นิยาย "Must Have คนนี้ฉันจอง" บทที่ 6
6
นี่ฉันไปกอดกับพี่ควีนทำไมล่ะเนี่ย น่าไม่อายจริงๆ เอิงเอยอยากจะมุดไปอยู่ใต้แผ่นดินสักสิบกิโลเมตร ทุกครั้งที่คิดถึงยามเอ่ยปากขอกอดหล่อน ให้ลูบหลังปลอบโยนไม่ต่างจากวัยเยาว์ คล้ายกับตนเป็นเพียงเด็กตัวน้อยที่อ่อนแอไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งคิดใบหน้าคมก็แดงก่ำ พลันเหลือบมองข้อมือตัวเองที่มีผ้ายืดซึ่งไอลดาพันให้ ยิ่งตอกย้ำให้เขินแล้วเขินอีก แม้เปลือกนอกพี่ควีนจะดูเย็นชา แต่แท้จริงยังอ่อนโยนใจดีไม่ต่างจากเดิม เชฟสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จนม่านสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอียงหน้าไปกระซิบถาม ขณะนั่งร่วมโต๊ะทานอาหารในช่วงพักบ่ายโมงครึ่ง “เอิงหน้าแดงจัง ไม่สบายหรือเปล่า?” “ไม่นี่คะ เอิงสบายดี” ยัยน้องเผยสีหน้าสับสน หลังอีกคนจ้องหน้าตนแบบสำรวจแบบแปลกๆ “หน้าเอิงมีอะไรติดเหรอคะ?” “มีกลิ่นความรักลอยมา” ม่านแกล้งกระเซ้า จมูกไวไปนะคะ เอิงเอยรู้สึกว่าตนประเมินผู้ช่วยเชฟต่ำเกินไป ก่อนทำหน้าตีมึน “พูดเรื่องอะไรคะ?” “ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร” ม่านมองซ้ายมองขวาเมื่อไม่เห็นใครมาใกล้ จึงลดเสียงเบากว่าเดิม “ตอนนี้เธอโดนเพ่งเล็งแล้วล่ะ ระวังตัวหน่อยแล้วกัน” “เพ่งเล็งอะไรคะ?” เธอถามอย่างไม่เข้าใจ ว่าตนตกข่าวอะไรไป “ก็พวกคนที่แอบปลื้มคุณควีนอิจฉาตาร้อนเอิงน่ะสิ มีไม่กี่คนหรอกนะที่คุณควีนจะใส่ใจพิเศษแบบนี้” ผู้ช่วยสาวเล่าเบาๆ ราวกับเป็นความลับสวรรค์ ผ่านมากี่ปี ก็ยังฮอตไม่เปลี่ยน เอิงเอยฝืนหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วฟังม่านเล่าแจ้วเจื้อยต่อ “ตอนคุณควีนโมโห แล้วชี้นิ้วสั่งให้เล่นงานฝรั่งขี้นกนั่น ดูไปคุณควีนก็แมนเหมือนกันนะเนี่ย สงสัยต่อไปคงต้องมองใหม่ซะแล้ว” ผู้ช่วยสาวเล่าไปหัวเราะไป พลอยให้เชฟสาวหลุดขำไปด้วย คนพูดมองข้อมือเธอ “แล้วผ้านี่ฝีมือคุณบอสเหรอ?” “ค่ะ” ยัยน้องพยักหน้า ไม่รู้จะโกหกไปเพื่ออะไร “โห พันได้เรียบร้อยมาก” ม่านชมจากใจจริง “ถ้าเจ็บตัวแล้ว ได้คุณเขาช่วยดูแล ก็โอเคมากๆ นะ” “เวอร์ไปแล้ว” ป้าอุไรที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่อีกคนอดหมั่นไส้ลูกสาวไม่ได้ “เลิกนินทาเจ้านายเถอะ คนอื่นมาได้ยินจะไม่ดี” “เจ้าค่ะคุณแม่” ม่านทำปากจู๋ แล้วยกมือรูดซิปปาก “ว่าแต่ข้อมือเจ็บมากไหมหนูเอิง? ถ้าไม่ไหวก็ไปพักผ่อนนะ งานกะเย็นป้าจะบอกให้คนอื่นมาทำแทน” เชฟอาวุโสพูดอย่างอ่อนโยน อุไรมองหญิงสาวเป็นลูกเป็นหลานคนหนึ่ง ประกอบกับมีบางคนฝากฝังเอิงเอยไว้ จึงดูแลมากเป็นพิเศษ “ไม่เป็นไรค่ะ เอิงทำไหว” “อย่าฝืนตัวเองนะ เข้าใจไหม?” “ค่ะ”
“ฉันโทรบอกแซมแล้วนะ เรื่องฝรั่งขี้เมานั่น” ดลพรบอกกับไอลดาว่าดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง ขณะนั่งทานอาหารกลางวัน ณ มุมประจำในห้องอาหารของพันราตรีรีสอร์ต “เขาว่าไง?” หล่อนเงยหน้าขึ้นถาม หลังกลืนอาหารเรียบร้อย ปกติแซมจะพากรุ๊ปทัวร์ต่างชาติไปตระเวนเที่ยวสถานที่สำคัญในจังหวัด “เขาฝากขอโทษ บอกว่าจะรีบมาจัดการ” “ก็ดี” นางพญาสาวพยักหน้ารับรู้ มองว่าฝรั่งขี้นกคนนั้นเป็นฝ่ายผิดก่อน ไม่ได้เป็นความผิดของแซมโดยตรง แต่หากเรื่องนี้เป็นสาเหตุให้ผิดใจกับไกด์หนุ่ม นั่นก็ช่วยไม่ได้ ถือว่าวัดใจว่าเขาใจกว้างขนาดไหน “ตกลงแกพาน้องเอิงไปทำแผล?” “อือ” หล่อนรวบช้อนส้อม หลังทานอิ่มแล้ว “แค่ข้อมือช้ำนิดหน่อย ฉันอยากให้พักแต่เอิงไม่ยอม บอกว่าไม่เป็นไร” “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ผู้จัดการสาวพึมพำ “เอิงเสนอไอเดียดีๆ ในการปรับปรุงคุณภาพอาหารมาด้วยล่ะ” “ว่าไง” สีหน้าดลพรกระตือรือร้นขึ้นทันที เธอเป็นพวกรับฟังความคิดเห็นเสมอ อยากให้รีสอร์ตแห่งนี้ดีขึ้นในทุกด้าน แน่นอนว่าถึงจะเหนื่อยก็ทำอย่างมีความสุข ก็อยากจะทำต่อไปนานๆ ...ทำงานแล้วไม่เหนื่อย มีที่ไหน? พันราตรีรีสอร์ตเป็นหนึ่งในความสุขของผู้จัดการสาว เป็น Passion ที่เธอตั้งใจทำอย่างทุ่มเทมาหลายปี ย่อมอยากให้ผลงานออกมาดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ “น้องเสนอว่า ควรให้พวกเชฟสลับกันโชว์ฝีมือนอกเมนู...” ดลพรฟังไปทานไปโดยไม่พูดขัด กระทั่งฟังจบก็ทานเสร็จพอดี เธอ ยอมรับว่าถูกใจไอเดียนี้ เด็กนั่นฉลาดใช้ได้เลยนะเนี่ย “แล้วแกคิดว่าไง?” แม้จะชอบ แต่ก็ไม่วายย้อนถามความเห็นของหุ้นส่วนคนสำคัญ ไอลดานิ่งไปอึดใจ หลังไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน “ลองดูก็ไม่น่าเสียหาย” “จัดเป็นการแข่งขันชิงรางวัลดีไหม? ถ้าไม่มีรางวัลล่อใจดูจะน่าเบื่อไปหน่อย” จิตวิทยาในการทำงานเป็นเรื่องที่ผู้บริหารควรต้องรู้ และนำมาใช้อย่างเหมาะสม “แล้วแต่แกเลย” สาวสวยเดาว่าอีกคนน่าจะมีแผนสนุกๆ ในใจแล้ว “งั้นฉันไปบอกกับพวกเชฟก่อน ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนๆ” “เชิญ” ผู้จัดการสาวเดินไปยังโต๊ะอาหาร ที่มีพนักงานกว่าครึ่งของรีสอร์ตมารวมตัวกันอยู่ บางคนนั่งทานอาหาร บางคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน บ้างก็ลุกไปตักอาหารตักขนมเพิ่ม ดลพรปรบมือดังๆ สองครั้งเรียกความสนใจ พวกลูกน้องเบนสายตาไปทางต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน และเงี่ยหูฟังว่าผู้จัดการสาวจะบอกอะไร “ขอรบกวนเวลาพักหน่อยนะทุกคน คือคุณบอสของเรามีไอเดียใหม่ๆ มานำเสนอ ขอฟังความเห็นของทุกคนที่นี่หน่อย...โดยเฉพาะคนของแผนกครัว” เหล่าเชฟกับผู้ช่วยพากันทำหน้าตื่น เว้นแต่เอิงเอยที่เดาได้ว่าเรื่องอะไร ดลพรพูดอย่างสั้นกระชับ แต่ว่าดึงดูดให้หลายคนเกิดความสงสัยและอยากเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทันที “กรรมการตัดสินชี้ขาดคือคุณบอสควีนของเรา” ดลพรเบนสายตาไปทางเจ้าของชื่อที่มายืนสมทบข้างๆ ก่อนหันไปพูดต่อ “ผู้ชนะจะได้รับเงินสดเป็นรางวัล ส่วนมูลค่าขึ้นอยู่กับคุณบอสแสนสวยก็แล้วกัน” “ว้าว” / “เยี่ยมไปเลย” หลายเสียงเริ่มโหวกเหวกอื้ออึง หลังได้ยินว่ารางวัลเป็นเงินสด เป็นแรงผลักดันที่ใช้ได้ผลสูงมาก สำหรับคนทำงาน เกือบทุกคนย่อมอยากจะมีกิน มีใช้ มีเงินเหลือเก็บด้วยจะยิ่งดีมาก “แล้วเริ่มแข่งวันไหนคะ?” ม่านยกมือขึ้นถาม “วันจันทร์ที่จะถึงนี้ก็แล้วกัน ส่วนลำดับใครทำวันไหน จะใช้วิธีการจับฉลาก เชฟแต่ละคนทำหนึ่งเมนูคาวสำหรับยี่สิบที่ เผื่อพวกเราที่ว่างจะมาร่วมชิมด้วย “มีผู้ช่วยได้ไหมครับ?” ป๊อบเชฟหนุ่มถามบ้าง “ได้ ส่วนใครว่างจะช่วยใครไปตกลงกันเองนะ ห้ามเสียงาน” ดลพรไม่เข้มงวดกับวิธีการนัก มองว่าการทำอาหารเพียงลำพังจะเสียเวลามากเกินไป อย่างน้อยมีผู้ช่วยก็จะทุ่นแรงมากขึ้น นี่ไม่ใช่การแข่งขันจริงจังแบบเชฟกระทะเหล็ก แต่จัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และปรับปรุงเมนูของรีสอร์ต จึงไม่คิดหลงประเด็นจากเป้าหมายหลัก “แผนกครัวมีใครสงสัยอะไรไหม?” “ไม่ค่ะ” / “ไม่ครับ” “เชฟแต่ละคนก็เตรียมตัวให้พร้อม มาดูสิว่าครั้งแรกใครจะได้รางวัลของคุณบอสกัน” ผู้จัดการสาวพูดยิ้มพอใจที่ได้เห็นสีหน้าแววตาพวกเชฟที่ดูจะสนใจกิจกรรมนี้ ก่อนพยักหน้าน้อยๆ ให้เอิงเอย ปรายตาไปยังพวกรปภ. และคนของแผนกอื่น “ส่วนพวกเราก็มีลาภปาก คอยชิมอาหารอร่อยๆ กัน” “สุดยอดไปเลยครับ” คนแรกพูดพร้อมยิ้มกว้าง ชอบใจกิจกรรมดีๆ แบบนี้ “ผมจะล้างท้องรอทานเลยครับ” อีกคนพูดไปก็ลูบปากไป “คุณบีมให้แค่ชิมคนละนิดหน่อย ไม่ได้ให้กินคนเดียวนะเฟ้ย” คนที่สามรีบอธิบาย “อ้าว เข้าใจผิดเหรอเนี่ย” คนตะกละหัวเราะแหะหลังหน้าแตกไม่เหลือชิ้นดี พลอยทำให้คนอื่นหัวเราะไปด้วย หลังแจ้งกิจกรรมเสร็จ สองผู้บริหารรีสอร์ตกลับขึ้นชั้นสอง ปล่อยให้เหล่าพนักงานได้สรวลเสเฮฮากันต่อ “แม่คิดจะทำอะไรประกวด?” ม่านถามมารดาตัวเองอย่างสนใจ “ยังไม่รู้เลย” ป้าอุไรตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ผิดกับเชฟที่นั่งโต๊ะอื่นมีสีหน้าเคร่งขรึมคิดหนัก “จะไหวไหมเนี่ย?” ผู้ช่วยสาวพูดอย่างกังวล ก่อนหันไปทางเอิงเอยที่นั่งตรงข้าม “แล้วเอิงล่ะ?” ถามยากอีกแล้ว “ไว้ค่อยๆ คิดก็ได้ค่ะ ยังมีเวลาเหลือเฟือ” ยัยน้องพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่โต รวบช้อนส้อมหลังทานอิ่ม จากนั้นยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบ “นั่นสิเนอะ” ป้าอุไรเห็นด้วยกับเอิงเอย สองเชฟส่งยิ้มให้กัน มีเพียงม่านที่นั่งกลัดกลุ้ม จึงอดประชดไม่ได้ “อะไรจะดูปลอดโปร่งขนาดนั้น” ใจเย็นไม่เป็นเลยหรือไง? “แกไม่ได้ลงแข่งซะหน่อย เดือดร้อนอะไรนักหนา คิดมากเกินเดี๋ยวก็แก่แซงฉันหรอก” “โหยแรง ขืนฉันแก่เกินแม่ ฉันคงต้องอยู่หมู่บ้านคานทองแน่” ม่านทำหน้ารับไม่ได้ คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ “เฮอะ” คนเป็นแม่ส่ายหน้าอ่อนใจ กับนิสัยช่างต่อปากต่อคำของลูกสาวที่ยากจะมีชายใดอดทนไหว ปากไวแบบนี้ ใครจะกล้ามาเป็นแฟน ฉันผิดเองที่เลี้ยงลูกได้ไม่ดี ป้าอุไรคิดบ่นในใจ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ผิดหวังกับม่านแม้แต่น้อย สำหรับคนเป็นแม่แล้ว เธอรักลูกสาวคนเดียวมาก ม่านเป็นไม่ต่างจากแก้วตาดวงใจ แต่ก็ไม่ได้ตามใจทุกเรื่อง แม่จะโกรธฉันหรือเปล่า? ม่านแอบรู้สึกผิดที่บางครั้งก็พูดจาโผงผาง แต่การจะแก้ไขอุปนิสัยปากไวไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างน้อยก็เป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี ทำผิดรู้จักสำนึกและยอมถอยเป็น “ขอโทษที่ม่านพูดจาไม่ดีกับแม่เมื่อกี้” คนเก่งทำหน้าจ๋อยเหลือหนึ่งนิ้ว ก้มหน้าต่ำอย่างสำนึกผิด “รู้ตัวก็ดีแล้ว” อุไรไม่อยากพูดซ้ำเติมอะไร จึงเปลี่ยนเรื่อง “ทานเสร็จแล้วก็เก็บจานไปล้างให้เรียบร้อย” “ค่ะแม่” ม่านนำจานชามและช้อนส้อมที่ใช้แล้วเรียงซ้อนกัน เพื่อนำไปทำความสะอาด “ส่งจานมาสิเอิง” “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเอิงจัดการเอง” ยัยน้องพูดอย่างเกรงใจ “งั้นก็ได้” “เดี๋ยวหนูเอิงกลับไปพักผ่อนที่ห้องนะ ถ้าทำกะเย็นไม่ไหวก็บอกป้า ป้าจะได้หาคนทำแทน” เชฟอาวุโสบอกกับเชฟสาวเสียงนุ่ม “เข้าใจแล้วค่ะ”
“ไม่คิดเลยว่าวิธีง่ายๆ จะทำให้แผนกครัวคึกคักขึ้นมาได้” ดลพรพูดอย่างประหลาดใจกับไอลดา ขณะอยู่ในห้องทำงานชั้นสองที่ทั้งคู่ใช้ร่วมกัน เป็นจิตวิทยาที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว “อืม” บอสสาวพยักหน้า ละสายตาจากเอกสารตรงหน้า “ว่าแต่แกคิดว่าพวกเชฟจะนำเสนออาหารอะไร?” ผู้จัดการสาวเดาไม่ถูก หลังเชฟแต่ละคนของพันราตรีรีสอร์ตถนัดอาหารคนละด้าน ป้าอุไรเก่งอาหารไทย เชฟป๊อบถนัดอาหารฝรั่ง เชฟอีกสองคนเด่นทางอาหารอีสานกับขนมของหวาน ส่วนยัยน้องตัวต้นคิดก็เหมือนจะทำได้หลากหลาย ฉันไม่ได้มีญาณหยั่งรู้หรอกนะ สาวสวยหรี่ตามองเพื่อน “ไว้ถึงวันนั้นก็คงรู้เองแหละ” “เออก็จริง” ดลพรหัวเราะเก้อๆ “ว่าแต่แกจะให้รางวัลเท่าไหร่?” “ต้องขอชิมก่อนว่าถูกใจแค่ไหน?” ไอลดาประเมินผลงานตามเนื้อผ้า ขั้นต่ำคงใส่ซองหนึ่งใบสีเทาเป็นกำลังใจ ซึ่งเพียงพอจะทำให้ผู้แข่งขันที่เหลือไฟลุกท่วม ถ้าอาหารประทับใจมากก็อาจจะใส่เพิ่มได้ ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ลูกน้องฮึกเหิม และมุ่งมั่นทำงานให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป หล่อนใช้จิตวิทยาในการทำงานเสมอ เพื่อรีดประสิทธิภาพลูกน้องให้นำความสามารถออกมาใช้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ วิธีนี้มีใช่ว่าไม่มีข้อเสีย ข้อสำคัญคือต้องเอารางวัลมาล่อ และครั้งต่อไปอาจต้องเพิ่มรางวัลมากขึ้น จึงไม่ควรทำเช่นนี้บ่อยนักเพราะมันเปลือง และเพื่อไม่ให้กลายเป็นความเคยชิน ซ้ำซาก “แล้วเรื่องฝรั่งขี้เมาของแซมล่ะ เอาไงดี?” เพื่อนสนิทเปลี่ยนหัวข้อ ล่าสุดหมอนั่นสร่างเมาแล้ว แต่โดนกักตัวอยู่ที่ห้องพักของเขา อย่างไรเสียก็เป็นลูกค้าจึงไม่กระทำการอะไรรุนแรง แต่ฝรั่งนี่โดนถ่ายรูปเตรียมขึ้นแบลค์ลิสต์ไว้แล้ว เผื่อว่าในอนาคตเขาจะไปสร้างปัญหาให้กับที่อื่น “แล้วแต่แกเลย” ไอลดาค่อนข้างให้อิสระกับการตัดสินใจของดลพรที่ทำหน้าที่ผู้จัดการได้ดีเสมอมา ประกอบกับมองว่าเรื่องครั้งนี้เป็นความผิดของแขก...ไม่ใช่ตัวแซม ถ้าไกด์หนุ่มไม่อาจแยกแยะประเด็นนี้ นำไปสู่ความขัดแย้ง แล้วเลี่ยงไปใช้บริการที่พักอื่นแทน นั่นก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ “โอเค”
ทำอะไรดีนะ? เอิงเอยคิดแล้วคิดอีกว่าจะทำอะไรส่งประกวดดี แม้จะเหลือเวลาอีกหลายวัน แต่เธอต้องการโชว์ฝีมือให้ไอลดาเห็นและยอมรับในความสามารถของตน จึงตั้งอกตั้งใจเกินร้อย ...ถึงไม่ชนะเลิศ แต่ต้องชนะใจหล่อน ยัยน้องพลิกดูสมุดโน้ตเก่าๆ ที่มีหลายเรื่องราวของไอลดาบันทึกไว้ ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร แน่นอนว่าในนั้นมีรายชื่ออาหารกับขนมที่สาวสวยคนนั้นโปรดปรานอยู่ด้วย ผ่านไปหลายปี หวังว่าพี่ควีนจะยังชอบเหมือนเดิม ...เอาอันนี้แล้วกัน เธอเลือกจดโน้ตหลายรายการเผื่อเลือกอีกรอบในตอนเช้า จะได้หาวัตถุดิบมาปรุงสักรอบสองรอบเพื่อความมั่นใจ ผ่านไปเกือบสี่ทุ่ม ยัยน้องยกมือป้องปากหาวหวอดออกมา สายตาสะดุดกึกมองไปยังผ้ายืดที่พันข้อมือไว้ วงหน้าสวยหวานหวานดุจนางพญาพลันลอยมา เรียกให้มุมปากกระดกขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณนะคะพี่ควีน...