การเตรียมดิน เพื่อการปลูกพืช
การเตรียมดิน  ปุ๋ย -  สารอาหารพืช และน้ำ

การเตรียมดินมีความสำคัญกว่าครึ่งในการปลูกพืช
เกษตรกรควรเตรียมดินในสองทางคือ ทางกายภาพ(physical)
และทาง เคมี(chemical) ดังนี้
ทางกายภาพ ดินต้องร่วนซุย หน้าดินต้องลึก และมีช่องว่างมากพอ
เหมาะแก่การที่รากพืชจะหยั่งลงไปหาอาหารได้  การเตรียมดินลักษณะนี้
ทำได้โดยการไถ การขุด หรือการถมด้วยดินที่มี Biomass อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ
หากไม่มี Biomass หรือมีน้อยเกินไป ควรเพิ่มโดนใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยอินทรีย์
หรือการปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ

ทางเคมีคือ การปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน(pH)
ให้อยู่ระหว่าง 6.5 – 7.0 เพื่อให้ปุ๋ยและสารอาหารที่มีอยู่ในดิน
สามารถละลายน้ำได้ดี และรากสามารถดูดซึมเข้าไปได้
การปรับ pH ดินกรณีที่ดินเป็นกรดทำได้โดยใช้ ปูนขาว(Ca(OH)2)
หรือใช้โดโลไมท์ (CaMg (CO3) 2)

จากนั้นเกษตรกรควรนำดินไปวิเคราะห์ ก่อนการปลูกพืช
เพื่อให้ทราบถึงสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชว่า
มีอยู่ในดินมากน้อยเพียงใด ซึ่งมีอยู่ 16 ธาตุด้วยกันคือ
C H O   N P K   Ca Mg S   Fe Cu Zn   Mn Mo B   และ Cl
บางตำราอาจรวม Si เข้ามาด้วย ปกติ Si มีอยู่แล้วในดิน และพืชบางชนิด
ไม่ต้องใช้

C H O นั้น มีอยู่ในน้ำและอากาศ
NP K คือปุ๋ยหลักที่พืชทุกชนิดต้องการใช้เกษตรกรต้องใส่ให้พอเพียง
Ca Mg S เป็นธาตุอาหารรอง ถ้าใส่ โดโลไมท์จะมี Ca และ Mg ด้วย
ส่วน S (กำมะถัน) นั้น มีอยู่ในปุ๋ยบางชนิดที่มีชื่อลงท้ายด้วยคำว่า ซัลเฟต
เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต โปแตสเซียมซัลเฟตได้

N P K คือปุ๋ยหลัก หรือธาตุอาหารหลัก ซึ่งอยู่ในปุ๋ยที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป
ส่วนธาตุอาหารที่จำเป็นหรือ จุลธาตุ แม้พืชต้องการใช้ในปริมาณน้อย
แต่จะขาดไม่ได้ คือกลุ่ม Fe Cu Zn   Mn Mo B   และ Cl นั้น
เกษตรการจำต้องจัดหามาใส่ให้ครบ โดยใช้ปุ๋ยหมัก หรือมูลโคกระบือ
หรืออาจผสมฉีดพ่นทางใบได้ ในรูปปุ๋ยน้ำหรือธาตุอาหารเสริมแต่พืช
ซึ่งมีจำหน่าย ในชื่อธาตุอหารเสริมตามร้านเคมีเกสรทั่วไป

หากเกษตรกรปรับดินและธาตุอาหารได้ตามที่กล่าวมาแล้วนี้
และสามารถควบคุมโรค แมลงได้ดี การปลูกพืชจะประสบผลสำเร็จเกินไปกว่าครึ่ง

จากนั้น ก็มาดูที่ระบบน้ำ หรือความจำเป็นในการใช้น้ำของพืชแต่ละชนิด
ปกติพืชมีความต้องการใช้น้ำมากน้อยต่างกัน พืชที่ให้ผลเพื่อบริโภค
มีความต้องการใช้น้ำตลอดระยะเวลาของการเติบโต ยกเว้น 30 -45 วันก่อนการเก็บเกี่ยว
พืชบางชนิดอาจต้องการน้ำลดลง  เกษตรกรควรลดการให้น้ำลงบ้าง เพื่อให้พืชสร้างความหวาน
อย่างไรก็ตามหากพืชขาดน้ำในช่วงนี้ และใน  10 – 20 วันก่อนการเก็บเกี่ยว
พืชได้น้ำในลักษณะฝนเทลงมามาก จะทำให้ผิวผลไม้มีการแตกปริได้ง่าย เห็นชัดใน
พืชตระกูลส้ม มะนาว และกล้วย ดังนั้นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และลดน้ำลง
ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจะช่วยให้คุณภาพผลดีขึ้น การป้องกกับผิวแตกปริได้
การป้องกันทำได้โดยฉีดพ่น  B – Boron แก่พืช ทางใบ เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน
ร้านเคมีเกษตร จะขายในชื่อ แคลเซียม-โบรอน

นอกจากนี้เกษตรกร ควรศึกษาหาความรู้ให้ละเอียดก่อนการปลูกพืชชนิดนั้นๆ
เพื่อจะได้ปรับดิน เตรียมปุ๋ย ธาตุอาหารให้เหมาะสมตรงตามความต้องการของพืช
ทั้งยังต้องเตรียมการป้องก้นโรคแมลงไว้ล่วงหน้า ตลอดระยะเวลาการปลูกพืช
การป้องกันโรคแมลงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการให้สารอาหาร และการเตรียมดินที่ถูกวิธี
ขอให้เกษตรกรทุกท่านได้ศึกษาเพิ่มเติมให้กระจ่าง เช่นการปลูกกล้วย
สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคตายพราย ที่เกิดจากเชื้อรา  Fusarium oxysporum f. cubense.

การป้องกัน ควรชุบหน่อพันธุ์ ด้วยเชื้อไตรโคเดอร์มาก่อนปลูกจะช่วยได้มาก
หรือ อาจนำเชื้อไตรโคเดอร์มาสด ผสมน้ำ ฉีดพ่นในแปลง ก่อนปลูกจะช่วยป้องกันได้
เป็นอย่างดี
 



Create Date : 08 พฤศจิกายน 2563
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2563 11:12:43 น.
Counter : 1337 Pageviews.

0 comments
ข้อคิดสะกิดจิตสะกิดใจ อาจารย์สุวิมล
(3 ก.ย. 2569 17:33:59 น.)
วิ่งข้างบ้าน 16-19,22 ส.ค. 2569 สองแผ่นดิน
(30 ส.ค. 2569 20:54:51 น.)
สัตว์ประหลาดในวังร้าง navagan
(27 ส.ค. 2569 12:51:36 น.)
หุ่นยนต์ดูดฝุ่น AI ฉลาดขึ้นจริงไหม? สัญญาณที่บอกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของคุณมีสมอง สมาชิกหมายเลข 7244841
(25 ส.ค. 2569 17:39:17 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Nonlimited.BlogGang.com

น้าพร
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 81 คน [?]

บทความทั้งหมด