ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ <The Best of 2007> #5 : "10 หนังดูที่โรง" ที่สุดแห่งความประทับใจ ของผมคือ...? ยินดีต้อนรับ ทุกๆท่านเข้าสู่การสรุปทุกความรู้สึกของผม OncE UPoN'-'a MaN ที่มีต่อเรื่องราวของภาพยนตร์ ใน 365 วัน และ 1 รอบปีที่ผ่านมา ...กับ "ดู{หนัง} วิธ มายเซลฟ์ [ภาคพิเศษ]" ตอน "The Best of 2007" ครับ... มาถึงกระทู้สุดท้ายกันเสียที กับการสรุปความประทับใจของการดูหนังในปี 2007 ที่ผ่านมา ...ก่อนหน้าที่ผ่านพ้นมา 4 กระทู้ ผมก็ได้นำเสนอไปถึง... "15 การแสดงยอดเยี่ยมในหนังสุดประทับใจ" ...//www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=07-01-2008&group=9&gblog=10 "5 ฉากน่าจดจำในหนังสุดประทับใจ" ...//www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=09-01-2008&group=9&gblog=11 "5 หนัง(โรง)อยากลืมเป็นที่สุด" ...//www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=10-01-2008&group=9&gblog=12 และ "5 หนังดูที่บ้านสุดประทับใจ" ...//www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=12-01-2008&group=9&gblog=13 และสำหรับใครที่อยากรู้ว่าเมื่อปี 2006 มีหนัง 10 เรื่องไหน 15 การแสดงใด และ5 ฉากน่าจดจำที่ติดใจเป็นยิ่งๆของผมบ้าง เชิญไปชมกันได้ที่ ...//www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=02-01-2007&group=9&gblog=6 ล่าสุดหลังจากได้พูดไปถึงหนังยอดเยี่ยมในกลุ่มที่ดูที่บ้านไปแล้ว ...มาคราวนี้ ก็่ต้องจบลงกันตรงที่ หนังยอดเยี่ยมในกลุ่มที่ได้ดูในโรงภาพยนตร์ จากที่ทั้งหมดในรอบ 1 ปีที่ผ่านไป ได้ผ่านพ้นสายตาไปกับหนัง 73 เรื่อง ซึ่งยังมีทั้งเรื่องที่ดูแล้วจะชอบมากน้อย หรือไม่ชอบก็รอบเดียวเป็นพอ และมีอีกบางเรื่องที่นับครั้งได้มากกว่า 1 เนื่องด้วยความติดใจอะไรบางอย่าง ...จากความในใจที่มีต่อหนังทั้ง 73 เรื่อง ได้นำมาสู่บทสรุปความประทับใจของหนังที่ถือได้ว่าอยู่ในกลุ่มที่ชอบมากเป็นพิเศษมีอะไรที่โดนใจผมจนสามารถพอจะให้เป็นหนังที่ได้รับคะแนนไปทั้ง 10 เต็ม 10 หนังในกลุ่มดังกล่าวนี้ มีจำนวนทั้งหมด 12 เรื่อง ที่ผ่านเกณฑ์มา และล้วนแต่เป็นหนังที่มีเกรดอยู่ในระดับ A ช้วนๆ แต่ก่อนอื่นที่จะได้ประกาศผลความประทับใจกัน ผมก็ขอแอบนอกเรื่อง ไปสรุปความเป็นไปของหนังในประเทศไทย ตลอดทั้งปีหมูที่ผ่านมา ...สรุปกันแบบขำๆ ในเรื่องที่ผมยังจำได้ว่าเคยเกิดขึ้นมา คำเตือน : ใครจะอยากจำหรือไม่ใคร่จำ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนตัวนะจ้ะ 1. "รักแห่งสยาม" ถูกมองเหมาว่าเป็นหนังเกย์ เพียงเพราะฉากนั้นเพียงฉากเดียวซะอย่างงั้น 2. ดู "Lust, Caution" ที่ House รับรองไม่มีตัด XXX ...ถ้าเผลอไปดูที่อื่น ก็จะดูไม่รู้เรื่องโดยทันที (เพราะไม่เห็นภาพ...นั่นแหละ) 3. เต๋า สมชาย อินกับตัวละครเกินเหตุ สวมวิญญาณเป็น "โอปปาติก" ริมีเรื่องกะนักเลงโตกลางเชียงใหม่ 4. เกิดปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์(ปนความช่างกล้า)แห่งประวัติศาสตร์หนังไทย ...เมื่อหนังสองเรื่อง "ผีเลี้ยงลูกคน" กับ "กิ๊ก 2" ของผู้กำกับคนเดียวกันดัน(อุตริ)เข้าฉายพร้อมกัน (แถม...ยังพากันเจ๊งพร้อมกันอีกด้วยนะ เอิ้กๆ) 5. รางวัลการโฆษณาแอบแฝงในหนังที่ใจกล้า(ปนด้าน)ที่สุดแห่งปี ขอมอบให้กับ เพลง ยาพิษ ของ บอดี้สแลม ที่ดันไปอยู่ปิดเครดิตท้ายของ "บอดี้ ศพ #19" แบบ(โคตรจะไม่)เนียนๆ 6. หนังต่างประเทศในชื่อไทย สาขา สะใจวัยโจ๋แห่งปี ...ได้แก่ "ยิงแม่Xเลย (Shoot 'Em Up)" 7. หนังต่างประเทศในชื่อไทย สาขา สะเทือนใจวัยละอ่อนแห่งปี ...ได้แก่ "ผีกระชากหัว (Rise)" 8. หนังต่างประเทศในชื่อไทย สาขา จรรโลงสังคมยอดเยี่ยม ...ได้แก่ "ศึกโค่นบัลลังก์วัง*ทอง (Curse of the Golden Flower)" ...อย่างน้อยๆแล้วเด็กที่ฉลาดๆก็คงจะอ่านว่า "ศึกโค่นบัลลังก์วังดอกจันทน์ทอง" 9. "โรส วิดีโอ" ยังคงเป็นอันดับ 1 ที่ชอบสร้างสรรค์งานดี(แตก) มี(ม่านหมอกศีลธรรม)คุณภาพ(ต่ำ) อีกแล้ว ครับท่าน ...เสี่ยชิน โฟร์เอส ขอช่วยยืนยัน 10. วีซีดีเถื่อนยังคงอยู่ยั้งยืนยง ไม่สะทกสะท้าน ...แถมยังไม่กลัวบาป กล้านำ "พระพุทธเจ้า" มาปั้มแผ่นขายหน้าตาเฉย (เป็นเรื่องเดียวที่จะถึงขำๆ ...แต่มันก็ขำไม่ออกเลยจริงๆ) กลับมาเว้าถึงเรื่องหนังประทับใจเป็นท้ายที่สุดกัน ...อันเนื่องจากชื่อได้ที่รับการเสนอมาทั้งหมด 12 ชื่อนั้น ผมก็มีความจำเป็นและจำใจต้องคัดออกไปเสีย 2 เรื่อง เพื่อความพอดีในจำนวนที่นั่งที่เหลืออยู่เพียง 10 ที่นั่งเท่านั้น ...และ 2 เรื่องที่ต้องโบกมือลาเพื่อนๆกลุ่มเกรด A ด้วยกันไปก่อน ก็ได้แก่ ![]() ภาพยนตร์เพื่ออิสรภาพ แห่งสยามประเทศ ได้ดำเนินมาสู่ตอนที่ 2 ในชุดไตรภาคของผลงานที่ทุ่มทุนและหัวใจสร้างโดย ท่านมุ้ย (มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)... เรื่องราวในตอนนี้ว่ากันถึงช่วงพระราชประวัติในวัยหนุ่มของพระองค์ดำ 'สมเด็จพระนเรศวรมหาราช' ที่ทรงพยายามกระทำการกอบกู้เอกราชคืนกลับมา หลังจากสิ้นสูญไปให้กับ พม่า ที่อยู่ภายใต้การปกครองของ พระองค์เจ้าบุเรงนอง ที่หนังเรื่องนี้ได้เกรด A มา ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกรักชาติ ดูจบแล้วซาบซึ้ง หรือฮึกเหิมแต่อย่างใด (ถ้าวัดกันแค่นี้... ผมก็คงต้องถือว่า สุริโยทัย ก็เป็นหนังที่ดีเยี่ยมยอดเช่นกัน ...หากความเป็นจริง ผมก็ค่อนข้างไม่ชอบหนังสยามประเทศเรื่องก่อนหน้านั้นสักเท่าไหร่) มันล้วนเกี่ยวกับการทำตัวเองให้ดีของตัวหนังในทุกๆด้าน ไม่ว่า จะความสนุกที่มีมากขึ้น ดูเป็นหนังใช้เรื่องเดินได้มากกว่าการเป็นสารคดีเล่าเรื่อง (แม้ภาคแรกก่อนหน้าก็ทำได้ตรงนี้เป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน เมื่อเทียบกับ สุริโยไท ...แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าบางเวลามันยังยืดเยื้ออยู่) การแสดงของทีมดาราที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมโดยพร้อมเพรียงกัน กระทั่งกับมือใหม่อย่าง 'หมวดเบิร์ด' ก็ทำให้เราเชื่อว่าเขาคือพระองค์ดำ(บนจอ)จริงๆ ไปถึงส่วนที่เป็นงานโปรดักชั่น ฉากสงครามต่างๆ ก็ให้อารมณ์ที่เห็นแล้วขนลุกแทบทั้งนั้น แต่ด้วยความที่หนังยังดูจะเร่งรีบปลุกปั่นตัวเองให้เราๆได้ดู เร็วเกินไปหน่อยนั่นเอง ที่มีผลกระทบให้ตัวหนังมีรอยเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้มีตำหนิฝังใน... ซึ่งนั่นก็ล้วนได้อานิสงส์มาจากงานตัดต่อภาพ เสียง ที่ยังไม่ถึงคุณภาพมากพอ (แม้จะดีกว่าภาคแรกอยู่เยอะแล้ว แต่มันก็ยังไม่ดีที่สุดอยู่ดี) ก็ด้วยเหตุกระนั้นนั่นแล เลยมีส่วนทำให้ผมตัดสินใจจะต้องถอนหนังเรื่องนี้ออกไปจาก 10 อันดับสุดท้าย อย่างง่ายดาย ...แต่ผมก็ยังจะรอคอยได้เห็นภาค 3 จะออกมาเป็นภาคที่ดีที่สุด และถ้าดีกว่าที่ภาคล่าสุดเป็นอยู่จริง ก็คงจะเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมากเสียจนสามารถติด 10 อันดับสุดท้ายของผมในปีนี้ได้เช่นกัน ...ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ผมคิดจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ขอแค่นั้นอย่างเดียวก็เพียงพอ //www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=20-02-2007&group=2&gblog=34 .. . ![]() หนังผีๆ เป็นแนวหนังที่ไม่ค่อยจะถูกสไตล์ความประทับใจของผมสักเท่าไหร่เลย ...แม้ว่าหนังเรื่องนั้นจะทำเอาไว้ได้ดีมากสักแค่ไหนก็ล้วนแต่ไม่เคยไปไกลกว่าขอบเขตเกรด A- จนแล้วจนรอด ก็เพิ่งจะได้มามีหนังจากนิยาย สตีเฟ่น คิง เรื่องนี้นี่แหละ ที่สามารถทะลุกำแพงที่ขวางกั้นใจผมเอาไว้ได้ ...แต่ความโดนที่ผมรู้สึกต่อหนัง มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเหล่าผีๆที่ตามมาหลอกหลอนตัวละครเอกในหนังเลย ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ผมกลับประทับใจในสิ่งที่หนังพยายามบอกกับคนดูเราๆว่า "ตัวตนและจิตใจของคน น่ากลัวกว่า สิ่งที่เรียกว่า ผี" 1408 ใช้ห้องหนึ่งห้อง มาเป็นตัวแปรกำหนดความเป็นไปของตัวละครหนึ่งตัว ...ตัวละครที่ชื่อว่า ไมเคิล เอนสลิน ไม่เคยเชื่อว่าผีจะมีจริง และไม่เคยศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า ความตาย จนกระทั่งเขาได้ก้าวเท้าเข้ามาสู่ห้อง 1408 ...ทุกอย่างๆที่เกิดขึ้นในห้องนี้กับเวลา 1 ชั่วโมง ได้ลบคำสบประมาท และแก้ไขความเชื่อที่เคยผิดให้เขาเสียใหม่ แต่ก็น่าเสียดายที่มันเพิ่งจะได้มาแก้ไขเอาในเวลาที่สายไปเสียแล้ว หนังสามารถใช้เรื่องราว บรรยากาศ และการแสดงเพียงคนหนึ่งคนที่อุ้มหนังไว้แทบทั้งเรื่องของ จอห์น คูแซ็ค ได้อย่างคุ้มค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วย ...หนังมีเทคนิคอันหลากหลายที่เอาไว้ใช้มาเล่นกับคนดูโดยหลายหลาก กับกรรมวิธีล่อ หลอก หลอนต่างๆ ที่ได้ผลอย่างชะงัก และสร้างความระทึกสยอง ชนิดที่ทำให้ใจของผมตกไปที่ตาตุ่มได้หลายครั้งหลายคราว แม้โดยรวมๆอาจจะนับว่ามันเป็นหนังผีที่สุดยอดมากๆในความคิดและความชอบของผมแล้วก็ตาม ...แต่ก็เนื่องมาจากว่ามันไม่ใช่หนังแนวผมนั่นเอง จึงอาจทำให้ต้องขอตัดเรื่องนี้ออกอีกเรื่องไปด้วยใจจำเป็น //www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=21-09-2007&group=2&gblog=90 และแล้ว ก็ได้เวลาที่จะปล่าวประกาศผล กับหนัง(โรง)ประทับใจ 10 อันดับสุดท้าย ของ OncE UPoN'-'a MaN ... หนังทั้งหมดต่อไปนี้ อาจจะไม่ใช่หนังที่ดีกันทั้งหมดในความคิดเห็นของบางท่าน แต่กับส่วนตัวผม ผมเลือก 10 เรื่องนี้ เพียงเพราะว่าผมชอบหนังเหล่านี้เป็นอย่างมากจนถึงมากที่สุด มีคนเขาเคยบอกว่า "ผี เด็ก สลิง สัตว์" เป็นสิ่งที่ยากจะทำและไม่คู่ควรกับการสร้างเป็นหนังไทย ...แต่ผมเห็นว่ามันจะไม่จริงหมดแล้วล่ะ อย่าง 'ผี' ก็นำหน้าไปไกล โก(อินเตอร์)ให้เขารีเมคอยู่ไม่หยอก ...'เด็ก' ก็มี "แฟนฉัน" เป็นเครื่องยืนยันว่ามันสำเร็จได้ ถ้าใจถึง (จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครไปได้ถึงครึ่งของเรื่องนั้นสักที) ...ส่วน 'สลิง' ถ้าไม่นับพี่จา พนม แกคงคอนเซปต์ หนังบู๊ไทยทั้งหลายแหล่ก็มีใช้กันเกลื่อนกลาด ...และสุดท้าย 'สัตว์' อันนี้สามารถหาอ้างพิสูจน์ได้จากหนังไทยที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ นี่คือ หนังไทยที่ถือว่ากล้าแหวก และกล้าจะแหกเพื่อจะแตกต่างอย่างห้าวหาญ ...เราย่ำอยู่กับที่มานาน กับการจะพยายามเอาสัตว์มามีบทบาทเป็นตัวขโมยซีน ทว่ามันทั้งหลายเหล่านี้ ก็ล้วนแต่มีความสำคัญเป็นได้แค่ตัวประกอบกันเท่านั้น ...เคยคิดได้แต่น่าเสียดายที่ยังไม่เคยมีใครกล้าไกลถึงขั้นจะเอามาเป็นตัวเอกสักที แล้วก็เพิ่งจะมามีเรื่องนี้นี่แหละ ที่สามารถทำในสิ่งที่ผมอยากเห็นให้ได้เป็นจริงขึ้นมา ...แล้วกับนักแสดง 4 ขา ที่เราชาวบ้านเรียกกันว่า 'หมา' พวกนี้ ก็ยิ่งเป็นความคิดที่เข้าท่าเพราะแต่ไหนแต่ไร ที่พวกมันได้ขึ้นจอ ก็มักจะสร้างเสน่ห์ดึงดูดให้หนังน่าสนุกขึ้นอีกจม แล้วก็ไม่ยกเว้นกับหนังเรื่องนี้ ที่สามารถเรียกใช้ศักยภาพความเก่งในการแสดงออกของพวกมันได้อย่างเต็มที่ ...แต่ที่น่าปรบมือชื่นชมยิ่งกว่า ก็คงจะเป็นเรื่องที่หนังเลือกจะฟูมฟักนำ หมามิดโรด (ข้างถนน)ที่เคยไม่สำคัญ มาทำให้กลายเป็นดาราผู้น่าเอ๊นดู ที่สร้างเสน่ห์ให้เราๆต้องหลงรักพวกมันอย่างหัวปักหัวปำ จากคนที่เคยเฉยๆกับ สุนัข (มีทั้งรักในเวลาที่มันอ้อนออก และอยากก้านคอตอนที่เห่าหอนไล่ผมจัง) เมื่อดูหนังจบ ผมกลับรักพวกมันมากขึ้น ...แถมยังมีความคิดว่าอยากจะเลี้ยงมันสักตัวจริงๆจังๆ (แต่ตอนนี้เอาตัวเองให้รอดก่อนจะดีกว่ามั้ย) ...ถ้ามีใครถามว่า ผมอยากเลี้ยงหมา ด้วยสาเหตุอะไร ผมก็จะบอกเขาไปตรงๆ ว่าผมไปดูหนังเรื่องนี้แล้วเกิดอินจับใจมันซะงั้น "มะหมา 4 ขาครับ" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=04-2007&date=24&group=2&gblog=57 .. . จากหนังสั้น 18 เรื่อง ที่ร้อยเรียงเรื่องราวให้ต่างมีความเกี่ยวข้องกับดินแดนแห่งหนึ่ง ...รวมมาสู่หนังยาวเรื่องเดียวกัน ที่ขยายความทุกเรื่องราว ให้กลายมาเป็นประโยค 1 ประโยคสั้นที่ใช้บอกทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกันว่า "ปารีส ,ฉันรักเธอ" แม้โดยรวมๆ หนังสั้นบางเรื่อง อาจจะโดนใจผมอย่างมาก ทั้งสนุกทั้งอิน มีตั้งแต่ขบขันให้ภาพที่น่าหัวเราะกันไป ถึงฉากที่ชวนให้เศร้ากับช่วงเวลาที่เมคให้ซึ้ง... แม้โดยรวมๆ หนังสั้นบางเรื่อง อาจจะยังมีจุดบางจุดที่ทำให้ผมไม่สามารถซึมซับอารมณ์ตัวละครไว้ได้อย่างครบถ้วน ทุกกระบวนความ... แม้โดยรวมๆ การสร้างความต่อเนื่องของหนังสั้นเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่อง อาจจะขาดจังหวะเชื่อมที่ดี ดูโดดไปโดดมาเสียบ้าง... แต่กระนั้นแล้ว โดยรวมๆ นี่เป็นหนังที่สามารถรวบรวมความงดงามของภาษาหนัง ให้ผสานเข้าด้วยกันอย่างมีสีสัน กลายเป็นงานศิลปะที่ก่อตัวเป็นประติมากรรมแห่งความรัก อันลงตัว และสร้างสรรค์... สำหรับผมแล้ว ผมชอบหนังเรื่องนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรักอันหลากหลายที่ล้วนมีอยู่จริงบนโลก แต่ความจริงยิ่งกว่าที่ทำให้ผมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เต็มเปา ก็คงจะเพราะ เมืองปารีส ...สถานที่บนโลกนี้อีกแห่งหนึ่ง ที่ผมได้ตั้งปณิธานเอาไว้ อยากจะมีสักครั้งที่ได้ไปเยือนมัน และก็ได้แต่หวังว่า จะมีวันนั้นที่ได้เอื้อนเอ่ยประโยค 1 ประโยค อยู่บนยอดหอไอเฟล ...กับประโยคที่ผมอยากจะตะโกนอย่างเต็มๆปากว่า "ปารีส ,ฉันรักเธอ" "Paris Je T'aime" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=08-2007&date=06&group=2&gblog=78 .. . ด้วยการแสดงที่ยิ่งกว่าเทพ ...จากนักแสดงหญิงฝีไม้ลายมือสุดยอด ถึงเข้าขั้นครูประจำเกาะอังกฤษ... ด้วยเรื่องราวที่ไม่ใกล้และไม่ไกลตัว ...เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นาน เรายังคุ้นเคยกันดี... และด้วยการสวมวิญญาณของคนที่มีอยู่จริง ...ทั้งคนที่โดนวิญญาณเอามาสวมก็ยังทรงมีลมหายใจในวันนี้... จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่ความถึงพร้อมของทุกสิ่งทุึกอย่างที่หนังมี จะทำให้เราได้อินกับสิ่งที่เห็น เราเชื่อกับสิ่งที่ได้สัมผัส โดยไม่จำเป็นที่เราต้องเป็นคนชาติเดียวกันกับเหล่าตัวละคร ก็พอจะเข้าใจ ด้วยการแสดงของ "เฮเลน มิเรน" ที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณลึกๆของการเป็นควีนอลิซาเบธที่ 2 ...ด้วยบทหนังที่ไม่พยายามโอนเอียงเอนอ้างว่าฝ่ายไหนถูกต้องกว่ากัน ระหว่างเชื้อพระวงศ์ที่เต็มไปด้วยคนมีอคติ กับเหล่าผู้คนที่รักเจ้าหญิงไดอาน่าเสียจนไม่เห็นหัวคนที่คัดค้าน ...และด้วยงานกำกับที่สามารถใส่ความรู้สึกน่าสงสัยวิพากษ์ความคิด ปนลงไปบนเนื้อความดรามาที่มีเรื่องอ่อนไหวแฝงไปกับความขัดแย้งได้ลงตัว ...จึงทำให้หนังเรื่องนี้สามารถทำเรื่อง(ในวังและการเมือง)ที่ยากจะเข้าใจ เป็นเรื่องง่ายที่ชวนให้เราอินและเชื่อในสิ่งที่หนังพยายามจะบอก โดยไม่ต้องไปสนว่า เราจะคือคนอังกฤษ หรือคนชาติไหน ก็ตามแต่ ถ้าคุณอยากทำความเข้าใจใน สิ่งที่ควีนอลิซาเบธที่ 2 เคยคิดในช่วงเวลาที่กลายเป็นนาทีวิกฤตแห่งอำนาจราชวงศ์ ...หนังเรื่องนี้จะทำให้คุณรู้ และต้องซึ้ง กับเรื่องราวของท่านอย่างเข้าใจ(ดั่งว่ามันอาจเคยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง) "The Queen" ![]() .. . เงื่อนไขของ 3 สถานการณ์ที่แตกเรื่องวาระและต่างในสถานที่ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เกิดขึ้นก็ล้วนมีความเกี่ยวเนื่องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง... ก่อให้เกิดเป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่หยิบเอารูปแบบของการชิ่งกระทบจากการกระทำหนึ่งไปมีผลต่อคนรอบข้างอื่นๆในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างเคยเฉกเช่น ที่เราคุ้นเคยมาจาก "Love Actually" หรือ "Crash" แต่ถึงกระนั้น หนังเรื่องนี้ก็ยังเลือกจะแตกต่างที่ผูกรวมเอาเรื่องทั้ง 3 ให้มีสถานะที่แตกต่างอย่างแบ่งแยกชนิดที่ยากจะตีให้ออกว่ามันมาเกี่ยวเนื่องกันได้ด้วยกลวิธีรูปแบบใด ...ซึ่งนั่นก็เป็นความฉลาดเฉลียวที่เป็นผลผลิตมาจากการตีโจทย์สุดร้ายกาจ ของผู้กำกับ และผู้ร่วมเขียนบท คู่บุญที่เคยทำให้หนังอินดี้เหมือนดูยาก 21 Grams กลายเป็นของซับซ้อนที่ย่อยได้ง่ายมาก่อนหน้า แล้วเมื่อรวมไปกับเหล่านักแสดงที่รวมพลังเล่นชนิดอินกันจนสะเทือนใจ บวกกับงานถ่ายภาพที่แฝงความดิบ แต่คงดูสวยในทุกมุมมอง พร้อมด้วยดนตรีประกอบที่บรรเลงกันเพราะอย่างไม่มีเกรงใจอีกต่างหากแล้ว ...ก็ผนวกกลายเป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนของเรื่องราวให้ติดแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปด้วยกัน และไม่มีส่วนไหนที่จะสำคัญมากสำคัญน้อย เพราะ ทุึกๆเรื่องกลายเป็นคนละเรื่องที่มีความเท่าเทียมเสมอภาคกันโดยหมด ฉะนั้นแล้ว สำหรับใครที่กำลังถามหาดูหนังอินดี้ ที่มีความฉลาด แอบแฝงคมความคิดที่เฉียบแหลม และมีปมประเด็นดีๆที่ทำให้คนได้คิด ได้ไตร่ตรอง เมื่อเรื่องราวทุกอย่างจบ ...หนังเรื่องนี้สามารถให้คุณได้ (จะขอแนะนำเชิงเตือนก็แต่ว่า... อย่าไปซื้อแผ่นแท้ในไทยเลยนะ ถ้าไม่อยากหงุดหงิดกับการเซ็นฯสุดจะปัญญาอ่อนของค่ายดอกกุหลาบอันเลื่องชื่อเสีย..ง) "Babel" ![]() .. . ผมเป็นคนหนึ่งที่ปลาบปลื้มการดูหนัง musical ...ดูได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะร้องไปเรื่องเดินไป (ล่าสุดก็ Hairspray) หรือใช้เพลงที่ร้องเป็นตัวเดินเรื่อง (ล่าสุดก็ยังฉายอยู่กับ Across the Universe) เพียงได้ชื่อว่าเป็นหนังเพลง ผมก็พร้อมจะปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับมัน ขอเพียงแต่มันจะทำให้ผมได้ความบันเทิงใจคืนมาด้วยก็พอเพียง แล้วกับหนังเรื่องนี้ สิ่งที่ผมต้องการ มันก็มีให้อย่างครบครันจนมากกว่าเพียงพอ ...และสิ่งที่มาให้มากเกินล้น ก็มีค่าเป็นความรู้สึกประทับใจที่ทำให้ผมรักหนังเพลงเรื่องนี้ พอๆกับ Moulin Rouge เลยทีเดียว คนบางคนอาจจะมองว่าหนังเรื่องนี้มีจุดด้อยอยู่ยุ่บยั่บ คนบางคนก็ยังไม่รู้สึกลึกซึ้งกับความพยายามในความฝันของนักแสดงนำกลุ่มนี้ ...แต่ักับผม ผมชอบหนังเรื่องนี้ ด้วยความประทับใจกับ เทคนิคการร้องเพลงสะท้อนความรู้สึกที่คิดเอามาเล่าเรื่องได้อย่างมีพลัง บวกกับเรื่องราวอันเข้มข้นของการหลอกลวง หักหลัง เหยียดหยาม ในวงการเพลงมะกันยุค 60-70 ที่ทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมลุ้นไปกับการต่อสู้ของเหล่าตัวละคร ...แม้จะรู้ทั้งว่า จุดจบต้องสวยงาม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะอินในแต่ละช่วงเวลาที่ตัวละครต้องเผชิญกับความดี และเลวร้าย คละเคล้ากันไป โดยเฉพาะ กับตัวละครที่ชื่อ "เอฟฟี่ ไวท์" ...เจ้าของฉากชวนน้ำตาไหลเศร้าสะเทือนใจอย่างถึงที่สุด กับเพลง "I'm telling you, I'm not going" ...เธอคือตัวละครเพียงคนเดียวที่ทำคะแนนเกินขีดความชอบของผม ไปจนถึงขั้นโดนใจ และอยากปรบมือให้กับการแสดงสุดใจขาดของ "เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน" แม้จะยังเป็นแค่ครั้งแรก ก็ถือว่า สอบผ่านได้คะแนนเกินการประเมินคาดหวังไปเรียบร้อย สำหรับใครที่ชื่นชอบการดูหนังเพลง อย่างเช่นผม หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อยากให้พลาดเป็นเด็ดขาด ...แค่ได้ดูฉากเพลงฉากที่ว่าเพียงฉากเดียว ก็เป็นอันคุ้มค่า คุ้มทุน อย่างเป็นที่สุดของที่สุดแล้ว "Dreamgirls" ![]() .. . ถ้าเอาความคาดหวังในตอนแรกสุดก่อนจะได้ดูเป็นตัวประเมิน ...หนังเรื่องนี้ก็เดินทางมาได้ไกลเกินกว่าที่คาดไว้เยอะมาก มาก และมาก ที่เป็นเช่นนั้น ก็คงเพราะ... ผมหวังกับหนังของผู้กำกับมือหนึ่งของการทำลายล้างวินาศสันตะโร เพียงแค่ความสนุกเอามันส์ในแบบไม่ต้องใช้ความคิดใดๆ ...ที่ไม่มากไปกว่านั้น ก็ด้วยสาเหตุที่ผลงานเรื่องก่อนๆก็พอบอกได้อยู่ว่าอย่าไปนึกเอาหนังออสการ์จากฝีมือของผู้กำกับคนนี้เลยเถอะ แต่แล้วมันก็กลับผิดแผนจากที่ผมเคยประเมินไว้เสียกระจุย ...เมื่อหนังเรื่องนี้ คือ มหึมาความบันเทิงสมดังหวัง ที่มีอะไรดีๆโดนใจมากไปกว่า การทำลายล้างวินาศสันตะโรในรูปแบบที่คุ้นเคย ไม่รู้จะเป็นเพราะเหตุที่มีพ่อมดฮอลลีวู้ดมาเป็นคนคุมเชิงหรือเปล่า ...จึงทำให้หนังเรื่องล่าของ ไมเคิล เบย์ ออกมาเป็นงานที่สนุกโคตรมันส์ในแบบของพี่ท่าน แต่ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์ ที่มีขอบเขตความจริงจัง ล้นขีดของความเป็นหนังแอ๊คชั่นที่สร้างเพื่อให้เด็กดูแบบชิลๆ ...ซึ่งมันก็จริงที่มีคนบอกว่า หนังเรื่องนี้ ให้ความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับ E.T. ได้อย่างเนียนๆ หนังเรื่องนี้เป็นได้ทั้งการทำความฝันของผู้ใหญ่(ที่ร่างกายเคยเป็นเด็ก)ให้เป็นจริง ...แล้วที่เหนือกว่าที่คาด ก็คือ การเป็นหนังดีที่จะให้อะไรกับคนดูมากไปกว่าความบันเทิงเถิดเทิงอย่างที่หาได้จากหนังฉายช่วงซัมเมอร์ทั่วๆไป ถ้ารวมเอาหนังที่ผู้กำกับรายนี้เคยทำมาทั้งหมดเป็นตัวเลือก ...หนังเรื่องนี้ ก็เป็นเพียงแค่เรื่องเดียวที่ควรค่าจะได้รับออสการ์หนังยอดเยี่ยมไปด้วยความเต็มใจ (แต่ในโลกของความเป็นจริง ...ถ้าหนังเรื่องนี้ได้ คงเป็นอะไรที่ช็อกเหลือจะเชื่ออย่างแน่นอน) "Transformers" ![]() //www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=05-07-2007&group=2&gblog=73 .. . หนังเรื่องนี้ อาจได้ชื่อว่าคงเป็นหนังของเด็กๆ ...แต่กับความจริงแท้ เรื่องราวของมันเจาะจงและเจาะลึกกับการพูดถึงคนที่มีวุฒิภาวะ คนที่โตทางกาย ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ใหญ่" แต่กระนั้น ชื่อที่หนังตั้งเอาไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูนอกคอก ...แต่มันกลับมีความสำคัญ ที่เป็นตัวสะท้อนช่วยบ่งบอกถึงความโตแต่ตัว แต่ใจไม่โตตามของตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ ในวันนี้ แต่ทำตัวเหมือนเป็นเด็กเมื่อวานซืน หนังใช้เวลาโดยส่วนใหญ่ มุ่งลงไปสังเกตพฤติกรรมจากตัวละครหลัก 3 คน ที่มีลักษณะการกระทำบ่งชี้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ แต่ความคิดความอ่านกลับยังไร้เดียงสาปล่อยใจตัวเองให้เป็นใหญ่กว่าความถูกต้อง ...หนังสามารถแอบแฝงเอาความจริงจังของการวิพากษ์สังคมลงไปปูเป็นพื้นให้ดำเนินมาสู่เรื่องราวที่มีเนื้อความเป็นดรามาสะท้อนจิตใจมนุษย์ได้อย่างแยบคาย ด้่วยการกำกับควบคุมที่พริ้วไหวแต่คงความหนักแน่น กับบทหนังที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ แต่ไม่พยายามตีความให้ต้องคิดอย่างยากเย็น ...และด้วยการแสดงอันเยี่ยมสุดยอดอีกครั้งของ "เคต วินสเลท" กับบทบาทตัวประกอบชายอีกคนที่ควรค่าแก่ออสการ์ของ "แจ๊คกี้ เอิร์ล เฮลี่ย์" ...จึงทำให้หนังเรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งหนังคุณภาพชั้นยอด ในปีก่อนที่แสนน่าเสียดายไม่น้อยที่ออสการ์เลือกจะมองข้ามไป "Little Children" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=08-2007&date=07&group=2&gblog=79 .. . ยังไม่เคยมีหนังการ์ตูนสามมิติจากชายคาค่ายนี้เรื่องไหนที่ทำให้ผมต้องพบกับความผิดหวังเลยสักครั้ง... และก็ยังไม่เคยมีหนังเรื่องใดที่ผมจะอดไม่พูดว่า หนังดี กับมันไม่ได้เลยสักที ...ยิ่งกับเรื่องล่าสุดแล้ว ก็ยิ่งหาข้อติเอามาลบล้างความดีของมันไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้ มีดีทั้งตัว และสุดจะยอดเยี่ยมในหัวใจของมัน ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้สนุก ล้วนทำได้ถึงไร้ที่ติ แล้วกับบางสิ่งที่หนังพยายามบอกให้เราซึ้ง มันก็สามารถทึ้งน้ำตาพร้อมความสุขชวนอมยิ้ม ที่เปรมปรีดิ์ไปกับเรื่องราวของหนูและคน ที่ไม่ใหญ่ แต่สามารถยิ่งใหญ่ได้ถ้าใจริสูงให้ถึง ความตราตรึงใจที่เกิดขึ้นไม่ได้มีไว้เฉพาะส่วนของเรื่องราวที่มีแง่มุมอันน่ารัก และหลักแหลมอย่างทรงพลังเท่านั้น ...แต่ยังรวมไปถึงงานด้านภาพที่สูงส่งขึ้นชั้นเหนือกว่าเทพไปแล้วของสตูดิโอมือวางอันดับหนึ่งของโลกอนิเมชั่น กับภาพบรรยากาศอันสวยวิจิตรของมหานครปารีสที่ผมกำลังหลงรักหัวปักหัวปำต่อเนื่องมาจาก Paris Je T'aime อีกด้วยต่างหาก ...รวมๆกันมันก็เลย กลายเป็นความประทับใจที่มีความหมายว่า นี่คือ(ว่าที่)งานคลาสสิคอีกเรื่องของโลกดิสนีย์ ที่จะกลายเป็นที่จดจำและถูกพูดถึงไปอีกนานเท่านาน ผมชอบ และตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมากมาย ...อาจจะเว้นแต่ ความรู้สึกฝังในยังคงพ่ายแพ้ต่อหนังพลพรรคของเล่นมีชีวิตภาคแรกก็เท่านั้นเอง "Ratatouille" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=07-2007&date=30&group=2&gblog=77 .. . หลังจากที่ปีก่อน เพิ่งพีคกันไปสุดๆ กับการกำกับหนังเชิงสารคดีที่ลุ้นระทึกทรงพลังเหมือนกับเราอยู่ในเหตุการณ์จริง ...มาในปีนี้ เขาก็ไม่ได้ห่างหายจากไปไหน และยังกลับมาอีกหน เป็นครั้งที่ 2 กับการทำหน้าที่เป็นคนคุมความสนุกให้กับหนังสายลับแห่งทศวรรษ ที่เคยนำหน้าสายลับรุ่นน้าอย่าง 007 ไปแล้วหนึ่งก้าวใหญ่ๆ (ก็เพิ่งมีปีก่อนที่มาเอาคืนได้สำเร็จกับการหวนไปสู่ขนบเก่าๆในตอน Casino Royale) ผู้กำกับ "พอล กรีนกลาส" ก็คือ คนที่พูดถึงในตอนต้น และเขาคนนี้ก็คือคนสำคัญที่ทำให้ "United 93" ถูกยกย่องให้เป็นหนังอันดับหนึ่ง(ในใจผม)ของปีก่อนอีกนั่นแล ...มิเช่นนั้นแล้ว เขาคนนี้ ก็คือ ความคาดสำคัญที่ทำให้ผมต้องหวังเอาไว้กับหนังเรื่องนี้เสียสูงลิ่ว แล้วเมื่อบวกไปกับการสามารถทวงบัลลังก์คืนได้ของ 007 แล้ว ก็ยิ่งทำให้ผมอยากจะเห็นการแก้เกมคืนของสายลับนักฆ่าผู้นี้ว่าจะกลับมาล้ำหน้าได้อีกทีหรือเปล่า แล้วมันก็เป็นจริงดั่งที่ผมคาด ...เมื่อภาค(ที่น่าจะ)สุดท้ายของ ภารกิจทวงความจำของ "เจสัน บอร์น" ยังกลับมาล้ำได้อีกก้าว ด้วยความชาญฉลาดสุดเฉียบของบทหนังที่เจ๋งเป๋ง (กล้าล้ำเกินคาด... เอาฉากจบของภาคสอง มาผูกเงื่อนให้โยงใยต่อเนื่องกับภาคสุดท้ายได้อย่างน่าอัศจรรย์) ...กับการกำกับชวนให้ติดตามด้วยใจระทึก พร้อมเดินหน้าไปด้วยความมันส์ชนิดลืมสูดอากาศ ใน 3 ฉากตื่นเต้นมันส์ๆที่ลุ้นจนใจหายใจคว่ำ ...และทุกๆอย่างที่ทำให้มันสนุกจนลืมเวลา ก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องมาจาก สุดยอดการแสดงชวนจดจำที่ต้องติดตัวในเอกลักษณ์ไปอีกทั้งชีวิตของ "แมตต์ เดมอน" อีกด้วย สุดท้าย เมื่อความคาดหวังโดนใจทุกอย่างๆมารวมอยู่ในช่องเก็บเมมโมรี่ความจำเดียวกัน ...ก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่มาได้ไกลถึงตำแหน่งรองชนะเลิศ อาจจะถือว่าพลาดท่าตกจากที่นั่งเดิมไปหนึ่งตำแหน่งก็ตามที ...แต่อย่างน้อยๆแล้ว พอล กรีนกลาส ก็มาได้ไกลเกินจะกลับไป ในการเป็นผู้กำกับที่เป็นเจ้าของหนังดีระดับสุดยอดติดโผอยู่ในใจของผม ได้ถึงสองปีซ้อน กันเลยทีเดียว ...ถ้าเขายังคงรักษาความสุดยอดอีกต่อไปเรื่อยๆ ก็เชื่อผมได้เลยว่า สักวันออสการ์จะต้องเห็นเขา อย่างแน่นอน "The Bourne Ultimatum" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=08-2007&date=20&group=2&gblog=82 .. . และอันดับสุดท้าย ท้ายที่สุด... นี่เป็นหนังไทย... นี่เป็นหนังที่มีใครบางคน(ที่ได้ดูและยังไม่ได้ดู แต่ล้วนอคติ)ชอบบอกว่า "มันเป็นหนังเกย์"... นี่เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องของความรัก ซึ่งไม่ได้มีแต่ชายรักชาย อย่างที่ใครบางคนพยายามพร่ำบอก... นี่เป็นหนังที่คนที่ได้ดูและเปิดใจยอมรับ จะได้รู้ว่ามันยังมีอะไรที่มากไปกว่าการเป็นหนังเกย์... และนี่ก็เป็นหนังที่ทำให้ผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับความรักอีกมากมาย ที่มีความหมายนอกเหนือไปจาก การแลกลิ้น ในสายตาของใครบางคน... คงไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่า ผมกำลังหมายถึง หนังเรื่องนั้น ที่คงจะตรงใจกับใครอีกหลายๆคนที่คิดเห็นไปในทางเดียวกับผม ...นี่คือหนังที่เหมาะสมจะได้รับการเยินยอว่า เป็นหนังแห่งปี จากหลายๆสำนัก รวมทั้งสำนัก OncE UPoN'-'a MaN ก็คืออีกที่ที่เห็นด้วยอย่างหมดหัวใจ นี่คือ หนึ่งใน 73 และหนึ่งเดียว ที่ควรค่ากับตำแหน่งเลขตัวเดียวที่มีค่าน้อยที่สุด (ที่ไม่เท่ากับ 0) ประจำปี 2007... "รักแห่งสยาม" ![]() //www.bloggang.com/viewdiary.php?id=onceupon&month=11-2007&date=30&group=2&gblog=98 คัดสรรมาอีกที กับ 5 หนังที่ขึ้นชื่อว่าดีมาก มีคุณภาพสุดๆ อย่างแน่นอนและแน่แท้ จากที่ผมได้สัมผัสทั้งดูที่โรง กระทั่งดูอยู่กับบ้าน ...และรายชื่อที่เข้ารอบสุดท้าย ยิ่งกว่าท้ายสุด ในการประกวดครั้งนี้ ก็ได้แก่ Children of Men The Bourne Ultimatum Little Miss Sunshine Ratatouille ใครดูหนังทั้ง 5 เรื่องต่อไปนี้ แล้วมีผิดหวัง...สามารถนัดเคลียร์กับผมได้ทุกเวลาหลัง 7-11 ปิด ( ...ลูกชิ่งตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหายังใช้การได้ดีอยู่ แหะๆ) //www.bloggang.com/mainblog.php?id=onceupon&month=03-01-2007&group=11&gblog=2 และนี่ก็คือบทสรุปทั้งหมดทั้งมวลที่ผมมีต่อ การดูหนัง ในหนึ่งรอบปีที่ผ่านพ้นไป ซึ่งสำหรับผมแล้วก็มีทั้งเรื่องที่เป็นความประทับใจ/ชอบ/พอใช้/ผิดหวัง/แย่ คละเคล้ากันไป ตามแต่ความพอใจในความคุ้มค่าตั๋วและตัวหนังที่ออกมา ...แล้วคุณล่ะครับ รู้สึกอย่างไรกับการดูหนังของคุณในรอบปีที่ผ่านมาบ้าง ...คุณกับผมคิดเหมือนกันบ้างหรือเปล่า ? ปีหนู ปีนี้ ...ยังมีหนังอีกหลายสิบเรื่องรอคอยผมและคุณ อยู่ข้างหน้า ...ขอให้ใช้เวลาตลอดอีกทั้ง 365 วันต่อไปนี้ กับการดูหนังที่คุณเลือกให้มีความสุข ...แล้วผมจะกลับมาอีกในปีหน้า เพื่อบอกถึงความสุขที่ผมมีต่อหนังตลอดทั้งปีนี้อย่างแน่นอนครับ ![]() ขอเชิญทุกท่านเสนอความคิดเห็นกัน... 1 Comment ของคุณ คือ 1 Happy ของเจ้าของบล็อก ขอบคุณมากครับ ![]() นี่เราไม่ได้ดูหลายเรื่องเลยนะเนี่ย
สงสัยต้องไปหามาดูบ้างแล้วอ่ะ โดย: หัวใจสีชมพู
วันที่: 16 มกราคม 2551 เวลา:10:11:01 น.ลิสท์ของคุณปีนี้มีตรงกับท๊อปเทนของผมแค่ เรื่องเดียวเองแหละ
![]() โดย: joblovenuk
วันที่: 16 มกราคม 2551 เวลา:10:29:20 น.+ ฮุๆ ลิสต์ของนัท ตรงกับพี่ 3 เรื่องแฮะ ... ของพี่มีดังนี้
1. Perfume : The story of a murderer - ชอบตรงที่หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโจทย์ว่าจะทำยังไงให้คนดูหนังรู้สึกได้ถึง 'กลิ่น' ต่างๆ เหมือนกับที่สัมผัส (จินตนาการ) ได้จากหน้าหนังสือ แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของ ผกก. มือฉมังอย่าง Tom Tykwer ... ที่สามารถทำหนังเรื่องนี้ออกมาได้ละเมียดละไม และมีกลิ่นอายของความเป็น 'นิยาย' และบทกวีอันไพเราะที่ร้อยเรียงอยู่ในเรื่องราวของหนัง ... ส่วนไอเดียเรื่อง 'ความมีตัวตน' ที่ไปเปรียบเทียบกับความไร้กลิ่นของพระเอก กับประเด็นในเรื่อง การไม่รู้จักวิธีการที่จะรักของพระเอก ก็เป็นไอเดียที่หนังสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างครบถ้วน 2. Little Miss Sunshine - หนังเล็ก หัวใจโต ถึงหน้าฉากจะดูเป็น Road Movies ของครอบครัวขี้แพ้ แต่สิ่งละอันพันละน้อยที่หนังใส่เข้ามาตามรายทาง ไปจนถึงฉากไคลแม็กซ์บนเวทีที่ได้ใจหลายคนไปเต็มๆ ก็ทำเอาคนดูยิ้มทั้งน้ำตา (เพราะซาบซึ้ง) กันเลยทีเดียว 3. The lives of others - จากตอนต้นเรื่องที่ชวนง่วงนอน ชอบตรงที่หนังค่อยๆ ป้อนอารมณ์แบบซึมลึกให้คนดูเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าจากตอนแรกที่เค้าเป็น 'เกสตาโปไร้หัวใจ' แต่สุดท้ายเค้ากลายเป็น 'มนุษย์ผู้มีหัวใจ มีความรู้สึก' ขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร ... และพอถึงบทสรุป ก็กระแทกหมัดน็อกปลายคางคนดูดังโครม จนคนดูซึ้งต่อมน้ำตาแตกไปตามๆ กัน 4. Animation Trio - พอดีชอบทั้ง 3 เรื่อง ก็เลยไม่อยากตัดเรื่องใดเรื่องนึงออกอ่ะครับ 4.1Flushed away - ชอบมุกฮามากมายหลายมุกในการ์ตูนเรื่องนี้ จนต้องยกให้เป็นอนิเมชั่นที่ขำที่สุด (ของพี่) แห่งปี ... แต่ที่จ๊าบที่สุด ก็คือ แก๊งทากร้องเพลง 4.2 Ratatouille - เป็นอนิเมชั่นที่ภาพสวย แถมสอดแทรกสาระเข้าไปอย่างแนบเนียน จนติดอันดับอนิเมชั่นยอดเยี่ยม (อย่างน้อยก็ต้องได้เข้าชิง) แทบทุกโผตอนปลายปี 4.3 Surf's up - ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ไม่ซ้ำซาก (Mocumentary) รวมทั้งแต่ละคาแรคเตอร์ที่น่ารักน่าชัง ทำให้ต้องยกตำแหน่งอนิเมชั่นที่น่ารักสุดแห่งปีให้เรื่องนี้ไปครอง 5. Pan's Labyrinth - จากทั้ง 12 เรื่องที่ติดโผรอบสุดท้าย พี่ยกให้หนังเรื่องนี้เป็น 'ที่สุด' แห่งปีครับ สำหรับเทพนิยาย 'ด้านมืด' ที่เป็น 'จุดจบแห่งจินตนาการ' เรื่องนี้ ... หนังฉลาดในการใช้สถานการณ์ทั้งความจริง (สงครามอันโหดร้าย) และความฝันของเด็กนางเอก มาดำเนินเรื่องคู่ขนานได้อย่างสอดคล้องกัน ช่วงโหดก็ทำได้โหดจริงๆ จนคนดูอย่างผมสงสาร 'เจ้าหญิงโอฟิเลีย' จับใจ และเอาใจช่วยลุ้นชะตากรรม ให้เธอทำภารกิจที่ 'ฟอน' มอบมาให้เธอทำ ให้ลุล่วงจนแทบจะลืมหายใจ 6. Children of glory - จำได้ว่านัทไม่ค่อยปลื้มเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ที่ติดโผของพี่ด้วย พี่วัดเอาจากความรู้สึกตัวเองตอนที่เพิ่งดูจบออกมาจากโรงนะครับ ... รู้สึกชอบตรงที่ธีมของหนังซึ่งเป็น สงคราม-กีฬา-ความรัก 2 ธีมแรกไม่ใช่แนวที่พี่นิยมซักเท่าไหร่ แต่หนังเรื่องนี้สามารถรวมทุกธีมออกมาและทำให้ผมรู้สึกซาบซึ้ง, ฮึกเหิม, รักชาติ ไปกับตัวเอกทั้ง 2 คนได้ 7. Little children - เป็นหนังที่พูดถึงครอบครัวสามัญทั่วๆ ไป (ที่มักมีปัญหาซุกซ่อนอยู่), สังคมชนชั้นกลาง, กิเลสตัณหา และ การยับยั้งชั่งใจ, ฯลฯ ได้ละเมียดดี 8. Hairspray - เพลงเพราะ มุกตลกเวิร์ค มีแอบแทรกประเด็นทางสังคมไว้ประปราย ... เป็นหนังที่ดูจบแล้วก็อมยิ้มอย่างมีความสุข 9. Micheal Clayton - ชอบการแสดง ชอบบทและวิธีการเล่าเรื่องที่ใส่ลูกเล่นยอกย้อน ทั้งๆ ที่เรื่องราวในหนังจริงๆ ก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเท่าไหร่ และชอบตรงที่ตัวเอกของหนังเป็นบุคคล 'สีเทา' โดยมีการเล่าเรื่องชีวิตส่วนตัวของเค้าขนานไปกับเรื่องราวหลักด้วย ทำให้หนังดูมีความลึกและดูน่าสนใจมากขึ้น 10. รักแห่งสยาม - ถึงแม้หนังจะถูกโจมตีว่า 'หลอกลวงผู้บริโภค' เพราะมีประเด็น Y แอบซ่อนอยู่ (ที่แม้จะมีฉากโจ่งแจ้งแค่ "ฉากจูจุ๊บ" เพียงฉากเดียว ยังเล็กน้อยกว่าหนังทำนองนี้อีกมากมายหลายเรื่องนัก แต่ก็สามารถทำให้อคติและอารมณ์ 'เหยียดเพศ' ของบางคน ปะทุแตกออกมาได้) ... ซึ่งถ้ามองว่านี่ก็คือความรักอีกรูปแบบนึง ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีข้อจำกัด มีเพียงความรู้สึกระหว่างคน 2 คนแล้ว ความรักในแง่มุมต่างๆ ที่หนังเรื่องนี้มอบให้แก่คนดู ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่าง คน 2 คนที่รักกัน, ความรักของคนในครอบครัว, ความรักของเพื่อน, ความรักระหว่างยายกับหลาน, การรู้จักเสียสละในรัก, การไถ่บาปและการเยียวยา, ความอบอุ่นภายในครอบครัว ฯลฯ ... หนังเรื่องนี้สมควรได้ชื่อว่าเป็นหนังไทยที่เป็น 'หนังรัก' ของปีนี้ (และอาจรวมถึงหลายๆ ปีมานี้) อย่างแท้จริง + ส่วนหนังดีเรื่องอื่นๆ ที่หลุดโผรอบสุดท้ายของพี่ไป ก็ได้แก่ ... * Babel - หนังโยงประเด็นได้ดี แต่เนื่องจากพี่เคยเจอความทรงพลังที่มากกว่าจาก ผกก.คนเดียวกัน จาก 21 Grams มาแล้ว เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่ถึงกับเป็นหนังท็อปฟอร์มของเค้าเท่าไหร่ * Final score : 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ - นับถือตรงไอเดียของหนัง รวมทั้งความตั้งใจ และความพยายามของ ผกก. ... สารคดีพันธุ์ไทย ทำออกมาได้ขนาดนี้ ก็เจ๋งแล้วอ่ะครับ * Music & Lyrics - เป็นหนังที่น่ารักมากมาย เพลงก็เพราะ ทำเอา Way back into love ฮิตกันไปค่อนเมือง พระเอก (ถึงจะเหี่ยวไปหน่อย) กับนางเอกก็จับคู่ด้วยเคมีที่ลงตัวทีเดียว * Bridge to Terabithia - ทำได้ซึ้ง และเหวอไปเลยกับความเป็น Drama / Coming-of-age ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกของหนัง Fantasy * Memories of Mutsuko - หนังดีอันดับต้นๆ ในใจของใครต่อใครหลายคนในปีนี้ ซึ่งพี่ก็ยอมรับว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับดีมาก และก่อความสะเทือนอารมณ์อย่างสูงให้กับคนดู ในแบบ 'ยิ้มทั้งน้ำตา' ... เพียงแค่ 'อะไรบางอย่าง' ในหนังที่บังเอิญเป็นสิ่งที่พี่ติดอยู่พอดี (เคยเขียนถึงไปบ้างแล้ว) ก็เลยทำให้เรื่องนี้ต้องหลุดโผ 10(+2) อันดับหนังแห่งปีของผมไปอย่างน่าเสียดาย * 13 Tzameti - เป็นหนังขาวดำที่ทำอารมณ์ได้กดดันดี ฉากรัสเซียนรูเล็ตทุกครั้ง ทำเอาคนดูลุ้นจนแทบลืมหายใจ * Shortbus - จากหน้าหนังที่ X แตก เปิดเปลือยแทบทุกอณูเนื้อและอารมณ์ ... แต่เนื้อในกลับ เหงา ได้ใจยิ่งนัก * The Simpsons Movies - มุกตลกจิกกัดได้เมามันส์สะใจ เป็นครอบครัว(ตัวเหลือง)ที่จ๊าบเอามั่กๆ * Shoot'em up - ลูกบ้าเยอะดีครับ ชอบบบ * Stardust - น่ารัก และมองโลกในแง่ดี ... เสียดายมัน 'ใส' และการฝ่าฟันอุปสรรคง่ายไปหน่อยสำหรับพี่ ไม่งั้นคงติดใน 10 อันดับแล้ว * Body ศพ #19 - ถึงแม้บทหนัง (ที่ดีแล้วนั้น) จะมีช่องโหว่บางจุดอยู่อีกพอสมควร ... แต่อะไรบางอย่างในหนัง ก็ทำให้หนังไทยเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจดจำของปีนี้ * Mad hot ballroom - สารคดีเต้นรำน่ารักๆ ของเด็กๆ ที่สามารถเอาไปเป็นตำราสอนการเต้นบอลรูมได้เลย โดย: บลูยอชท์
วันที่: 16 มกราคม 2551 เวลา:17:14:06 น.สวัสดีฮ่ะ เขียนสรุปได้เยอะดีครับ รักแห่งสยามนี้มาแรงแซงทางโค้งจริงๆกับหนัง
ยอดเยี่ยมประจำปีที่แล้ว ถ้าจะให้จัดอันดับหนังที่ชอบ คงทำได้ยากครับ เพราะจำไม่ค่อยได้ว่าดูอะไรไปบ้างแล้ว ![]() ถ้าให้นึกหนังที่อยากกลับไปดูอีกรอบก็คงจะประมาณ Knocked up, Rescue Dawn, รักแห่งสยาม, The Fountain, Hot Fuzz, Planet Terror, A Guide to Recognizing your Saint, Superbad, Once (เอาเป็นปีที่แล้วละกัน), This is England โดย: BloodyMonday
วันที่: 18 มกราคม 2551 เวลา:21:14:46 น.น่ารักดี
โดย: ตาหวาน IP: 124.120.48.39 วันที่: 24 กรกฎาคม 2551 เวลา:2:16:22 น.
|
บทความทั้งหมด
|













...ลูกชิ่งตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหายังใช้การได้ดีอยู่ แหะๆ) 









ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [
ส่วนเรื่องพ่อครัวหนู (เรียกยังงี๊ล่ะกัน เรียกชื่อมันยาว) ผมไม่ได้ดูในโรง แต่ซื้อดีวีดีมาดูเพราะส่วนตัวพยายามเก็บหนังของ Pixar อยู่ ซึ่งพอดูจนจบแล้ว...อื่ม ประทับใจนะ คือชอบฉากตอนจบมากที่ว่าตัวที่น่าจะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่กลับกลายเป็นคนที่เข้าใจมากที่สุดนี่แหละ แล้วฉากจบก็เป็นอะไรที่ประทับใจพอ ๆ กับฉากเริ่มที่ประทับความฮาไว้นั่นแหละครับ
ส่วนเรื่องบอร์น อันนี้ผมกะเพื่อนจะเห็นต่างกับคนอื่นมาก ๆ คือ ภาคนี้ผมว่าห่วยที่สุดเลย แล้วพูดกันตรง ๆ ผมว่า Doug Liman กำกับได้ดีที่สุดแล้ว เพราะภาคแรกเป็นภาคที่ประทับใจมากกว่าภาค 2 และ 3 เยอะ ภาค 2 ก็ยังถือว่าดีนะถ้าฉากต่อสู้ในบ้านมันไม่ห่วย (มันอาจจะดูดีในสายตาหลาย ๆ คนแต่ถ้าเทียบกับฉากต่อสู้จากภาคแรก...มันห่วยมาก) แต่การดำเนินเรื่องที่ดีใช้ได้ ส่วนมุมกล้อง ไม่ไหว ใคร ๆ อาจจะว่ามันแปลกดี ใช่ มันแปลก แต่มันทำให้ทนดูหนังมันไม่ไหวพาลอยากอ๊วกเสียก่อน ดูไหวก็ดูไม่รู้เรื่อง เพราะฉากมันสั่น ๆ แล้วมั่ว ๆ พิกล ไม่เหมือนภาคแรกที่มุมกล้องจะค่อนข้างเรียบเนียนและมีการสอดแทรกวิธีการถ่ายแบบถือกล้องไว้บ้างแต่ก็ไม่เยอะและทำได้ดีกว่า ภาพสวยกว่า หนังของนาย Greengrass ผมเลยขอดูแค่ 2 เรื่องนี้แหละ เรื่องอื่นนี่คงไม่เอา ทนมุมกล้องมันไม่ไหว ภาค 3 ฉากต่อสู้ทำได้ดีนะ แต่การดำเนินเรื่องห่วยมากที่สุดในบรรดาทั้ง 3 ภาค เหตุการณ์ต่าง ๆ อิงกับความบังเอิญมากเกินไป และก็ดำเนินเรื่องแบบสูญเปล่ามากเกินไป ก็เลยทำให้เรื่องมันจบแบบไม่มีความเคลียร์อะไรเท่าไหร่เลย แถมยังทำท่าเหมือนจะลากไปต่อภาค 4 ยังงั้นอ่ะ หนังเรื่องนี้เลยได้ตำแหน่งผิดหวังมากไปโดยปริยาย
ที่เหลือก็ไม่มีอะไรประทับใจเท่าไหร่ เพราะเรื่องดี ๆ ที่น่าประทับใจอย่าง Stardust ก็ไม่ได้ดู ไปดู The Golden Compass ก็น่าผิดหวังมาก ๆ ซะอีก