8.Doctor & Society @ สลัมคลองเตย วิชาที่เป็นไฮไลท์ของปีหนึ่ง เทอมหนึ่ง ที่สุดแสนจะไม่มีอะไรนี้คงหนีไม่พ้นวิชา doctor & society ที่พวกเราเรียกกันย่อๆว่า docsoc แปลเป็นไทยได้ว่ารายวิชาแพทย์กับสังคม วิชานี้พึ่งเริ่มสอนเมื่อสี่ปีที่แล้วค่ะ เนื้อหาก็จะเกี่ยวกับบทบาทและคุณลักษณะแพทย์ที่เหมาะสมกับสังคมไทย และ องค์ประกอบทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งก้อคือการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ( holistic approach เป็นที่ฮิตมากตอนนี้ ใช้กันทุกวงการ) ดูเนื้อหาวิชาก็ปกติธรรมดา แต่ที่เราว่าเป็นไฮไลท์ก็เพราะเป็นวิชาที่มีกิจกรรมให้ทำหลากหลายมาก ทั้งแสดงละคร อภิปราย และ ฝึกภาคสนาม ( ยังกะฝึกทหาร ) รวมถึงการให้คะแนนจากการประเมินพฤติกรรม อารมณ์คล้ายๆจิตพิสัยสมัยมัธยม แต่หนักกว่าเพราะคนที่ให้คะแนนจิตพิสัยมีทั้งอาจารย์ และ เพื่อน ( มีเชคชื่อทุกคาบ ) คำว่าหนักของเราคือมันอึดอัดน่ะ ( โดยส่วนตัว ) คือในบางคาบเรียนที่มีการทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงตอนออกชุมชนด้วยมั้ง ทุกคนจะต้องติดป้ายชื่อ แน่นอนว่าพอประกาศชื่อตัวเองหราอยู่บนหน้าอกแล้วมันก็ต้องทำตัวให้เป็นคนดีถูกมั้ย เราจะรู้สึกคล้ายๆเป็นการใส่หน้ากากชั่วคราว ยังดีที่ว่าชั่วโมงที่ต้องติดป้ายชื่อมีไม่กี่คาบ ถือว่าเป็นการเพิ่มรสชาติให้ชีวิตก็แล้วกัน ถึงแม้จะมีเรื่องชวนให้อึดอัดใจบ้างในบางครั้ง แต่ก็ยังคงมีเรื่องสนุกๆให้ทำ ตัวเราเองมีเรื่องที่ประทับใจและจำไปตลอดชีวิตเรื่องนึง เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าจะมีการดูงานเกี่ยวกับการแพทย์แผนตะวันออกและภูมิปัญญาท้องถิ่นค่ะ เค้าแบ่งนิสิตเป็นหลายๆกลุ่ม แล้วแต่ละกลุ่มจะแยกย้ายกันไปดูงาน สถานที่ที่พาไป ก็เช่น โรงเรียนแพทย์แผนไทยวัดโพธิ์ โรงเรียนอายุรเวชที่รพ.ศิริราช แผนกฝังเข็มที่จุฬานี่เอง สรุปว่าไอ้ที่บอกมาทั้งหมดเราไม่ได้ไปค่ะ กลุ่มเรานั้นได้ไปสลัมคลองเตย ค่ะ เหอๆนะ เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยตรงไหนฟะ ตรูละงง อุตส่าห์อยากไปวัดโพธิ์ ถึงวันเดินทางกลุ่มเรานั้นขึ้นรถบัส( คันอื่นที่ไม่ใช่ของคณะ ) ไปค่ะ ที่สำคัญคือ แอร์เสีย ที่จริงถ้าจะมีแอร์แล้วเสีย แบบนี้เราขอรถพัดลมแบบเดิมสมัยอยู่ต่างจังหวัดท่าจะดีกว่า อย่างน้อยๆก็พอมีอากาศหายใจ อืมมม เริ่มลางไม่ค่อยดี รถพาไปส่งที่ข้างๆเชิงสะพาน ของถนนอะไรก็ไม่รู้ คือไม่มีที่จอดรถ ชนิดที่เรายังงงว่าให้ลงตรงเนี้ยอ่ะหรอ พอลงจากรถมากิจกรรมแรกคือเดินข้ามทางรถไฟเราเข้าใจว่าเป็นทางรถไฟนะ มะรู้เหมือนกันว่ามันคือสายไหน แล้วมีรถไฟวิ่งรึเปล่า หรือเราจำผิด แต่วิวที่เดินผ่านคือกองขยะ อันนี้ไม่ผิดแน่ๆ หลังจากเดินมาสักพักเจอตึกแถวและอากาศที่ไม่มีกลิ่น เจ้าหน้าที่ที่พามาบอกว่านี่ล่ะ คือ สลัมคลองเตย เรานั้นออกแนวงงๆ เห็นเป็นตึกแถวนะ สภาพก็ไม่ได้แย่อะไร อาจจะมีคนท่าทางแปลกๆเดินอยู่ตามถนนบ้าง แต่เฉยๆง่ะ จุดหมายแรกของพวกเราคือบ้านชีวิตใหม่ค่ะ บ้านชีวิตใหม่คือสถานที่รับเลี้ยงเด็กในชุมชนแออัดคลองเตย ซึ่งเป็นเด็กที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ทำให้ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิเด็กอ่อนของสมเด็จพระพี่นางได้ ที่นี่ส่งเสริมการศึกษาของเด็กๆ ให้เด็กวัยรุ่นไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ สอนให้เด็กรู้สึกว่าชีวิตเค้าไม่จำเป็นต้องจบลงเหมือนครอบครัวเค้าเสมอไป อันนี้สำคัญเพราะฟังเจ้าหน้าที่เล่าเรื่องชีวิตของเด็กแต่ละครแล้วเศร้าแทนค่ะ มีน้องคนนึงถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำอีก เริ่มจากพ่อเลี้ยง จนกระทั่งถูกคนขับรถบรรทุกที่ขับผ่านมาลากไปข่มขืน เหมือนในหนังเลยอ่ะ เราคงอินกับสิ่งที่เค้าเล่าได้มากกว่านี้ถ้าไม่ใช่ว่าเพื่อนๆที่ไปด้วยกันนั้นตั้งใจฟังและจดอย่างจริงๆจังๆ ด้วยสาเหตุว่าเค้าบอกจะออกสอบค่ะ เหอๆ เราดันเป็นประเภทขวางโลกได้อีก คือถ้าเราจะฟังก็เพราะเราอยากฟังอ่ะค่ะ แล้วเลยพาลไปไม่ค่อยอยากฟังในสิ่งที่เค้าสั่งให้ฟัง หุๆ ที่นี่พวกเราได้ดูการเพ้นท์สีลงบนเสื้อ และร้อยลูกปัด เป็นการหารายได้เสริมค่ะ เรานั้นเฉยๆ ก้อได้ดูบ่อยแร้นนี่นา เลยแอบไปยืนเซ็งๆอยู่นิดหน่อย นึกในใจว่า ทำไมไม่เห็นเหมือนอย่างที่คิดไว้เลย ไม่นานเกินรอ หลังจากออกมาจากบ้านชีวิตใหม่ เราก็ได้เห็นสิ่งที่เราอยากเห็นค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่พาไป เขตพื้นที่สีแดง สภาพบริเวณหลังป้ายนี้เป็นไปตามนิยามของคำว่าสลัมจริงๆค่ะ ( เรานิยามเองแหละ แหะๆ ) อ่านนิยายมาก็ตั้งนาน พึ่งเข้าใจคำว่าบ้านอยู่เรียงติดๆกัน ชนิดหลังคาแทบจะเกยมันเป็นอย่างไรก็วันนี้แหละค่ะ ก็ระหว่างบ้านเป็นทางเดินใช่มั้ย แล้วทางเดินก้อออ แคบๆๆ เดินได้คนเดียวอ่ะ แล้วเราก็ได้ตกใจเมื่อเจ้าหน้าที่บอกว่าจะพาไปเดินหนึ่งรอบ หา .. เหอๆ เอาวะ ไหนๆก้อมาถึงแล้วนี่ ( เค้าปักป้ายซะน่ากลัวเรยอ่ะ จริงๆถ้าไม่ปักคงไม่น่ากลัว ) พอเดินเข้าไปแล้วรู้สึกเป็นเป้าสายตาของคนแถวๆนั้น เกิดอาการเสีย self ขึ้นมาทันที งืมๆ สิ่งที่เรากลัวที่สุดในทางเดิน คือ หมา ค่ะ ตอนเราเดินๆอยู่มานมีสองตัวไล่กัดกันอ่ะ แล้วทางเดินมานก้อแคบ หลบไม่ได้อีก วิ่งกลับกันกระเจิงเลยคราวนี้ ก้อได้คนในพื้นที่น่ะแหละค่ะ มาช่วยกันให้ ขอบคุณฮับๆ ปกติเราไม่กลัวหมาเท่าไรนะ แต่รู้สึกสถานการณ์กดดัน หรือกดดันตัวเองหว่า ในที่สุดหลังจากเดินๆๆ แทบไม่ได้มองบ้านคน มองแต่ทางเดิน เราก้อหลุดออกมาได้โดยสวัสดิภาพ อืมมม จริงๆก้อไม่น่าจะมีอะไรอ่ะนะ จุดหมายสุดท้ายของวันนี้คือบ้านรับเลี้ยงเด็กอ่อนของพระพี่นางค่ะ ได้ดูเด็กๆเต้น น่ารักดี หลังจากนั่งรถกลับมาถึงรพ จุฬา ปรามาณเกือบๆหกโมงเย็น อยู่ดีๆเมฆสีดำก็ลอยมาจากไหนไม่รู้ ฝนซึ่งไม่ได้ตั้งเค้ามาเลยก็เทลงมา อยู่ดีๆก็ตกหนัก งง เลยเปียกฝนกลับหอ ปกติถ้าเราเปียกฝนขนาดนี้ เราจะหงุดหงิดมาก แต่วันนี้เราเฉยๆ ใจลอยไปถึงเด็กในบ้านชีวิตใหม่ ดีใจกับตัวเองที่มีหอพักให้กลับ วันนี้นับได้ว่ามีหลายอารมณ์จริงๆกับวิชา docsoc อย่างที่บอกว่าวิชานี้ได้ให้ประสบการณ์ที่จำไม่ลืมกับเราจริงๆ |
บทความทั้งหมด
|





ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [