ไม่มีเวลา
หลายๆคนชอบอ้างกับเราว่า "ไม่มีเวลา" เราไม่ค่อยเชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครที่ไม่มีเวลา แม้กระทั่งโทรหาแฟนสักห้านาที สิบนาที กระทั่งออกกำลังกาย กระทั่งไปเที่ยวกับเพื่อนหรือแฟน กระทั่งจะหาอาหารดีๆรับประทาน กระทั่งไม่มีเวลาใช้เงิน ฯลฯ

เรามักจะบอกกับใครๆว่า ทุกคนมีเวลาเท่ากัน คือยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เวลายี่สิบชั่วโมงนั้นอย่างไรต่างหาก และเวลาที่บอกว่าทำงานนั้น ถ้าหยุดทำ เวลานั้นก็เป็นของตัวเองแล้ว

เราเองก็เคยใช้คำว่าไม่มีเวลามาก่อน เมื่อหลายปีที่แล้ว เราถูกบังคับให้ทำด้วยหน้าที่ ไม่อยากทำก็ต้องทำ แม้จะค่าจ้างตอบแทน แต่ก็ไม่ได้มีความสุขเลยที่ต้องทำงานอย่างหนัก ไม่รู้ว่าแต่ละวันจะได้นอนกี่โมง แล้วพรุ่งนี้จะต้องทำอะไรอีก ไม่มีเวลาฝัน ไม่มีเวลาคิดเรื่องว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร ทำอะไร ไม่มีเวลาใช้เงิน!!!จริงๆนะ

แต่สุดท้าย...เราหนีจากสิ่งแย่งเวลาอันมีค่าของเราไป โดยไม่เสียดาย ไม่คิดว่าตัวเองคิดผิดเลย เราอาจจะมีค่าสำหรับองค์กร แต่ค่าจ้างขององค์กรไม่ได้มีความหมายสำหรับเราแล้ว (ไม่ได้หมายความว่าจะเยอะนะแต่ก็เพียงพอที่จะอยู่ได้แบบมีเงินเก็บ)

เราแสวงหาเวลาที่เป็นของเราเองมาก งานใดที่มาแบ่งปันเวลาเราจนเราไม่มีเวลาฝัน เราถือว่างานนั้นเป็นงานที่ไม่เหมาะกับเรา เราไม่ใช่คนบ้างาน คลั่งงานจนไม่มีสมองคิดเรื่องของตัวเอง เราจะทำงานเท่าที่สมรรถภาพ และศักยภาพเรารับได้ ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ฝืน และทำไปแล้วไม่ดี เราจะถอย หรือปฏิเสธอย่างไม่ต้องคิดมาก

งานล่าสุด เรายอมเราว่างานเราเยอะ และเราก็ต้องการทำให้มันดีที่สุดด้วย เนื่องจากเป็นงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอนาคต และความรู้ความสามารถของเด็กด้วย เพราะฉะนั้นมันต้องเต็มที่ ทั้งเตรียมสอน สั่งงาน ตรวจงาน และให้คำปรึกษา ก็เต็มเวลาการทำงานของเราแล้ว

มีคนเอางานอื่นมาเพิ่มให้เรา คล้ายๆกับจะบังคับ เรารู้ศักยภาพเราแล้วว่าเราไม่สามารถทำได้ดีแน่ๆ เลยปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย คนเราจะจับปลาสองมือ แล้วมันจะได้ปลามั้ย

เราไม่ชอบทำอะไรหลายอย่างในระยะเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการทำแบบไม่ได้วางแผน

เราขอมีเวลาเสียหน่อย แม้จะต้องทำงานแบบพลวัตร...อย่างน้อยได้กินอะไรอร่อยๆ ได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ได้หัวเราะ ได้ดูข่าว ได้คุยกับเพื่อน ได้เขียนบล๊อกเรื่องตัวเองบ้าง ได้อ่านเมล ได้อ่านซ้อเจ็ด ได้ฟัง ASTV ได้กลับบ้าน ได้นั่งเฉยๆ บ้าง ในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงยังเหลือเฟือให้เราทำสิ่งเหล่านี้...ก็เป็นสุขแล้ว



Create Date : 09 กรกฎาคม 2551
Last Update : 9 กรกฎาคม 2551 23:06:47 น.
Counter : 691 Pageviews.

1 comments
  
“ในทางพุทธศาสนา ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”


“การอยู่เฉยๆ ไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมากที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”

“ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทยถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้าอาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม หายไปไหนกันหมด”

“บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทางให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”
ว.วชิรเมธี
โดย: arijinjan วันที่: 16 กรกฎาคม 2551 เวลา:20:52:00 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Magnolia.BlogGang.com

Alex on the rock
Location :
มหาสารคาม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]

บทความทั้งหมด