เรื่องอุ่นใจ เรื่องสั้นรองชนะเลิศอันดับ 2 ลุงรัน and so makes Mans strange and difficult situation acceptable Arnold J. Toynbee Why and How I work. Saturday Review, April 5, 1969. คุณค่าทั้งหมดแห่งรัก ไม่ว่าจะเป็น รักอันหอมหวานของคู่รัก รักอันอบอุ่นในครอบครัว หรือรักอันบริสุทธิ์ที่เจือจานให้แก่เพื่อนมนุษย์ ความรักเช่นนี้ ย่อมทำให้ชีวิตของเรามีค่าสมควรแก่การดำรงอยู่ และทำให้เรายอมรับกับสถานการณ์ที่แปลกและยากลำบากได้ อาร์โนลด์ เจ. ทอยน์บี, นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ![]() แสงแดดอุ่นยามสายทอเส้นสวยบนหน้าของหญิงสาว ในยามที่ก้าวพ้นออกมาจากประตูกระจกใสของบริษัทค้าเพชรพลอยมั่งคั่งริมถนนสีลม หลังจากที่เข้ารายงานตัวเพื่อบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่ง พนักงานรับโทรศัพท์ เรียบร้อยแล้ว เธอเดินตรงต่อไปยังป้ายรถเมล์ที่มีต้นหูกวางใหญ่ยืนอยู่ ลมเย็นในต้นฤดูหนาวพัดสวนมาต้องกายเป็นระยะ ๆ ระหว่างยืนคอยท่ารถเมล์อยู่นั้น หัวใจระยิบระยับไปด้วยความสุข เมื่อครุ่นคิดไปถึงงานใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นในรุ่งเช้าวันถัดมา นึกอีกทีก็อดขำตัวเองไม่ได้ เธอจบการตลาดจากมหาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง แต่ทำไมนะ งานใหม่ของเธอ กลับต้องมานั่งรับโทรศัพท์ทั้งวันอย่างนี้หนอ ? แต่ก็ช่างเถอะ ! หากมันจะทำให้ช่วงเวลาอันย่ำแย่ของครอบครัว นับจากวันที่เธอต้องตกงานมาเป็นเวลาแรมปี จบสิ้นลงเสียที ช่างเป็นเรื่องหนักหนาเสียจริงๆ สำหรับหญิงสาวในวัยต้น 20 อย่างเธอ ที่ต้องมาแบกรับภาระในการหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวที่อ้างว้าง ปราศจากพ่อผู้ด่วนจากลาไปนานแล้ว ทิ้งไว้แต่เพียงบ้านไม้ชั้นเดียวหลังน้อยในแถบชานเมืองไว้ให้เป็นที่ซุกหัวนอน ครอบครัวอันประกอบด้วยแม่-หญิงชราที่รับจ้างซักรีดเสื้อผ้าให้กับผู้คนในซอย พอได้เงินมาประทังชีวิตไปวัน ๆ และอีกคนคือ น้องสาววัย 7 ขวบ ที่กำลังเริ่มต้นเข้าเรียน ในวินาทีนั้น-หญิงสาวคล้ายแลเห็นใบหน้าของน้องน้อย ล่องลอยมาตามสายลมเหงา ต่อแต่นี้ไป พี่คงพอจะหาซื้อตุ๊กตาสวย ลูกกวาดหลากสี และลูกแก้วสีใสให้กับหนูได้บ้างหรอกหนา คิดพลางปรากฏรอยยิ้มสดใสพรายขึ้นที่หน้า และบางที หากมีเงินเหลือใช้ในแต่ละเดือน เธอจะเก็บออมมันเอาไว้ เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับงานวิวาห์เล็ก ๆ ของเขาและเธอ หญิงสาวอมยิ้มเคล้าฝัน เมื่อนึกถึงชายคนรัก ผู้ชายรูปไม่หล่อ ตัวผอมกระหร่องก่อง ชายที่ตลอดมายินดีที่จะใช้หัวใจรักเธอมากกว่าจะใช้สิ่งอื่น ก็ทำไมจะไม่ให้นึกถึงเขาเล่า? ชีวิตเธอ นอกจากครอบครัวแล้ว ก็คงมีแต่เขาอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่คอยเฝ้าห่วงหาอาทร ทั้งสองเคยทำงานในโรงงานส่งออกไก่แช่แข็งในย่านปริมณฑลด้วยกัน เขาเป็นช่างศิลป์เล็ก ๆ ในแผนกประชาสัมพันธ์ ส่วนเธอ หญิงสาวเจ้าของใบหน้าอันแสนธรรมดาที่หาได้เกลื่อนกล่นตามท้องถนน เป็นพนักงานธุรการของแผนกการตลาด ก็สมกันดีอยู่หรอกมิใช่หรือ ? แต่แล้ว ก็เหมือนมีพายุร้ายโหมกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของคนทั้งสอง เมื่อแรกรักกันใหม่ ๆ ยังไม่ทันที่ต้นรักจะผลิดอกออกผลให้ได้ชื่นใจ ทั้งสองและพนักงานคนอื่นๆ อีกนับร้อยคนของโรงงาน ก็ต้องมาตกงานในชั่วพริบตา เมื่อบริษัทประสบปัญหาการขาดทุนจนต้องปิดกิจการ เนื่องจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H 5 n 1 ที่เริ่มต้นระบาดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2546 ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปลายปี 2547 ส่งผลให้ตลาดในต่างประเทศหลายแห่ง สั่งระงับการนำเข้าไก่สดแช่แข็งของไทย จนทำให้โรงงานที่ทั้งสองทำงานอยู่ต้องล้มครืนลงมาในที่สุด หญิงสาวยังจำได้ด้วยว่า ในครั้งนั้น หากรัฐบาลจะไม่ใจร้าย บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุการตายของไก่ว่าเกิดจากโรคอื่น มิใช่เกิดจากโรคไข้หวัดนกซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริง เพราะรัฐบาลกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ปัญหาก็อาจจะไม่ลุกลามจนทำให้ทั้งคนและไก่ต้องมาตายลงราวกับใบไม้ร่วงอย่างนี้ก็เป็นได้ แต่น่าประหลาดที่ว่า ยิ่งตกที่นั่งลำบาก สายใยรักของชายหนุ่มผอมแห้งแรงน้อยกับหญิงสาวหน้าโหลกลับยิ่งร้อยรัดรวดเร็วยิ่งขึ้น และยาวนานตราบจนกระทั่งมาจนถึงทุกวันนี้ ![]() หญิงสาวไม่เคยลืมเลือนในคืนที่ท้องฟ้าท่วมท้นไปด้วยเมฆฝนหลงฤดูเมื่อหลายปีก่อน ค่ำคืนของงานเลี้ยงสังสรรค์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของโรงงาน หลังจากงานเลี้ยงอันสนุกสนานได้เลิกราลงไปแล้วในเวลาหลังเที่ยงคืน เธอกับเพื่อนพนักงานหญิงคนหนึ่งที่บ้านพักอยู่ทิศทางเดียวกัน รีบตรงดิ่งไปยังศาลาที่พักรถเมล์ที่อยู่ด้านหน้าของโรงงาน เร่งสาวเท้าพลางเขม่นมองท้องฟ้ามืด ในใจภาวนา ขออย่าให้เม็ดฝนร่วงหล่นลงมาเลยในตอนนี้ และที่สำคัญ ขออย่าให้รถเมล์เที่ยวสุดท้ายด่วนแล่นผ่านไปเสียก่อนด้วย เมื่อไปถึง ทั้งสองหลุบตัวเข้าไปหลบในศาลาแห่งนั้นทันที และเป็นเวลาเดียวกันกับที่เม็ดฝนเริ่มต้นพรูพรายลงมาจากฟากฟ้า จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มร่างผอมแห้งคนหนึ่ง อายุอานามก็คงไม่ต่างจากเธอนัก โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้ได้ เกร่เข้ามาหาหญิงสาวทั้งสอง ในหน้ามียิ้มเด๋อด๋า พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า ให้ผมไปส่งพวกคุณดีกว่านะครับ สมัยนี้ อะไร ๆ มันก้อไว้ใจไม่ได้ นี่ก็ดึกมากแล้ว หญิงสาวทำหน้าตาเหรอหรา นึกตกใจกลัวอยู่ครามครันที่มีชายหนุ่มที่อาจจะคุ้นหน้าบ้าง แต่ไม่คุ้นเคยด้วยเลยสักนิด คนที่เธอไม่รู้หรอกว่า ได้แอบเฝ้ามองเธอมานานแสนนาน มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า และอาสาจะพาไปส่งบ้าน เอ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นคิดห่วงใครเลยนี่นา ทำไมวันนี้ ถึงนึกห่วงเราสองคนขึ้นมาได้จ้ะ เพื่อนสาวของเธอ-พนักงานเดินเอกสารประจำบริษัทที่ทำทุกอย่างสารพัดในโรงงาน จะยกเว้นก็เฉพาะเป็นเมียน้อยเจ้าของโรงงานเท่านั้น แม้อยากจะเป็นเต็มแก่ แต่เจ้าของโรงงานก็ไม่เล่นด้วย เพราะไม่สวยพอ ท่าทีจะรู้จักกับเขามาก่อน พูดกลั้วเสียงหัวเราะขึ้น แน่ะ.. ดูสิ พูดไม่พูดเปล่า แถมยังอมยิ้มปรายตามาที่เธออย่างมีเลศนัยอีก แต่ไม่ต้องห่วงหรอกจ้า พวกฉันมีหน้าตาเป็นอาวุธอยู่แล้ว เพื่อนสาวของเธอแกล้งพูดเล่นให้ขำไปอย่างนั้นเอง แต่ชายหนุ่มกลับพูดจริง ! เออ ข้อนั้นผมทราบดีอยู่แก่ใจแล้วครับ อืม แต่จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร พวกโจรสมัยนี้ มันเลือกหน้าตากันเสียที่ไหน จะสวยไม่สวย ดูมันไม่ใส่ใจกันแล้ว พูดจบ ใบหน้าซื่อของเขาจับจ้องใบหน้าของหญิงสาวทั้งสอง ระเรื่อยไปจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งอย่างพิจารณา หญิงสาวนึกฉุนเฉียวกับคำพูดของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงเบื้องหน้า บ่นพึมพำขึ้นในใจว่า เฮ้ย ! ไอ้บ้านี่ มันว่าเราสองคนไม่สวยนี่หว่า เกือบจะหลุดปากด่าแม่ออกไปแล้ว หากไม่คิดได้ว่า ประโยคที่เขาพูดต่อๆ มานั้น มันเป็นความจริง ใช่แล้ว ทุกวันนี้ อ่านข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทีไร ก็เห็นมีแต่ข่าวข่มขืนแล้วฆ่ากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วแต่ละคนที่ตกเป็นเหยื่อ ก็มีตั้งแต่เด็กเล็กอายุไม่กี่เดือนไปจนถึงคนเฒ่าชะแรแก่ชราอายุหกสิบเจ็ดสิบกันไปโน่นเลยทีเดียว จะสวยหรือไม่สวย จะพิการหรือไม่พิการ ยุคนี้สมัยนี้ ดูราวกับว่าไอ้พวกคนเลว มันไม่ได้สนใจอะไรกันอีกแล้วจริงๆ แล้วไหนล่ะ รถของคุณ คราวนี้หญิงสาวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง เมื่อสังเกตเห็นความใจดีในแววตาของเขา ไม่มีหรอกครับ เขาตอบด้วยท่าทีเงอะงะปนซื่อ แล้วจึงพาร่างออกไปย่ำอยู่กลางสายฝน ร่างผอมสูงที่ตอนนี้พราวไปด้วยเม็ดฝน หยุดยืนอยู่ริมถนนกลางแสงไฟวับแวม พลางโบกมือไหวๆ เรียกรถแท็กซี่คันที่ผ่านมา ![]() ภายในรถแท็กซี่คันนั้น แม้จะเปียกปอนหนาวสั่นสักเพียงใด แต่ชายหนุ่มยังไม่วายทำให้ทุกคนในรถได้หัวเราะเบิกบาน เขาเล่าว่า มีพื้นเพเป็นคนในจังหวัดแห่งหนึ่งริมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้ทุน พ.ม.(ทุนพ่อแม่) เข้ามาเรียนอนุปริญญาด้านศิลปะที่กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบแล้ว จึงตัดสินใจทำงานอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ เพราะที่บ้านเกิดไม่มีงานให้ทำ ทุกวันนี้ ยังคงต้องเจียดเงินเดือนส่วนหนึ่ง ส่งไปใช้ทุนให้กับพ่อแม่ที่ต่างจังหวัดเป็นประจำอยู่ทุกเดือน เขาเล่าต่อด้วยท่าทีแจ่มใสว่า เมื่อครั้งยังเป็นเด็กตัวกระจ้อย นอกจากงานศิลปะที่เขารัก เขายังหลงไหลเสียงเพลงอีกด้วย เขามีเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ชื่นชอบเสียงเพลงเช่นเดียวกัน หลังเลิกเรียนทุกวัน ทั้งสองชอบเอาไม้กวาดมาถือไว้ต่างไมค์โครโฟน ตะโกนร้องเพลงโปรดปรานและเต้นแร้งเต้นกาไปตามประสาอยู่ที่หน้าชั้นเรียน หญิงสาวรู้สึกครึ้มใจไปกับท่าทีง่ายดายของเขา หลุดปากถามออกไปว่า แล้วเพลงอะไรหรือ ที่ชอบร้องกันในตอนนั้น ศึกบางระจันครับ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเบาะข้าง ๆ คนขับ เหลียวหน้ากลับมาตอบคำถามด้วยท่าทีใสซื่อ ไร้การเสแสร้ง ดวงตาฝันคล้ายย้อนกลับไปสู่วัยเยาว์ จากนั้น จึงเริ่มต้นแหกปากร้องเพลง ศึกบางระจันเสียงดังลั่นรถ ศึกบางระจันจำให้มั่นพี่น้องชาติไทย เกียรติประวัติสร้างไว้แด่ชนชาติไทยรุ่นหลัง ไทยคงเป็นไทย มิใช่ได้เป็นเชลย ไทยมิเคยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจันแม้สิ้นอาวุธจะสู้ . ในตอนนั้น หญิงสาวเผลอยิ้มปลอบให้กับหัวใจสาวที่เริ่มเต้นแรงแข่งกับเสียงสายฝนร่ำนอกรถ และทั้งหมดนี่เองคือ จุดเริ่มต้นของนิยายรักพาฝันของเขาและเธอ ![]() เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนที่ป้ายรถเมล์ เมื่อรถเมล์คันหนึ่งได้วิ่งเข้ามาจอด ค่อย ๆ จูงมือหญิงสาวออกมาจากห้วงฝัน และทันทีที่เห็นรถเมล์คันที่ว่าเป็นสายที่จะพาเธอกลับบ้าน หญิงสาวผลุนผลันฝ่าฝูงคนเพื่อขึ้นไปเป็นหนึ่งบนรถเมล์ เธออยากกลับถึงบ้านไวๆ อยากบอกแม่ บอกน้องให้ดีใจ อยากโทรไปบอกเขา-ชายคนรัก อยากตระเตรียมชุดสวยที่สุดเท่าที่มีอยู่ เพื่อสวมใส่มันไปทำงานในวันแรก และอยากจะทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายเพื่อทำวันพรุ่งนี้ให้ดีที่สุด ค่าที่เธอไม่อยากสูญเสียงานนี้ไปเท่านั้นเอง ในวินาทีแห่งความชุลมุนนั้น ใครบางคนในฝูงชนเกิดไปกระแทกเข้ากับร่างของหญิงชราผู้หนึ่ง นางล้มคะมำลงกับพื้นฟุตบาท ฝุ่นสีเทาฟุ้งขึ้นเป็นกลุ่มโต แต่ผู้คนยังคงรุกคืบหน้าไปที่รถเมล์คันนั้นอย่างไม่หยุดยั้ง มีแต่หญิงสาวที่โผเข้าไปหานาง พร้อมกับช่วยพยุงร่างของหญิงชราให้ลุกยืนขึ้นมา ช่วยปัดฝุ่นตามเนื้อตัวให้ จากนั้นจึงหันหน้าไปที่รถเมล์ หมายจะประคองนางไปขึ้นรถเมล์คันนั้นด้วยกัน แต่อนิจจา รถเมล์เจ้ากรรมดันแล่นพรวดพราดออกไปเสียก่อน หญิงสาวสบถขึ้นเบา ๆ พอให้คนทั้งรถเหลียวหน้าหันกลับมามองเธอพร้อมกัน แม่ง จะรีบไปตายโหงตายห่าที่ไหนของมันกันวะ หนอยแน่ ! ดีแต่ขึ้นราคา ท้องฟ้ายามใกล้รุ่งยังคงมีพระจันทร์ดวงโตแขวนอยู่5แซมด้วยหมู่ดาวส่งแสงวิบวับเกลื่อนฟ้า หมอกขาวล่องลอยกลางดงดอกไม้หลากสีที่หน้าบ้าน หญิงสาวและแม่เริ่มต้นย่ำเท้าออกจากบ้าน ทั้งสองเดินเคียงกันออกจากตรอกที่แคบ เปลี่ยว เหงา และยาวเหยียดราวกับทางรถไฟไปสู่ถนนใหญ่ สักพัก จึงมาถึงที่ป้ายรถเมล์ เตรียมเงินให้พอดีค่ารถเมล์นะลูก ตอนนี้ค่ารถเมล์ขึ้นไปเท่าไหร่แล้วละ มันขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ตามราคาน้ำมันจนแม่ไม่รู้แล้วจริงๆ ผู้เป็นแม่บอกกับลูกสาว ก็จากเดิม 3 บาท 50 แล้วก็ปรับมาเรื่อยๆ เป็น 4 บาท 5 บาท และ 6 บาท นี่แหละจ๊ะ แม่ เมื่อได้ยินคำตอบจากลูกสาว แม่ผู้ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ส่ายหน้าช้า ๆ แล้วพึมพำว่า แพงจัง ![]() เมื่อรถเมล์มาถึง หญิงสาวกระพุ่มมือไหว้ลาแม่ แล้วจึงกระโดดขึ้นไปบนรถเมล์อย่างชำนิชำนาญ เสียงให้ศีลให้พรของแม่ล่องมาตามสายลมเย็น รถเมล์วิ่งแหวกฝ่าความมืดและอากาศหนาวไปราว 1 ชั่วโมง จึงมาถึงบริษัทใหม่ของเธอริมถนนสายธุรกิจกลางมหานคร หญิงสาวก้าวเท้าลงจากรถเมล์ รี่ตรงไปช่วยลุงยามแก่ๆ ที่มีหน้าที่เปิดประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ด้านนอกในทุกรุ่งอรุณ ยามชราส่งยิ้มให้เธอเป็นการตอบแทน แค่นี้ก็พอแล้ว หญิงสาวยิ้มให้กับตัวเองอย่างอิ่มใจ จากนั้นจึงเดินตรงไปผลักประตูกระจกใสให้เปิดออก ตรงดิ่งไปที่เครื่องตอกบัตร หยิบใบลงเวลาทำงานที่มีชื่อของเธอออกมาจากกล่องเหล็ก สอดมันเข้าไปในเครื่องนั่น ตึ๊ก อมยิ้มให้กับตัวเอง เมื่อแลเห็นตัวเลขสีน้ำเงิน 6.30 น. ผุดอยู่บนกระดาษขาวหนาขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นนั้น ส่ายตามองไปรอบตัว เห็นม้านั่งอยู่ตรงโน้น พลางคิดในใจ ไปนั่งรอพี่ปูเป้อยู่ตรงนั้นดีกว่าเรา พี่ปูเป้- สาววัยกลางคนท่าทีจัดจ้าน ยังโสดอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะยังสดอยู่หรือเปล่า? คือ คนที่เมื่อเช้าวานนี้ ในตอนที่เธอเข้ามารายงานตัว แผนกบุคคลของบริษัทแนะนำให้เธอได้รู้จักและบอกว่า พี่ปูเป้ผู้นี้จะเป็นผู้สอนงานให้เธอ พี่ปูเป้ได้นัดหมายกับเธอเอาไว้ว่า จะเริ่มต้นสอนงานให้ในตอนเช้าของวันนี้ และแล้ว ถ้อยคำของพี่ปูเป้เมื่อวันวานคล้ายกลับมาวนเวียนในหัวสมองของหญิงสาวอีกครา จริง ๆ แล้ว พี่ก้อแค่ชื่อปูนั่นแหละ แต่บริษัทของเราต้องติดต่อกับฝรั่งมั่งค่าอยู่บ่อยๆ ชื่อไทยมันเรียกยาก เราทุกคนในบริษัท ก็เลยต้องมีชื่อฝรั่งติดตัวกัน พี่เลยตั้งเองว่า ปูเป้ พี่ปูเป้พูดจบ พลางทำเท่ด้วยการเสยผมยาวสีโอ๊คไปมา แต่พูดไปแล้ว ชื่อฝรั่งมันดูดีกว่าชื่อไทยเป็นกองนะ เธอว่ามะ ปูธรรมดา แหวะ เชยบรม พี่ปูเป้แสยะปากที่ปลายประโยค ก่อนจะจากกันเมื่อวานนี้ เธอยังจำได้ด้วยว่า พี่ปูเป้ได้สั่งเธอเอาไว้ว่า เธอเองก็ต้องมีชื่อฝรั่งเหมือนกันนา หญิงสาวเริ่มต้นครุ่นคิดถึงชื่อฝรั่งของตัวเอง ว่าแต่ว่าชื่อฝรั่งของเรา มันควรจะเป็นอะไรดีน้า เอ๊ดเวิร์ด ปีเตอร์ มาร์ค หรือว่า จูดี้ ดีละ เฮ้ย ไอ้ชื่อหลัง มันชื่อหมาขี้เรือนข้างบ้านเรานี่หว่า เฮ้อ ! ยุ่งจังไอ้ชื่อฝรั่งนี่ เถอะ เอาไว้ค่อยคิดทีหลังก็ยังทันน่า หญิงสาวพร่ำบอกกับตัวเอง รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รออยู่เกือบ 3 ชั่วโมงเต็ม หญิงสาวจึงแลเห็นพี่ปูเป้ เดินหน้าบึ้งมาแต่ไกล สาวกลางคนพาเธอมาที่คอกสี่เหลี่ยมเล็กๆ เล็กกระจิ๊ดเดียวเท่ารูหนู มีกระจกสีใสปิดกั้นไว้ทั้งสี่ด้าน กว้างยาวประมาณ 2 เมตร คูณ 2 เมตร มีเครื่องโทรศัพท์หลายเครื่องตั้งอยู่บนโต๊ะยาวภายในห้องแคบนั้น นี่คือห้องทำงานของเธอนะยะ . หญิงสาวพยักหน้ารับ ต๊าย อะไรกันนี่ เธอจ๊ะ เธอจ๋า จะมาพยักพเยิดหน้าแบบนี้ในบริษัทของเราไม่ได้นา เธอจะเอานิสัยที่บ้านมาใช้ที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาด เราไม่ใช่บริษัทกิ๊กก๊อกงอกง่อย เวลาพูด ต้องมีจ๊ะ มีจ๋า มีค่ะมีขาทุกคำด้วย สาวกลางคนร่างยักษ์ผิวคล้ำเอ็ดตะโรใส่เธอเป็นการใหญ่ และเพราะวันนี้ พี่ปูเป้ใส่เสื้อยืดคอกว้างโชว์ง่ามนมไซส์ภูเขาหิมาลัย ขนาดเลี้ยงเด็กทารกได้สัก 8-9 คน หญิงสาวจึงได้เห็นรอยสักเป็นรูปผีเสื้อตัวเล็กๆ คล้ายกำลังขยับปีกไหวไปมาตรงเนินอกด้านซ้าย ในยามที่พี่ปูเป้หายใจฟืดฟาดด้วยความฉุนเฉียว จะดีกว่าไหมหนอ ถ้าพี่ปูเป้จะสักรูปเสือเผ่น หรือมังกรตัวใหญ่ๆแทนรูปผีเสื้อตัวเล็กน่ารักนี้ มันน่าจะเข้าได้ดีกับท่าทีเกรี้ยวกราดของเธอนะ หญิงสาวได้แต่รำพึงอยู่ในใจ จากกระจกสีใสที่ล้อมรอบตัวเธอ ทำให้มองเห็นได้ว่า ขณะนี้ มีผู้หญิงท่าทีสง่างาม วัยราว 50 ปี ร่างพราวไปด้วยแสงเพชรวูบวาบ กำลังเดินตรงเข้ามาในบริษัท ยามตัวใหญ่หน้าเหลี่ยมที่มารับเวรช่วงกลางวันแทนลุงยามชรา กำลังโค้งคำนับเสียจนหน้าผากแทบจรดพื้นดิน ท่าทีพินอบพิเทา เนี่ยนะ คุณหญิงเพชรสยาม ลูกค้าคนสำคัญของเราเลยละเธอ พี่ปูเป้พูดขึ้น หยุดหายใจนิ๊ดหนึ่งเหมือนตั้งใจให้เธอตั้งหน้ารอคอยคำพูดต่อมา อืม .ซื้อเพชรบริษัทเรานะ ครั้งละเป็นสิบ ๆ ล้าน พี่ปูเป้กางนิ้วทั้งสิบขึ้นชูประกอบคำพูด พลางทำตาโตเท่าไข่ห่าน พลอยให้เธอทำตาโตแบบนั้นไปด้วยอีกคน อย่างสร้อยเพชรที่เธอใส่เนี่ย รู้ไหม ราคาไม่รู้จักกี่ล้านต่อกี่ล้าน หญิงสาวรำพึงแผ่ว เพชรอย่างนี้นะหรือ ที่ตลาดนัดแถวบ้านหนู แค่ 199 บาทเอง พี่ปูเป้จะเอาไหมล่ะ ใหญ่กว่านี้อีกนา อะไรเหรอ 199บาท พี่ปูเป้พูดเสียงต่ำ ทำหน้าฉงน เปล่าค่ะ เปล่า ไม่ได้พูดอะไร หญิงสาวละล่ำละลักตอบกลับไป ![]() ชิดในหน่อยเพ่ ชิดในหน่อย ข้างในยังมีที่ว่างเหลืออีกบานเบอะ ไม่รู้ว่าจะกันเอาไว้เตะตะกร้อกันหรือยังไง ภายในรถเมล์เก่าคร่ำคร่าที่มีผู้คนอัดแน่นเป็นปลากระป๋องจนแทบไม่มีที่ให้หายใจ ยินเสียงกระปี๋รถเมล์ร่างยักษ์ดังขึ้นเป็นระยะ ใครบางคนกร่นด่าอยู่เบาๆ เตะตะกร้อ พ่อมึงนะสิ ตัวกูลีบจนจะเป็นปลาหมึกบดอยู่แล้ว หลังแอบดูนาฬิกาข้อมือของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่มร่างผอมในชุดแต่งกายง่ายดาย เสื้อยืด-กางเกงยีนจึงพึมพัมขึ้นว่า เกือบจะถึงเวลาเลิกงานของเธออยู่แล้ว เขาตั้งใจมารับเธอ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจสำหรับการเริ่มต้นงานใหม่ในวันแรก สู้อุตส่าห์หนีงานมาตั้งแต่บ่าย แต่ดูสิ 3 ชั่วโมงกว่าแล้ว รถเมล์ยังคลานไปได้ไม่ถึงไหน รถติดยังกะตังเม คิดห่วงงานเขียนแผ่นผ้าประชาสัมพันธ์งานฝังลูกนิมิตประจำปีของวัดแห่งหนึ่งที่ยังคงค้างอยู่ เพราะเขาฉวยโอกาสแวบออกมาเสียก่อนที่จะทำเสร็จ ในระหว่างที่เถ้าแก่ไม่อยู่ นึกถึงงานใหม่ หลังจากโรงงานส่งออกเนื้อไก่แช่แข็งต้องปิดกิจการลง ก็ยิ่งทำให้หัวใจห่อเหี่ยว เถ้าแก่คนใหม่ของเขาช่างหน้าโลหิตเสียจริง ๆ หากเขามาทำงานสายเพียงไม่กี่นาที ก็จะถูกตัดเงินเดือน แต่ถ้าทำงานเกินเวลาทำงานปกติ กลับไม่ได้เงินค่าล่วงเวลา เถ้าแก่มักชอบอ้างว่า ให้ถือเป็นการอุทิศตัวเองให้กับงาน ห้ามเรียกร้อง นี่แหละหนาพวกนายทุน กลับกลอก ปลิ้นปล้อน และชอบเอาเปรียบ ! ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก เป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วในสังคมยุคนี้ คิดไปก็เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องคิดดีกว่า ชายหนุ่มว่ากับตัวเอง พลางหวนนึกไปถึงล็อตเตอรี่จำนวน 1 ใบที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าสตางค์ เขาซื้อมันมาเมื่อหลายวันก่อน พรุ่งนี้แล้วสิ จะเป็นวันหวยออก และพรุ่งนี้ เราอาจจะรวย -ชายหนุ่มคิดและยิ้มอย่างกระหยิ่มใจ ถึงแม้จะรู้ว่า การเล่นหวยเป็นเรื่องงมงายและมอมเมา เพราะในความเป็นจริงแล้ว โอกาสที่เขาจะถูกรางวัลที่หนึ่ง ต่อการซื้อล็อตเตอรี่ 1 ใบ มีเพียง 0.000001 ยิ่งเป็นรางวัลที่หนึ่งพิเศษซึ่งมีเพียงรางวัลเดียว ในจำนวนล็อตเตอรี่ที่พิมพ์ออกขายถึง 46 ล้านใบ โอกาสถูกก็ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ เพียง 0.0000001 เท่านั้นเอง ! แต่ล็อตเตอรี่ก็เปรียบเสมือนหยดน้ำในทะเลทรายที่เข้ามาช่วยปลุกปลอบหัวใจอันแห้งแล้งของเขาและคนจน ๆ ทั่วไปให้ได้ชุ่มชื่นเบิกบานขึ้นมาได้บ้าง ยิ่งมีข่าวผู้โชคดี ถูกหวยรัฐบาลเป็นเงินก้อนโต เผยแพร่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ในวันหลังหวยออก ยิ่งยั่วยุกิเลสในตัวให้ออกมาเต้นเร่าเป็นจังหวะสามช่า ชายหนุ่มนึกไปถึงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 ที่โปรยหัวข่าวเอาไว้ว่า ขอทานถูกหวย 220 ล้าน ! เศรษฐีในพริบตา แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ทุกวันนี้ เขาก็ยังคงเก็บหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเอาไว้ที่ใต้หมอน เพื่อเตือนใจตัวเองว่า อย่าเพิ่งท้อแท้กับการซื้อหวยรัฐบาล เพราะบางทีงวดต่อๆไป อาจจะเป็นเขาที่ได้กลายเป็นข่าวพาดหัวเหมือนเช่นขอทานผู้โชคดีคนนี้ก็ย่อมได้ ดังสุภาษิตที่ไอ้จุก-เด็กขายพวงมาลัยข้างห้องเช่า มันพ่นสีสเปรย์ในสไตล์กราฟฟิตี้ไว้ที่กำแพงรั้วหน้าปากซอยว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น และมันจะคงความหมายที่ดีเช่นนั้นอยู่ต่อไป หากในวันต่อมา จะไม่มีคนมือบอนแอบไปแก้ข้อความของไอ้จุก ให้กลายเป็นว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จ ฉิบหายอยู่ที่นั่น ลาก่อนนะครับทุกคน ชายหนุ่มเพ้อฝันกลางวันบนรถเมล์ เห็นภาพตนเองกำลังร่ำลาเพื่อนร่วมห้องเช่าในแฟลตเก่า ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในก้นซอยลึกจากถนนใหญ่ ข้าวของเครื่องใช้ในห้อง ผมยกให้ทุกคนไปแบ่งกันก็แล้วกันนะครับ แล้วถ้ามีโอกาส อย่าลืมแวะไปเยี่ยมผมบ้างที่หมู่บ้านจัดสรร แร้งอมยิ้ม ขอให้สังเกตรั้วบ้านที่ทาสีเป็นสีรุ้ง เอาไว้เป็นหลัก สัญลักษณ์แห่งความหวัง นั่นแหละครับบ้านของผมเอง ซื้อไปเถอะครับ ล็อตเตอรี่ อย่างหยุดยั้ง เขาว่า ท่ามกลางการห้อมล้อมของประชาชนชาวแฟลตที่ต่างแห่แหนออกมาส่งเขาจนเนืองแน่น ชายหนุ่มสังเกตเห็นได้ถึงแววตาน้อยเนื้อต่ำใจระคนอิจฉาริษยาในดวงตาของทุกคนในที่นั้น เอิ๊ก พ่อช่างโชคดีจริงๆนะ ชาติก่อน ทำบุญด้วยอะไรกันหนา เอิ๊ก ถูกง่าย ๆ กันซะที่ไหนกันเนี่ย แจ็กพ็อตหวยบนดิน 100 ล้านอย่างนี้ ลุงเทิ้ม ขี้เมาประจำแฟลตพูดขึ้นเสียงดัง มีกลิ่นเหล้าโชยมาตามลม เจ้าของคำพูดยืนโอนเอนไปมา ลุงเทิ้มยังคงอ้อแอ้ต่อไปอีกว่า เอิ๊ก กูซื้อมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ! มีแต่โดนหวยแดกจนหมดตูดทุกทีสิน่า เอิ๊ก อกทงหน่อยนา อาเทิ้ง ถึงม่ายล่ายถูกล็อตเตอรี่ยังอีคุณเค้า แต่เห็นทังนายกฯ ทังก็เคยประกาศเอาไว้เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า อีก 4 ปี คนจน 8 ล้านคน ทั่วประเทศจะหมกปายจากแผ่นลิงนี่แล้วนี่ อีกม่ายนาน พวกเราก็จะด้ายซำบายกันเสียที กิมลั๊ง- แม่ค้าปาท่องโก๋วัยเดียวกันกับลุงเทิ้ม พูดขึ้นหวังปลอบใจ แต่ขี้เมาประจำแฟลตกลับชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที ตวาดเสียงดังลั่นอย่างมีอารมณ์ เอิ๊ก ช่าย..ย..ย เจ๊ คนจนมันต้องหมดไปจากแผ่นดินนี้แน่ ก็เพราะมันจะพากันอดตายกันไปจนหมดประเทศนะสิ เอิ๊ก สบายอยู่ในเมืองผีไง เอี๊ยด ด..ด.. ยางรถเมล์เสียดสีกับพื้นถนนส่งเสียงดังสนั่น ขณะเข้าจอดที่ป้ายรถเมล์ ปลุกชายหนุ่มให้สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันกลางวัน เหลียวมองออกไปนอกรถ จึงพบว่ารถเมล์ได้มาถึงยังป้ายรถเมล์เยื้องกับบริษัทของหญิงคนรักพอดี รีบแหวกฝ่าผู้คนลงมาอย่างร้อนรน จากนั้นจึงบ่ายหน้าตรงไปยังอาคารสูงราวกับจะทะลุยอดเมฆเบื้องหน้า มาติดต่อธุระอะไร หา ? ยามหน้าเหลี่ยมท่าทีกร่าง พูดเสียงเครียด พร้อมกับเดินย่างสามขุมเข้ามาหา หยุดยืนมองเขาตั้งแต่หัวจรดตีน เสื้อผ้าธรรมดาของเขาคงเป็นเหตุให้เจ้ายามคนนี้ ตั้งข้อรังเกียจเอาไว้ก่อน ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนในสังคมยุควัตถุนิยมครองเมืองที่มักตีค่าตีราคาค่าคนด้วยรูปกายภายนอก คนแต่งกายธรรมดาอย่างเขา ไม่ได้ถูกบอกไว้ให้ได้รับเกียรติอย่างที่สมควรจะเป็น ![]() ชายหนุ่มมีท่าทีอึกอัก ก่อนจะมีคำพูดเล็ดลอดออกมา มาหาแฟนครับ พลางสอดส่ายสายตามองลึกเข้าไปภายในตัวตึกสวย นั่นไงเธอ เผลอร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่นด้วยอารามดีใจ เมื่อเห็นหญิงสาวคนรักกำลังก้มหน้าหงุดอยู่กับเครื่องโทรศัพท์ในห้องกระจกเล็กแคบ ชายหนุ่มว่าอีก แน่ะ ! เธอเงยหน้าขึ้นมาแล้ว หญิงสาวมองมาทางเขา พลางส่งยิ้มเจื่อนๆ มาให้ ชายหนุ่มคล้ายลืมตัวไปชั่วขณะ ผวาจะเดินเข้าไปหาเธอ ขยับปากกว้าง ๆ ถามเธออยู่ไกล ๆ เหนื่อยไหม แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากหญิงสาว ทันใดนั้น คล้ายมีไม้หนักหนามาหวดเข้าที่หน้าอกเต็มแรง ฝ่ามือใหญ่ของเจ้ายามหน้าเหลี่ยมนั่นเองที่ผลักอกเขาจนกระเด็นหงายหลัง ล้มกลิ้งลงไปกับพื้นอย่างไม่เป็นท่า ดวงตาเห็นดาวพร่าระยับ และเมื่อตั้งสติได้ จึงค่อย ๆ ลุกขึ้น ยักแย่ยักยันเดินออกจากตึกหรูไป แว่วยินเสียงตะโกนของเจ้ายามหน้าเหลี่ยมไล่หลังมา มาหาแฟนหรือมึง เข้าไม่ได้ ออกไปคอยอยู่นอกบริษัทเดี๋ยวนี้เลย ฮึ่ม วอนซะแล้ว ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างตกใจ มองตามร่างของชายคนรักไปด้วยห่วงใย หัวใจเจ็บแปลบบอกไม่ถูก ยามเมื่อได้เห็น คนจนดูถูกคนจนด้วยกันเอง เธอแอบป้ายน้ำตา ก่อนก้มหน้าง่วนอยู่กับเครื่องโทรศัพท์เบื้องหน้าต่อไป ในเวลาหลังเลิกงานที่ป้ายรถเมล์เยื้องบริษัท คนที่นี่ ดุดีไหมคะ หญิงสาวถามขึ้น มองตาละห้อยไปที่ใบหน้าของชายคนรัก ชายหนุ่มยิ้มเหงา ดวงตาทอประกายเศร้า แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอกครับ เออ..ว่าแต่ว่า อยู่ในห้องแคบอย่างนั้น ไม่อึดอัดแย่หรือ ? เขาเป็นฝ่ายถามเธอขึ้นมาบ้าง อึดอัดสิ แต่จะทำอย่างไรได้ น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ ชายหนุ่มดึงมือของเธอมากุมไว้และบีบกระชับหวังปลอบโยน ทั้งสองนิ่งเงียบงันอยู่นาน ก่อนที่หญิงสาวจะมีคำพูดขึ้นมาว่า เออ เมื่อกี้นี้ ก่อนจะออกจากที่ทำงานมา ได้ยินข่าวจากวิทยุว่า พรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นราคาอีกแล้วนะคะ หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เฮ้อ ขึ้นกันบ่อยๆอย่างนี้ก็แย่สินะ ข้าวของก็คงจะพากันขึ้นราคาตามกันไปอีก แม้แต่ค่ารถเมล์นี่ก็ด้วยเหมือนกัน อืม คุณยังแทงล็อตเตอรี่อยู่หรือเปล่าเนี่ย ? ชายหนุ่มได้ฟังถึงกับสะดุ้งโหย่ง มีคำพูดเล็ดลอดออกมาว่า แค่งวดละใบเดียวเองครับ ในสภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ หนทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เราจะต้องช่วยกันรัดเข็มขัด ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก ที่ผ่านมา ฉันไม่เคยขอร้องคุณเลยเกี่ยวกับเรื่องล็อตเตอรี่ เพราะคิดว่ามันเป็นความสุข เล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณ แต่ครั้งนี้ ฉันอยากจะขอให้คุณเลิกมันเสียเถอะนะ เพื่ออนาคตของเราทั้งสอง ชีวิตเราไม่ควรฝากความหวังไว้กับการพนัน ชายหนุ่มยืนครุ่นคิดอยู่เป็นนาน ก่อนจะตัดสินใจตกปากรับคำเธอ ขณะที่ในใจกลับเฝ้าภาวนาว่า ไหนๆ พรุ่งนี้ก็จะได้ลุ้นโชคเป็นงวดสุดท้ายของชีวิตแล้ว ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลให้ล็อตเตอรี่ที่อยู่ในกระเป๋าสตางค์ของเขาถูกรางวัลที่ 1 ด้วยเถ๊อะ เจ้าประคู้น ! ข้างหญิงสาวอมยิ้มสดใสด้วยรู้อยู่แก่ใจว่าเขาจะไม่ผิดสัญญา รถเมล์มาถึงพอดี มาเถอะครับ ผมจะพาคุณไปส่งบ้าน ต่างพากันจูงมือก้าวขึ้นไปบนรถเมล์ตรงหน้า หว่างแสงจันทร์และแสงดาวที่เริ่มโปรยแสงอ่อนเหนือท้องฟ้ายามใกล้ค่ำ ![]() ดึกมากแล้ว บ้านหลังน้อยถูกห่อด้วยไอเย็น หญิงสาวยังคงนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาอยู่ภายใต้ผ้าห่มหนานุ่มบนที่นอนตรงมุมหนึ่งของบ้าน ใจนึกไปถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่อยเปื่อย แวบหนึ่งของความคิดอันฟุ้งซ่าน หญิงสาวคิดย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์หดหู่เมื่อตอนกลางวันที่ผ่านมา ใครนะ ช่างดุเหมือนหมาเสียจริง ๆ เพียงแค่เราต่อโทรศัพท์ไปให้ผิดคนเท่านั้น แหม โทรกลับมาด่าว่าเราเสียยับเยิน แต่ยังไงเสียก็ต้องอดทน เพื่อแม่กับน้อง และเขาอีกคน อย่าคิดอะไรมาก นอนเสียเถอะ พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้ามืด ไปช่วยลุงยามแกเปิดประตูรั้วบริษัทอีก ดวงตาคลอน้ำตาของหญิงสาวมองฝ่าความสลัวไปที่ร่างของแม่และน้องที่นอนหลับสนิทอยู่ตรงอีกมุมหนึ่งของบ้าน ยินเสียงแม่กรนเบา ๆ ลอยอยู่ในความลางเลือน ใจหวนคิดไปถึงพ่อผู้ลาลับที่เคยนอนเคียงข้างแม่อยู่ตรงนั้น ในตอนนั้น หมู่ดาวบนฟ้าส่งแสงลอดเข้ามาตรงรูโหว่ของหลังคาบ้าน กระทบเข้ากับเม็ดน้ำตาเกิดเป็นประกายแสงแวววาว หญิงสาวใช้มือปาดน้ำตาออกจากแก้ม ก่อนจะหันไปคว้าเอาโทรศัพท์มือถือตรงหัวนอนที่ซื้อมาในช่วงโปรโมชั่น ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เมื่อแรกรักกันใหม่ๆ แบ่งกันใช้คนละเครื่องกับชายคนรัก พิมพ์ข้อความบางอย่างลงไป และกดส่งไป จากนั้นหัวใจจึงค่อยโล่งโปร่งเบาสบาย และหลับใหลลงไปในเวลาอีกไม่นาน เอาละครับ เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วินาที เวลาที่ทุกท่านรอคอยก็จะมาถึงแล้ว การแข่งขันฟุตบอลระหว่าง ทีม ผีแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ "เหยี่ยวลิสบอน" เบนฟิก้า จากโปรตุเกส ในศึกยูฟ่าแชมเปี้ยน ลีกรอบแบ่งกลุ่มก็จะเริ่มต้นขึ้น . เสียงใหญ่แหบของผู้บรรยายฟุตบอลคนดังของวิก 7 สี ทีวีเพื่อนายทุน เอ๊ย ! ทีวีเพื่อคุณ แหกปากดังลั่นออกมาจากโทรทัศน์สี 14 นิ้ว กลางเก่ากลางใหม่ภายในห้องเช่าซอมซ่อ มีร่างผ่ายผอมของชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ด้านหน้า ซ่อนกายสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นอยู่ในผืนผ้าห่มเก่า ๆ เหลือไว้แต่เพียงใบหน้าตอบโผล่ออกมา ภายในจอแก้วสี่เหลี่ยมเวลานี้ ปรากฏภาพของนักฟุตบอลคนดังของทีมปีศาจแดง ไม่ว่าจะเป็น รุด ฟาน นิสเตลรอย พอล สโคลส์ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และใครต่อใครอีกครบครัน จะขาดก็แต่เพียง เวย์น รูนี่ย์ นักเตะวัยรุ่นเลือดร้อน ขวัญใจของชายหนุ่มที่ติดโทษแบน พวกเขากำลังพากันทยอยลงสู่สนาม โดยมีแฟนฟุตบอลนับหมื่นคนภายในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด-รังของทีมปีศาจแดง ส่งเสียงต้อนรับดังกระหึ่ม ระหว่างนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือที่ซุกอยู่ข้างกายจึงดังแทรกขึ้น ติ๊ด ติ๊ด ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมา ก้มดูที่หน้าจอ เห็นสัญลักษณ์เป็นรูปซองจดหมายเล็ก ๆ และเบอร์โทรของหญิงคนรักปรากฏอยู่ รีบเปิดอ่านข้อความ ทันใดนั้น จึงเกิดรอยยิ้มบานแฉ่งและหัวใจอบอุ่นท่ามกลางอากาศเย็นในต้นฤดูหนาว ด้วยเพราะข้อความที่ส่งมานั้น มีถ้อยคำอุ่นใจว่า ![]() หมายเหตุ * นิตยสารอีโคโนมิสต์ ฉบับประจำวันที่ 16-22 เมษายน 2548 ระบุว่า โรคไข้หวัดนกที่ระบาดในสัตว์ปีกมาตั้งแต่ปลายปี 2546 จากข้อมูลการระบาดที่เกิดขึ้นใน 11 ประเทศ ณ วันที่ 18 เมษายน 2548 มีรายงานว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อโรคไข้หวัดนกมากเป็นอันดับ 2 รองมาจากเวียดนามเท่านั้น โดยประเทศ 3 อันดับแรกที่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกมากที่สุดได้แก่ เวียดนาม มีคนป่วย 60 คน ตาย 35 คน รองลงมาคือ ไทย มีคนป่วย 17 คน ตาย 12 คน และลำดับที่ 3 ได้แก่ กัมพูชา มีคนป่วย 3 คน ตายทั้ง 3 คน) อ่านไปยิ้มไป
![]() โดย: คนบ้าเกม IP: 124.120.239.247 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2549 เวลา:19:56:55 น.
ชอบมากๆเลยค่ะ อ่านแล้วได้อะไรหลายๆอย่างเลย
โดย: Wind IP: 58.147.66.121 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2549 เวลา:9:17:14 น.
อ่านเรื่องอุ่นใจ ทำให้หัวใจอุ่นขึ้น โดย: .. ยัยตัวยุ่ง .. IP: 203.150.4.133 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2549 เวลา:17:01:45 น.
อ่านไปแล้วทำให้ยิ้มไปได้จริงๆด้วยเรื่องนี้
![]() **กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปนาน ![]() โดย: เจ้ากอล์ฟ (ChronoCross
) วันที่: 21 พฤศจิกายน 2549 เวลา:19:36:19 น.แม้ตอนนี้อากาศจะเย็น แต่ก็อุ่นๆในใจ
โดย: rubino IP: 125.25.197.40 วันที่: 1 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:53:09 น.
|
บทความทั้งหมด
|



















ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [