[Books] Born A Crime - Trevor Noah

"Failure is an answer. Rejection is an answer.
Regret is an eternal question you will never have the answer to."




Born A Crime: Stories from a South African Childhood

ผู้เขียนเป็นหนุ่มที่ข้าพเจ้าแอบกรี๊ดในรอบปีที่ผ่านมา ลักยิ้มน่ารัก พูดจาดี มีสาระ และเลียนสำเนียงภาษาต่างๆได้เก่งมวากกกกกกกก นั่งดู stand-up comedy ใน youtube แล้วปิ๊งทันที

เล่มนี้เป็นกึ่งอัตชีวประวัติ ของดาวตลกลูกครึ่งผิวดำจากอัฟริกาใต้ที่กลายเป็นพิธีกรคนใหม่ของรายการ The Daily Show แทนตำนานอย่าง Jon Stewart ซึ่งเราไม่ค่อยได้ดู ชอบเวลาเล่น stand-up มากกว่า

เทรเวอร์ (เรียกชื่อต้นอย่างหนิดหนมไปแล้ว) เล่าถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตในอัฟริกาใต้ตั้งแต่สมัยที่ยังแบ่งแยกสีผิว จนถึงยุคหลังเนลสัน แมนเดลลา และสงครามกลางเมือง เราชั่งใจอยู่หลายเดือนว่าจะอ่านเวอร์ชั่นไหนดี ระหว่างอีบุ๊คที่ราคาถูก กับออดิโอที่เทรเวอร์เป็นคนพากย์ แต่เราจะต้องกลับไปรื้อฟื้น audible อีกครั้ง

สุดท้ายก็ยอมจ่ายเพื่อฟังเสียง

เลิกร้างกับหนังสือเสียงไปนานเลยใช้เวลาพักนึงกว่าจะชิน (สมาธิมันจะลอยไปเรื่อย) แต่ฝีมือการเล่าดึงเรากลับมาได้ ชีวิตของเทรเวอร์น่าสนใจจริงๆ และที่สำคัญคือ ถึงแม้เรื่องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเศร้า ทุกข์ยาก จนน่าปวดใจ แต่วิธีการเขียนและนำเสนอกลับไม่ได้ชวนหดหู่ หนังสือทั้งเล่มสอดแทรกด้วยความหวัง อารมณ์ขัน (ที่ไม่ได้ขำก๊าก แต่แบบยิ้มกลุ้มๆและเอาใจช่วย) และการพยายามทำความเข้าใจผู้ที่แตกต่าง มันทำให้เรารู้สึกว่า ต้องเป็นคนแบบนี้ละ ถึงผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้

เอาแค่ความแปลกของการถือกำเนิดของเทรเวอร์ก็พิลึกมากแล้ว

แม่กับพ่อของเทรเวอร์ไม่ได้แต่งงานกัน และไม่ได้อยู่ด้วยกัน แม่ของเทรเวอร์ สาวอัฟริกาใต้เชื้อสาย Xhosa ไปขอมีลูกกับพ่อของเทรเวอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านชาวสวิส เพราะอยากได้ใครสักคนหนึ่งที่จะรักเธอแบบไม่มีเงื่อนไข โดยบออกพ่อของเทรเวอร์ว่า ไม่ต้องรับผิดชอบลูกอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวเลี้ยงเอง พ่อของเทรเวอร์ปฏิเสธอยู่นาน จนในที่สุดก็ใจอ่อน พอถึงวันคลอด คุณแม่ก็เดินทางไปผ่าคลอดที่โรงพยาบาลตัวคนเดียว และหมอที่ดึงเทรเวอร์ออกมาก็ตกตะลึง เมื่อพบว่าเป็นเด็กครึ่งขาวครึ่งดำตัวเบ้อเริ่ม ที่ผิดกฎหมาย ธรรมเนียมสังคม และจารีตประเพณีทั้งปวง

เพราะในสมัยแบ่งแยกสีผิวนั้น ชายหญิงต่างสีผิวที่มีสัมพันธ์กัน ถือว่าผิดกฏหมาย และมีโทษจำคุก

นั่นเป็นที่มาของชื่อหนังสือ Born a Crime ประมาณว่าเกิดมาก็เป็นอาชญากรรมทันที

ชีวิตของเทรเวอร์ในวัยเด็กเล็ก (ก่อนยุติการแบ่งแยกสีผิว) จึงต้องอยู่หลบๆซ่อนๆ ออกไปข้างนอกก็จูงมือแม่ไม่ได้ พ่อทำได้แค่แอบโบกมือให้ที่ฝั่งตรงข้ามถนน ถ้าร้องเรียกพ่อแม่ พ่อแม่จะวิ่งหนี เพราะกลัวตำรวจจับ แม่ของเทรเวอร์ต้องชวนเพื่อนผิวผสม (ซึ่งเรียกว่า color เพราะไม่ใช่ black ไม่ใช่ white) ไปด้วยเวลาจะไปสวนสาธารณะ รูปถ่ายวัยเด็กของเทรเวอร์จึงเป็นรูปเขาเดินจูงมือกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ โดยมีแม่ของตัวเองเดินสงบเสงี่ยมตามมาข้างหลัง

พอเทรเวอร์อายุ 9 ขวบ อัฟริกาใต้ก็ยุติการแบ่งแยกสีผิว แต่มันเข้าข่าย ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารบกันเอง เพราะประเทศได้โถมตัวเข้าสู่สงครามกลางเมือง และชาวเผ่าเผ่าต่างๆลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันเอง

แต่หนังสือไม่ได้เน้นเรื่องการเมืองเท่าไหร่ เพราะนี่คืออัตชีวประวัติ ไม่ใช่หนังสือวิชาการ เราได้เห็นสภาพสังคมอันสับสนและอยุติธรรมของอัฟริกาใต้สมัยนั้นผ่านการเล่าถึงครอบครัวของเทรเวอร์ เพื่อนบ้าน โรงเรียน ความซ่าส์หลังเลิกเรียน (ฮามาก) รวมถึงการออกเดท (ที่ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร) เทรเวอร์เปลี่ยนที่อยู่หลายครั้ง ตามความก้าวหน้าของคุณแม่ เราจึงได้เห็นทั้งชีวิตใน township (กึ่งๆสลัมของคนผิวดำ) ชีวิตใน The hood (ประมาณดงอาชญากรรม) ชีวิตในชุมชนคนชั้นกลางผิวสี ชีวิตในชุมชนคนชั้นกลางผิวขาว

(กับคุณแม่ คุณพ่อ และคุณยาย)

หนังสือไม่ได้เรียงลำดับตามเวลาตั้งแต่เด็กจนโต แต่แบ่งเรื่องราวเป็นบทๆตามที่เทรเวอร์อยากจะเล่า เราควรจะรู้สึกว่ามันลักลั่น และกลับรู้สึกว่าเหมาะสมดี ไม่น่าเบื่อ ต้องบอกว่าเป็นคนมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องจริงๆนะ

ชอบประโยคนี้มากมาย “Language, even more than color, defines who you are to people.” เทรเวอร์พูดได้หลายภาษา เพราะภาษาแรกของตัวเองคือ ภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ก็รู้ภาษา Xhosa เพื่อคุยกับญาติฝั่งแม่ รู้ภาษา Zulu เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รู้ภาษา Afrikaans เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจ (อัฟริกาใต้มีภาษาราชการ 11 ภาษา)

เทรเวอร์พบว่า ถึงแม้เราจะสีผิวหน้าตาไม่เหมือนกันเลย แต่เมื่อเราพูดภาษาเดียวกับเขา ในสำเนียงเดียวกับเขา จิตใต้สำนึกของอีกฝ่ายจะกล่อมให้เขายอมรับเราไปเอง อย่างที่เนลสัน แมนเดลาพูดว่า ถ้าเราพูดในภาษาที่อีกฝ่ายเข้าใจ คำพูดของเราจะส่งผ่านไปถึงสมองของเขา แต่ถ้าเราพูดกับเขาด้วยภาษาของเขา คำพูดของเราจะส่งผ่านไปถึงหัวใจ

มีหลายตอนในหนังสือที่เราฟังแล้วรู้สึกว่ามันจริงมาก ถ้าให้ลิสท์คงยาวเป็นหางว่าว ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย

"Being chosen is the greatest gift you can give to another human being."

ในเรื่องมีพูดถึงเพื่อนของเทรเวอร์ที่ชื่อว่า ฮิตเลอร์ คนอัฟริกาใต้ส่วนใหญ่มีสองชื่อ คือชื่อภาษาของตนเอง ซึ่งจะเลือกอย่างพิถีพิถัน (คล้ายๆชื่อจริงคนไทย) กับชื่อภาษาอังกฤษ ที่เหมือนชื่อเล่นให้ฟังดูเท่ โดยไม่สนใจความหมาย มีคนชื่อ Table (โต๊ะ) ด้วยซ้ำ ดังนั้น คนที่ชื่อ ฮิตเลอร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย เพราะฟังเหมือนคนมีอำนาจ (ก็ไล่บี้ชาติมหาอำนาจได้ตั้งหลายหน)

"The name Hitler does not offend a black South African because Hitler is not the worst thing a black South African can imagine. Every country thinks their history is the most important, and that’s especially true in the West. But if black South Africans could go back in time and kill one person, Cecil Rhodes would come up before Hitler. If people in the Congo could go back in time and kill one person, Belgium’s King Leopold would come way before Hitler. If Native Americans could go back in time and kill one person, it would probably be Christopher Columbus or Andrew Jackson."

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า ถึงแม้ตัวเอกของเรื่องจะเป็นเทรเวอร์ แต่ฮีโร่ของหนังสือ คือ คุณแม่ ต่างหาก

จากหนังสือ เรารู้สึกว่าคุณแม่ของเทรเวอร์เป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งอะไรอย่างนี้ เข้มแข็ง เชื่อมั่น ก้าวหน้า มีอารมณ์ขัน และคิดบวกเสมอ คุณแม่อาจจะไม่ได้เลี้ยงลูกแบบสมัยใหม่เป๊ะ (แต่ก็ถือว่าแหวกแนวเว่อร์ๆแล้ว) แต่จะบอกว่าคุณแม่แทบจะทำทุกอย่างที่พวกเว็บเลี้ยงลูกบอกเลย เราไม่แปลกใจที่เทรเวอร์เติบโตขึ้นมาเป็นคนมีหัวคิดได้ขนาดนี้ ทั้งที่สภาพแวดล้อมชวนลงเหวสุดๆ คุณแม่อาจจะไม่ได้เรียนหนังสืออย่างจริงจัง และไม่มีเงินส่งเทรเวอร์ให้เรียนระดับมหาวิทยาลัยได้ แต่คุณแม่สอนเทรเวอร์ในสิ่งที่โรงเรียนสอนไม่ได้ นั่นคือ สอนให้รู้จักคิด และมีความเป็นมนุษย์

คุณแม่สอนให้เทรเวอร์ไม่ยอมรับทุกอย่างง่ายๆ แต่ให้หัดคิดวิเคราะห์ และต่อต้านผู้มีอำนาจ (ซึ่งกลายเป็นว่าทำให้เทรเวอร์เถียงคุณแม่ฉอดๆตลอด ^^ ) เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับปรัชญาการดำรงชีวิตของคุณแม่ทุกเรื่อง แต่ก็ใกล้เคียง ไม่น่าเชื่อว่าเป็นความคิดของผู้หญิงที่ไม่ได้ร่ำเรียนสูงๆ มีชีวิตวัยเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ยากจนถึงขั้นต้องกินดิน และไม่เคยมีใครชี้นำหนทางให้เลย ทุกอย่างเธอคิดเองคนเดียว

อย่างเช่น

“Trevor, remember a man is not determined by how much he earns. You can still be a man of the house and earn less than your woman. Being a man is not what you have, it's who you are. Being more of a man doesn't mean your woman has to be less than you.”

กับสังคมสมัยนั้น เธอคิดได้ยังไง เรางง

หรือที่คุณแม่พาเทรเวอร์ไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆ สั่งสอนให้เทรเวอร์ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีข้อจำกัดใดๆในชีวิต

“People thought my mom was crazy. Ice rinks and drive-ins and suburbs, these things were izinto zabelungu -- the things of white people. So many people had internalized the logic of apartheid and made it their own. Why teach a black child white things? Neighbors and relatives used to pester my mom: 'Why do this? Why show him the world when he's never going to leave the ghetto?'

'Because,' she would say, 'even if he never leaves the ghetto, he will know that the ghetto is not the world. If that is all I accomplish, I've done enough.”

แฟนคลับคุณแม่มากมาย

บทสุดท้ายอ่านแล้วน้ำตาจะไหล แต่พออ่านจบก็ยิ้มออกมา เป็นหนังสือที่ทำให้เราได้ทั้งความรู้ ข้อคิด ความสนุก และซาบซึ้งสะท้อนใจ ในรสชาติที่กลมกล่อมพอดี

4.5 ดาว

.

ป.ล. เอา stand-up ของเทรเวอร์มาให้ดูหนึ่งตอน
https://www.youtube.com/watch?v=Xiqwkx4oujo



Create Date : 01 สิงหาคม 2560
Last Update : 1 สิงหาคม 2560 17:43:26 น.
Counter : 1434 Pageviews.

0 comments
อรพิม : นักเขียนนิยายแฟนตาซีที่น่าติดตาม JinnyTent
(4 ต.ค. 2562 10:53:47 น.)
คุ้มนางฟ้า : มธุรส สามปอยหลวง
(29 ก.ย. 2562 07:47:07 น.)
รอยจำในเรือนใจ Andra
(18 ก.ย. 2562 01:12:06 น.)
#### รีวิวหนังสือหยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา ความรักมันทำให้ตาบอด? #### สาวไกด์ใจซื่อ
(13 ก.ย. 2562 08:28:01 น.)
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Froggie.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



Froggie
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 29 คน [?]

บทความทั้งหมด