาแฟนหาเงินหาทอง หายศหาตำแหน่งกัน

 อันนี้เรียกว่าไม่ใช่เป็นตัวปัญหาที่แท้จริง

 ตัวเป็นปัญหาที่แท้จริงก็คือตัวเกิด

เพราะถ้าไม่เกิดแล้ว

มันจะต้องมีปัญหายาวเหยียดตามมา

 มีความแก่ความเจ็บความตายตามมา

มีความทุกข์จากการขาดแคลน

 มีความทุกข์จากการสูญเสียอะไรต่างๆ

 ตามมาเป็นพวงไปเลย ถ้าตัดยอดตัดต้นมันได้

ปัญหาที่เป็นพวงมันก็จะไม่ตามมา

ฉะนั้น เราอย่าลืมตัวปัญหา

 ปัญหาก็คือการเกิด เมื่อเกิดแล้ว

จะต้องมีการแก่การเจ็บการตาย

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เราละลึกถึงปัญหา

 ปัญหาตัวเกิดมันเกิดมาแล้วมันไม่เป็นปัญหาแล้ว

 ตัวที่เป็นปัญหาก็คือตัวที่มันรอเราอยู่

 ก็คือตัวความตาย ให้เราอย่าลืมตัวความตาย

 ให้เรานึกถึงความตาย

ความแก่ความเจ็บที่มันรอเราอยู่

 ที่มันจะเป็นปัญหากับเรา

ที่เราจะต้องมาแก้กันให้ได้

 เมื่อเรารู้แล้วว่าปัญหาของเราก็คือการเกิด

 เพราะมาเกิดแล้วเราจะต้องตาย

ถ้าเราระลึกถึงความตายได้

เราก็จะระลึกถึงการเกิดได้

 รู้ว่าไอ้การที่เราจะต้องตายนี้

เพราะมันเกิดจากการที่เรามาเกิดนี่เอง

 เมื่อเราไม่ต้องการที่จะตายไม่ต้องการที่จะเจ็บ

ไม่ต้องการที่จะแก่ เราก็ต้องอย่ามาเกิดกัน

 เราก็ต้องไปแก้ต้นเหตุที่ทำให้เรามาเกิดกัน

 พอเราไม่ลืมปัญหาของเราแล้ว

เราก็จะมาทำมาแก้ปัญหาของเรา

 ปัญหาของเราก็คือ

การละตัณหาความอยากนี่เอง

 เพราะความอยากนี่แหละ

เป็นตัวที่จะทำให้เรามาเกิดกัน

 เราก็ต้องมาละกามตัณหา

 ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 นี่คือภารกิจข้อที่ ๒ ตัณหานี้ต้องละให้ได้

 เพราะถ้าละได้แล้วเราก็จะทำกิจข้อที่ ๓ ได้สำเร็จ

กิจข้อที่ ๓ เกิดจากการที่เราละตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

ละเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา

เมื่อไม่มีเหตุทำให้เกิดความทุกข์

 ทุกข์ก็จะต้องดับไปเหมือนเสียงระฆัง

 ถ้าเรารำคาญกับเสียงระฆัง

เพราะเด็กมันมาตีอยู่ตลอดเวลา

 เราก็ไปห้ามเด็กบอกว่า หนูหยุดตีระฆังได้แล้ว

เสียงมันดัง พอเด็กหยุดตีเสียงระฆังก็หายไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 กรกฎาคม 2561
Last Update : 5 กรกฎาคม 2561 10:29:08 น.
Counter : 220 Pageviews.

0 comments
❉ในบรรดาอบายมุขทุกอย่าง อะไรที่ถือว่าเลวที่สุด Turtle Came to See Me
(6 ต.ค. 2562 17:04:05 น.)
เขียนความจริง 8 กะว่าก๋า
(30 ก.ย. 2562 06:14:10 น.)
ขจัดความฟุ้งซ่าน สมาชิกหมายเลข 2202068
(29 ก.ย. 2562 08:34:45 น.)
เขียนความจริง 6 กะว่าก๋า
(27 ก.ย. 2562 05:28:21 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Poungchompoo.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]

บทความทั้งหมด