พังงาทริป ตอนที่ 2 : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 3 วัน 2 คืน
การไปหมู่เกาะสุรินทร์ในครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของเราค่ะ เราจึงลือกที่จะไปกับทัวร์ก่อน เพื่อความสะดวกสบาย ^^ จองแพ๊คเก็จกันข้ามปี จนใกล้จะหมดอายุจึงงัดออกมาใช้ อิอิ 
      "ซาบีน่าทัวร์" เป็นทัวร์ที่เราตกลงปลงใจ ฝากเนื้อฝากตัวในครั้งนี้ค่ะ ตกลงกับพี่มลว่าจะไปแบบ 3 วัน 2 คืน ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2556 (ตอนแรกจะไปช่วงวันมาฆะบูชา แต่พี่มลแนะนำว่าให้มาก่อนหรือไม่ก็มาหลังดีกว่าเพราะคนจะได้ไม่เยอะมาก เทศกาลก็งี้แหละ ) ปรากฏว่าเราเป็น 2 คนที่เป็นลูกค้าแพ็คเก็จของซาบีน่า เลยได้รับการดูแลอย่างดี ^^ ตั้งแต่เริ่มต้นยันจบทริปเลย

ประเดิมกันที่รูปแรกที่ท่าเรือคุระบุรีค่ะ



        เดินทางโดยเรือ speed boat เราเลือกนั่งท้ายเรือ โห...กว่าจะถึงเกาะ.....ดำเพราะแดดเผา
ไม่พอ ยังโดนน้ำทะเลสาดกระจาย (วันที่เราไปคลื่นค่อนข้างสูงค่ะ เรือโต้คลื่นตลอด มีเลี้ยว มีโค้ง โอ๊ย....มันส์ปนเสียวสยอง) กว่าจะถึงเกาะก็หลับๆ ตื่นๆ ไปได้พักใหญ่



         พอถึงเกาะ ก็มีสตาฟของซาบีน่าแนะนำโน่นนี่นั่น พาไปดูเต้นท์ที่พัก และนัดเวลาทานข้าวค่ะ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ นี่ที่เกาะยังเจี๊ยวจ๊าวอยู่เลย คนเยอะมาก แอบผิดหวังเล็กน้อย ว่าทำไมมันหนวกหูจังฟะ ตรูมาพัทยารึเปล่าเนี่ย อุตส่าห์หนีมาตั้งไกลแล้วนะ สงสัยงานนี่ดำน้ำเจอแต่ปลาตีนแหงๆ :(



แอบถ่ายตอนคนไปทานข้าวกลางวันกัน



        ถ่ายบรรยากาศเต้นท์ที่พักมาให้ดูค่ะ บางเต้นท์ก็ไม่ได้เรียงเป็นพรืดแบบนี้นะ (แล้วแต่ดวง หรือว่าต้องบอกทัวร์เองมั้ง) แต่เต้นท์ที่พักของเราอยู่โซนที่ 9 ค่ะ ใกล้ห้องน้ำ แถมอยู่ใต้ต้นไม้ เกือบติดหน้าหาด (แอบเคืองที่มีบุ้งเล็กน้อย) แต่ปรากฏว่าสถานที่ตั้งเต้นท์ดีมากค่ะ ร่มเย็น ยิ่งหลังสี่ทุ่มนี่แอร์ธรรมชาติชัดๆ เย็นมากๆ เย็นจนหนาว ห้องน้ำก็ใกล้





ถ่ายรูปเพลินจนเริ่มหิว เลยเดินไปโรงอาหาร ทางสต๊าฟเตรียมอาหารไว้ให้เราพร้อมค่ะ (ไกด์เราแอบบ่นด้วยว่าหาเราตั้งนาน)


เราเลือกชุดอาหารเป็นเซ็ททุกมื้อค่ะ  เอาแบบจัดหนักทุกมื้อเลย  กลัวหิวอะ ปรากฏว่าทานทุกมื้อก็เบื่อนะ อยากกินอาหารตามสั่งแบบคนอื่นบ้าง (รอรอบหน้าละกัน) แต่อาหารเซ็ทเดิมได้ตลอด ตราบเท่าที่อาหารยังเหลือนะ
       หลังทานอาหารเสร็จไกด์บอกว่าจะไปดำน้ำตอนประมาณบ่ายสอง รอให้อาหารย่อยก่อน เราก็เดินชมนกชมไม้กันต่อ สตาฟแนะว่าตรงป่าโกงกางของหาดไม้งามจะมีลูกปลาฉลามครีบดำ ว่ายหาอาหารอยู่ ให้ไปดูฆ่าเวลาได้เลย เดินไปเดินมาเจอตัวนี่ก่อนอะ



ปลาอะไรก็ไม่รู้ ว่ายเร็วมาก (โปรดสังเกตน้ำทะเล ยังกะในกลอน "น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา" ว่าไปโน้น) Smiley  ส่วนรูปนี่ก็แถวๆป่าโกงกางถิ่นพี่หลามเขาละ



เดินลุยน้ำตั้งนานก็ไม่เห็นพี่หลามซะที จนมีคนเรียกให้ดู (โง่จังตรู) !! คราวนี้พอสายตาเราจับเป้าหมายได้แล้วก็ แชะๆๆ รัวเลย ลุยน้ำตามน้องฉลามไปซะงั้น



มันว่ายวนไปวนมาหลายตัวมาก (แอบดีใจอย่างแรง Smiley เพราะใฝ่ฝันอยากเห็นตัวเป็นๆ น้องฉลามมานาน สมกับที่ตั้งใจรอคอย ลงทุน ลงแรง เสียตังค์หลายบาทมาดู) หันซ้าย หันขวาก็ฉลามครีบดำ แต่มัน....ว่ายหนีกล้องเร็วมาก แถมชอบว่ายหนีไปตรงป่าโกงกางอีกต่างหาก (ปรากฏถามไปถามมาเขาบอกกันว่าตรงนั้นคือบ้านของมัน )  ไล่ถ่าย ตามดูน้องฉลามได้สักครึ่งชั่วโมงก็เริ่มเอียนแล้ว หน้ามืด ตาลาย แดดก็ร้อน หันไปหันมาก็เจอน้องหลาม งั้นขอตัวไปถ่ายอย่างอื่นมั้งละกัน เลยชวนคุณแฟนไปรอไกด์ที่หน้าหาดไม้งาม



วันนี้คนกลับขึ้นฝั่งเยอะพอสมควร แต่คนที่อยู่ค้างที่เกาะก็ยังเยอะอยู่ดี พี่ไกด์ก็แนะนำเรื่องการใช้อุปกรณ์ดำน้ำ และระหว่างเรารอไกด์เตรียมความพร้อมเราก็หาถ่ายไรเก็บไว้เป็นที่ระลึก



 มีปูเสฉวนกลุ่มหนึ่งกำลังรุมกินไรก็ไม่รู้ ดูไปดูมาถึงได้รู้ว่ากินะพวกเดียวกันเอง รึเปล่าหว่า !?!





ที่หน้าหาดไม้งาม แถวเรือจอดตรงบริเวณป่าโกงกางมีปลาตีนด้วย ตัวเล็กมากต้องซูมๆๆๆ




พอได้เวลาเราก็ขึ้นเรือไปดำน้ำกันค่ะ ปรากฏว่าในเรือมีแค่เรากับแฟน ไกด์ และคนขับเรือ (4 ชีวิตเอง) ยังกะเหมาเรือมาเอง อิอิ ไกด์เราชื่อ "พี่เราะ" ค่ะ แกบอกว่าจะเริ่มที่อ่าวแม่ยายและอ่าวสิ้นคิดก่อน



คนว่ายน้ำไม่เป็น แอ๊คท่าถ่ายรูปใหญ่เลย Smiley



นี่คือรูปส่วนหนึ่งของภาพใต้น้ำที่หมู่เกาะสุรินทร์จากอ่าวแม่ยาย และอ่าวสิ้นคิดค่ะ  หลังจากดำน้ำเสร็จไกด์ของเราก็ให้เวลาไปทำธุระส่วนตัวก่อน
พร้อมนัดเวลาทานอาหารเย็นตอนเวลาประมาณ 6.00 น. ที่โรงอาหารของอุทยานฯ



พวกเสาแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติ มก.สุรินทร์ค่ะ





ช่วงเย็นอาบน้ำ ทานข้าวเสร็จ ตั้งใจว่าจะมาชาร์จแบตเตอร์รี่กล้องถ่ายรูปปรากฏว่ามองไปทางไหนก็มีคนจองหมดแล้ว ปลั๊กแทบระเบิด (ปล.ไฟที่เกาะจะมีใช้แค่ช่วงหกโมงเย็นถึงสี่ทุ่มแค่นั้นค่ะ) ต้องนั่งรอต่อคิวกว่าจะได้ชาร์จนานมากๆ



ระหว่างนั่งรอชาร์จแบตเตอร์รี่กล้องฯ บรรดาไกด์ของซาบีน่า ที่คอยดูแลเราก็เรียกให้ไปดู "ปูกระป๋องค่ะ" เราเลยให้แฟนเราไปดูแทนเพราะเราถอดคอนแท๊คเลนส์ออกแล้วมองไม่เห็นอะ ^^

       พอใกล้ๆ จะสี่ทุ่มเราต้องรีบเดินกลับเต้นท์ค่ะ เพราะเดี๋ยวเขาดับไฟแล้วจะมองไม่เห็นทางเดิน กลัวสะดุดโน่น นี่ล้มค่ะ (แถมไฟฉายอันเล็กที่ยืมพ่อไปก็ถ่านหมดซะงั้น ทั้งๆ ที่ก่อนมาลองแล้วก็ยังดีอยู่แท้ๆ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดค่ะ ใช้แสงไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องในเต้นท์แทน) จะลุกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนก็กลัวเพราะไม่มีไฟฉาย กรรมแท้ๆ เลยพยายามไม่กินน้ำเยอะ คืนแรกที่ค้างบนเกาะไม่น่ากลัวเลยค่ะ เพราะคนยังเยอะอยู่เต้นท์ข้างๆ ก็ยังมีคน เลยไม่วังเวง พอจะนอนก็ยังมีเสียงคนคุยกันดังอยู่เลย (ดังข้ามโซนเลย พวกวัยรุ่น เฮฮา ปาจิงโกะตลอด) น่าจะเกรงใจกันบ้าง

      เข้าเต้นท์ตอนแรกแอบเคืองตัวเองไม่น้อยเพราะร้อนมาก ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ไม่มีไฟ (ตรูมาทรมานสังขารเพื่อ.....?!?) Smiley แต่ก็นึกอีกแง่หนึ่งว่าสมัยนี้ความสะดวกสบายมันเยอะเกิน (เกินความจำเป็น) จนทำให้เราลืมชีวิตความเป็นอยู่แบบสมัยก่อน เราคิดไปเองว่ามันลำบาก ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ เราติดหรู ติดสบายกันเองมากกว่า ร้อนนิดหน่อยก็ต้องเปิดแอร์ พอไม่มีไฟก็ทำอะไรไม่ได้ อ้างว่ามองไม่เห็นซะงั้น ฯลฯ อีกมากมาย

พอหลังสี่ทุ่ม บรรยากาศเริ่มเย็น มีเสียงปูเสฉวนเดินในกองใบไม้ข้างเต้นท์ที่เราพักดัง แกร๊กๆ ๆ (ไอ้เราก็นึกว่าเสียงตัวไรวะ เดินทั้งคืน มันจะเดินเข้าเต้นท์ไหมเนี่ย ) Smiley เสียงคลื่นกระทบฝั่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บางครั้งซัดแรงเสียงดังน่ากลัว - - !! นอนคิดอะไรเพลินจนหลับไปเลยค่ะ สะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่ทราบ ฟ้ายังมืดอยู่เลย แต่รู้สึกหนาวมาก.....กกกก ลมก็ไม่แรงนะ แถมพื้นทรายที่ปูเต้นท์ยิ่งดึกยิ่งเย็น ต้องคว้าผ้าห่มมาห่ม (เย็นกว่านอนเปิดแอร์อีก) รู้สึกมีความสุขจัง ชีวิตติดเกาะ อิอิ  Smiley Smiley