ผ่านไปกี่ปี ก็ยังใจดีเหมือนเดิม เอิงเอยลุกขึ้นเดินไปยังหน้าต่าง ที่สามารถเห็นบ้านหลังงามที่ตั้งอยู่สองหลังของผู้บริหารสาว หนึ่งในนั้นคือบ้านพักของไอลดา ที่แสงไฟสว่างอยู่ชั้นล่าง เดาว่านางพญาคนนั้นยังไม่เข้านอน อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่รู้สึกเหมือนห่างไกลกันเหลือเกิน ยัยน้องคิดแบบเศร้าสร้อย อาการไม่ต่างจากน้องหมามองเครื่องบิน หากพูดให้ดูดีหน่อยก็...กระต่ายหมายจันทร์ เธอถอนใจเบาๆ เมื่อคิดไปว่าอีกฝ่ายมีคนรักอยู่แล้ว ในความคิดเอิงเอย พอลไม่ได้คู่ควรกับหล่อนเลยสักนิด ไม่รู้ว่าสาวสวยเลือกเข้าไปได้อย่างไร จะมีสักวันไหมที่พี่จะมองเห็นเอิง ...หรือว่าชาตินี้ เอิงจะได้แค่มองพี่อยู่ห่างๆ แบบนี้
ไอลดานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโทรทัศน์จอใหญ่ภายในห้องรับแขก ทว่าสายตาคู่สวยหาได้สนใจซีรีย์รักตรงหน้าแม้แต่น้อย ในมือถือสมาร์ตโฟนราคาแพงที่มีข้อความเข้ามารัวๆ จากพอล ซึ่งเขียนมาเล่ากึ่งฟ้องว่า หลังหล่อนลุกจากโต๊ะแซมพูดจาไม่ดีกับเขาอย่างไรบ้าง ผู้ชายอะไรขี้ฟ้อง...น่ารำคาญชะมัด นางพญาสาวคิดประชดในใจ แค่เปิดอ่านผ่านๆ ไม่คิดจะเขียนอะไรตอบ นับวันความอดทนที่มีต่อพอลลดลงเรื่อยๆ จากเดิมที่อาจจะชื่นชมเขาอยู่บ้างในความเก่งเชี่ยวชาญในธุรกิจโรงแรม หล่อนไม่ได้ประทับใจความเท่ความหล่อหรือความร่ำรวยของเขา แต่บัดนี้กลายเป็นเห็นหน้าพอลแล้วรำคาญอึดอัด บางทีถึงขั้นขัดหูขัดตาด้วยซ้ำ คุยด้วยไม่กี่คำก็อยากจะเผ่นหนีไปให้ไกล บอกรักอะไรกันวันละสามเวลาสี่เวลา ไม่เบื่อบ้างหรือไง? สาวสวยทอดถอนใจ หลังอ่านคำหวานที่ไม่หวานซึ้งกินใจเลย ดูเหมือนพอลจะยังไม่รู้ตัวสักนิดว่าหล่อนคิดอย่างไรกับเขา ผู้ชายคนนั้นยังคงตามตื้อหล่อนมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ถึงขั้นกล้าเอ่ยปากขอแต่งงาน ขืนฉันแต่งด้วย ไม่ทันก้นหม้อข้าวดำคงเลิกแน่ หล่อนส่ายหน้านึกภาพอนาคตกับพอลไม่ออก เลื่อนปิดเสียงก่อนวางสมาร์ตโฟนกับโต๊ะกระจก ก่อนคว้าเบียร์กระป๋องมาจิบหนึ่งอึก แล้วมองไปยังทีวีจอแบนขนาดใหญ่ นางเอกนี่หน้าตาเหมือนเอิงเลย นิสัยก็คล้าย แถมเป็นเชฟซะด้วย ไอลดากระตุกยิ้มเล็กน้อย อารมณ์ที่ขุ่นมัวเริ่มดีขึ้น ค่อยๆ อินไปกับซีรีย์จีนตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว ยัยนางเอกทำข้าวผัดได้น่าทานจัง หล่อนคิดแบบนั้น รู้ตัวอีกทีก็ดูจบไปสองตอน จึงกดปิดโทรทัศน์หลังได้เวลาเข้านอน พรุ่งนี้ให้เอิงเอยทำข้าวผัดปูให้ทานน่าจะดี
|
บทความทั้งหมด
|





ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [