ร้อยปีมีครั้ง ประวัติศาสตร์การระบาดของโรคร้ายแรงในสยาม เริ่มต้นเข้าสู่ปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยเผชิญกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ย้อนกลับไปดูการระบาดของโรคร้ายแรงในประวัติศาสตร์สยาม กรุงศรีอยุธยายามเผชิญกับ “ความตายสีดำ” หรือ “Black Death” โรคร้ายแรงในสยาม ![]() ภาพจากมติชนออนไลน์ ฉบับ24 มีนาคม 2560 เป็นที่ทราบกันว่าการแพร่ระบาดของโรคครั้งนั้นมีหมัดหนูเป็นตัวแพร่เชื้อ โดยหมัดหนูติดกับตัวหนูที่อยู่ใต้ท้องสำเภาซึ่งเดินทางไปติดต่อค้าขายในดินแดนต่างๆ ผู้ป่วยกาฬโรคจะมีอาการตามชื่อที่ถูกเรียกกันว่า “ความตายสีดำ” กล่าวคือ ตามร่างกายของผู้ป่วยจะมีสีดำคล้ำอันเนื่องมาจากเซลล์ผิวหนังที่ตายไป ส่วนอาการของผู้รับเชื้อกาฬโรคจะมีแผลขนาดเท่าไข่ไก่ หรือผลส้มตรงต่อมน้ำเหลืองต่างๆ จากนั้นจะมีไข้สูง ปวดตามแขนและขา เมื่ออาการหนักจะเจ็บปวดทุกข์ทรมาน กระทั่งเสียชีวิต ครั้งที่สองอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ในสยาม ปี 2363 (1820) สมัยนั้นบ้างเรียกโรคป่วง บ้างเรียกโรคลงราก ที่ทั้งรุนแรงและลุกลามจนคร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง "กว่าห้าพันคน" ต้นทางของ “อหิวาตกโรค” ก็คือ กฎเกณฑ์ในการสัญจรข้ามประเทศที่ยังหละหลวม จนใครต่อใครสามารถผ่านเข้าออกได้อย่างง่ายดาย ซึ่งทำให้มีชาวต่างประเทศพาโรคติดต่อเข้ามาโดยไม่รู้ตัว สมัยรัชกาลที่ 5 เกิดการระบาดของ “กาฬโรค” อีกครั้ง ตามเมืองท่าของประเทศจีนและเกาะฮ่องกง เส้นทางการระบาดเคลื่อนตัวไปยังอินเดีย แอฟริกา รัสเซีย ยุโรป สิงคโปร์ ไทย และออสเตรเลีย ซึ่งวิธีการที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการป้องกันกาฬโรคระบาดเข้าสยาม คือการบังคับให้เรือที่มาจากดินแดนเกิดกาฬโรคและใกล้เคียง ต้องจอดให้เจ้าหน้าที่ตรวจโรคทุกคนบนเรือเสียก่อน รัฐบาลจึงตั้งด่านตรวจโรคขึ้นที่ “เกาะไผ่” (ปัจจุบันอยู่ห่างจากเมืองพัทยาราว 9 กิโลเมตร) โดยมีพระบำบัดสรรพโรค หรือ หมออะดัมสัน เป็นนายแพทย์ประจำด่าน ![]() ภาพเกาะไผ่ และภาพหมอฮันส์ อะดัมสัน (ในภาพเล็ก) กว่าที่การระบาดของ “กาฬโรค” ครั้งนั้นจะหมดไป ต้องผ่านเวลามาหลายสิบปี การเกิดขึ้นของ “เกาะไผ่” นับเป็นจุดกำเนิด ของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศแห่งแรกของประเทศไทย ก่อนที่บทบาทของด่านฯ จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอีกหลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละยุคสมัย ที่การสัญจรข้ามประเทศมีรูปแบบหลากหลายกว่าในอดีต ในรัชกาลที่ 5 ได้เกิดการสร้างโรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช ,โรงพยาบาลบางรัก ,โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลสามเสน และโรงพยาบาลโรคจิต แต่ยังไม่มีโรงพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่ออันตราย เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค และไข้ทรพิษโดยเฉพาะ แต่ปรากฎว่ายามเกิดโรคระบาดทั้งอหิวาต์และไข้ทรพิษระบาดขึ้นในพระนครและธนบุรี โรงพยาบาลรับได้ไม่หมด ลำบากยากเข็นมาก เมื่อมีโรคระบาดขึ้นจึงจำเป็นต้องตั้งโรงพยาบาลพิเศษขึ้นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่วัดเทพศิรินทร์, วัดสุทัศน์ ,วังเสด็จในกรมขุนชัยนาทนเรนทร, สุขศาลาบางรัก ในช่วงเวลาที่ไม่มีโรคติดต่ออันตรายระบาด โรงพยาบาลรับผู้ป่วยด้วยโรคอุจระร่วงอย่างแรง หรือบางครั้งต้องรับผู้สัมผัสโรคหรือพาหะของโรคที่มาจากต่างประเทศมาคุมไว้สังเกต ดังเช่น ปรากฎว่า ได้กักผู้โดยสารที่ตรวจพบพาหะโรคมากับเรือจากประเทศจีนไว้ 95 คน และด้วยข้อจำกัดของการรับผู้ป่วยในยามเกิดโรคระบาดหนักอย่างไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค ที่ระบาด ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลโรคติดต่อขึ้นแห่งใหม่ บริเวณถนนดินแดง ตำบลสามเสนใน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร เรียกว่า “โรงพยาบาลโรคติดต่อ พญาไท” และต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่ตำบลตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลบำราศนราดูร” ครั้งที่สามไข้หวัดใหญ่ ปี 2463 (1920) ซึ่งถือเป็นการระบาดครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไข้หวัดใหญ่(สเปน) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 50ล้าน คน ทำให้เป็นภัยพิบัติธรรมชาติ ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อทหารอาสาเดินทางจากยุโรปกลับมาที่สยาม พวกเขาได้นำโรคระบาดใหม่กลับมาด้วย และมันระบาดในประเทศอย่างหนัก ครั้งที่สี่ไวรัสโคโรนา ปัจจุบัน ปี 2563 (2020) ที่เราทราบกันในชื่อ covid-19 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในตลาด หรือมีประวัติเดินทางไปที่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลแห่งหนึ่ง กลางเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีการค้าสัตว์ ซึ่งปัจจุบันยังหาสาเหตไม่ได้ชัด เพราะต่างฝ่ายต่างยุ่งกับการรักษาโรค และพยายามควบคุมโรคไม่ให้ระบาดเพิ่มจนทำให้ผู้คนติดเชื่อและล้มตายเพิ่ม และไม่ทราบว่าเหตการณ์ครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่? |
บทความทั้งหมด
|




ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [