.......Ed Gein....ฆาตกรผู้เป็นตำนานของ "ไซโค" และ Silence of the Lambs".....(3) ![]() ......หนึ่งในบรรดาหนังสือเล่มโปรดของเอ๊ด คือ หนังสือเกี่ยวกับนาซี โดยเฉพาะเรื่องราวในค่ายกักกันชาวยิว และการทดลองที่ใช้คนเหล่านั้นเป็นเครื่องทดสอบ... ...จากการอ่านหนังสือหลายๆเล่มทำให้เอ๊ดรู้กระบวนการทำให้ศรีษะมนุษย์แห้งและสามารถเก็บเอาไว้ดูได้เป็นเวลานาน...นอกจากจะสนใจเกี่ยวกับระบบร่างกายของคนเป็็นพิเศษแล้ว สิ่งที่รบกวนจิตใจของเอ๊ดอยู่เสมอ คือความต้องการปลดปล่อยตามธรรมชาติของวัยหนุ่ม... .....แต่ด้วยการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดที่เคยได้รับทำให้เอ๊ดไม่สามารถที่จะสร้างสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามได้อย่างคนปกติทั่วไป...การไปยังสุสานและลักลอบขุดศพของหญิงสาวที่เพิ่งตายมาชื่นชม, ทดสอบความรู้ที่อ่านพบในหนังสือจึงเป็นความสุขที่เขาปฏิบัติอยู่หลายปี...ศพแรกที่ขุดห่างจากหลุมฝังศพของออกัสต้าผู้เป็นแม่เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น.... .....เอ๊ดลอกผิวหนังจากศพ...ตัดบางชิ้นส่วนของร่างกายมาแช่ตู้เย็นไว้กิน และบางครั้งนำก้อน " เนื้อกวาง" ไปแจกคนที่ตนชอบพอ ทั้งที่ไม่ปรากฏมาก่อนว่าเอ๊ดเคยเข้าป่าล่ากวาง....ความรักใคร่บูชาในตัวของแม่อย่างท่วมท้น...และความรู้สึกที่ว่าเพศหญิงอย่างแม่มีอำนาจเหนือกว่าผู้ชายทำให้จิตสำนึกลึกๆของเอ๊ดต้องการจะเป็นผู้หญิง...การลอกผิวหนัง, ชำแหละชิ้นส่วนของร่างกายอย่างนม และ อวัยวะเพศของผู้หญิงเอามาทำชุดสวมใส่ และประกอบเป็นเครื่องประดับ เครื่องใช้..รวมทั้งตัดหัวเอามาทำให้แห้งวางเรียงรายบนชั้นวางของในบ้าน เป็นสิ่งที่คนภายนอกไม่รู้... ......แต่ มีครั้งหนึ่งเด็กชายที่เอ็ดเคยรับจ้างเป็นพี่เลี้ยง แวะไปเยี่ยมเอ๊ดที่บ้าน....เมื่อกลับออกมา เด็กได้ไปเล่าให้คนอื่นฟังว่า เอ๊ดนำศรีษะมนุษย์ที่ตากแห้งแล้วมาให้ชมและบอกว่าเป็นศรีษะจากเผ่าล่ามนุษย์ของทะเลใต้ที่ตนเคยอ่านในหนังสือ...ทุกคนที่ได้ยินต่างคิดว่าเป็นเรื่องราวจากความเพ้อฝันของเด็กคนนั้น .. .....ต่อมามีผู้ไปเห็นศรีษะเหล่านั้นในบ้านของเอ๊ดอีกครั้งแม้จะดูแปลกๆแต่ก็เข้าใจไปว่านั่นคือหน้ากากสำหรับสวมในวันฮาโลวีน....เมื่อคนที่ได้ฟังนำเรื่องนี้มาล้อเล่นกับเอ๊ด...เขาเพียงพยักหน้ารับและยิ้มน้อยๆบอกว่ามีศรีษะมนุษย์อยู่จริงที่บ้าน...ไม่มีใครคิดเลยว่านั่นคือเรื่องจริง ...วันเวลาผ่านไป...ชิ้นส่วนต่างๆจากศพเริ่มน่าสนใจน้อยลง...อวัยวะสดใหม่ จากร่างกายของคนน่าจะดีกว่า...เขาเริ่มงานออกล่าที่ส่งให้เป็นฆาตกรอย่างเต็มตัว.... ......ระหว่างปลายปี 1940 ถึง 1950 คดีคนหายไปอย่างไร้ร่องรอยมีมากขึ้นอย่างผิดสังเกต...ตำรวจไม่สามารถหาเบาะแสได้ว่าเกิดจากใครหรืออะไร...หนึ่งในจำนวนนั้นได้แก่ แมรี่ โฮแกน ..อายุ 51 ปี เจ้าของร้านขายอาหารและเครื่องดื่มเล็กๆแห่งหนึ่งของเมือง... .....เวลาบ่ายของวันที่ 8 ธันวาคม 1954 แมรี่อยู่คนเดียว เมื่อเอ๊ดลอบเข้าไปใช้ปืนพกรีวอลเวอร์ .32 ยิงเข้าที่ศรีษะ และลากร่างของเธอขึ้นรถขับกลับไปที่ฟาร์มของตน...ภายหลังมีลูกค้าเข้าไปในร้าน พบเลือดกองใหญ่ที่พื้น..ปลอกกระสุนปืน...และรอยเลือดที่หยดเป็นทางไปด้านหลังร้าน สิ้นสุดลงที่ลานจอดรถ.. ที่พื้นดินมีรอยล้อรถปิคอัพขับออกไป..ตำรวจไม่สามารถหาหลักฐานใดๆเพิ่มได้อีกเลย... .....สองสามอาทิตย์ถัดมา.. เมื่อมีผู้คุยถึงเรื่องการหายตัวของแมรี่....เอ๊ดยิ้มน้อยๆก่อนจะตอบว่า..." แมรี่ไม่ได้หายไปไหนหรอก..ตอนนี้เธออยู่ที่ฟาร์ม "...ไม่มีใครเฉลียวใจอีกเช่นเคยว่ากำลังรับฟังเรื่องจริงจากปากของฆาตกร...จนกระทั่งเหยื่อรายสุดท้ายถูกสังหาร....เบอร์นีซ วอร์เดน.... ![]() เข้ามาอ่านจ้า Silence of the Lambs เป็นหนังในดวงใจ
![]() โดย: โจเซฟิน
วันที่: 16 พฤศจิกายน 2549 เวลา:6:49:40 น.Hi Khun Mae Khong Jit,
I've followed since the first one, thinking you might not write it more. I'm glad to come in and read your story again. Is above pic really a true face of Ed? ![]() โดย: Nok (nokjeffus
) วันที่: 16 พฤศจิกายน 2549 เวลา:12:15:14 น.ขอบคุณทุกท่านที่มาลงชื่อเป็นกำลังใจ...ทราบว่ายังมีคนอ่านก็มีแรงที่จะเร่งพิมพ์เร่งแปลให้เสร็จโดยเร็ว...เนื้อหาค่อนข้างยาวเพราะดิฉันไม่ต้องการตัดทอนรายละเอียดที่โยงให้เห็นถึงความเป็นมาของฆาตกรรายนี้ อย่างน้อยอาจทำให้เราฉุกคิดอะไรขึ้นมาบ้างจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง....
...ตอบคุณนก ความคคห.ที่ 4....รูปข้างบนนั้นเป็นรูปจริงของเอ๊ด และกะโหลกนั่นก็คือถ้วยที่เขาใช้ในครัวค่ะ โดย: แม่ของจิตร
วันที่: 16 พฤศจิกายน 2549 เวลา:20:27:32 น.แวะมาอ่านค่ะพี่มิน...
![]() ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงนะคะ " แต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้...ในโลก....ความจริง..." โดย: แดดร่มลมโชย
วันที่: 18 พฤศจิกายน 2549 เวลา:15:59:31 น. |
บทความทั้งหมด
|








วันที่: 16 พฤศจิกายน 2549 เวลา:6:49:40 น.





ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [