จัดบ้าน


  ศุกร์ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันนี้เป็นวันพระ

และเฉกเช่นวันพระวันอื่น ๆ คือฉันตื่นมาด้วยความตั้งใจจะถือศีล ๘ ซึ่งหมายถึงการอดข้าวหลังเที่ยง และงดการบันเทิงเริงรมณ์ พอตกค่ำก็ต้องนอนกับพื้น

ตอนเช้าฉันจึงออกไปทานข้าวที่ร้านติ่มซำร้านประจำ สั่งแค่ไข่กระทะหนึ่งชุด กับช็อคโกแล็ตเย็น แล้วนั่งอ่านหนังสือสอนทำ Excel ที่ซื้อมาตอนที่ไปเที่ยวกับเพื่อนเมื่อวันก่อน

ตอนเก็บเงินพนักงานก็แจ้งว่าวันนี้ทางร้านมีโปรโมชั่น สั่งเครื่องดื่มเย็นจะได้ ๑ แถม ๑ ฉันก็เลยสั่งชาไทยเย็นอีกแก้วหิ้วกลับไปให้เฟิร์น (น้องสาว)

เฟิร์นยังนอนอยู่บนเตียงเมื่อฉันกลับไปถึง ฉันบอกน้องว่านี่ซื้อชาเย็นมาให้ (น้องชอบดื่มชาเย็นน่ะ) เฟิร์นก็ทำหน้าประหลาด บอกว่าเราดื่มไม่ได้ เราจะลดความอ้วน

ฉันก็เลยเอาชาไปแช่ตู้เย็นไว้ 

วันนี้นักเรียนภาษาญี่ปุ่นโทรมาบอกว่าไปต่างจังหวัดกับที่ทำงาน ฉันก็เลยว่าง ขี้เกียจออกไป money expo แล้วด้วย รู้สึกว่ามันไกลจัง อิมแพ็คแน่ะ (ฉันเป็นมนุษย์ที่รู้สึกว่าทุกที่ที่รถไฟฟ้าไปไม่ถึงมันไกลหมด) ฉันก็เลยตั้งใจจะอยู่บ้านจัดบ้าน

เริ่มต้นด้วยการเอาผ้าทุกชิ้นเข้าเครื่องซักผ้า เสื้อผ้าที่กองค้างอยู่ในตะกร้าเยอะจนล้นออกมาแล้ว บวกกับเสื้อผ้าจากค่าย Multi Rural ในกระเป๋าเดินทางของเฟิร์นอีก (ส่วนของฉันซักไปหมดแล้ว) ต้องซักสองรอบ เพราะถังซักผ้ามันเล็กแค่นั้น ถ้าใส่เกิน 2/3 จะไม่ดีต่อสุขอนามัย

พอเอาผ้าไปซักฉันก็จัดตู้เสื้อผ้าตัวเอง มีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใช้เต็มไปหมด คือมันมีเสื้อแขนยาวกับเสื้อกันหนาวกับกระโปรงบางตัวที่ฉันเบื่อแล้ว ฉันก็เลยคัดออกมาว่าตัวไหนไม่ใช้บ้างแล้วเก็บใส่กระเป๋าเดินทางเปล่า กะว่าถ้ากลับอุบลจะเอากลับไปด้วย หรือไม่ก็ลากไปใส่กล่องบริจาคให้ชาวบ้าน ส่วนกระเป๋าอีกใบก็ใส่เสื้อผ้าฤดูหนาวเผื่อวันไหนจะไปเที่ยวต่างประเทศอีก (เช่นญี่ปุ่นหรือไต้หวัน ประเทศอื่น ๆ ฉันไม่มีความอยากไปเป็นพิเศษ)

พอจัดเสร็จตู้เสื้อผ้าก็โล่งขึ้นเยอะ จริง ๆ แล้วฉันมีเสื้อผ้าไม่เยอะนัก เพราะฉันไม่ชอบซื้อเสื้อผ้า ฉันมักจะซื้อเวลาที่จำเป็น หรือเวลาที่มันลดมาก ๆ (และชอบ) หรือถ้าเจอร้านถูกใจ (ซึ่งก็นานมาก ๆ ถึงจะมีกรณีหลังสุด) 

เวลาที่จำเป็นก็อย่างเช่น ตอนไปเที่ยวไต้หวันคราวก่อน ฉันเตรียมไปแต่เสื้อผ้าหนา ๆ กันหนาว แต่พอไปถึงอากาศยังกะกรุงเทพ เสื้อผ้าที่ฉันมีนี่ใส่ไม่ได้คงอารมณ์เสียทั้งวันเพราะร้อนมาก ฉันก็เลยต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่เอาไว้ใส่เที่ยว

แล้วฉันก็จัดการกับชีทเรียนและหนังสือเรียนทั้งหลาย ฉันไม่เคยทิ้งชีทเลยตั้งแต่ปี ๑ ถึงปี ๕ เก็บไว้เผื่ออ้างในการเรียนวิชาอื่น ๆ น่ะ หรือไม่ก็เอาไว้ยกให้น้องรหัส ซึ่งพอโต ๆ แยกเมเจอร์กันวิชาเรียนก็ไม่มีอะไรจะส่งต่อได้แล้ว

ไปเรียนต่างประเทศทั้งไต้หวันและญี่ปุ่น ตอนจะกลับมาฉันจำเป็นต้องทิ้งชีทเรียนทั้งหมด เพราะมันหนัก ส่งกลับไทยก็เสียหลายร้อย และคงไม่มีโอกาสได้ใช้อีก ตอนทิ้งก็เสียดายมาก ๆ เพราะไม่เคยทิ้งชีทเรียนเลย แต่พอเวลาผ่านไปก็รู้สึกว่าทิ้งไปน่ะดีแล้ว เพราะถึงเก็บไว้เราก็ไม่เคยได้กลับไปอ่าน ความรู้ควรเก็บไว้ในหัว ไม่ใช่ในกระดาษ 

พอทิ้งครั้งนี้ก็เลยไม่เสียดาย เราทำเพื่อเคลียร์พื้นที่ในบ้านให้โล่งขึ้น พอบ้านโล่งจิตใจก็โล่งขึ้น

มีปัญหาแค่ชีทของน้องสาว น้องก็เหมือนฉันสมัยก่อน อะไรเก็บได้ก็จะพยายามเก็บไว้ ไม่อยากทิ้งไป เสียดายความทรงจำ ฉันก็เลยกองชีทของน้องเอาไว้ฝั่งนึง บอกว่าให้มาคัดว่าจะเอาอะไรไว้ภายในสองอาทิตย์ ไม่อย่างนั้นฉันจะขนไปทิ้งให้หมด (รกบ้านน่ะ)

ฉันจัดจนเสร็จ ขนชีททิ้งไปได้สามถุงใหญ่ ได้พื้นที่ชั้นหนังสือกลับมามากมาย

ตอนบ่ายฉันก็นั่งฝึกทำ Excel เพราะตอนทำงานกับเพื่อนเมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนโดนดูถูกฝีมือการใช้คอมพิวเตอร์ ฉันรู้สึกแย่มากตอนนั้น ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก ก็เลยตั้งใจว่าจะเป็นเทพ Excel ก่อนเริ่มทำงาน

นอกจาก Excel ฉันก็ยังต้องเรียนวิธีใช้ AI(Adobe Illustration)ด้วย เพราะฉันต้องหาสินค้าไปลงร้านขายสติกเกอร์ของฉัน ซึ่งตอนนี้มีสินค้าแค่สองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นการประยุกต์งานของคนอื่นมาขาย อันนี้ขายได้เรื่อย ๆ เดือนละสี่สิบถึงหกสิบบาท อีกอย่างเป็นลายที่สร้างขึ้นเองที่ขายไม่ได้สักชิ้น ฉันก็เลยคิดว่าว่างเมื่อไหร่ต้องหัดทำสติกเกอร์ด้วยตัวเองแล้ว จะได้มีอะไรขายได้นอกจากที่มีอยู่ และฉันก็เลือกจะลงทุนใน AI (เดือนละ ๖๐๐ บาท ฉันจะไม่ใช้โปรแกรมเถื่อนอีกต่อไปแล้ว) เพราะคิดว่าเป็นโปรแกรมที่ดีที่สุดถ้าอยากทำงาน Create (เพราะฉันไม่ชอบ Photoshop)

ตอนเย็นเบื่อที่บ้านมาก ๆ ฉันก็เลยไลน์ไปชวนเพื่อนต่างชาติเที่ยว เมื่อวานส่งมาสะกลับประเทศแล้วก็เศร้า ๆ เลยคิดว่ามีเพื่อนต่างชาติจะต้องไปลาให้หมด ก่อนที่พวกเขาจะกลับไป

เพื่อนคนนี้ชื่อยูดิส เป็นคนอินโดนีเซีย มาแลกเปลี่ยนคณะวิศวะ (สาขานาโน) ฉันเจอเขาเพราะช่วยเขายืมหนังสือที่หอกลาง(ห้องสมุดจุฬาฯ) เป็นรุ่นน้องฉันสองปี

ยูดิสไม่ใช่คนหล่อ ตัวเล็ก ๆ หน้าตาเหมือนคนพื้นเมืองเอเชียทั่ว ๆ ไป ผิวคล้ำ พูดภาษาอังกฤษเก่ง แล้วก็ดูเป็นผู้ชายร่าเริง

นี่เป็นการเจอกันครั้งที่สองของเรา ฉันพาเขาไปเดินตลาดนัดจตุจักรกรีน ซึ่งกว้างกว่าที่ฉันคิดมาก แต่ฉันไม่มีงบ Shopping หรอก ข้าวเย็นก็กินไม่ได้ (เพราะถือศีล ๘) ก็เลยเดินดูบรรยากาศชิว ๆ แล้วก็ไปนั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ ฉันสั่งชาเขียวมากิน (จริง ๆ ก็ไม่ควรกินนม แต่ฉันไม่ได้ถือเคร่งขนาดนั้น) 

คุยกันหลายเรื่อง เรื่องประเทศของแต่ละคน เรื่องครอบครัว เรื่องคนรัก เรื่องคัลเจอร์ช็อค และอื่น ๆ คุยกับยูดิสก็สนุกดี 

พอเสร็จประมาณ ๔ ทุ่มฉันก็กลับมาบ้าน อาบน้ำนอน ปูเสื่อนอนพื้น ไม่ได้เปิดแอร์ ไม่ได้สวดมนต์ด้วย ขี้เกียจอีกแล้ว ไม่ดีเลย





Create Date : 15 พฤษภาคม 2559
Last Update : 15 พฤษภาคม 2559 0:43:46 น.
Counter : 86 Pageviews.

0 comments
ทางแยก อาจารย์สุวิมล
(15 พ.ค. 2565 10:27:08 น.)
ชีวิตช่วงนี้.. nonnoiGiwGiw
(13 พ.ค. 2565 16:00:13 น.)
คนอะไรจะแห้วได้ถึงสองหน : จากบางปูถึงสวนสมเด็จฯ ผู้ชายในสายลมหนาว
(12 พ.ค. 2565 15:12:45 น.)
แปลซับลับสุดยอด (1) : ไม่แข่ง...ยิ่งแพ้ LittleMissLuna
(7 พ.ค. 2565 06:02:58 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Kurobina.BlogGang.com

Kurobina
Location :
อุบลราชธานี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด