มิอาจเปลี่ยนใจ Unchanged บทที่ 8 (YURI)

 

ช่วงบ่าย โอภาสแวะมาหามารดาเพื่อขอเงิน หลังใช้เงินเดือนหมดไปก่อนครึ่งเดือน นับวันเขาจะใช้เงินเกินตัวมากขึ้นเรื่อยๆ หลังมีเพื่อนกเฬวรากชวนไปดื่มไปเที่ยว ส่วนเรื่องผู้หญิงมีบ้างแต่ไม่จริงจังเป็นตัวเป็นตน

เงินเดือนใช้หมดภายในสิบวัน...เก่งไปนะ!

รดาส่ายศีรษะอ่อนใจ หลังโดนลูกชายรีดไถเงิน ทั้งที่มีงานมีการทำแล้ว เหมือนเด็กที่เลี้ยงไม่โตสักที

“จะคิดถึงแม่ ก็ตอนไม่มีเงินเท่านั้นสินะ” แม่พูดประชดแดกดัน

ปกติลูกชายไม่ค่อยมาให้เห็นหน้าเห็นตา หลังย้ายไปอยู่คอนโดกลางเมือง ด้วยเหตุผลความสะดวกในการเดินทาง ซึ่งรดาก็จัดให้ตามที่เขาขอ โดยใช้เงินเก็บที่มีอยู่ซื้อเป็นชื่อของตัวเอง

...เรื่องคอนโดเป็นไม่กี่เรื่องที่ทำให้อธิปโกรธมาก ที่โอ๋ลูกชายจนเคยตัว กว่าจะเคลียร์ปัญหาจบ รดาต้องง้อสามีอยู่หลายอาทิตย์ แถมยังโดนลดเงินจากที่เคยได้แต่ละเดือนลงไปหลายหมื่นอีกต่างหาก

“แม่ครับ ผมคิดถึงแม่ตลอดนั่นแหละ” น้องชายหล่อนพูดเสียงนุ่มออดอ้อน เขาจัดว่ามีใบหน้าหล่อเหลา คลับคล้ายอธิปผู้พ่อหลายส่วน รูปร่างสูงโปร่ง ผิวค่อนไปทางขาว หากไม่ดื่มจัดและเที่ยวกลางคืนคงดูดีกว่านี้

แม่จ้องหน้าเขาเขม็ง

“จะให้แม่เชื่อ?”

แรง!

โอภาสยิ้มเจื่อนๆ ที่โดนดักคอ ก่อนขยับไปเกาะแขนมารดาแบบอ้อนๆ

“ผมไม่โกหกแม่ แม่ก็รู้นี่ครับ” เขาตีหน้าใสซื่อ “นะครับแม่”

โกหกเก่งยิ่งกว่าพินอคคิโอเสียอีก เชื่อก็บ้าแล้ว

รดาคิดเถียง แต่ไม่ได้พูดออกมา ก่อนเอ่ยตัดบทอย่างรำคาญ

“จะเอาเท่าไหร่?”

“ห้าหมื่นครับ” ลูกชายบอก

อะไรนะ! ฉันไม่ได้พิมพ์แบงค์ใช้เองนะ

คนเป็นแม่ขมวดคิ้ว หลังได้ยินจำนวนที่มากเกินกว่าปกติ

“ใช้อะไรเยอะแยะ งานการก็ไม่ค่อยไปทำ พี่วีเขาไม่ไล่ออกก็ดีเท่าไหร่แล้ว”

มาฟ้องอีกสินะ ชิส์!

โอภาสนึกขุ่นเคืองพี่สาวที่ชอบเป็นก้างขวางคอ น้อยครั้งที่จะมีความเห็นตรงกัน

แต่สิ่งที่ทำให้เขาริษยารุจรวีที่สุดก็คือ การที่หล่อนได้เป็นถึงรองประธานบริษัท ขณะที่เขาเป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจุดนี้โอภาสมองว่า พ่อลำเอียงรักแต่พี่สาว

...แต่ไม่เคยมองตัวเองเลยว่า ทำตัวเหมาะสมแค่ไหน

ชายหนุ่มขยับไปนวดต้นแขนแม่เพื่อเอาใจ

“ผมไม่ได้เอาไปใช้เรื่อยเปื่อยนะครับ ผมตั้งใจจะเอาไปลงทุนกับเพื่อนต่างหาก”

อย่ามาตลก!

รดาทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ หลังลูกชายเคยอ้างเหตุผลนี้มาก่อน แล้วโครงการเพ้อเจ้อก็หายวับไปพร้อมกับเงินก้อนหนึ่ง จากนั้นโอภาสก็ไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย

...แต่แม่หล่อนยังคงจำไม่ลืม

“ลงทุนอะไรอีก ปีที่แล้วก็พูดแบบนี้ ไหนล่ะบริษัทของแก? ทำอะไรไปบ้าง?”

จำแม่นเกินไปรึเปล่า

“คือว่า...” เขาคิดหาข้ออ้างไม่ทัน

“ถ้าจะโกหกอะไร ก็ช่วยจำให้แม่นๆ หน่อย” รดาประชดอย่างเหลืออด แล้วยื่นคำขาดออกมา “แม่คงให้ได้แค่สองหมื่น เอาไหม ไม่เอาก็ไม่ต้องเอา”

ไม่เอาได้ไง เดี๋ยวได้อดตายกันพอดี

“เอาครับ” ตอบรับอย่างเร็ว

หลังได้รับเงินสมใจ โอภาสก็ไหว้มารดางามๆ หนึ่งหน แล้วขอตัวไปแทบจะทันที ด้วยมีนัดกับเพื่อน

เขาขับรถสวนกับรุจรวีตรงหน้าประตูรั้ว แต่ไม่หยุดทักทายหล่อน ทำเป็นไม่เห็น แล้วแล่นรถออกไปเลย

สาวสวยแค่นหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง ที่โดนน้องชายเมินใส่

อะไรกันนักหนา!

 

หลังทานข้าวเย็นกับมารดาเสร็จ รุจรวีก็ขอตัวขึ้นห้อง โดยไม่ลืมแบ่งขนมที่ซื้อมาให้มารดากับสาวใช้ในบ้าน โดยเก็บเอแคลร์ไว้ทานเองหนึ่งกล่อง

สาวหวานเหม่อมองกล่องขนม พลันคิดไปถึงคนขายหน้าคม มุมปากยกขึ้นอย่างลืมตัว

ดูเก้งก้างแบบนั้น ไม่นึกว่าจะชงกาแฟอร่อย อยากรู้จริงว่าทำขนมอะไรเป็นบ้าง?

หล่อนนึกอยากรู้เรื่องของเธอ หลังไม่ได้ติดต่อกันนานหลายปี

แต่พอนึกไปถึงปภพ ชายหนุ่มที่ดูจะคิดลึกซึ้งกับนาราเกินเพื่อน อารมณ์ดีๆ ก็หายวับกลายเป็นพื้นเสียในชั่วพริบตา

หมอนั่นท่าทางเอาจริงสินะ

รุจรวีประเมินจากการที่เขารุกนารามาก ทั้งในและนอกที่ทำงานแบบเปิดเผย จึงรู้สึกหนักใจไม่น้อย

ดั่งสุภาษิตโบราณที่ว่า ‘ดักลอบให้หมั่นกู้ เจ้าชู้ให้หมั่นเกี้ยว’ ขนาดน้ำทีละหยดยังเซาะหินได้ นับประสาอะไรกับก้อนเนื้อในอก จะไม่หวั่นไหวบ้างรึไร

...แอบกังวลกลัวเธอจะรับรักคนอื่น

ไหนจะมิ ไหนจะหมอนี่อีก...ฉันควรทำอย่างไรดี?

รองประธานสาวนึกถามตัวเองหลายครั้ง ไม่บ่อยที่จะสองจิตสองใจขนาดนี้

...ไม่อยากให้นาราให้ความสำคัญกับใครมากกว่าตน

 

“รู้จักเด็กใหม่ที่ชื่อนาราหรือเปล่า?” เจษฎาถามโอภาส ขณะนั่งดื่มด้วยกันในห้อง VIP ผับประจำ

“นารา?” น้องชายหล่อนขมวดคิ้วหนาเล็กน้อย รู้สึกคุ้นๆ กับชื่อนี้แต่คิดไม่ออก “มีอะไร?”

“ลือกันว่า นาราเป็นแฟนเก่าของท่านรองวี จริงหรือเปล่า?” อีกคนถามอย่างอยากรู้อยากเห็น และไม่มีใครให้คำตอบได้ดีกว่าคนวงใน

แฟนเก่า...

“อ๋อ!” โอภาสทำตาโตคิดออกทันที ก่อนย้อนถาม “ยายเด็กนั่นมาทำงานที่นี่ด้วยเหรอ?”

“ประมาณอาทิตย์หนึ่งมั้ง”

“อยู่ฝ่ายไหน?”

“การเงิน เห็นหลายคนบอกว่าหน้าตาสวยคมทีเดียว แต่ฉันยังไม่เห็น ว่าจะไปดูสักหน่อย”

“งั้นเหรอ”

“ตกลงท่านรองวีชอบแต่ผู้หญิงเหรอ?”

โอภาสยักไหล่น้อยๆ เหยียดยิ้มดูแคลนพี่สาวของตน

“คงใช่ ไม่เห็นคบผู้ชายจริงจังสักคน”

“ว้า แบบนี้ฉันก็หมดสิทธิ์สิเนี่ย”

“คิดเป็นพี่เขยผม ไม่ง่ายหรอกนะครับ” น้องชายหล่อนยกแก้วน้ำเมาขึ้นซดรวดเดียวหมดแก้ว คิดหาวิธีเล่นงานพี่สาวตัวเองว่าจะใช้วิธีไหนจึงจะได้ผล

ดูสิถ้าเป็นแบบนี้ ท่านรองวีที่เคารพ จะยิ้มออกอีกไหม!

โอภาสแสยะยิ้มร้ายกาจชวนให้คนมองขนลุก

เจษฎาที่นั่งอยู่มองอีกฝ่ายอย่างงงๆ แต่ไม่กล้าซักมาก รู้อยู่แก่ใจว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ค่อยถูกกับพี่สาวเท่าไหร่

คิดจะทำอะไรแผลงๆ อีกสิท่า

 

เช้าวันจันทร์ นาราไปทำงานพร้อมกับขนมฝากเพื่อนร่วมงาน ขณะเดินเข้าบริษัท โดยมาถึงช้ากว่าปกติเล็กน้อย แล้วเจอกับใครบางคนที่มาถึงก่อนสักพัก

“นา” ปภพเรียกชื่อหญิงสาว

เธอส่งยิ้มให้เพื่อนชาย

“มาเร็วนี่”

“ก็มารอนานั่นแหละ”

คนฟังทำหน้าแปลกใจ

“มีอะไรเหรอ?”

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่อยากบอกว่า ขนมที่ร้านอร่อยมาก” เขาเอ่ยชมตามตำราจิตวิทยา

...ถ้าอยากให้คนชอบเรา ต้องรู้จักชื่นชมอีกฝ่ายก่อน

“ขอบใจนะ ไว้จะไปบอกคนทำให้” สาวร่างสูงยิ้มร่า “ถ้าอยากได้อะไรก็สั่งได้นะ ฉันหิ้วมาให้ได้ ไม่คิดค่าส่ง”

“ขายเก่งแบบนี้ มาอยู่ฝ่ายขายดีกว่ามั้ง” ชายหนุ่มแกล้งกระเซ้า ทีเล่นทีจริง

“ไม่เอาอ่ะ อยู่การเงินดีแล้ว”

“แย่จัง”

ทั้งคู่เดินไปคุยไปผ่านโถงชั้นล่างของบริษัท เพื่อไปขึ้นลิฟต์

“นั่นค่ะคุณนารา” ประชาสัมพันธ์สาวบอกกับโอภาส หลังเขาแวะมาขอความช่วยเหลือแบบไม่อาจปฎิเสธได้

“ขอบใจนะ” น้องชายหล่อนหลิ่วตาให้ผู้หญิงคนนั้น ก่อนเรียกชื่อเธอเสียงดัง “นารา!”

พนักงานหลายคนหันมองต้นเสียง แต่พอเห็นว่าเป็นใคร ก็รีบเผ่นไปคนละทาง

...ไม่มีใครอยากมีปัญหากับลูกชายประธานบริษัท

เสียงใคร?

เจ้าของชื่อเอียงหน้าไปมองคนเรียก แล้วต้องหรี่ตาลง รอยยิ้มสลายไปจากใบหน้าคม

ซวยจริงๆ หรือเมื่อเช้าฉันก้าวเท้าผิดข้างออกจากบ้าน

นึกบ่นในใจ

“ทำไมจำฉันไม่ได้เหรอ?” ชายหนุ่มถาม หลังเดินเข้ามาใกล้ โดยไม่สนใจปภพที่อยู่ข้างกายหญิงสาวแม้แต่น้อย

“พี่ภาส...” เธอกลั้นใจเรียกชื่อเขาแบบที่เคยเรียก

“ไม่ได้เจอตั้งนาน สวยขึ้นนะเรา” เอ่ยคำพูดชื่นชม ขณะที่สำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียดลออ ด้วยสายตากึ่งๆ แทะโลมแบบชายเจ้าชู้

“ขอบคุณค่ะ” ร่างสูงตอบเสียงราบเรียบ

นารู้จักเขาด้วยเหรอ?

เพื่อนชายคิดแปลกใจ ไม่ขยับตัวไปจากตรงนั้น เขาพร้อมจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษปกป้องหญิงสาว

ปภพเคยได้ยินเรื่องของโอภาสมาบ้าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องฉาวโฉ่ไม่ค่อยมีเรื่องดี แต่ไม่เคยคุยด้วยสักครั้ง จึงไม่ถึงกับปักใจเชื่อทั้งหมด

...ข่าวลือมักจะหาดีไม่ค่อยได้เป็นธรรมดา

โอภาสปรายตามองไปยังปภพแวบหนึ่ง ก่อนทอดสายตากลับมายังนารา

“สวยแบบนี้ มีแฟนรึยัง?”

สาวร่างสูงขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าจะโดนคำถามประหลาดๆ

“อะไรนะคะ?”

“ก็ไม่อะไรหรอก” น้องชายหล่อนยักไหล่น้อยๆ แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม “ถ้าเธอยังไม่มีแฟน มาคบกับฉันไหม?”

พนักงานหลายคนตาลุกหูผึ่ง หันไปเงี่ยหูฟังโดยไม่ต้องนัดหมาย ชอบมากสอดรู้เรื่องชาวบ้าน

เฮ้ย! มาขอคบง่ายๆ เนี่ยนะ เมื่อก่อนเกลียดฉันจะตายไป...หรือสมองผิดปกติ?

เธอทำหน้าเหลอหลากับคำขอของโอภาส ที่ทำเอาอึ้งงงไปหลายวินาที ก่อนเอียงคอถามตรงๆ

“ละ ล้อเล่นใช่ไหมคะ?”

“ฉันพูดจริงๆ” โอภาสเน้นหนักแน่น ก่อนถามย้ำ “คบกันนะ?”

ได้ไง?

ปภพเบิกตากว้าง รู้สึกเหมือนโดนคนฉกของสำคัญไปต่อหน้าต่อตา ขยับปากจะคัดค้าน

ในจังหวะนั้นเอง มีสองคนมาปรากฎตัวแบบคาดไม่ถึง

“วันนี้มาทำงานเช้าได้นะโอภาส” อธิปทักทายลูกชายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

ขัดคอกันจริง

โอภาสทำหน้าเซ็งสุดขีด เอียงคอไปมองประธานบริษัทที่มาในจังหวะที่พอดีเกินไป

“สวัสดีครับ” น้ำเสียงเป็นทางการ แต่ไม่ได้แสดงถึงความเคารพสักเท่าใด เขาปรายตาไปยังพี่สาว แต่ไม่พูดอะไรสักคำ

เฮ้อ! ยังไม่เลิกเย็นชาให้วีอีกเหรอเนี่ย จะเจ้าคิดเจ้าแค้นเกินไปรึเปล่า...ลูกผู้ชายมากลูกฉัน

บิดานึกตำหนิลูกชายในใจ ที่มีอุปนิสัยไม่ยอมรับความจริง ใครพูดแนะนำอะไรดีๆ ก็พาลโกรธไปหมด นิสัยความคิดต่างจากรุจรวีคนพี่อย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้โอภาสนิสัยเสียมาจากเขากับภรรยา ที่ตามใจลูกชายมากเกินไป

แม้เขาจะพยายามดัดนิสัยโอภาส แต่ก็ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะยังมีรดาคอยให้ท้าย แอบให้เงินใช้ฟุ่มเฟือยเดือนละหลายหมื่นบาทตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ลูกชายจึงทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย เอาแต่เที่ยวเตร่ ผลการเรียนตกต่ำจนแทบจะโดนรีไทร์

อธิปตัดสินใจใช้ไม้แข็งกับทั้งแม่ทั้งลูก ยื่นคำขาดให้เขาเรียนจบไม่เช่นนั้นจะไล่ออกจากบ้าน หลังมีปากเสียงอย่างรุนแรง ลูกชายขอย้ายไปอยู่คอนโด เขาทะเลาะกับภรรยาอยู่หลายอาทิตย์ ทำให้ความสัมพันธ์ของครอบครัวเหินห่างกันไป ถึงตอนนี้จะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้เขาเสียใจไม่น้อย แต่ก็ไม่คิดต่อว่าใคร นอกจากตัวเอง

พ่อหล่อนละสายตาจากลูกชาย มองไปทางนารา คลี่ยิ้มอ่อนโยนแบบไม่ถือตัวว่าเป็นประธานบริษัท

“เป็นไงลูกทำงานที่นี่?”

“สวัสดีค่ะคุณลุง” เธอยกมือทำความเคารพท่านประธาน “ดีค่ะ”

“ตั้งใจทำงานนะ”

“ค่ะ”

ขณะที่หล่อนยืนอยู่ข้างกายบิดา ทว่าใบหน้าหวานของรุจรวีขรึมกว่าทุกวัน มองไปยังสองหนุ่มหนึ่งหญิง หยุดสายตาที่นารานานหลายวินาที ก่อนหันไปทางบิดา

“วีขอตัวก่อน...ขอยืมตัวหลานสาวคุณพ่อด้วยนะคะ” ประโยคหลังดังแค่กระซิบ

หืม...

อธิปทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย

“ไปเถอะ”

รองประธานสาวสบตากับเธอ แล้วกล่าวเสียงเรียบ

“เชิญคุณนารามากับฉันหน่อยค่ะ”

สาวร่างสูงมองรุจรวีแบบไม่เข้าใจ แต่อึดอัดสายตาหลายสิบคู่ที่จ้องมองมายังตน จึงไม่คิดจะอยู่ตรงนั้นนานนัก

“ค่ะ”

เธอหันไปค้อมหัวต่ำให้อธิป แล้วตามหล่อนไปยังลิฟต์ อยากรู้ว่าอีกคนมีธุระอะไรกับตน

ชอบทำหน้าเครียดไปนะคะ มีอะไรอีกเนี่ย?

สาวหน้าคมสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดของหล่อน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเห็นรอยยิ้มสวยแบบวันนั้นมากกว่า

...ไม่มีใครอยากเห็นคนที่เราชอบไม่สบายใจ

 

หวงล่ะสิ

โอภาสหรี่ตามองตามหลังสองสาวไปอย่างสะใจ เขาอยากจะฉกชิงทุกอย่างที่พี่สาวรักชอบมาเป็นของตน ด้วยมีความเชื่อฝังใจว่า รุจรวีแย่งหลายสิ่งที่ควรเป็นของเขาไป

หลายปีที่ผ่านมา เขาโดนปิติยาเอาเรื่องไม่ดีใส่สมองให้มากมาย โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่า ตนทำตัวแย่และร้ายต่อจิตใจคนอื่นขนาดไหน

...แต่กลับมองตัวเองดีเลิศ ไม่ต่างจากลูกเทวดา

“อย่าไปยุ่งกับนาราเลยนะ ทำชีวิตของเราให้ดีก่อนเถอะ” อธิปพูดเปรยขึ้น เหมือนรู้ว่าโอภาสกำลังคิดทำเรื่องไม่ดี

ลูกชายทำตาขวางที่โดนขัดใจ หันสบสายตาชายอาวุโส

“ทำไม ผมชอบนาราไม่ได้?”

คนอย่างแกชอบใครเป็นบ้าง?

บิดาแค่นหัวเราะเบาๆ

“แต่พ่อไม่คิดว่านาจะชอบลูก”

ใบหน้าหล่อเหลาของลูกชายบึ้งตึง

“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกครับ”

จะดื้อให้ได้โล่หรือไง

ประธานบริษัทได้แต่ยิ้มบาง คิดอ่อนใจกับความดื้อรั้นเกินพิกัดของลูกชาย

“บางเรื่องก็เสียเวลาเปล่าๆ” ชายสูงวัยเปรยขึ้นเหมือนพูดกับตัวเอง หันไปทักทายปภพ “สวัสดีนะ” แล้วอธิปก็เดินไป

“เชอะ ลำเอียงตลอด” โอภาสบ่นพึมพำ แล้วสะบัดหน้าก้าวขาไปอีกทาง

ครอบครัวนี้แปลกๆ

ปภพอดคิดแบบนั้นไม่ได้ ก่อนนึกไปถึงนารา ที่ดูจะเกี่ยวข้องกับครอบครัวบ้านนี้ไม่น้อย

ตกลงนาราสนิทกับท่านประธาน แถมลูกชายท่านประธานก็ขอเป็นแฟนด้วย...จะไหวไหมฉัน?

ดีกรีคู่แข่งเป็นถึงลูกมหาเศรษฐี ทำให้เพื่อนชายใจฝ่อ ตั้งแต่ยังไม่ทันออกตัวด้วยซ้ำ

เหล่าพนักงานที่อยู่ในเหตุการณ์แยกย้ายไปทำงานของตน หลังไม่มีอะไรสนุกให้ลุ้น มีแค่ข่าวลือสะพัดไปทั้งบริษัทว่า

... ‘ลูกชายท่านประธานขอคบกับนารา ต่อหน้าท่านประธาน แต่ฝ่ายหญิงยังไม่ได้ตอบรับ’

“นาราอีกแล้วเหรอ?”

“มีข่าวลือเยอะไปไหม เพิ่งมาทำงานไม่กี่วันเอง”

“ตกลงยายนี่มีอะไรดีนักหนา เมื่อก่อนคบพี่ ตอนนี้น้องจะขอคบด้วย?”

ฯลฯ

บรรดาเจ้ากรมข่าวลือช่วยกันกระพือข่าว ไปในกลุ่มสนทนาของตน ก่อนเที่ยงพนักงานเกินครึ่งบริษัทก็รู้เรื่องนี้

 

“เข้ามาสิ” รุจรวีบอกกับนาราเสียงเย็น หลังเปิดประตูห้องทำงานของตน โดยไม่ลืมทักทายเลขาสาวแว่น “ขอคุยธุระแป๊บหนึ่งค่ะพี่แวว”

“ค่ะ” แววตาได้แต่พยักหน้า มองตามทั้งคู่เข้าห้องไปอย่างงงๆ

“อยู่ห่างๆ โอภาสไว้” สาวสวยพูดเสียงเย็นเยียบ หลังนั่งที่โซฟารับแขกยาวตัวเดียวกัน

หืม?

สาวร่างสูงทำหน้างง รับรู้ว่านั่นไม่ใช่การขอร้อง...แต่คือคำสั่ง

ทว่าเธอไม่ใช่คนที่ทำอะไรแบบไร้เหตุผล เพราะอย่างไรเขาก็คือน้องชายของหล่อน

“ทำไมคะ?”

ตกลงไม่รู้จริงๆ หรือยายบื้อ

หล่อนคิดต่อว่าในใจ ใบหน้าสวยหักงอกว่าเดิม

“จะถามทำไม ฉันบอกให้ทำ ก็ทำตามไม่ได้รึไง” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

ขี้โมโหไปไหมพี่วีขา

“แค่ถามเฉยๆ ไม่เห็นต้องดุเลย”

“เพราะเธอชอบดื้อ ฉันบอกอะไรไม่เคยจะเชื่อ” รุจรวีว่ากึ่งตัดพ้อกลายๆ

นาราหัวเราะเบาๆ ออกมา

“ฉันไม่ดื้อกับคนอื่นหรอกค่ะ”

“ใช่ เพราะเธอดื้อกับฉันคนเดียว” สาวสวยพูดต่อ นัยน์ตาคู่หวานฉายแววอ่อนลง

“รู้ลึกรู้จริง”

“กวนประสาท” หล่อนค้อน แล้วถามต่อ “อย่าบอกนะว่าเธอชอบโอภาส”

“คงชอบลงหรอกนะคะ สมัยก่อนชอบแกล้งฉันจะตายไป”

“งั้นปภพล่ะ?” ร่างบางซักต่อ

“คุณจะรู้ไปทำไมคะ?” ร่างสูงเลี่ยงที่จะพูดถึง หลังเขาสารภาพรักผ่านเพลงคืนนั้น หญิงสาวก็คิดจะเว้นระยะกับเขา แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอ่ยปฎิเสธ ด้วยรู้ว่าอกหักเจ็บปวดขนาดไหน

...บางคนถึงแสนดี แต่เหมาะจะเป็นเพื่อนมากกว่าคนรัก

“ตอบ!” รุจรวีคาดคั้น

ยิ่งอยากรู้ ฉันยิ่งไม่อยากบอก

“ตอนนี้ไม่ใช่ แต่ต่อไป...ไม่แน่” เธอแกล้งพูดยั่ว คิดลองใจสาวสวย

คนฟังชักสีหน้าไม่พอใจ

“ต่อไปก็ไม่ได้ ฉันไม่ยอม”

หืม?

“นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันจะคบกับใคร ไม่เกี่ยวกับคุณสักหน่อย”

“ทำไมจะไม่เกี่ยว เธอเคยบอกชอบฉันคนเดียว จะเปลี่ยนใจรึไง” หล่อนทวงสัญญา

ที่แบบนี้ดันจำแม่น...เชื่อเขาเลย

“ฉันเปลี่ยนใจไม่ได้เหรอคะ นั่นมันก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนะ” นาราขยับตัวมาใกล้ แกล้งทำลอยหน้าลอยตากวนประสาท

“ไม่ได้” รุจรวีกระชากคอเสื้ออีกคน ดึงจนใบหน้าของเราใกล้กันมาก ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะหน้า แล้วกล่าวเสียงดุ “เธอต้องชอบฉันแค่คนเดียว”

“คุณคบคนอื่นอยู่ ฉันไม่อยากเป็นตัวสำรองใคร” สาวผมสั้นพูดตรงๆ น้ำเสียงตัดพ้อกลายๆ

“พูดเรื่องอะไร?” รองประธานสาวนิ่วหน้าไม่เข้าใจ

“คุณเขมทัต”

ร่างบางเลิกคิ้วเล็กน้อย

“ฉันไม่ได้คบกับเขาสักหน่อย อย่ามามั่ว”

“จริงนะ?”

“อือ” หล่อนตอบเสียงต่ำๆ ในลำคอ ลมหายใจติดขัดหลังอยู่ใกล้อีกคนมากเกินไป จึงคลายมือที่จับคอเสื้อออก

นาราคลี่ยิ้มพอใจกับคำตอบ สบตาคู่สวย แล้วมองต่ำไปยังเรียวปากที่เคลือบสีสวยชวนลิ้มลอง พลันโน้มหน้าต่ำลง เพื่อทำตามหัวใจตัวเอง

จะ จูบ!

รองประธานสาวเบิกตาโต หลังโดนเธอครอบครองริมฝีปากโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

...จูบแรกของเราในรอบหลายปี

OoXoO

ในที่สุดฉากนี้ก็มาถึงสักที เขียนไปลุ้นไป ...แต่จะจบแค่จูบหรือเปล่า อันนี้ต้องลุ้นต่อตอนหน้า อิอิ

ร่างแรกเขียนใกล้จบแล้ว ตอนแรกว่าจะหวานซึ้ง ไปๆ มาๆ ก็มีบทโหดจนได้ ไรท์ลืมตัว แหะแหะ ...เรื่องก่อนหวานเยอะเรื่องนี้ขอเปลี่ยนแนวหน่อย 

สำหรับท่านที่ลุ้นว่า สองสาวของเราผิดใจกันเพราะอะไร เฉลยน่าจะอยู่ในตอนพิเศษ (ตอนนี้ยังเขียนไม่ถึงค่ะ)

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์ ทุกหัวใจ และทุกการติดตามค่ะ พูดคุยกับไรท์ได้ที่นี่ หรือ ที่เพจนิ้วนาง

พบกันตอนหน้าค่ะ

นาง ^^

OoXoO 




Create Date : 05 มีนาคม 2564
Last Update : 5 มีนาคม 2564 15:14:21 น.
Counter : 190 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
:: Way of Samurai ตอนที่ 1 :: กะว่าก๋า
(10 มิ.ย. 2564 06:18:12 น.)
:: ถนนสายนี้มีตะพาบ โครงการที่ 279 :: กะว่าก๋า
(9 มิ.ย. 2564 06:05:08 น.)
ยัย เจ้ สุด ฮา กับ หมอ เกย์ จอม เฟี้ยว บทที่ 14 หน้า 2 unitan
(8 มิ.ย. 2564 07:12:32 น.)
No. 993 แพ้ แต่ชนะ......? (ตะพาบ) ไวน์กับสายน้ำ
(8 มิ.ย. 2564 16:05:06 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Nuinang.BlogGang.com

นิ้วนาง-เดียนา
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]