รอบรั้วจามจุรี หลังจากการรอคอยผลสอบอย่างเหนื่อยๆ ผ่านพ้นไป ช่วงนี้เหนื่อยมากกับการดูข่าว เพราะว่ามีผู้ใหญ่บางคนเหมือนจะพูดสับสนไปสับสนมา เราว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่เราดูข่าวมากที่สุดในชีวิตแล้วอ่ะ จากเดิมทีชีวิตดูข่าวประมาณอาทิตย์ละครั้ง ต้องเปลี่ยนเป็นเกาะติดสถานการณ์เรื่อยๆ ทุกๆกลางวันและตอนเย็น หุหุ เราว่าเพิ่มเรตติ้งรายการข่าวได้ไม่น้อยเชียวคราวนี้ แต่ถึงจะใจหายใจคว่ำไปหลายรอบ การตรวจร่างกายของเราก็ยังคงไม่มีใครถือเป็นโมฆะ แถมท้ายด้วยผลการตรวจที่เยี่ยมยอดคือภูมิคุ้มกันเราขึ้นดีเกือบหมดทุกโรค ไม่ต้องไปตามฉีดยาภายหลัง จนทุกวันนี้ยังมีเพื่อนบางคนภูมิคุ้มกันตับอักเสบบีไม่ขึ้นสักที ทั้งๆที่ฉีดกันมาหลายเข็มแล้ว หลังจากตรวจร่างกายเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเซ็นสัญญา ของเราต้องใช้ทุน สี่แสน บาท ในขณะที่ปีที่แล้วเหมือนจะขึ้นเป็นล้านสอง ไปเรียบร้อยแล้ว ใครที่บ้านไม่รวย แล้วจะมาเรียน ขอให้คิดให้ดี เพราะหลังจากคุณผ่านขึ้นมาปีสองได้สำเร็จ เป็นอันว่าคุณจะต้องจ่ายสี่แสนถ้าจะลาออก เมื่อเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เวลาเฮฮาก็มาถึง เริ่มด้วยกิจกรรมรับน้องต่างๆนาๆก็เรียงรายกันเข้ามา โอกาสสันทนาการก็มีให้เห็นเรื่อยๆ คณะเราใช้พื้นที่ใต้หอพักนิสิตแพทย์ที่เรียกกันว่า หอใหม่ ( จิงๆคือกำลังจะกลายเป็นหอเก่าแล้ว เพราะหอพักใหม่กว่ากำลังจะเสร็จ ) เป็นพื้นที่กินข้าวและทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกัน ซึ่งยิ่งนับวันเด็กที่เข้ามาเรียนคณะนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกทีๆ ทำให้อุณหภูมิใต้หอใหม่เวลาเต้นสันท์นันพุ่งสูงปรี๊ด ให้อารมณ์คล้ายๆเต้นอยู่ในซาวน่า ยังไงยังงั้น สำหรับเด็กจุฬาแล้ว พูดถึงรับน้อง คำว่าประชุมเชียร์คงโผล่ขึ้นมาในความคิดของใครหลายๆคน แต่เท่าที่ถามจากเพื่อนๆมาบางคณะทุกวันนี้ดูจะยกเลิกห้องเชียร์ไปเสียแล้ว บางคณะประชุมเชียร์อยู่ที่โถงใต้ตึกเรียน ให้คนอื่นๆเดินมา เมียงๆมองๆเล่น แต่คณะแพทย์ก็ยังคงถือเป็นคณะหนึ่งที่ห้องเชียร์โหดด พวกเราใช้ห้องเลคเชอร์ตึกสรีรวิทยา ( เก่า ) ซึ่งปัจจุบันโดนทุบทิ้งเป็นที่เรียบร้อยเป็นที่ประชุมเชียร์ ในความรู้สึกเรา ห้องนี้สามารถทำให้เกิดเสียงสะท้อนได้ดีมาก เลยดูเหมือนแสงเทียนและเพลงประจำมหาวิทยาลัยจะศักดิ์สิทธิ์ขึ้น โดยรวมแล้วสำหรับเราค่อนข้างเห็นด้วยกับกิจกรรมห้องเชียร์นะ ถึงใครหลายๆคนจะบอกว่าเก่าล้าสมัย แต่เราว่ามันก็มีความขลังในตัวของมันอยู่ เรายังคงจำได้ดีถึงเสียงเพลงที่ดังก้องสะท้อนไปมา เราว่าถ้ายังไงก็อุตส่าห์เข้ามาเรียนจุฬาทั้งทีแล้ว การจะเข้าห้องเชียร์สักครั้งก็คงไม่ถึงตายหรอกก ไม่ต้องห่วง ถ้าพูดถึงประชุมเชียร์แล้วไม่พูดถึงห้องเชียร์โครงการก็คงกระไรอยู่ เราได้ยินมาว่าประชุมเชียร์ของเด็กโครงการน่าจะถือได้ว่าหนักที่สุดในจุฬาตอนนี้แล้วมั้ง ประชุมเชียร์ของโครงการผลิตแพทย์เพิ่มรุ่นเรานั้นถือว่าโหดจริง หรือเท่าที่เราฟังๆมาเราว่าเวอร์ไปหน่อย อ่อ ต้องเล่าก่อน เดี๊ยวจะงง คือที่คณะมีการจัดค่ายเฟรชชี่สองรอบ รอบแรกจะเป็นของเด็กในโครการผลิตแพทย์เพิ่ม ซึ่งจำนวนรับก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจาก สี่สิบคน รุ่นพี่เรา เป็น หกสิบคน รุ่นเรา และ เก้าสิบคน ในรุ่นถัดจากเราไป ประมาณ เกือบหนึ่งในสามของคณะก็ว่าได้ ซึ่งค่ายโครงการนี้ก็ขึ้นชื่อในเรื่องห้องเชียร์อย่างที่ได้บอกไปแล้ว ส่วนค่ายเฟรชชี่รวมๆนั้นจะได้กล่าวถึงต่อไป วกกลับเข้ามาเรื่อง SOTUS หน่อย ( คนเขียนอยากเขียน ) อย่างที่รู้ๆกันว่าจุฬามีระบบ SOTUS มาแต่ไหนแต่ไร แต่เราว่าเดี๊ยวนี้ระบบนี้ก็ดูจะอ่อนลงไปมากๆแล้ว ในความรู้สึกเราคงต้องบอกว่าแทบไม่มีเลย เราว่ารุ่นพี่ที่คณะใจดีกันทั้งนั้นเลยนะ หรือไม่ก็เพราะคนส่วนใหญ่ที่นี่ค่อนข้างจะมีมารยาทกันมากๆอยู่แล้วก็ไม่รู้ |
บทความทั้งหมด
|





ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [