:::ฝนเปื้อนแดด::: "ฝนเปื้อนแดด" ไม่ผิดหรอก..ตั้งใจจะใช้ชื่อนี้ก็ฝนเทอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สายฝนพราวลงมาในวันที่แดดเป็นสีส้มสดของปลายฝน ความเย็นฉ่ำนั้นพร่างพรูมาในวันที่โลกสีซีเปียของฉันหม่นทึบ งานหลายหน้าอย่างนี้ ฉันเลือกกระโดดออกมาอยู่ในมุมของตัวเอง หลบมานั่งเงียบเงียบปิดหูปิดตาที่มุมเดิมเดิม งงกับมุมสงบมุมนี้ อัพเดทบ้างไม่อัพเดทบ้างยังมีผู้ดูผู้ชมแวะเวียนมาจากสารทิศ นครราชสีมา เชียงใหม่ กาญจนบุรี ตาก อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี ชัยภูมิ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ ลำปาง อุดรธานี เชียงราย น่าน เลย ขอนแก่น พิษณุโลก บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช สกลนคร นครสวรรค์ ศรีสะเกษ กำแพงเพชร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ อุตรดิตถ์ สงขลา สระแก้ว กาฬสินธุ์ อุทัยธานี สุโขทัย แพร่ ประจวบคีรีขันธ์ จันทบุรี พะเยา เพชรบุรี ลพบุรี ชุมพร นครพนม สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา มหาสารคาม ราชบุรี ตรัง ปราจีนบุรี กระบี่ ชลบุรี พิจิตร ยะลา ลำพูน นราธิวาส มุกดาหาร บึงกาฬ พังงา ยโสธร หนองบัวลำภู สระบุรี ระยอง พัทลุง ระนอง อำนาจเจริญ หนองคาย ตราด พระนครศรีอยุธยา สตูล ชัยนาท นครปฐม นครนายก ปัตตานี ปทุมธานี สมุทรปราการ อ่างทอง สมุทรสาคร สิงห์บุรี นนทบุรี ภูเก็ต สมุทรสงคราม สถิติสูงสุดก็กรุงเทพมหานคร แปลกใจมากก็เจ้าประจำนอกแผ่นดินที่แวะเวียนมาเสมอ ใครหนอ? หาทางกลับบ้านไม่ได้เหมือนฉันใช่เปล่า สับสนกับเส้นทางเดินใช่ใหม? ไม่เป็นไรนะ ทุกข์-สุขห่างกันแค่หนึ่งใจ หวังให้ทุกคนสบายดี ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขพอใจทุกการตัดสินของตัวเอง ชีวิตเป็นของเรา เข้ามาเลาะบล็อกเท่าที่โอกาสอำนวย ไม่นับว่ามากไปสำหรับการใช้เวลาท่องเน็ทห้าชั่วโมงต่อวัน ก็ชีวิตข้างนอกขึ้นราคาแบบหยุดไม่อยู่ คนยากจนเกือบสูญพันธิ์แล้ว นั่งๆอยู่ดันเป็นแพ้ขึ้นมากระทันหัน (อาการของสภาวะร่างกายเมื่อไม่มีแรงต้านทาน) แค่เผลอทานกุ้งน้ำจืดไปสามสี่ (อ่านว่า3-4 ไม่ใช่ 30) ชิ้นได้ละมัง ตั้งแต่เย็นวันก่อน เพิ่งมาปรากฏอาการ คราวนี้หนักกว่าเดิม ก็ใช่ .. หลายคนบอกอาการแพ้อาหารนี้จะทวีขึ้นเรื่อยเรื่อยของทุกครั้งที่มีอาการ ฉันทิ้งร้างอาการแพ้ทางกายมาตั้งนาน.. (เหลือแต่อาการแพ้ทางใจอยู่หรืออย่างไรนี่แหล่ะ) ไม่คิดว่ามันจะกลับมาอีก นอนไม่ได้ยิ่งเกา ยิ่งคัน ลามไปแม้กระทั่งหนังศีรษะ และจมูกเล็บ ทนถึงที่สุด จนกระทั่ง ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ไม่ไหวแล้ว.ว ว ว .ฉันลุกขึ้นแต่งตัว คิดไปถึงวันที่ฉันแพ้กุ้งครั้งแรก ต้องเข้าฉุกเฉินกลางดึกหลายปีก่อน ฉันจะตายไหม.. ถ้าฉันตาย..ใครใคร(ที่ไม่ใช่ฉัน..) จะมีโอกาสรับรู้ไหม เพิ่งได้ยินข่าวพยาบาลตายคาเข็มฉีดยาเมื่อต้นปี ฉันไม่อยากฉีดยา ฉันยังไม่อยากตาย แต่ยาสามัญประจำบ้านตอนนี้มีแต่ยาสีฟัน และยาไส้อีกนิดหน่อย.. โทรศัพท์บอก"พี่สาว" ก่อน เผื่อว่าพรุ่งนี้ที่เธอลืมตาตื่นไม่มีฉันแล้วในชีวิต เธอสั่ง"มารับพี่ด้วย"..เอ่า.ป่านนั้นฉันคงชักตายพอดี ให้รับรู้เฉยๆนิ.. เหาะอีกครั้งบนถนนว่าง เหมือนรถแกว่งๆยังไงชอบกล โรงพยาบาลตอนสี่ซ้าห้าทุ่มที่นี่มันวังเวงจริงจริง ไม่มีผู้คน ฉันไม่เห็นคน ..อา..ใช่แล้วฉันเเห็นนางฟ้า.. เพ้อเหรอ ปล่าวนะ ความดัน ปกติ ปรอทชำแหล่ะอุณหภูมิบอกไม่มีไข้ แพทย์ฝึกงานที่นั่งเบียดความเงียบในคืนเดือนมืด เธอนั่งสว่างอยู่ตรงนั้น..หุย..สวยเป็นบ้า.. ความคันคะเยอหายไปชั่วขณะ.. รู้สึกทึ่งกับปากนิดจมูกหน่อย ผมยาวสยายประบ่า ต่างหูมุกทำให้หน้าเธอสว่างไสว หากไม่ทันเห็นอักษรสีเขียวที่ปักบนกราวน์ตัวนั้น ใครจะไปคิดว่านั่นหล่ะ แพทย์เวร.. เธอซักอาการที่ทำให้ฉันมาทรุดตัวนั่งอยู่ข้างหน้าเธอ เสียงเล็กๆ น่ารักซักนู่นนี่ จิ้มตรงนั้น จับตรงนี้ฉัน เอ่อ..มีแอบปิดปากหาวเล็กเล็กด้วย น่ารักดีเหมือนลูกแมว เสียงสั่งผู้ช่วยเตรียมยาสำหรับฉีด ฉันสะดุ้ง รู้สึกคันกว่าเดิม ปฏิเสธคุณหมอคนสวยไม่รับยาฉีด ก็ฉันกลัวนี่นะ ยังไม่อยากสละร่าง โลกนี้ยังมีอะไรน่ามองอีกตั้งแยะ จริงจริงนะ ฉันหอบยาแก้แพ้กลับบ้านพร้อมคาราไมน์ แต่ไม่วายทิ้งคาราคาใจไว้ให้ติดตาม ผู้ชายผมยาวคนที่มานั่งทิ้งหางตาให้หมอฉับฉับน่ะ..เค้าแอบค้อนฉันทำไมกัน? ก็แค่ฉันซักหมอบ้างเล็กน้อยกับมองหมอตาไม่ค่อยกระพริบเท่านั้นเอง ..ไม่รู้อะไรฉันกินกาแฟเข้มไปหน่อย..เลยตาค้าง.. กลับมานอนหลับเพราะฤทธิ์ยา ตื่นเช้าอากาศเย็นกระทันอีกแล้ว ภูมิแพ้มาเคาะประตู หายใจขัดเหมือนทุกปี มันน่าจะเป็นความเคยชิน แต่กลับไม่ชินไปเสียได้ ไม่ใช่กรรมพันธุ์แน่ เพราะสืบไปหลายชั่วคนไม่มีใครเป็นเลย ฉันผ่าเหล่า และเพิ่งมาเป็นภายหลังที่ออกท่องยุทธจักร (อ่านแล้วสะดุ้งเอง หมายถึงออกมาประกอบสัมมาอาชีพนิ!) ความฝันของเด็กเด็ก อุดมการณ์..สำเร็จการศึกษาฉันเลือกออกทำงานพื้นที่กันดาร ได้อยู่กับธรรมชาติเหมือนฝัน แต่ไม่นานเท่าไหร่ ความจริงดึงฉันกลับเข้ามา กลับมา พร้อมกับความพ่ายแพ้ แพ้ไปหมดทุกอย่าง แพ้เกสรดอกไม้ แพ้อากาศเย็น แพ้ฝุ่นละออง แพ้ขนสัตว์ แต่ยังไม่แพ้ใจตัวเอง เอ..แล้วฉันเริ่มแพ้ใจตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ.. เดี๋ยวว่างว่างจะไปเปิดบันทึกความทรงจำดูเสียหน่อย มันนานจนจำไม่ได้..ไร้สาระไม่อยากจำ ไม่เคยจำ เอ่ะ..เจ็บแปลบแปลบที่กระดองใจ..สงสัยกึ๋นทำงานผิดปกติอีกแล้ว.. มีกึ๋นด้วยเหรอเรา .. เค้าว่า...คนสวยไม่มีกึ๋นนิหน่า.. เหมือนทุกครั้งที่ความขี้เกียจกระฉูด วันที่ไม่สบายในทุกกรณี ฉันทิ้งงานทุกอย่างกระโดดขึ้นรถควงพวงมาลัยฉายเดี่ยว ก็ไม่อยากฟัง ก็ไม่อยากพูด ก็ไม่อยากคิด สัมผัสทั้งห้าธรรมดาไป สัมผัสที่หกก็อย่างที่รู้ที่เห็นที่เป็น สัมผัสที่เจ็ดฉันรุนแรง โลกส่วนตัวของฉันติดปีกไปไหนได้ตามใจ แต่ไม่เคยมีที่ไหนที่อยากไปมากกว่า "บ้าน" ใช่แล้ว..ปลายทางคือที่นอนนุ่มในบรรยากาศที่คิดถึงเสมอ ขับรถไม่เร็วเท่าไหร่ ก็กรอกหูกันทุกวันประหยัดน้ำมันได้ในความเร็วต่ำกว่าเก้าสิบ อืมม์ เก้าสิบก็เก้าสิบ เก้าสิบกิโลแรก หลังจากนั้นอีกสักเก้าสิบก็จะสามร้อย .. สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตนเอง.. บ้านเมืองในวันหยุดเงียบสงบถนนหนทางว่างเปล่า อยากให้เป็นอย่างนี้นานนาน แต่ไม่ได้สินะ การศึกษาไม่ควรต้องบอบช้ำมากไปกว่านี้ การศึกษาไทยต้องก้าวไกลเหมือนประชาธิปไตยที่ไม่มีวันหยุดนิ มอเตอร์ไซค์สีจ๊าบพุ่งปราดแซงไปหนึ่ง เออ..รีบก็ไปก่อนเหอะ ฉันเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทาง ร้านรวง อาคารพานิชย์เติบโตขยายอาณาเขต คนหน้าเดิมที่เคยคุ้นบางตา ผู้คนแปลกหน้ามาแทนที่ บางที ฉันอาจวิ่งตามอายุตัวเองไม่ทันแล้ว สองหนุ่มบนมอเตอร์ไซด์รุ่นใหม่กระแซะบั้นท้ายโฉบเฉี่ยว ข้างหน้ามีหนึ่งสาวมอเตอร์ไซด์อ้อยอิ่งอยู่แล้ว ผมยาวสลวยจรดกลางหลังนั่นคงมีพลังดึงดูดหนุ่มเจ้าชลอความเร็วตีคู่ ทำท่าจะวางมือบนเรียวขายาวขาวเนียนที่โผล่พ้นกางเกงขาสั้น แต่กลับเปลี่ยนใจส่งเสียงเป่าปากดังลั่นลอดผ่านกระจกมาให้ได้ยิน ตำหนิอยู่ในใจทำไมไม่รู้จักระวังรักษาตัวเอง แดดเปรี้ยงขนาดนั้นแม่เจ้าประคุณยังใส่เสื้อเปลือยแขน นึกว่าชมแสงจันทร์อยู่หรืออย่างไร จังหวะที่กำลังจะเร่งแซงคุณเธอก็เปิดไฟขวา แล้วตั้งท่าจะเลี้ยวเข้าแยกหน้ากระทันหันฉันเหยียบเบรคพรืด ปรายตาเห็นวัตถุความเร็วสีบรอนซ์วิ่งหากระจกขวาลิ่วๆ ขนหัวฉันลุกซ่าไปหมดทั้งตัวตะปบมือขวาไปบนแตรอัตโนมัติ มอเตอร์ไซด์แม่งามกระตุกเบี่ยงหลบในวินาทีที่วัตถุความเร็วสูงปราดผ่านไป รถของฉันดับสนิทห่างท้ายรถคนสวยเส้นยาแดงผ่าสามสิบแปด ข้าวของหล่นกระจาย ผ่าเหอะ..ฉันนึกเห็นภาพคางคกไส้แตกทะลักกลางถนน หัวใจเต้นราวกับอยู่ในสนามรบ มือที่จับพวงมาลัยแน่นเปียกชื้น อยากเปิดกระจกไปขอบคุณที่ให้โอกาสผ่านสนามทดสอบมรณะ ยกมือลูบหน้าลูบผมปรับรูขุมขนให้กลับระนาบเดิม ซึ้งแล้ว เข้าใจแล้ว อารมณ์ของคนคร่ำถนน กระจ่างแล้วอารมณ์ที่ส่งผ่านเชิงอรรถท้ายรถบรรทุกเปื้อนฝุ่น สำนวนคนกลางคืนนั้นสื่อความรู้สึกชัดเจน"เหล็กนะน้องไม่ใช่ N" อีกครั้งที่ฝนพราวกลางแดด.. ฉันกำลังจะบันทึกเรื่องราวของตัวเองอีกสักเรื่อง มันผิดตรงไหนเล่าหากจะเขียนแต่เรื่องราวแห่งชีวิต ในเมื่อความสุขคือศิลปะของการจดจำเรื่องราวอันควรจดจำ ฉันคนเดิมที่ไม่เคยเขียนเรื่องนอกเหนือจากสื่งที่เป็นจริง เรื่องราวของฉันจับต้องได้เสมออย่างไม่ซับซ้อน ฉันให้ลมหายใจของใบไม้เป็น อนุทินชีวิต บันทึกความทรงจำ ฉันจะเลือกจดจำแต่สิ่งที่ดี ขอโทษทีฉันแค่ทำห้องสมุดส่วนตัว ฉันแค่ทำฝันของฉันให้เป็นจริง หาได้หาญทำบล็อกกาซีนแต่อย่างใดไม่ ขอโทษอีกครั้งหากในความทรงจำนั้นไม่มีเธอ หลายคนทักฉันว่าเป็นคนนั้นคนนี้ใน ไทยโพม เย้ย..ผิดแล้ว..! ถึงฉันจะ "รักบทกวีดั่งชีวิต" ฉันก็มิบังอาจเอาหิ่งห้อยไปประดับฟ้า ฉันเข้าไปวิ่งเล่นอยู่ในนั้นราวกับเป็นบ้านของตัวเอง ซอกแซกไปทุกซอกทุกมุม .ใช้เวลาที่นั่นมากกว่าเว็บของตัวเอง.. พอใจบทกวี บทเพลง ภาพหรือแม้แต่ข้อคิดคำแขวะเล็กน้อย ประทับใจมากๆก็จะหยิบติดมือมาเก็บไว้ใน ห้องสมุดส่วนตัว ฉันถือว่าทุกอย่างที่ออนไลน์คือเป็นผลงานของมวลชน ประทับใจกับผลงานที่นั่นมากมาย ฉันนั่งปล่อยเวลาไปกับถ้อยคำสวยๆ อารมณ์หลากหลาย ที่สำคัญที่สุดก็ความคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เหมือนนั่งดูโทรทัศน์ แต่ไม่เคยฝากผลงานไว้ที่นั่น เธอยังเถียงอย่างฉงน "สำนวนอย่างนั้น..,มันใช่เลย" แล้วจะปิดบังเอาแก้วอะไร..บุคคลิกทางภาษาของฉันได้มาตรฐานสากลม้างง.. ฉันพอใจเขียนร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง และเหมือนจะทำได้ดี (...) ในชีวิต ฉันอาจจะเขียนบทกวีเป็นแปดแสนล้านบท แต่ไม่เคยคิดเอาถ้อยคำวนไปวนมาของฉันไปป่วนสวนอักษรสวรรค์ จริงอยู่ฉันเคยส่งบทกวีลงหนังสือต่างๆในวัยเรียนแต่ไม่เกินสิบ สำนักพิมพ์ต้องมีอันปิดไปเป็นสำนักๆ ไปเสียก่อนทุกที (จริงจริงนะ) แล้วฉันจะเอางานของฉันไปล่มเว็บที่แสนจะรักนั่นได้อย่างไร ฉันอ่านผลงานของทุกคนจนเหมือนจะรู้จักมักคุ้นไปหมดแล้ว ในบ้านกลอนนั้นเหมือนครอบครัวใหญ่ ใครหายไปก็มองหา ใครประสบความสำเร็จมาอวดก็รู้สึกยินดีด้วย วันไหนเกิดมีเรื่องไม่เข้าใจหรือขัดแย้งกันทางความคิด ก็เฝ้ามองอย่างเป็นห่วงเป็นใยจนเหตุการณ์สงบด้วยดี ฉันมองเห็นความน่าชื่นใจของสังคมเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ของที่นั่น สัมผัสได้ถึงถ้อยทีถ้อยอาศัย มีกำลังใจให้แก่กันเสมอ เห็นหลายคนมีงานที่งดงามขนาดรวมเล่มได้เลยทีเดียว ยังใจหายเล็กๆกับคำ "วรรณกรรมขยะ" ที่สวนกระแสมา เสียใจกับความไม่รับผิดชอบในบทบาทของสื่อสาธารณะ คงลืมไปว่าสังคมชาวบ้านกลอนละเมียดละไมอ่อนไหวกับทุกความรู้สึก นักวิพากษ์ทั้งหลายอาจบางทีคงเป็นแค่หลุมดำของวงการวรรณกรรม ในแต่ละวิถีชีวิตย่อมมีเหตุผลที่แตกต่าง คำวิพากษ์ที่ใช้เหตุผลของตัวเองมาตัดสินผลงานคนอื่น มันเป็นจุดหม่นของคนบนถนนหนังสือ ใครมองเห็นเหมือนฉันไหม? ในวันนี้..ที่มีฝนกลางแดด วันที่พบใครสักคนที่มีสัมผัสคล้ายกัน ฉันรู้สึกรักเว็บนั้นมากขึ้นเป็นพิเศษ ฉันพบใครบางคนที่ทำให้หัวใจอยากร้องเพลง ฉันพบใครบางคนที่มองโลกสวยงามเสมอ ฉันพบแล้วใครบางคนที่มีหัวใจละมุนละไม ฉันพบแล้วในกระจกเงาบานใหญ่ใบนั้น ฉันพบเงาของฉันแล้วในกระจกบานใหญ่ ฉันพบเงาของตัวฉันเองวันที่แดดเปียกฝน ให้เธอเป็นเงาของฉันวันฝนเปื้อนแดด เธอค้นพบไหมใครสักคนที่เป็นเงาของเธอ ? เงาของเธอคือฉันใช่ไหม เงาของเธอเป็นฉันได้ไหม? นะ..ให้ฉันเป็นเงาของเธอวันที่แดดสีส้มอ้อนฝนปราย.. ![]() |
บทความทั้งหมด
|





ผู้ติดตามบล็อก : 41 คน [