      เสียงนาฬิกาจากมือถือเริ่มดัง ตามที่เราดังปลุกไว้ตอนหกโมงครึ่ง (ฟ้ายังไม่สว่างเลย) เสียงคนเริ่มมีบ้างแต่ไม่ดังมาก โผล่หน้าออกไปดูยังมองไม่เห็นทะเลเลย (จะรีบออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนะเนี่ย) เลยนอนเล่นต่อลุกขึ้นมาอีกทีตอนเจ็ดโมงกว่าๆ เดินออกไปดูพระอาทิตย์กันดีกว่าค่ะ   



.......หาดโล่ง....ไม่มีคนเลยอะ คนหายไปไหนหมด.....



เลยถ่ายรูปเล่นกันเองดีกว่า



แสงแดดเริ่มมาอ่อนๆ แล้ว แต่เราก็ไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ดีค่ะ



เดินเจอน้องปูเต็มไปหมด



    ยังไม่เห็นมีไรน่าสนใจเราเลยไปทานอาหารเช้าที่เดิมตามเวลาที่ไกด์นัดไว้ (แปดโมงตรงค่ะ) ที่โรงอาหารคนเยอะพอสมควร บางเต้นท์เพิ่งตื่นก็มี พอทานอาหารเสร็จแดดเริ่มออกแล้วค่ะ เปรี้ยงมาเลย ออกไปถ่ายรูปต่อดีกว่า



ขอแอ๊บ สักรูปละักัน Smiley  อยากบอกว่าน้ำใสมากๆ ค่ะ








รูปนี่เป็นด้านหน้าจุด 200 เมตรตอนเช้าค่ะ ไม่มีใครเลย น้องจากเราสองคน เดินอ้อมป่าโกงกางลัดหินมาไกล แอบสำรวจพื้นที่  พอใกล้เวลาออกไปดำน้ำเราก็เตรียวตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และมารอที่จุดนัดหมายค่ะ



เราไปเรือลำเดิม หมายเลข 3 ของซาบีน่าทัวร์ค่ะ วันนี้มีผู้ร่วมเดินทางออกไปดำน้ำกับเราอีกสองคนค่ะ พี่เราะแจ้งว่าวันนี้ฟ้าโปร่งจะพาเราไปที่เกาะตอรินลา กับอ่าวผักกาดค่ะ (ตอนเช้าดำ 2 จุด และตอนบ่ายอีก 3 จุด ดำกันทั้งวันให้มันกันไปเลย)





          สองรูปนี้จำไม่ได้ว่าจากที่ไหน เพราะตอนที่เราดำน้ำอยู่ที่เกาะตอรินลาอยู่ดีๆ กระแสน้ำเริ่มพัดแรงขึ้นจนตัวลอย ว่ายทวนกระแสน้ำแทบหมดแรง (นี่ขนาดใส่ชูชีพนะ) ว่ายตามพี่เราะที่ลากแฟนเราดำน้ำแทบไม่ทัน แอบเห็นปลาใต้น้ำปลิวด้วยละ (ขนาดปลายังทวนกระแสน้ำไม่ไหวเลย) พอโผล่หน้ามาก็ผู้ร่วมทริปอีกสองคนลอยไปไหนก็ไม่รู้ค่ะ เห็นพี่เราะโบกมือให้สัญญาณเรียกขึ้นเรือ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะดำไปไม่ถึง 10 นาทีเอง (เราว่ายน้ำเป็นเลยรู้สึกเลยว่าเช้านี้ จุดดำน้ำที่เกาะตอรินลาวันนี้ กระแสน้ำไหลเชี่ยวมาก ว่ายเหนื่อยมากไม่คุ้มแรงเลย พอเรามาถึงเรือพี่เราะเลยแจ้งว่า น้ำเชี่ยว ไม่ไหว ให้ไปดำจุดอื่นดีกว่า แรงขนาดที่ว่าเราเหนื่อยจนปีนขึ้นเรือแทบไม่ไหว เกาะบันไดเรืออยู่น้ำพัดมาก็ปลิวลอยไปท้ายเรือ ต้องให้พี่เราะลากมาใหม่ Smiley

         ส่วนที่อ่าวผักกาดน้ำเชี่ยวเหมือนกันค่ะ แต่ไม่แรงเท่าที่แรก สักพักน้ำนิ่งดำได้สบายปะการังที่อ่าวนี้ไม่เป็นแนวลาดชันแบบภูเขาเหมือนที่อ่าวแม่ยายนะค่ะ จะราบไปกับพื้น ไม่ต้องกลัวดำไปชนปะการังค่ะ (แต่ขอบอกว่าปะการังบางอันใหญ่กว่ากระดานดำอีก ....สุดยอด แม่เจ้า!!! ใช้ต้องใช้เวลากี่พันปีเนี่ย กว่าจะใหญ่ได้ขนาดนี่) Smiley ปลาบางตัวใหญ่กว่าทีวีจอแบนขนาด 32 นิ้วอีก สุดยอดจริงๆ ธรรมชาติช่างสรรค์สร้างความงาม Smiley พอได้เวลาไกด์ก็เรือเราขึ้นเรือเพื่อไปพักทานอาหารกลางวันค่ะ ที่โรงอาหารของอุทยานค่ะ

       ตอนบ่ายเราต้องไปดำน้ำกันอีกตั้ง 3 จุด เหนื่อยใช่เล่นนะเนี่ย แถมตอนบ่ายมีเหลือแค่เรากับแฟนค่ะ เพราะผู้ร่วมทริปดำน้ำอีกสองคนได้กำหนดกลับขึ้นฝั่งตอนบ่ายแล้วค่ะ เราเลยปรึกษากับคุณแฟนว่าจะเอาแบบไหน ไปดำน้ำต่อไหม หรือว่าอยากรอดูประการังน้ำตื้นหน้าหาด รอถ่ายรูป เลยสรุปได้ว่าตอนบ่ายเรากับคุณแฟนเลือกที่จะไปเที่ยวชม หมู่บ้านมอแกนแทนค่ะ ไม่ออกไปดำน้ำแล้ว เพราะดำไปดำมาเริ่มเอียนปลาเหมือนกันหมด แต่เพลินดีนะค่ะ อีกอย่างสงสารไกด์ค่ะที่ต้องลงดำน้ำกับเราทุกจุดเพราะแฟนเราว่ายน้ำไม่เป็นเลย ยิ่งน้ำเชี่ยวไกด์ยิ่งเหนื่อยสองเท่าเลยค่ะ  Smiley (ยอมขาดทุนละกันเนอะ) เอาแบบที่เราชอบ ชิวๆ ไม่อยากเหนื่อยมากแบบมาทั้งทีต้องดำครบ 10 จุด ไม่งั้นขาดทุน ไรแบบเนี่ย .......

        โม้มานาน มาต่อกันที่หมู่บ้านมอแกนกันค่ะ นั่งเรือมาไม่นานก็ถึงแล้วค่ะ ความจริงพี่เราะแนะนำว่าน่าจะมาพรุ่งนี้เช้าดีกว่าเพราะแดดไม่ร้อน แต่เราบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ไหนๆ ก็เปียกแล้ว เปียกทีเดียวเลยละกัน พรุ่งนี้เช้าเราขอตื่นสาย เตรียมเก็บของกลับขึ้นฝั่งแบบไม่รีบร้อนดีกว่า บอกพี่เราะว่าพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ออกไปดำน้ำนะค่ะขอเดินถ่ายรูปเล่น แถวหาดไม้งามดีกว่า ชิวๆ อีกแล้ว






สัญลักษณ์ประจำที่นี่






กว่าจะได้ภาพโล่งๆ ไม่มีคนนี่ ต้องรอนานพอควรค่ะ เพราะมีคณะอื่นมาเที่ยวหมู่บ้านมอแกนเยอะเหมือนกัน พวกมาแบบเช้าไปเย็นกลับก็มีค่ะ



ของที่ระลึกสำหรับขายของชาวมอแกนค่ะ



โปสการ์ดก็มีค่ะ ใบละ 50 บาท ชาวมอแกนพูดภาษาไทยได้นะค่ะ ฟังรู้เรื่องด้วย เดี๋ยวนี้สมัยใหม่ขึ้นมากค่ะ



สภาพบ้านที่ชาวมอแกนอาศัยอยู่ค่ะ เรียบง่ายดี เราเดินอยู่นานพอควร วิ่งหลบที่ร่มบ้าง เพราะแดดร้อนมากๆ ร้อนจนตัวดำ ที่หมู่บ้านมอแกนมีสถานีอนามัย มีห้องสมุดเล็กๆ ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ด้วยนะค่ะ ชาวมอแกนในช่วงเวลาว่างๆ จากที่เราเห็นนั้นก็ บางคนก็สานตะกร้า บางคนหาผมหงอกให้กัน บางคนนั่งคุยกัน เลี้ยงเด็กมั่ง บางก็ไปหาปลาหน้าหาดค่ะ เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายมากค่ะ ตอนขาจะกลับขึ้นเรือที่หน้าหาดหมู่บ้านมอแกนเราเห็นเปลือกหอยนี้ค่ะ สวยดี พี่เราะบอกว่า ชื่อ "หอยเล็บมือนาง" ค่ะ



         ตอนบ่ายแก่ๆ เราเลยขอเดินเล่นที่หน้าหาดไม้งามค่ะ ให้พี่เราะไปพักผ่อนตามสบาย เราอยากรอถ่ายรูปปะการังน้ำตื้น ที่เมื่อวานเย็นถ่ายๆ ไม่ทันค่ะ เพราะกว่าจะกลับจากดำน้ำก็เย็นแล้ว แถมต้องเดินลุยน้ำ เหยียบโขดหิน เหยียบก้อนปะการังเป็นระยะทางกว่า 200 เมตรเข้าฝั่งอีก เพราะน้ำลงจนเรือเข้าไปจอดที่หน้าหาดไม่ได้ วันนี้เลยขอแก้มือ นั่งรอเวลาน้ำลงเลยค่ะ ระหว่างรอน้ำลงก็เดินลุยน้ำเล่นสำรวจ โน่น นี่นั่น อยู่กะคุณแฟนสองคน (วันนี้คนกลับขึ้นฝั่งกันเกือบหมดแล้วค่ะ เกาะสงบ เงียบขึ้นเยอะ ประหนึ่งว่ามีแค่เราสองคน ฮาๆ)

       แรกๆ ก็เดินคู่กันไปค่ะ แล้วก็ทะเลาะกันแบบเด็กๆ เพราะเวลาเราจะถ่ายรูปมันต้องใช้สมาธินะ ต้องรอเวลา รอให้น้ำนิ่ง คุณแฟนเราก็นะ......แบบว่าชอบแหย่ เรียกให้มาดูโน่นเร็ว มาถ่ายนี่ให้หน่อยสิ นั้นด้วย แถมบางครั้งระหว่างที่เราก้มๆ เงยๆ ถ่ายภาพใต้น้ำอยู่พี่แกก็เดินลุยน้ำ ตูมๆ มาหาซะงั้น.... จบกัน ....ชีวิต ....น้ำขุ่น ทรายปลิวผ่านหน้ากล้องฟุ้งซะงั้น โอ๊ย....ปรี๊ด...ดดดดแตกค่ะSmiley คิดดูสิค่ะ ว่ารอตั้งนานกว่าจะได้ภาพสวยๆ สักช๊อต อีตานี่มาทำพังหมด กว่าน้ำจะใส กว่าทรายจะตกตะกอนมันกินเวลากี่นาที แถมนายแบบพวก กุ้ง หอย ปู ปลา ตรูเพ่นหายเรียบ ช่างกวนจริงๆ พอเราบ่นมากก็นะ ทำงอน ไม่เดินมาหา แต่ว่า.....พี่แกย่ำน้ำให้เป็นระลอกคลื่นซะงั้น Smiley น่าฆ่าจริงๆ สุดท้ายเลยขอแยกกันถ่ายค่ะ (ห่างกันสักพักในระยะไม่เกิน 300 เมตร เผื่อมีไรฉุกเฉินจะได้ช่วยกันทัน) แถมบังคับให้ส่งเสียงคุยกันตลอดจะได้รู้ว่ายังอยู่ตรงไหน เอากะพี่แกสิ ยิ่งกว่าพ่อตรูอีก Smiley รู้นะว่าห่วงแต่บางครั้งเสียงดังปลามันหนี อะค่ะคุณพี่



ภาพนี้ถ่ายลำบากนะค่ะต้องนั่งยองๆ ก้มๆ เงยๆ เล่งดีๆ ก้มจนเมื่อย


อันนี้สาหร่ายมั้งค่ะ คุณแฟนเป็นคนเจอ เลยเรียกเรามาดู



นี่ก็สาหร่ายสีเขียว น่ารักเชียวค่ะ น้ำขุ่นๆ ก็นะฝีมือคุณชายเขาละ ตัวป่วน












ภาพ "หนอนฉัตร" นี้รอนานมากกว่าจะได้ชัด เพราะน้ำแรง ขุ่นง่ายค่ะ มีสีส้มกับสีชมพูด้วยนะค่ะ เห็นสีละตัวเอง แต่สีฟ้ากับน้ำเงินเยอะกว่าค่ะ




"เม่นทะเล" สุดโปรดของคุณแฟนเขาละ



น้องปูน้อยค่ะ คนละตัวกันนะจ๊ะ



ตัวนี่สีสันสดใสดีค่ะ



"ปลิงทะเล" น้ำแดงสักตัวไหมค่ะ แหวะๆ แต่อร่อยนะSmiley





อวบดีจัง




คาดว่านี่น่าจะเป็น "ปะการังสีฟ้า" นะค่ะ (ถ้าข้อมูลผิดต้องขออภัยค่ะ) สวยงามมาก



        รูปนี่ไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าอะไร ไม่รู้ดอกไม้ทะเลหรือเปล่า เดินไปเจอตรงโขดหินอีกมุมหนึ่งไกลเหมือนกัน อยากเห็นตอนน้ำขึ้นจังค่ะว่ามันจะเป็นแบบไหน (ใครทราบช่วยบอกทีนเะค่ะ พิกัดมันอยู่ที่หน้าหาดไม้งามที่เรือจอดค่ะ แต่เดินเลาะไปทางป่าโกงกางที่มีโขดหินตอนน้ำลงค่ะ อ้อมหินไปพอสมควรค่ะ)



ภาพนี้กว่าจะได้ ตรงนี่น้ำไหลแรงค่ะ แต่ตื้นนะ ใกล้ๆ กับเจ้ารูปข้างบนแต่ต้องเดินเลาะหินลงมาทางชายหาดค่ะ




 รูปนี่ฝีมือคุณแฟนเราเอง  มีปลาด้วย




ส่วนปลาตัวนี้เราเดินไปเห็นโดยบังเอิญ ที่กองหิน สีสวยดีค่ะ แต่ก็นะ คุณแฟนก็ทำน้ำขุ่นอีกละ เกือบไม่ได้ภาพซะแล้ว



         "หอยมือเสือ" ขนาดและสีสันที่ต่างกันออกไปค่ะ สวยมากมาย รูปมุมล่างด้านซ้ายมือ "หอยมือเสือสีเหลือง" นั่นฝีมือแฟนเราเองค่ะ เค้าว่ามันอยู่เดียวๆ กลางทะเลเลย แต่น้ำตื้นมาก ตัวใหญ่มาก เราว่ามันน่ากลัวอะ ยังกะดอกไม้กินคน ดูปากมันดิ Smiley



มีดอกไม้ทะเลด้วย แม่เจ้า!! Smiley บริเวณที่เราเห็นนั้นมีสองกอเองค่ะ



         นี่ก็อีกกอค่ะ แถมมี "ปลานีโม่" อีกต่างหาก กรี๊ด...ดดดดด Smiley ไม่คิดว่าจะได้เจอนีโม่ใกล้แบบนี่ แถมน้ำตื้นอีกต่างหาก นี่คุ้มกว่าออกไปดำน้ำลึกอีกนะเนี่ย



ขออีกรูป มีอยู่ตัวเดียวจริงๆ ว่ายก็เร็ว ถ่ายก็ยาก น้ำก็พัดแรง



เรากะแฟนแย่งกันถ่ายนีโม่น้อยตัวนี่ใหญ่เลย รูปออกมายังกะไปดำน้ำแบบ "สคูบ้า" 5555 Smiley






        รูปนี่ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ว่าตัวอะไร เห็นมันดึบๆ ได้ อยู่ตรงหาดไม้งามฝั่งเดียวกับฉลามครีบดำค่ะ เจอตอนเย็นช่วงน้ำลงค่ะ แถวนี้มีคนเจอ "ปลาสิงโต" ด้วยนะค่ะ แต่เราไปไม่เจอต่ะ เพราะเราลืมด้านนี่ไปเลย มันแต่ดีใจที่เจอนีโม่ด้านหน้าหาดไม้งามที่จุด 200 เมตร



        คืนที่สองบนเกาะเงียบมากค่ะ เต้นท์รอบๆ เราไม่มีใครเหลือเลย กลับขึ้นฝั่งกันหมด ชอบมาก ตอนเช้ามาอยากที่บอกไว้ค่ะ เราทานอาหารเช้ากันแล้วก็เดินเล่นถ่ายรูป โน่นนี้ นั่น นอนเล่นริมหาดเอาเบาะมาปู เอาหนังสือมาอ่านรอเวลาขึ้นเรือกลับฝั่งตอนบ่ายโมง (ปรากฏว่าพอสายๆ น้ำขึ้น ซัดมาเกือบถึงเบาะที่เรานอนเล่น หนีกันแทบไม่ทัน Smiley ) เลยต้องเก็บเบาะเข้าเต้นท์ แล้วออกมาเล่นน้ำที่หน้าหาดส่งท้ายแทน

       พอใกล้เวลาทานอาหารกลางวันเราก็ไปเก็บของ เตรียมตัวเดินทางกลับฝั่งคุระบุรีค่ะ แต่ทว่าเรือกลับแวะที่ "อ่าวช่องขาด" ก่อนค่ะ ต้องรอต่อเรือจากหางยางเป็น speed boat แทน สต๊าฟซาบีน่าเลยให้เวลาเราเดินชมอ่าวช่ิองขาดประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ เท่าที่สำรวจเราว่าที่อ่าวช่องขาดนี้ดูชื้นและมีแมลงเยอะกว่าที่หาดไม้งามค่ะ ไม่น่าพักเลย ดูแคบๆ ยังไงก็ไม่รู้ มีบ้านพักอุทยานด้วยนะค่ะ แต่เก่าแล้วละ มองไปมองมาเจอเจ้าตัวนี้ค่ะ ไม่ทราบว่าตัวอะไร แต่แฟนเราบอกว่ามันมีแผลงที่คอกางออกมาด้วย



        ส่วนตัวนี้เจ้าหน้าที่แนะนำให้เราดูค่ะ เรียกว่า "บ่าง" โชคดีมีลูกน้อยด้วย น่ารักจริงๆ มันร่อนโชว์จากต้อนไม้นี่ไปต้นโน่นให้เราดูตั้งหลายรอบ



พอใกล้ถึงฝั่งคุระบุรี ฝนตกค่ะ เซ็งจริงๆ เขาหลักมีฝนอีกแล้ว เราถึงท่าเรือประมาณ 16.00 น. ค่ะ เย็นนี้เราต้องเดินทางไปพักที่ "ศูนย์วิจัยจุฬาภรณ์" ที่ทับละมุ (ลำแก่น) (ขอยกเครดิตที่พักให้คุณ Pinksoda ค่ะ เพราะทำรีวิวขอมูลไว้ได้ละเอียดมาก ขอขอบคุณจริงๆ ค่ะ) พอเห็นฝนตก ถนนลื่นเลยตัดสินใจให้รถของทางซาบีน่าทัวร์ไปส่งถึงที่พักเลยค่ะ จะได้ไม่เป็นการเสียเวลา เหนื่อยแล้วค่ะ อยากนอนเตียงบ้าง เลยยอมเสียค่ารถให้พี่มลอีกคนละ 300 บาท (ปรากฏว่านายหัว สามีพี่มลพร้อมกับพี่มลขับรถส่วนตัวไปส่งลูกค้าเองเลย บริการทุกระดับ ประทับจิตจริงๆ ค่ะ) ระยะทางจากคุระบุรีไปทับละมุก็ไกลพอสมควรค่ะ ถ้ามารถทัวร์เองก็คงจะค่ำมืด ฝนก็ตกอีกต่างหาก เราไปถึงที่พักเวลาประมาณเกือบห้าโมงครึ่งค่ะ เช็คอินและเก็บของเรียบร้อยก็ออกไปหาอาหารเย็นแถวๆ นั้นทานแล้วก็กลับมาพักเอาแรงค่ะ พรุ่งนี้วางแผนเอาไว้ว่าจะหยุดพักเที่ยวแถวทับละมุ - เขาหลักสัก 1 วัน ก่อนจะเดินทางไปเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันค่ะ Smiley



         ตื่นเช้ามาประมาณ 10.00 น. หลับสบายสุดๆ กะว่าอาบน้ำเสร็จจะออกไปหาอะไรทานก่อน ปรากฏว่าที่พัก....น้ำไม่ไหลค่ะ สอบถามได้ความว่าเขาซ่อมแทงค์น้ำกันอยู่ (สถานการณ์ฉุกเฉินอีกแล้วSmiley) อะไม่เป็นไรน้ำในขวดยังมี แก้ขัดไปก่อนก็ได้ใช้เท่าที่จำเป็น Smiley  เช้านี่เราก็ฝากท้องไว้ที่เดิมค่ะ นั่นคือ....."ร้านสมาคมภริยาทหารเรือค่ะ"



หิวกันมากเช้ากะกลางวันรวมกันเลยแหละกัน




จากนั้นเราก็จะเดินทางไปหามอไซต์เช่าแถวเขาหลักค่ะ เดินออกมาเจอป้ายนี่น่่าสนใจดีเลยถ่ายไว้



ตรงข้ามกับ "ร้านสมาคมภริยาทหารเรือ" จะมีร้านขายของชำเล็กๆ มีบริการแท๊กซี่ออกไปปากซอยด้วยค่ะ คิดค่าบริการคนละ 50 บาท (แท๊กซี่ที่ว่านี่ก็คล้ายๆ ซาเล้งค่ะแต่ต่อด้านข้างเอาไว้ขนของ) เราแจ้งให้น้องไปส่งเราที่จุดจอดรถ บขส. ลำแก่นค่ะ พอใกล้เวลารถ บขส. มา (ประมาณ 13.00 น. สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ บขส. ค่ะ) เราก็ออกไปยืนรอโบกรถค่ะ แดดดร้อนมาก ร้อนจนตัวดำ Smiley (กลับที่พักไปก็ไม่มีน้ำใช้ งั้นไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน ขนาดที่แวะทานข้าวเช้าเมื่อกี้น้ำยังไม่ไหลเลยค่ะ) ค่าโดยสารจาก บขส.ลำแก่นไปเขาหลักคนละประมาณ 35 บาทค่ะ เขาหลักยามบ่ายยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เงียบมากค่ะ ร้านรวงก็ไม่ค่อยเ้ปิด เราเดินไปหามอไซต์เช่าหลายร้านมากค่ะ พอได้ร้านที่พอใจก็ตกลงเช่า 1 วัน ได้ในราคา 250 บาท พร้อมค่ามัดจำ 5,000 บาท (คืนตอนนำรถมาส่งค่ะ) ค่าน้ำมันต่างหากนะค่ะ เราเลาะเที่ยวแถวหาดเขาหลักไปเรื่อยๆ เข้าซอยที่ยังไม่เคยเข้าไปกันแบบเรื่อยๆ ไม่รีบค่ะ เข้าไปดูสภาพบ้านที่โดนสึนามิ ไม่ค่อยมีแล้วค่ะ มีน้อยมาก เจริญหมดแล้ว เราแวะไปที่แหลมปะการังเป็นที่สุดท้ายค่ะ ขอพักเอาแรงสักหน่อย





         บ่ายสามโมงกว่าๆ แล้วค่ะ ยังพอมีเวลา ขอนั่งกินลมชมวิวก่อนละกัน แม่ค้าที่ร้านแนะว่าพอแดดร่มให้ออกไปหา "หมึกโวยวาย" หรือ "หมึกสาย"  ตามซอกหินได้นะ แกบอกว่าเยอะมากเลยแถวนี้ (เราก็นะ....จะหาเป็นไหมเนี่ย Smiley )
พอสมควรแก่เวลาเราก็ออกเดินทางต่อค่ะ   ตกลงว่าจะพาคุณแฟนไปทานอาหารเย็นที่หาดบางเนียงที่ขับมอไซต์ผ่านเมื่อบ่ายๆ ค่ะ วิวสวยดี) ร้านอาหารชื่อ "ร้านน้องเปรี้ยว" ค่ะ (ต้องยกเครดิตให้คุณ Pinksoda อีกเช่นเคย)
พอเราตามรอยไปดู บรรยากาศใช้ได้ค่ะ






        แต่ตอนเราไปนั้นอากาศไม่อำนวยค่ะ พายุเข้าเขาหลัดพอถึงร้านอาหารฝนตกกระหน่ำ ต้องนั่งรอเวลาเป็นชั่วโมงเลย แล้วอาหารร้านนี้ให้เยอะมากค่ะ ทานไม่หมดห่อกลับที่พักอีกต่างหาก Smiley ค่าเสียหายมื้อนี่ประมาณ 500 บาทค่ะ

       หลังจากที่แวะคืนรถมอไซต์แล้วเราก็เดินเล่นแถวเขาหลักกันก่อนค่ะ เพิ่งจะห้าโมงครึ่งเองฝนหยุดแล้วด้วย ร้านค้าเริ่มเปิดเยอะแล้ว แม่ฝากซื้อผ้าแบบนี่ค่ะ ได้มาเยอะเลย สองผืนนี่ 300 ค่ะ ลดไม่ได้แล้ว คนขายบอกว่าลายมันฮิต Smiley



          ส่วนสามผืนนี่ไม่ได้อยากได้นะค่ะ แต่แม่ค้าบอกว่าลดให้ราคาพิเศษเลย เพราะลายมันขายไม่ออกแล้ว ให้ผืนละ 100 บาท (ไอ้เราก็นะ ซื้อมาเพราะเห็นว่าถูกดี นานๆ มาที หอบไปเลยละกัน)



         ส่วนลายนี่เป็นความชอบส่วนตัวค่ะ สีสวยดี ราคาผืนละ 200 บาทค่ะ (เราว่าแพงไปนะ ต่อราคาแล้วก็ไม่ได้ แต่ชอบอะ เลยซื้อมา)



         ก่อนกลับเราเห็นคนมุงร้านไรไม่รู้่เลยแวะไปดูมั่ง ปรากฏว่าเป็น "ร้านโรตี เขาหลักค่ะ" คนมาสั่งตลอด รึว่าเพราะเป็นร้านเดียวที่นี่ หรือว่าเพราะมันอร่อย เราก็เลยสั่งกลับไปที่พักมั่ง (อยากลอง อิอิ Smiley)
สั่งไปสองหน้าค่ะ แบบราดช๊อคโกแลตนูเทียร่า กับแบบใส่กล้วยค่ะ



เสร็จแล้วก็เดินไปรอรถ บขส. จะกลับเข้าที่พัก รอนานมากไม่มาซะทีเลยเดินสอบถามราคารถแท๊กซี่แถวนั้่น เช็คราคาตลอดเส้นทั้งสองฝั่งของเขาหลัก ราคาโหดได้ใจมากค่ะ จากเขาหลักไปศูนย์วิจัยฯ สองคนเขาคิดกันที่ราคา 400 บาทค่ะ (นี่ขนาดราคาคนไทยนะ Smiley) แต่รถแท๊กซี่ของเขาเป็นรถกระบะนะค่ะ ถามไปถามมา มีราคาต่ำสุดอยู่ที่ 250 บาท ค่ะ เลยตกลงปลงใจไปที่ราคานี่ เพราะมืดแล้วด้วย เดี๋ยวจะขับลำบาก โค้งมันเยอะ เรากะแฟนยืนรอรถพี่เขานานมากค่ะ เพราะแฟนแกบอกว่าต้องกลับไปเอารถที่บ้านก่อน Smiley มีงี้ด้วย จะถูกหลอกไปขายไหมเนี่ย รอๆๆๆ ประมาณ 20 นาทีได้ค่ะ แกก็มาจอดรถเทียบหน้าเราสองคน

         โอ๊ะ.....พระเจ้า คนที่นี่เขาบริการดีขนาดนี่เชียว เอารถเก๋งส่วนตัวมาเลย พี่คนขับคุยไปคุยมากะแฟนเราถูกคอ พอถึงที่พักแกคิดแค่ 200 บาทค่ะ ไอ้เราก็นะ.....ไม่เอาค่ะพี่ ไหนพี่จะตีรถเปล่ากลับไปอีก แถมมืดแล้วด้วย ถนนก็ลื่น ฝนก็ตก โค้งก็เยอะ (ทำประหนึ่งว่าเป็นคนพื้นที่ Smiley) แกก็ไม่เอา ทำเอาเราซึ้งในน้ำใจคนที่นี่เลยค่ะ (คราวหน้าถ้าไปอีกจะไม่ต่อราคาพี่เขาแล้ว เกรงใจอะ) ถึงที่พักประมาณทุ่มกว่าๆ ต้องรีบเตรียมของเพราะพรุ่งนี้เราวางแผนว่าจะไปเที่ยวหมู่เกาะสิมิลัน แบบ One day trip กับ บริษัท Love Andaman ค่ะ

        พอจะเข้านอนตอนสามทุ่มจู่ๆ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาค่ะ พอรับสายปรากฏว่าทาง Love Andaman มาขอยืนยันเวลาอีกรอบ พร้อมกับแจ้งว่าเราได้สิทธิ์พิเศษได้อัพเกรดจากนั่งเรือ Speed Boat เป็นนั่งเรือยอร์ชไปหมู่เกาะสิมิลันแทนค่ะ โดยบนเรือจะมีผู้ร่วมชะตากรรมทั้งหมด 23 คนค่ะ Smiley รู้สึกดีใจมากๆ ค่ะ แต่ก็งงอยู่ว่า เอ๊ะ....ทำไมถึงได้อัพเกรดนะ หรือว่าตอนโอนเงินให้ทางบริษัททัวร์เราจ่ายเต็ม  แต่ไว้ค่อยถามทีหลังแล้วกันเนอะ แล้วไอ้เรือยอร์ชที่ว่านี่หน้าตามันจะเป็นแบบไหนหว่า ??? เห็นเขาโปรโมทให้ฟังเมื้อกี้ว่าไม่แออัด ไม่ร้อน แต่งตัวสวยๆ ไปถ่ายรูปบนเรือได้ ขึ้นไปนอนเล่นบนดาดฟ้าของเรือได้ด้วย อะไรจะอลังการงานสร้างขนาดนั้นเนี่ย (ในใจก็คิดว่าอะไรก็ได้ให้ตรูไปถึงเกาะโดยสวัสดิภาพ ปลอดภัย และไม่เมาเรือสำคัญที่สุดแล้ว 555) Smiley

เกร็ดเล็กน้อยในการดำรงชีพที่หมู่เกาะสุรินทร์ ^^

1. ควรพกผลไม้ไปเองบาง เพราะที่เกาะไม่มีขายเน้อ (แตงโมสักผล เห็นคนอื่นเขาทำกัน)

2. ถ้าเป็นคนขาดขนมกรุบกรอบไม่ได้ แนะนำว่าควรพกไป

3. มีแป้งเย็นติดไปสักกระป๋องจะดีมากๆ

4. กรุณาอย่าไว้ใจรองเท้าแตะแบบคีบ เพราะคุณอาจต้องปีนป่ายก้อนหิน หรือปะการัง
5. ถ้าไม่ใช้บริการทัวร์ อย่าหวังว่าคุณจะมีน้ำแข็งทาน Smiley
6. ขนาดสบู่ก้อนที่ใช้ยังกลายเป็นของหายาก หากลืมเช่นเรายังหายได้ในพริบตา Smiley

7. พกไม้หนีบผ้าไปด้วยนะค่ะ เอาไว้หนีบผ้่าตาก

8. พกเชือกฟางด้วยก็ดีค่ะ ไว้ขึงตากผ้า หากตากไม่พอ

9. ถุงสำหรับใส่ผ้าเปียก

10. ครีมกันแดด หมวกปีกกว้าง กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
11. กุญแจเล็กๆ สำหรับล็อคเต้นท์ที่พักค่ะิ เพื่อความไม่ประมาท และป้องกันน้องลิงเข้ามาขโมยขนมและผลไม้ Smiley

12. ปลั๊กสามตาสำหรับต่อพ่วงสายไฟ

13. พวกอาหารซอง เช่น โจ๊ก  ชา  กาแฟ  ไมโล  น้ำเต้าหู้ ฯลฯ พกไว้ไม่เสียหายค่ะ

14. ที่ขาดไม่ได้คือ ไฟฉายแบบกำลังแรงสูงหน่อยจะดีมาก

15. ยาสามัญประจำบ้านก็ควรติดไปค่ะ

16. มีดพกพา

17. กรรไกรขนาดเล็ก

18. และของใช้อื่นๆ ที่เหมาะในการตั้งแค้มป์ เดินป่า เข้าค่ายค่ะ


ตอนต่อไป : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันแบบ One day trip (เช้าไปเย็นกลับ) ค่ะ..



Create Date : 28 มีนาคม 2556
Last Update : 4 เมษายน 2556 21:08:22 น.
Counter : 9058 Pageviews.

2 comments
ANA ANAN Pattaya ที่พักสุดฮอตพัทยา ต้องมาซ็ำ !! Rinsa Yoyolive
(15 มิ.ย. 2564 12:53:04 น.)
ทริปในความทรงจำ: ฮักน่าน...น้อยน้อย แต่ฮักน่าน...นานนาน...หนาเจ้า (1) LittleMissLuna
(13 มิ.ย. 2564 19:13:03 น.)
ปัตตานี เบตง นราธิวาส : วัดพุทธาธิวาส, หอนาฬิกาเบตง สายหมอกและก้อนเมฆ
(11 มิ.ย. 2564 16:30:37 น.)
อสิตา อีโค รีสอร์ทรักษ์โลก ธรรมชาติร่มรื่นสุด ที่อัมพวา Rinsa Yoyolive
(10 มิ.ย. 2564 00:21:33 น.)
  
ขอบคุณค่ะ สนุกดี กำลังจะไปเหมือนกันค่ะ
โดย: อ้อ IP: 27.145.183.140 วันที่: 19 มกราคม 2557 เวลา:17:09:24 น.
  
ขอให้เที่ยวให้สนุกนะค่ะ
โดย: emilia วันที่: 22 มกราคม 2557 เวลา:23:11:40 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Emilia0412.BlogGang.com

Emmy Journey พากิน พาเที่ยว
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]

บทความทั้งหมด