"OSCAR 2009" ... ปีนี้ ‘หมา’ ผงาด / ‘เก้งกวาง’ โดนใจ / ‘สาวนักฟัง’ นั้นไซร้ ได้เวลากล่าวขอบคุณ


ผมกลับมาแล้วจ้า (ทั้งที่ไม่เคยสัญญิงสัญญา) กับการแสดงความคิดเห็นส่วนตั้ว..ส่วนตัว ที่มีต่อ การประกาศผลรางวัลทางวงการภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง “Academy Awards” ..อันดำเนินมาสู่ครั้งที่ 81 ประจำปี 2009 และจะทำการสรุปความยอดเยี่ยมในทุกแง่มุมของการทำหนัง เพื่อตอบแทนความอุตสาหะตั้งใจในคนทำงานที่หวังจะสร้างคุณภาพประดับวงการ กับผลงานที่ได้รับการฉายให้เห็นสู่สายตาประชาชนตลอดปี 2008 ที่แล้วมา

และความน่าสนใจที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่มีเฉพาะการประกาศศักดา ในผลงานหนังที่น่าสนใจ น่าติดตาม เป็นที่รักของคนดูหนังทั่วโลก อันถือเป็นไฮไลท์เด็ดของเวทีอันมีมนต์ขลังนี้ เสมอมาเท่านั้น ...แต่เหนือกว่านั้น มันยังได้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่งหลายอย่างให้แปลก สด และใหม่ บนเวทีเดียวกัน จนอาจเรียกได้ว่า มันคือ การปฏิวัติ ก็ใกล้เคียง

จากแต่เดิมที่ออสการ์ หลายปีหลังมานี้ มักจะเน้นแนวทางให้เป็นการประกาศรางวัลแบบอลังการ ฟู่ฟ่า แต่ไม่ยักสร้างความตื่นเต้นได้เท่าไหร่ เพราะมักจะยังแฝงความเรื่อยเปื่อย ในองค์บริวารโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น... การเดี่ยวไมโครโฟนของ ดาราตลกแถวหน้าของฮอลลีวู้ด (อาจจะมีบางคนที่ทำหน้าที่ได้ดีถึงขั้นเยี่ยม แต่ปีหลังๆมานี้ ..มันฝืด และเฝื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด).. การแสดงโชว์ที่มีแบบฟอร์มเดิมๆ กำหนดไว้ต้องเป็นงั้นงี้ และก็ลงท้ายให้จบลงด้วยความรู้สึกเดิมๆ ..ถึงกระทั่ง บรรยากาศความครื้นเครง ที่ไม่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งยังส่งให้ ออสการ์ กลายเป็นงานประกาศรางวัล 3-4 ชั่วโมง ที่สิ้นเสน่ห์ความสนุก แต่ต้นจนจบ ...กลายเป็นความน่าเบื่อ ยืดยาด และเยิ่นเย้อ จนคนหลายๆคน เริ่มจะให้ความสนใจในตัวงานน้อยลงไป เหลือแต่เพียงอยากรู้ รายชื่อผู้ชนะ เท่านั้นเอง

ซึ่งมันก็พิสูจน์ออกมาเป็น ตัววัดเรตติ้ง ...ที่นับปีขึ้นไปเรื่อยๆ ออสการ์ก็ค่อยๆลดระดับจำนวนคนดูลงไป ลงไป ลงไป และลงไป นั่นแล

ฉะนั้นแล้ว ถ้าอยากจะทำให้ออสการ์ กลับคืนมาสู่ความครื้นเครง ในบรรยากาศที่เข้าถึงคนดูได้ด้วยความบันเทิง... วิธีการที่ดีที่สุด ก็คือ การ Change (ธีมนี้ มันฟังดูคล้ายเป็นการสรรเสริญประธานาธิบดีคนใหม่ยังไงชอบกล!!?)

และแล้ว รูปโฉมใหม่ที่เราได้เห็นผ่านพ้นกันไป จากออสการ์ในครั้งที่ 81 นี้ ...มันก็ได้ให้ผลลัพธ์ที่เป็น ความน่าประทับใจ คืนกลับมาสู่เวทีรางวัลแห่งมหาชนชาวโลกนี้ได้เสียที

แต่ก่อนที่ผมจะพูดถึง ความแปลก สด และใหม่ของออสการ์ในปีนี้ แบบพอสังเขปให้เห็นภาพน้อยๆ (ถ้าเอาละเอียดจริงๆ ขอแนะให้ไปอ่านบทความต่างประเทศจะดีกว่า พวกนั้นเขาเก็บไว้ได้แทบทุกเม็ดเลยทีเดียว) ...ก็คงต้องขอโฟกัสกันที่ ผู้ชนะ เจ้าของความสำเร็จแห่งปี ..รางวัลไหน ใครหนอ ที่เป็นที่ถูกอกถูกใจของผมอย่างจริงจัง หรือจะมีเรื่องใด อะไรบ้าง ที่ไม่คาดหมาย ไม่คาดว่าจะได้ หรือว่าที่ได้มานั้น ยังดูว่าไกลเกินไป ในสายตาและความคิดของผม

ดังจะเรียงลำดับตามจำนวนรางวัล ของหนังแต่ละเรื่องที่ได้รับ จากมากไปหาน้อย...






“Slumdog Millionaire” ..ได้รับ 8 รางวัล


ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม.. “แดนนี่ บอยล์”
เพลงประกอบยอดเยี่ยม.. “Jai Ho”
ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม
ผสมเสียงยอดเยี่ยม
การกำกับภาพยอดเยี่ยม
บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ...จากที่เคยเป็นเพียงม้านอกสายตา เพราะเข้าใจ(และควรจะทำใจ)ว่าหนังอินดี้ มักจะตีตลาดไม่ได้ง่ายๆ (ถึงจะถูกใจนักวิจารณ์.. ก็ไม่ได้หมายความว่าคนดูธรรมดาๆ จะต้องเห็นพ้องตามกันไป) ทั้งยังจะต้องรวมความจริงที่หนังเรื่องนี้ อินตะระเดีย นะอีนี่จ๋า แต่ต้นจนจบ เอาไว้ด้วยอีกคำรบหนึ่งแล้ว

การมาถึงเวทีออสการ์อย่างสง่าผ่าเผย ในขั้นตอนเข้าชิง จนมาสู่ความสำเร็จขั้นสูงสุดที่หนังเรื่องหนึ่งบนโลกนี้พึงจะได้รับ ...เศรษฐีหมาสลัม เรื่องนี้ ได้เดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล และสร้างความประทับใจข้ามโลกอันแสนยาวไกล ได้น่าอัศจรรย์เป็นยิ่ง

แม้หนังเรื่องนี้จะยังไม่ได้เข้าฉายในบ้านเรา (โดยมีโปรแกรมวางไว้แล้ว.. 5 มีนาคม ที่เดียวที่ APEX สยามสแควร์) แต่ผมก็อดรนทนไม่ไหวจะยั้งใจรอ หาแผ่นมาสอยไว้กับตัวดูก่อนไปเลยเสียดีกว่า (ด้วยเพราะตอนนั้นแววมันออกว่าไม่มีใครในบ้านเรา กล้าซื้อเข้ามาฉาย เพราะค่าลิขสิทธิ์ถีบตัวขึ้นสูงมาก) ...แล้วก็เข้าใจเลยถึง เหตุผลที่หนังเรื่องนี้ได้รับการเชียร์ออกนอกหน้า อย่างเต็มที่ว่าจะเป็นออสการ์ยอดเยี่ยม (อีกทั้งทำเงินสูงกว่า อินดี้เรื่องใดในรอบปี)

ทั้งๆจะว่าไปแล้ว เนื้อเรื่องของหนังก็ออกจะธรรมด๊า..ธรรมดา ผสมรสน้ำเน่าเต็มกลืน สามารถจะถือพลอตแบบนี้ไปเสนอค่ายละครในเมืองไทย (ขอให้เป็นเมืองไทยจริงๆ ณ จุดนี้) ให้ทำละครหลังข่าวภาคค่ำกันได้เลย

แต่ที่มันกลายเป็นหนังที่ไม่ธรรมดา และสนุกเกินห้ามใจคิดตำหนิ ได้เช่นนี้ ..คงต้องยกผลประโยชน์ให้ “แดนนี่ บอยล์” ไปยิ่งๆ ...เพราะเขาคือผู้กำกับที่รู้ว่า จะสามารถเปลี่ยนความธรรมดาของเรื่องราว (ขนาดที่ตัวเขาเองยังเคยพูดก่อนจะทำหนัง ด้วยความแปลกใจว่า “อยากให้ผมสร้างหนังที่ว่าด้วยเรื่อง เกมเศรษฐี เนี่ยนะ?”) ให้กลายเป็นความวิเศษวิโศ โอ้! มายก็อด ได้เช่นไร

และนั่นก็สนับสนุนกับสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินในหนังเรื่องนี้ ทั้งหมด ...อันสมควรแล้วที่ งานเทคนิคต่างๆ จะได้รับผลตอบแทนเป็นตุ๊กตาทองในที่สุด

เพราะถ้าไม่รวมว่าหนังเรื่องนี้มีพระเอกเป็น เจ้าหนุ่มสลัม ที่โชคเข้าข้างได้เป็นเศรษฐี ดังเช่นที่ชื่อหนังบอกเอาไว้...อีกหนึ่งพระเอกที่สำคัญไม่ต่างกัน ก็คือ งานเทคนิคทั้งหลายแหล่ ...มันล้ำจนนำให้เรื่องดูได้เรื่อยๆ กลายเป็นความหวือหวา น่าติดตาม ไปได้แต่ต้นจนจบ

แล้วเมื่อยังรวมกับงานกำกับชิ้นที่ยอดเยี่ยมเป็นที่สุด ในหมู่มวลหนังตระกูลบอยล์ (เอาเท่าที่ผมเคยดูมา ขณะที่ยังขาด “Trainspotting” หนังแจ้งเกิดเรื่องนั้นอยู่) บวกด้วยบทดัดแปลง ที่แผลงความน้ำเน่า ให้กลายเป็นความสนุก ผสมโรงการวิพากษ์สังคมอินเดียแบบแอบๆ แต่แยบยล (ไม่แปลกเลย ที่ประเทศเจ้าของเรื่องราวจะออกโรงมาโต้แย้งเต็มที่) ..ก็ถือว่า สมควรแล้ว ที่หนังจะได้รับแรงใจอย่างโอเว่อร์ เช่นที่เกิดขึ้นกับการผงาด ของหมาสลัม ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำเงิน ที่ทะลุ 100 ล้านได้ชัวร์ หรือกระทั่งรางวี่รางวัล ที่กวาดมาหมดกระบุงทุกสถาบันที่ได้เข้าชิง โดยเฉพาะ 8 ใน 10 ของออสการ์ ...มาไกลเกินจะกลับไปพักอาศัยอยู่ในสลัมแล้ว!!!

ใครเป็นคอหนัง ขออย่าได้พลาดกันจริงๆจังๆ.. แล้วคุณจะได้พบว่า หนังเรื่องนี้มันล้นเหลือไปด้วยเสน่ห์ เสียจนเราต้องยอมยกออสการ์หนังยอดเยี่ยมให้ อย่างหมดทางเลี่ยงจริงๆ





“The Curious Case of Benjamin Button” ..ได้รับ 3 รางวัล


วิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม
แต่งหน้ายอดเยี่ยม
การกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม


จาก 13 รางวัลที่มากสุดกว่าใครเพื่อน ...ไม่น่าเชื่อ ก็ควรทำใจให้เชื่อไว้ ว่า ออสการ์ ไม่ได้ตัดสินความยอดเยี่ยมในขั้นท้ายสุด ด้วยการเห็นว่าหนังเรื่องไหนได้เข้าชิงสูงสุด แล้วก็ต้องให้กลับบ้านไปสูงสุดเช่นกัน

แต่ถึงอย่างไรก็ตามแล้ว ผมก็ยังรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความสำเร็จในระดับพอเพียง เกิดขึ้นกับหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะกับรางวัลทั้ง 3 ที่ เรื่องราวอันน่าสงสัย ของผู้ชายที่ชื่อ เบนจามิน บัตตัน ได้คว้ามันไป ...อันล้วนแล้วแต่ ต้องยกให้ อย่างเลี่ยงไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของงาน CG ในรูปแบบต่างๆ หลากหลายช็อต ดังได้เห็นจากหนัง ...ซึ่งล้วนแล้วแต่เนียน และแทบหาความต่างไม่ออก จากความเป็นจริง โดยเฉพาะกับช่วงเวลาตอนต้นของหนัง ที่พระเอกของเรื่องมีร่างกายและใบหน้าเป็นเฒ่าทารก ..ถ้าไม่ได้คำนึงว่า ทุกวันนี้ เทคโนโลยีทางภาพ มันก้าวหน้าไปไกลขนาดไหนแล้ว เราก็คงไม่อยากเชื่อว่าภาพบนจอ ณ ขณะนั้น ใช้คอมพิวเตอร์ เป็นตัวตกแต่งความสมจริง!

ในส่วนของการแต่งหน้า ก็คือความเป็นที่สุด อีกอย่างหนึ่ง.. ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก โดยเฉพาะกับความสามารถอันเลอเลิศของช่าง ที่สามารถเนรมิต ใบหน้าที่แทบไม่ใช่ปัจจุบันของ “แบรด พิตต์” และ “เคต แบล็นเช็ตต์” ..ให้ดูเนียนกับช่วงเวลาอายุ ของสองตัวละคร ได้ดำเนินเดินหน้า(และถอยหลัง)ไปอย่างน่าเชื่อถือ

และการกำกับศิลป์ ก็ไม่มีอะไรมาก.. แค่สามารถพาคนดูนั่งไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลา ไล่ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเดินหน้ากลับมาสู่ปัจจุบันได้ไหลลื่น ...เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความสวยงามของฉากหลัง ที่มองเผินๆเหมือนจะถูกวาดจากปลายพู่กันของอาร์ตติสตัวพ่อสักคนอย่างไงอย่างงั้น เลยทีเดียว





“Milk” ..ได้รับ 2 รางวัล


ดารานำชายยอดเยี่ยม.. “ฌอน เพนน์”
บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม


นี่คือ ผลงานที่ฉายภาพสุดยอดการแสดงระดับตัวพ่อของวงการ อีกครั้งหนึ่งอันน่าประทับใจของ “ฌอน เพนน์”... ที่สามารถจะเปลี่ยนสรรพนามจากคำว่า ‘พี่’ อันเคยปากของผม ให้กลายมาเป็นคำว่า ‘เจ๊’ หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ

ก็จะอดไม่ให้เรียก เจ๊ ได้อย่างไรไหว ..ในเมื่อการพลิกภาพพจน์ครั้งสำคัญของผู้ชายที่ชื่อ ฌอน คนนี้ มีบรรดาศักดิ์เป็น ‘เกย์การเมือง’ เต็มขั้น บ่งชี้คาแรกเตอร์เอาไว้

และ เกย์ที่ว่า ไม่ใช่เกย์แอ๊บแมน อย่างที่เคยเห็นจากหนังเกย์ มาซะมาก.. เพราะตัวละครของ เจ๊ฌอน ที่ต้องสวม มีกายภาพเป็น เกย์สาว อย่างเต็มตัว ..Oh! My God

เรื่องของคุณภาพของนักแสดงไม่ต้องกลัวว่าจะมีไม่ในตัวของพี่ฌอน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ..แต่ที่น่าสนใจก็คือ เขาจะทำให้เราเชื่อในภาพของนักการเมืองเกย์ ที่เปิดเผยตัวตนไม่ปกปิดต่อหน้าสาธารณชนได้อย่างไร ...ซึ่งเอาเข้าจริง เขาก็สามารถจนแทบจะลืมภาพผู้ชายเข้มๆ ดังเคยเป็นมาเสียสิ้น และแทนที่ด้วยอากัปกิริยาสาวแตก ที่ไม่หมกเม็ดความปรารถนารักผู้ชายด้วยกัน

และที่สำคัญ เขาเป็น “ฮาร์วี่ มิลค์” ได้หมดตัวและหมดใจ ..เขาทำให้เราต้องเอาใจช่วยในการต่อสู้เพื่อสิทธิชาวเกย์อย่างสุดตัว ...หากแม้หนังจะเผยความเป็นไปในตอนจบแต่ต้นเรื่อง และหลายๆคนอาจจะรู้จักนักการเมืองต้นแบบผู้นี้อยู่แล้ว ..ถึงอย่างไร เราก็ยังอยากติดตามดูเจ้าหล่อน แต่เริ่มต้นถึงจุดจบชีวิต ได้ด้วยการแสดงที่เป็นที่สุดอีกครั้งของ เจ๊ฌอน ผู้นี้นี่เอง

ขณะเดียวกัน กับที่เราตามติดชีวิตนักการเมืองเกย์นิยมผู้นี้กันไป ..พร้อมๆกับการดิ้นรนที่จะเอาชนะอุปสรรคขัดขวางในสิ่งซึ่งที่เรียกว่า อคติ ให้ลุล่วงไป ...เราจะได้พบกับ บทหนังที่สามารถผนวกเอาเรื่องราวทางการเมืองที่หนักหนา มาควบรวมกับการต่อสู้ในสังคม ของคนที่ถูกมองอย่างหยามเหยียด แต่ไม่ย่อท้อ เพราะยังหวังจะเปลี่ยนทัศนะของคนทั้งโลก เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นและทำ

การสร้างความเข้าใจนี่สิ ที่เป็นตัวการหลักๆเลยก็ได้ ..ที่ทำให้บทหนังเรื่องนี้เป็นต่อกว่าทุกเรื่องที่ได้เข้าชิง(ในสาขาบทดั้งเดิม)ด้วยกัน เพราะ “ดัสติน แลนซ์ แบล็ก” สามารถจัดการกับสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารได้ออกมาอย่างชัดเจน และเป็นประโยชน์เข้าข้างต่อคนที่เป็น เกย์ อย่างถึงที่สุดอีกต่างหาก ..ซึ่งเพียงขณะเดียวกันคนที่ไม่ใช่ ก็ไม่เกิดความคิดอคติใดๆ ต่อการเข้าข้างด้วยแล้ว อาจยังพร้อมจะเข้าใจว่าทำไม คนเป็นเกย์ ถึงเลือกเกิดไม่ได้กันจริงๆจังๆ หลังดูหนังเรื่องนี้จบ

ผมว่า ผมเข้าใจกว่าที่เคยรู้สึกมา จากหนังเกย์ที่เคยผ่านตามาทั้งหมด ..และ มิหนำซ้ำ Milk ทำให้ผมรู้สึกไขว้เขว้อยากเป็นเกย์ ขึ้นมาตะหงิดๆ ซะด้วยสิ (แค่รู้สึกนะ ..เอาเข้าจริง ก็เป็นไปไม่ได้หรอก ผมไม่ได้เกิดมาเป็นเก้งกวางอย่างแน่นอนค้าบบบ ท่านผู้อ่าน 555+)





“The Dark Knight” ..ได้รับ 2 รางวัล


ดาราสมทบชายยอดเยี่ยม.. “ฮีท เลดเจอร์”
ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม


แม้จะยังเสียอารมณ์ไม่จางวางเว้นไป ..จากเรื่องที่ออสการ์เลือกจะมองข้ามหนังที่ยอดเยี่ยม เพอร์เฟกต์นานัปการเรื่องนี้ไป เพราะความเป็นซูเปอร์ฮีโร่มันฝังใน จนน่าจะจัดให้เป็นได้แค่หนังแอ๊คชั่นที่ดีที่สุดในรอบปีที่ผ่านมาเท่านั้น ...แต่ผมก็ไม่โกรธไม่แค้นใดๆเลย เมื่อถึงอย่างไรก็ตาม รางวัลที่สมควรที่สุด ก็ยังต้องเป็นของหนังเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

แม้ผู้เดียวในที่นี้ ..จะเป็นคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว ...แต่ชื่อเสียง และผลงานที่ดีที่สุดของเขา จะยังตราตรึงอย่างสมควรไปอีกกาลนานไกล

ผมอดจะมีคราบน้ำตานองๆ ไม่ได้เลยจริงๆ ..ตอนที่ดูและฟัง การกล่าวขอบคุณของครอบครัว “เลดเจอร์”... แม้มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวนี้มีความสุข แต่มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าเจ้าตัวได้มารับความสำเร็จครั้งนี้ด้วยตัวของเขาเอง

แต่เอาเถอะ ..ผมเชื่อว่า บนสวรรค์ ในห้วงเวลานั้น ...คงมีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังฉีกยิ้มจนปากกว้างกว่าใครๆ ด้วยความสุข ที่ได้ฝากผลงานสั่งลา แล้วกลายเป็นความประทับใจของทุกคนบนโลกโดยพร้อมเพรียงกันได้เช่นนี้

ส่วนอีกหนึ่งรางวัลที่ได้รับ ..จากที่ได้เข้าชิงเกือบทั้งหมดในบรรดาสาขาเทคนิคด้วยกัน ...ดูเผินๆอาจจะเหมือนเป็นรางวัลปลอบใจ แต่สุดท้าย มันก็เหมาะสมไม่แพ้ใครเขาเลย เมื่อย้อนนึกไปถึงเสียงหวนๆ โหยๆ ของดนตรี ที่สอดรับกับเสียงคำพูดของตัวละคร ไปถึงสิ่งแวดล้อมที่ไร้ความน่าไว้ใจโดยสิ้นเชิง

แต่ถ้าให้ผมต้องเลือก ให้เป็นผู้ชนะในสาขานี้กันจริงๆ ..ผมจะขอให้ "Wall-E" ได้มันไป ...เพียงแค่นึกภาพความอ้างว้าง กับเสียงที่วังเวง แสดงความเงียบเหงา ว่างเปล่า ในตอนต้น ..คู่แข่งทุกเรื่อง คงต้องยกธงขาวให้โดยดุษฎี





“The Reader” ..ได้รับ 1 รางวัล


ดารานำหญิงยอดเยี่ยม.. “เคต วินสเลต”


อาจถึงควรแก่เวลาจริงๆ แล้ว ..สำหรับดาราสาวคนหนึ่ง ที่เคยเข้าชิงออสการ์มาก่อนหน้าถึง ถ ครั้ง แต่ทุกครั้งล้วนเคยแต่ต้องกลับบ้านมือเปล่ามาตลอด

จนเมื่อมีครั้งที่ 6 ขึ้นมาภายในระยะเวลาแค่ 10 ปีนิดๆ เช่นนี้ ...ก็เห็นที จะต้องยอมยกใจ และรางวัลให้เธอได้ไปในเสียที

อันนี้ อาจเกี่ยวกับทรรศนะของกรรมการที่รักในการแสดงของ “เคต วินสเลต” เรื่อยมา ..แต่ว่าเอาเข้าจริง ก็มีความโดดเด่นมากกว่ามาขโมยคะแนนเหล่านั้นไปเสีย

แต่โดยทรรศนะส่วนตัวของผม ที่เป็นคนหนึ่งที่รักการแสดงของเธอ ที่ไม่เคยมีครั้งไหนทำให้เราผิดหวังเลยสักครั้ง ...ผมย่อมเห็นด้วยกับความสามารถที่ยอดเยี่ยมของเธอ เหนือสิ่งอื่นใดใน The Reader ..แต่ถ้ามารวมกับการที่ในปีเดียวกัน ยังมี “Revolutionary Road” เป็นอีกเรื่องของ สาวเคต เจ้าเดียวกัน ที่ฉายแววการแสดงที่โดดเด่น และเข้าถึงอารมณ์ มากกว่าด้วยแล้ว ...ผมก็กลับกลายเป็นเสียดายที่กรรมการมองข้ามหนังเรื่องหลังไป ทั้งๆที่การแสดงในเรื่องหลัง ดูจะเหมาะกับมาตรฐานออสการ์มากกว่าด้วยซ้ำ

ซึ่งถ้าบทบาท แม่บ้านสติหลุด เพียงได้หลุดเข้าไปคว้าที่นั่ง 1 ใน 5 ...ผมจะดีใจอย่างถึงที่สุด และเห็นด้วยอย่างรุนแรงว่า มันถึงควรแก่เวลาของเธอจริงๆ

แต่พอไม่ใช่เป็นงั้น ...ผมเลยเป็นคนหนึ่งที่เอาใจเชียร์ และฝักใฝ่ใน เจ้าป้า “เมอรีล สตรีพ” ใน “Doubt” สุดตัว และอยากให้ปีนี้ เป็นปีที่เป็นของเจ้าป้ามากกว่าด้วยใจจริง





“Vicky Cristina Barcelona” ..ได้รับ 1 รางวัล


ดาราสมทบหญิงยอดเยี่ยม.. “เพเนโลเป้ ครูซ”


อีกหนึ่งสาขาที่ถูกใจผมเป็นที่สุดของออสการ์ในปีนี้ ..คือ รางวัลที่มอบให้กับ การแสดงขโมยซีนที่เด็ดสะระตี่ที่สุดของปีนี้ ในบรรดาดาราฝ่ายหญิงด้วยกัน

ซึ่งแม้จะว่าไปแล้ว ในเหล่าสมทบหญิงที่เข้าชิงด้วยกันทั้งหมด 5 คน ..ในสายตาผม ล้วนแล้วแต่ ควรค่ากับออสการ์ เหมือนๆกันหมด (ปีนี้เป็นปีหนึ่งที่สาขาตัวสมทบ ทั้งชายและหญิง ฟาดฟันกันน่ากลัวเป็นที่สุด) ...แต่ถ้าเอาคนที่โดดเด่นเป็นที่สุด จนคนที่เป็นตัวเอกในหนังเรื่องเดียวกัน ยังต้องยอมแพ้ ก็เหลือจะมีแค่เพียง สาวครูซ แดนกระทิง ผู้นี้คนเดียวเท่านั้น ที่เข้าตากรรมการ

กระทั่งว่า บทบาทสาวโรคจิตที่เธอเป็นในหนังตลกร้ายสไตล์ “วู้ดดี้ อัลเลน” เรื่องนี้ เหมือนจะเป็นแขกรับเชิญคนหนึ่งก็ไม่ปาน ..แต่ถึงเมื่อนาทีใด ได้เห็นเธอบนจอแล้ว สายตาของคนดูก็มิอาจละไปได้ เหมือนมีมนต์สะกด ณ ขณะนั้น

ความบ้าของเธอในหนัง อาจไม่สามารถหาสิ่งใด หรือใครหยุดยั้งได้เลยจริงๆ ตามเรื่องตามราว ..หากเมื่อได้มาถูกสยบด้วย ออสการ์ตัวแรก ในทันใดเช่นนี้ มีหรือที่ สาวครูซ จะหยุดตัวเอง เพียงแค่ตัวเดียว ...เตรียมรักเตรียมลุ้นกันได้อีกนาน





“Wall-E” ..ได้รับ 1 รางวัล


ภาพยนตร์การ์ตูน/อนิเมชั่นยอดเยี่ยม


หมายมั่นปั้นมือจะมาคว้าออสการ์ให้ได้ทุกปี แต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว สำหรับอนิเมชั่นคุณภาพเต็ม จาก “Pixar”..ที่ไม่เคยมีครั้งไหน น่าผิดหวังสักครั้ง อีกยังจะพยายามทำให้ดีกว่าเดิมด้วยซ้ำๆ

และในปีนี้ ก็ไม่ผิดจากที่ควรจะเป็นจริงๆอีกแล้ว บนเวทีออสการ์ ..ที่ 2-3 ปีให้หลังมานี้ มีแต่ชื่อของ พิกซาร์ ประดับบารมีหนังการ์ตูนยอดเยี่ยมมาโดยตลอด

ยิ่งพอหนังเรื่องนั้นที่ชื่อว่า Wall-E เรื่องนี้ ..ได้รับเสียงเชียร์อย่างอื้ออึง คะนึงถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี อีกเรื่องหนึ่งก็ยังได้เสียด้วย ...ถ้าลองมีพลิกล็อกกันน่าดู คงจะได้รับเสียงโห่ฮาอย่างถล่มทลายเป็นแน่แท้

ส่วนตัวผมแล้ว ..แม้ วอลลลลลลี่ อาจไม่ใช่ พิกซาร์ ที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นหนังอนิเมชั่นที่หนัก แต่มีพลังที่อาจจะช่วยเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ อย่างที่ยังไม่เคยมีหนังเด็กๆแบบนี้เรื่องไหน ได้ทำมาก่อน





“The Duchess” ..ได้รับ 1 รางวัล


การออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม


ตัวหนังไม่ค่อยมีอะไรให้น่าแปลกใจ หรือทำให้รู้สึกสนุกได้ไม่เท่าไหร่ นอกเสียไปจากเพลินๆ กับการแสดงของดารา และองค์ประกอบงานศิลป์ที่ดูดีเข้าว่า ตามสไตล์หนังพีเรียด แต่แม้โดยรวมๆ จะไม่ได้ดีเด่นเลอเลิศ ในทุกสิ่งอย่าง แต่ถ้าให้ยกเว้น มีน่าชื่นชมกันจริงๆจังๆ ก็คงจะเห็นพ้นไปจากเรื่องของเครื่องแต่งกาย ตามสมัยศตวรรษที่ 18 ของเหล่าผู้ดีที่ชอบความฟู่ฟ้า มีระย้าในตัวเอง ไม่ได้

อาจด้วยส่วนตัวมิได้สันทัดเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมสักเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าจะให้คะแนนความเลิศแต่ละองค์ประกอบได้อย่างไร ..ถึงกระนั้น เมื่อมองด้วยสายตาของคนดูหนังคนหนึ่ง ก็นับว่าเพลินตาดี โดยเฉพาะที่ชุดเหล่านี้มาสวมอยู่บนเรือนกายของ “คีร่า ไนต์ลีย์” ...มันก็ดูขึ้นกล้องสำหรับเธอ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว



รางวัลอื่นๆ :

ภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม.. “Departures” จาก ญี่ปุ่น
ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม.. “Man on Wire”

หนังสั้น...
- หนังสั้นยอดเยี่ยม.. “Spielzeugland”
- การ์ตูนสั้นยอดเยี่ยม.. “La Maison en Petis Cubes”
- สารคดีสั้นยอดเยี่ยม.. “Smile Pinki”



ปีนี้ น่าจะเป็นปีแรกเลย ที่ผมได้ดูหนังที่ได้รับออสการ์ มาก่อนหน้าวันประกาศผล จนครบหมดทุกเรื่อง ยกเว้นหนังต่างประเทศ และสารคดี (ซึ่งก็มีเพียงแต่ หมาสลัม เรื่องเดียว ที่ต้องสอยผีด้วยความจำเป็น) ..เลยสามารถรู้ได้ว่า รางวัลไหนเหมาะ ไม่เหมาะบ้าง

ซึ่งจากที่สรุปมาข้างบน ..ก็บ่งบอกได้ว่า ออสการ์ครั้งที่ 81 นี้ เป็นอีกปีที่ผมชอบใจ เพราะแทบไม่มีรางวัลไหนให้ไป แล้วขัดใจเต็มๆเลย ...ถึงอาจจะมีบ้างที่ไม่เป็นไปตามที่เชียร์ไว้ แต่ก็ยังทดแทนได้ด้วย ความดี ของตัวคน หรือหนังเรื่องนั้น เอาไว้ได้อย่างน่ายินดี


สุดท้ายนี้ ต้องวกกลับมาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของงานออสการ์ในปีนี้ ในทางที่ดีขึ้น ให้จบไป

จากที่ตอนแรก ผมคาดว่า คงจะไม่ดูสด รอเก็บผลอย่างเดียว ..เพราะกลัวว่า จะส่งผลทำให้ ไม่เหลือเวลาในการอ่านหนังสือสอบ (เนื่องด้วยตอนบ่าย ก็มีต้องไปสอบ) ...แต่ไหนๆ เขาว่า จะทำการ Change กันแล้ว ก็ขอหลวมตัวดูสักหน่อย (ผมต้องดูผ่านเน็ต ..แม้มียูบีซี ก็ไม่ได้ซื้อแพคเกจที่ดูได้อีกต่างหาก)



จากที่แรกๆ นาทีแห่งการเปิดตัว.. ตาถึงกับลุกวาว ด้วยการออกแบบเวทีที่ดูดี จับจิต (ยังนึกติดใจในภาพของการค่อยๆ ไล่เปิดไฟสีฟ้า บนเวทีอยู่เลย) ตามด้วยการเปิดตัวพีธีกรของงานในปีนี้ ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนโฉมตัวจริงเสียงจริง อย่าง “ฮิวจ์ แจ๊คแมน” ...และนับแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา ผมก็ติดอกติดใจในการ Change เสียจนเลิกคิดจะ Charge ประจุเพื่อเตรียมตัวสอบของวันนั้นไปเลย ..นี่ ผมยอมพลีชีพ เพื่อออสการ์เลยนะเนี่ย!!!

ทุกอย่างที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในเวทีออสการ์ปีนี้ ...ล้วนแล้วแต่ออกมาดูดี มีราศี และยังช่วยเพิ่มพลังความน่าติดตาม ให้กับการประกาศรางวัลที่เคยสิ้นมนต์ขลังไปแล้วในหลายปีที่ผ่านไป



เริ่มกันตั้งแต่ ตัวพิธีกร ผู้มาพลิกโฉม สร้างความสนุกสนานในรูปแบบที่ไม่คุ้นตามาก่อน ..จากคนที่มีภาพลักษณ์เป็นดาราหนุ่มตัวล่ำ มาดแมนและแฮนด์ซัม จะเล่นหนังเรื่องใดก็ขอให้สมาร์ทเข้าว่า ...หากความสามารถที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ อย่างการร้องเล่นเต้นรำ ก็คือ สิ่งหนึ่งที่เป็นพรสวรรค์ของพี่ฮิวจ์ ที่ได้รับการยกย่องมาตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นพิธีกรให้กับงาน Tony Awards (ออสการ์ของละครเวที) ...และนั่นก็เป็นตัวทำแต้ม ชนะนำ ให้เขาเป็นคนที่จะเริ่มต้นมาช่วยพลิกโฉมให้ ออสการ์ กลับมาคึกและคัก อย่างที่ควรจะเป็น

แล้วมันก็เป็นอย่างที่น่าจะเป็นได้จริง ...พี่ฮีวจ์ สามารถทำให้เวทีที่จืดชืดมานาน ได้รับการแต่งแต้มสีสันให้น่าจดจำ ได้ด้วยการแสดงอันเป็นพรสวรรค์ของเขา พรั่งพร้อมด้วยโชว์ไฮไลท์ ที่สามารถหยุดทุกสายตาให้จ้องมองแต่จอทีวีอย่างชะงักงัน



ซึ่งแม้ว่า พี่ฮิวจ์ ในบางขณะ อาจจะถูกมองว่า ยังพูดและเล่นตามสคริปต์ที่กำหนด จนไม่ค่อยเล็งมุขสดๆยิงใส่ใครต่อใครเช่นพิธีกรคนที่แล้วๆมา เขาพึงทำกัน ...แต่ถ้านี่เป็นการปฏิวัติ เพื่อรักษาเวลา และความไหลลื่นของรายการแล้วละก็ ..ผมคิดว่า มันเป็นเช่นนี้ ก็ดีในทางของมันอยู่แล้ว

และด้วยเหตุนั้นนี่เอง จึงทำให้ภาพรวมของงาน ดูได้เรื่อยๆ แทบไม่มีความสะดุด ..และเวลาที่ผ่านไปนับ 3-4 ชั่วโมง เช่นที่แล้วๆมาของออสการ์ ก็ดูไม่รู้สึกว่าเยิ่นเย้อ หรือ ยืดเยื้อ อย่างที่มันมักเคยเป็นเสียด้วย

เพราะทุกรายละเอียดที่ได้เห็นในงานครั้งนี้ ..ล้วนจะมีโมเมนต์ที่น่าสนใจ น่าสนุก และน่าจดจำอยู่ในตัวของมัน ตามแต่รูปแบบพิธีการจะพามันไป



ยกตัวอย่างเช่น การประกาศผลรางวัล ที่มีลูกเล่นมากกว่าเคยๆ ..ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการนำเสนอ ที่เป็นไปด้วยองค์ประกอบของรางวัลแต่ละประเภท...

อย่าง รางวัลจำพวกบท ก็สร้างความเก๋ไก๋.. ด้วยการทำ VTR ที่ใส่ไดอะล็อก หรือเหตุการณ์ที่เขียนในตัวบทหนังเรื่องนั้นจริงๆลงไป เป็นกิมมิค

หรือกับรางวัล ส่วนงานเทคนิค โปรดักชั่น.. ที่ช่างคิดครีเอต ทำเวทีสอดรับกับรางวัลที่จะประกาศแตกต่างกันไป ..เช่น แต่งหน้า ก็ทำห้องแต่งตัว หรือจะเป็น เครื่องต่างกาย ก็เอาตู้เสื้อผ้ามาวางให้เห็นกันจะๆ



แต่ที่สร้างสรรค์ และน่าภูมิใจเป็นที่สุด ของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ...มีไฮไลท์เด็ดจริงๆอยู่ใน ส่วนรางวัลของนักแสดง ทั้ง 4 สาขา ..ที่ไม่ใช่เพียงแค่เอาดาราเจ้าของรางวัลปีที่แล้ว มาแสดงความยินดี เพียงเดี่ยวๆ ..หากยังเพิ่มให้มีมากกว่า เป็น 5 คน และหลายๆคนก็เป็นระดับตัวพ่อตัวแม่ มาร่วมประกาศความเยี่ยมด้วยอีกต่างหาก

ดังจะเห็นว่า สีหน้าของดาราแต่ละคน ที่ได้รับการสรรเสริญแบบตัวต่อตัวนี้ด้วยแล้ว ..ก็ล้วน ยินดี ไปถึงปลาบปลื้มในคำพูดที่กลั่นออกมาจากในเชิงชื่นชม ...กระทั่งบางคนก็น้ำตานองเสียด้วยซ้ำ (หมายถึง สาว “แอน แฮททาเวย์”)



ช่างเป็นโมเมนต์ที่ดูมีพลัง ควบคู่ไปกับความน่าจดจำ เสียจน.. อยากขอให้มีเช่นนี้ต่อไป เป็นธรรมเนียม ทุกๆปี ย่อมคงจะดี เมื่อสรุปโดยภาพรวมของงานในปีนี้ทั้งหมด ..ผมพูดได้เลยว่า เป็นออสการ์ที่กลับคืนมาสู่ความชอบในระดับประทับใจได้อีกครั้งหนึ่ง ...หลังจากที่ล่าสุดในหลายปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะได้ดูแบบสดๆ และดูเต็มๆ

เห็นท่าว่าปีหน้า ผมคงจะต้องกลับมาอุดหนุนความสนุกของออสการ์ แบบสดๆ เต็มๆ เสียแล้ว... เพียงแค่รักษามาตรฐานที่ปีนี้ทำได้เอาไว้ มันก็เพียงพอแล้วที่ จะทำให้เราอยากตามติดมันไปเรื่อยๆเช่นนี้

แล้วว่ากันใหม่ ในปี 2010 กับ ออสการ์ครั้งที่ 82 ..คราวนี้ สัญญาไว้เลย ว่าจะกลับมาเม้าท์อีกแน่









ครอบครัว "เลดเจอร์" (พ่อ แม่ และน้องสาว ของ ฮีท)






ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน...
1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ


ผมยินดีเสมอในมิตรภาพของทุกท่าน และบล็อคของผมก็ต้อนรับเสมอในความน่ารักของทุกคน
ขอขอบคุณ และสวัสดีครับ



Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2552 0:17:13 น.
Counter : 1785 Pageviews.

6 comments
The Conjuring: Last Rites (2025) คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย ไมเคิล คอร์เลโอเน
(22 พ.ย. 2568 15:48:29 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ ประจำหลักกิโลเมตรที่ 389 : ก่อนฟ้าจะสว่าง The Kop Civil
(20 พ.ย. 2568 11:12:56 น.)
The Picture of Dorian Gray เดอะ พิกเจอร์ ออฟ ดอเรี่ยน เกรย์ ปรศุราม
(17 พ.ย. 2568 10:38:00 น.)
โจทย์ตะพาบ ... เครื่องดื่มแก้วโปรด  ... tanjira
(6 พ.ย. 2568 14:46:43 น.)
  
นอนหลับ ไม่ได้ดูการถ่ายทอดครับ

ตื่นมาอีกทีก็เที่ยง รู้ผลจากข่าวช่องสามแทน

Slum Dog แรงมากๆ เข้าแล้วต้องไปพิสูจน์กับตาตัวเอง
โดย: navagan วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:1:13:11 น.
  


ได้ดูแค่ opening performance ของฮิวจ์ แจ๊คแมน
ก็ต้องบอกว่าสนุกมากๆ แล้วค่ะ เค้าทำได้ดีมากเลย
โดย: iSIs_OsiRis วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:3:11:27 น.
  
โอ้ว จามาล นายแน่มาก
โดย: คนขับช้า วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:5:11:24 น.
  
นั่งดูในเน็ตแบบต้องคอยรีเฟรชตลอดเวลา
แต่ความสนุกของตัวงานกับรีวิวสดในพันธุ์ทิพย์ช่วยให้อารมณ์ไม่สะดุดได้ค่ะ
พลาดบางฉากบางตอนไปบ้าง
เฝ้ารอช่องเจ็ดนำมาฉายเร็วๆนี้

ปล. เขียนได้สนกดีค่ะ จะรออ่านของปีหน้านะคะ (นานไปไหม 55+)

ปล.. แล้วสอบเป็นยังไงบ้าง ทำได้ไหมคะ
โดย: Gink (casnovi_studio ) วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:7:34:22 น.
  
ผมเชียร์ Doubt อย่างสุดหัวใจ

ทั้งนักแสดงนำหญิง สมทบชาย สมทบหญิง และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ( ยังไม่ได้ดู Slumdog เรื่องเดียว )

น่าเสียดายที่ชวดไปหมดเลย

แต่ยังไงก็ตาม Oscar ปีนี้สนุกมากจริงๆ มีช็อตอลังการของ Jackman และนักแสดงเด็กในช่วงการแสดงดนตรี , มีช็อตฮาๆของการประกาศรางวัลโดยสตีฟ มาร์ตินและเบ็น สติลเลอร์ ( แจ็ค แบล็คแป้กมาก ) , มีช็อตซึ้งๆในการให้ตัวแทนนักแสดงออสการ์มาประกาศรางวัล และตอนที่ครอบครัวของฮีท เลดเจอร์มารับรางวัล

เป็นปีที่ดีที่สุดปีนึงตั้งแต่ผมได้ดูมาในช่วง 4 - 5 ปีให้หลัง
โดย: Branelay วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:41:35 น.
  
เห็นด้วยเลยครับว่างานปีนี้เป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ สั้นกระชับประทับใจ แถมลูกเล่นเหลือมากๆ ^^
โดย: Seam - C IP: 58.9.224.81 วันที่: 17 มีนาคม 2552 เวลา:16:25:25 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Onceupon.BlogGang.com

OncE UPoN'-'a MaN
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]

บทความทั้งหมด