เพลงของแม่ ผมเงยหน้าขึ้นมองฟ้า เึคยมีคนบอกว่าทำแบบนี้แล้ว นอกจากจะได้รับกำลังใจจากฟ้าแล้ว มันยังช่วยไม่ให้มีคนเห็นน้ำตาที่กำลังร่วงลงดิน... วันนี้ผมเดินออกมารอรถเมล์ด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เรื่องราวมากมายยังคงก่นด่าและสร้างความขัดแย้งในสมอง ผมไม่รู้จะรับมือหรือทำให้มันสงบลงได้อย่างไร ในขณะที่ใจยังไม่สงบ ผมก็ต้องพากายไปทำหน้าที่ที่ยังเหลืออยู่ให้เสร็จ ทั้งๆที่ในใจอยากให้กายแน่นิ่ง และไม่รับรู้สิ่งใดตลอดไป รถเมล์ค่อนข้างว่าง ก็ปกติสำหรับบ่ายอ่อนๆของวันธรรมดา ตรงข้ามกับที่นั่งของผม เป็นครอบครัวหนุ่มสาว คุณแม่หน้าตาจิ้มลิ้ม โฉบเฉี่ยว อายุไม่น่าจะเกิน 30 คุณพ่อรูปร่างหน้าตาก็ำเป็นขวัญใจสาวๆได้สบาย ลูกสาวตัวน้อยไม่น่าเกิน4ขวบ เค้าหน้าคุณแม่ของเธอไม่ผิดเพี้ยน เธอช่างพูด ช่างถาม นัยน์ตากลมโตสอดส่ายหา มือเล็กนั้นกำลังชี้ชวน ปากนิดเจื้อยแจ้วและหัวเราะคิกคักในจินตนาการของเธอเอง ผมแอบสังเกตการณ์ครอบครัวนี้ด้วยรู้สึกสนเท่ห์ มันช่างเป็นครอบครัวแบบที่ นักโฆษณาวาดให้เราในโฆษณาขายบ้านเสียนี่กระไร ผมเพลิดเพลินกับการมอง ครอบครัวนี้ได้สักพัก มันช่วยให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและเลิกคิดมากได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะ้เด็กน้อย ที่ชีวิตยังคงบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา เหมือนกับผ้าขาวที่ใครเปรียบไว้ มาถึงกลางทางแล้ว วันนี้รถไม่ค่อยติด ชีวิตคนในช่วงเวลานี้ดูไม่รีบร้อน คนส่วนใหญ่ในรถก็เป็นวัยกลางคน ผมมองไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เห็น กับน้องคนนั้น เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คะเนอายุแล้วไม่น่าเกิน12ขวบ ผมคงมองผ่านเลยเธอไำป ถ้าท่าทางเธอไม่ได้ฟังเพลงที่เปิดในรถอย่างตั้งใจ และร้องคลอเบาๆอย่างเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เราไม่อาจรู้ ผมกำลังสับสนว่านี่ผมกำลังอยู่ในนิยายแนวทดลอง หรืออาจจะเป็นภาพศิลปแบบเหนือจริงที่ทุกอย่างกำลังขัดแย้งกันอย่างไม่มีเหตุผล ภาพครอบครัวสุขสันต์ที่ยังคงหยอกล้อกันอยู่ตรงหน้า และ้ภาพของเด็กหญิงแสนเหงาที่ยังคงร้องคลอเพลงเศร้าไปด้วยน้ำตารื้น คนที่นั่งข้างๆเธอที่ขึ้นมาด้วยกัน ไม่น่าจะใช่แม่เพราะดูเป็นวัยรุ่นมาก อาจจะพี่สาวหรือญาติ เราไม่อาจรู้ แต่ที่เราสังเกตได้คือเธอไม่ค่อยให้ความสนใจ กับน้องคนนี้เลย มีเพียงผมเท่านั้นที่ยังคงมองเธออยู่ด้วยความรู้สึกที่อธิบายยาก หลังจบเพลง ตาเธอเหม่อลอยออกไปนอกรถ ฝนเริ่มโปรยปรายเป็นหยาดเล็กๆ เกาะหน้าต่างรถ ทำให้น้องคนนั้นดูเหมือนถูกทิ้งโดดเดี่ยวท่ามกลางผู้คน ผมไม่รู้และไม่อยากรู้จริงๆว่าทำไม เหตุใด ทำให้เธอต้อง"รู้สึก"กับเพลงนี้ขนาดนั้น หวังว่าคงไม่ใช่อย่างที่ผมคิด ด้วยใจจริง ลงจากรถมาแล้ว รถเมล์เคลื่อนตัวต่อไป เหมือนชีวิต ผมยังคงมีธุระที่ต้องสะสาง ไม่อาจจะมีส่วนร่วมหรือรับรู้ความทุกข์ของใคร ผมเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ฝนเริ่มตกหนักขึ้น เม็ดฝนตกกระทบใบหน้าหนักและหนาเม็ดขึ้น ในใจครุ่้นคิดถึงเหตุการณ์ที่พึ่งประสพและความผิดหวังของตัวเอง ผมไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้ว่าผม หรือ น้องคนนั้น จะมีทุกข์ในใจมากกว่ากัน มีความรู้สึกเกิดขึ้นมากมายระหว่างเดินไปยังปลายทาง ผมเดินเดี่ยวดายท่ามกลางฤดูฝนที่ทารุณของเมืองร้อน ปล่อยให้มันไหลลงดินกลมกลืนกับสายฝน เพราะในเมืองใหญ่ ไม่มีใครสังเกตน้ำตาของคนอื่น ผมคงไม่รู้สึกอะไรมากมายขนาดนั้นถ้าเพลงที่เธอร้องคลอไป ไม่ใช่เพลงนี้ และวันนั้นไม่ใช่ 12 สิงหาคม... รู้สึกเช่นเดียวกับเม้นท์แรกเลยค่ะ
ลองคิดแต่งดูเล่นๆ .. เมืองใหญ่ ทุกอย่างเบียดเสียดกันหมด แต่ทำไมฉันรู้สึกอ้างว้าง~ แง้ คิดถึงบ้านนอก อยากกลับบ้านนอกแล้วว 55 โดย: สวย ให้ชายห่วยเสียดายเล่น IP: 61.90.73.233 วันที่: 26 ตุลาคม 2552 เวลา:21:56:19 น.
|
บทความทั้งหมด |






ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [
บรรยายได้เห็นภาพเลยค่ะ ในเมืองใหญ่ ยังมีอะไร
หลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่รู้และไม่อาจจะรับรู้ได้
สุข ทุกข์ เศร้า เหงา ผิดหวัง ต่างคนต่างต้องดำเนิน
ไปตามวิถีทางของตัวเอง จนทำให้บางครั้งไม่ได้มอง
ว่ายังมีอีกหลายคนที่ต้องทุกข์ใจหรือเสียน้ำตาให้กับเรื่อง
อะไรบ้างชอบประโยคนี้ของคุณจังเลยค่ะ
"เพราะในเมืองใหญ่ ไม่มีใครสังเกตน้ำตาของคนอื่น"