ความลับที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง
ความลับที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง
 
            บางเรื่องราวที่เกิดขึ้น บางคนอาจรู้เพียงผิวเผินจากข่าวลือที่เล่าต่อ ๆ กันมา และกลายเป็นตำนานที่ไม่มีแม้แต่ผู้ใดล่วงรู้ข้อเท็จจริงนอกจากผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ปล่อยให้ผู้คนพิศวงงงงวยคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
            ข่าวการปลิดชีพด้วยยาพิษของจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชก่อให้เกิดคำถามต่าง ๆ ตามมามากมาย บางคนเชื่อแน่ว่าปลิดชีพด้วยองค์เอง บ้างคิดว่าเป็นแผนลอบสังหารของฝ่ายตรงข้าม แล้วเรื่องใดเป็นจริงเป็นเท็จ คงหาคำตอบที่ถูกต้องเต็มร้อยไม่ได้แน่
ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ว่า จ้าวทัศน์พระมหาอุปราชทรงยาพิษด้วยองค์เอง เพราะน้อยใจในพระราชบิดาที่ตรัสต่อว่า “จักเป็นกบฏเหรอ”
เหตุบ้านการเมืองขณะนั้น การเมืองคุกรุ่น ด้วยจ้าวทัศน์พระมหาอุปราชหลังจากได้ตำแหน่งพระมหาอุปราชแล้วได้ขอเปลี่ยนแปลงกำลังทหารในบังคับการของสมุหพระกลาโหม และฝึกปรือทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อย่างเข้มงวดกวดขันมากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ฐานอำนาจเก่าไม่พึงพอใจ หาทางขัดขวางไม่ให้จ้าวทัศน์พระมหาอุปราชได้ขึ้นครองราชย์ต่อ
ข่าวลือเรื่องจ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์เป็นไปในหลายกระแส แตกต่างกันไปตามแต่แหล่งที่ได้รับข่าวสาร แล้วต่างมาปะติดปะต่อจนเป็นเรื่องราวได้ตามแต่จินตนาการของคนนั้นจะพาไป
 
ชาวบ้านทั้งบ้านทั้งเมืองพูดคุยกันเรื่องเจ้านายเป็นว่าเล่นอยู่แล้ว แต่บางกลุ่มอาจตกข่าว ด้วยอยู่ไกลปืนเที่ยง เมื่อมีบางคนทำตัวเป็นผู้รู้จึงเป็นที่สนอกสนใจเป็นพิเศษ
สภากาแฟกลุ่มเดิมที่เคยคุยว่าจ้าวทัศน์คิดจะก่อกบฏแย่งชิงอำนาจจากพระราชบิดาของพระองค์เอง รีบประชุมด่วน เมื่อมีข่าวใหม่ที่ล่ากว่าเดิมว่า คนที่คิดจะก่อกบฏกลับตาลปัตรตรงกันข้ามเสียสิ้น
“เฮ้ย ข่าวล่ามาเร็ว มาฟังกันให้ชัด ๆ ได้ยินมาจากวงในเชียวนะ” คนแรกคนเดิมเปิดประเด็นอีกแล้ว เพื่อนฝูงรีบเข้ามาล้อมวง หวังว่าจะได้ยินข่าวเพิ่มเติมที่ลูกจะแย่งชิงอำนาจจากพ่อได้อย่างไร
“แล้วเป็นไง ก่อกบฏสำเร็จไหม ลูกแย่งพ่อได้ไหม” อีกคนตั้งคำถามรัว ๆ หวังจะได้ยินคำตอบเรื่องเดิม แต่กลับทำให้คนแรกที่เปิดประเด็นหัวเราะร่า
“หัวเราะทำไมวะ เรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้” คนนี้ยังไม่รู้เรื่องและอยากรู้ใจจะขาด “เป็นอย่างไรล่ะ ที่เล่าค้างไว้วันก่อนไงล่ะว่าลูกคิดจะก่อกบฏน่ะ”
“เฮ้ย ตกข่าวไปแล้วเรื่องนั้นน่ะ” คนเล่าหยุดพูด หวังดึงความสนใจให้มากขึ้น
“อะไรวะ ทำอมพะนำอยู่ได้ คนยิ่งอยากรู้ตอนจบอยู่” อีกคนเร่งเร้าให้รีบเล่าให้จบ
“ฟังให้ดีนะ มันไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า จ้าวทัศน์ฆ่าองค์เสียเอง วุ่นกันไปทั้งเมือง พวกเราอาจต้องเตรียมไว้ทุกข์ให้เจ้านาย หรือไปงานของท่านแล้ว” พอพูดจบ ทุกคนที่ตกข่าว ต่างตกตะลึงกันไปถ้วนหน้า
“ว่ายังไงนะ ใครสิ้น จ้าวทัศน์น่ะเรอะ ไหนว่าองค์ท่านคิดกบฏอย่างไรล่ะ”
“ก็องค์ท่านเอ่ยมาว่า คิดจะลาออกจากตำแหน่งพระมหาอุปราชในท้องพระโรงน่ะสิ แล้วองค์เจ้าเหนือหัวตรัสถามว่า หรือเจ้าจะคิดก่อกบฏล่ะ แค่นั้นแหละ คืนนั้นจ้าวทัศน์ดื่มยาพิษฆ่าองค์เองเลย”
“ท่านคงกลัวโดนโทษหนักน่ะสิ เลยหนีความตายเสียก่อนกระมัง”
“ใช่ ๆ โทษกบฏ ถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานเชียวนะ ดีไม่ดี โดนทั้งเจ็ดชั่วโคตร การที่เจ้าเหนือหัวนรสิงห์ตรัสถามเช่นนี้ แสดงว่าจะเอาเรื่องจ้าวทัศน์แล้ว” คนนี้ทำท่ารู้ดี
ทั้งวงต่างพากันเจรจาถึงเรื่องนี้อย่างเมามัน แต่ทว่ามีอีกคนที่ยังไม่เชื่อเต็มร้อย เอ่ยปากถาม
“หรือจะมีคนแอบวางยาองค์ท่าน” อีกคนตั้งประเด็นใหม่ขึ้นมา
“แล้วใครล่ะ เป็นผู้แอบวางยาจ้าวทัศน์” เมื่อมีคนเสนอข้อคิดเห็นใหม่ ทั้งวงเปลี่ยนประเด็นอีกแล้ว ราวกับเป็นนักสืบรับจ้างหาข้อเท็จจริง
“ใครจะไปรู้ล่ะ มีคนอยากได้อำนาจตั้งมากมาย”
“หรือว่าเป็นพวกสมุหพระกลาโหมที่หวังจะให้จ้าวธรรมาพระโอรสเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ได้ครองราชย์แทนจ้าวทัศน์เป็นคนวางยา” คนนี้ทำราวกับผู้รู้เรื่องราวในอดีต
ทั้งวง งง กันอีกแล้วกับประเด็นใหม่ ทำให้คุยกันอย่างจริงจังว่าควรเป็นอย่างไรกันแน่
วงนี้คงหาข้อสรุปไม่ได้อีกตามเคย ด้วยต่างคนต่างไม่รู้ข้อเท็จจริง คงต้องรอข่าวใหม่ในวันต่อไป แต่พยายามเสนอข้อคิดเห็นของตัวเองกันให้มากที่สุด เพื่อจะเข้าเค้าบ้าง
ข่าวการกินยาพิษด้วยองค์เองของจ้าวทัศน์นี้ โด่งดังมาก ต่างพูดกันไปคนละเรื่องคนละราว ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงสักคน ไม่รู้ว่าเป็นเช่นไรกันแน่
ถ้าไม่ได้กินยาพิษด้วยองค์เอง ย่อมมีการวางยาหมายปลิดชีพ ใครล่ะ คือคนวางยา ทั้งวังจะไม่รู้เห็นเชียวหรือว่ามีคนเข้านอกออกใน ส่วนคนที่วางยาตัวจริงจะรู้สึกเช่นไรคงไม่ต้องสงสัย เมื่อไม่มีใครตั้งประเด็นการวางยา กลุ่มนี้คงลอยตัวไป
ถ้ามีคนสงสัย ต้องเถียงคอเป็นเอ็นว่า “ไม่ใช่ตัวการแอบวางยา” หรือกระซิบกระซาบกับก๊วนเพื่อนสนิทว่า “แผนการสำเร็จด้วยดี” คงไม่มีใครรู้แน่นอกจากคาดเดากันไปเองต่าง ๆ นานา และไม่รู้ว่า ใครเป็นตัวสั่งการ ใครเป็นผู้ลงมือ
หลังข่าวแพร่สะพัดออกไปในหลายทิศทาง โดยธรรมชาติของข่าวลือย่อมผิดเพี้ยนไปมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย
หลายคนคิดว่าเพราะคำพูดของพระราชบิดาทำให้พระโอรสองค์โตน้อยพระทัยคิดสั้นปลิดชีพองค์เอง หรือเพราะจ้าวทัศน์รู้ว่าคงไม่พ้นโทษอาญาแผ่นดินในฐานะกบฏ จึงหนีความผิดปลิดชีพองค์เองเสียจะดีกว่าโดนโทษประหารให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศและน่าสยดสยองถ้าต้องลดฐานะจากพระมหาอุปราชเป็นแค่นักโทษประหาร
พระราชบิดาที่ตกเป็นข่าวว่า จ้าวทัศน์สิ้นพระชนม์เพราะคำพูดที่ออกจะรุนแรงเช่นนั้นเท่ากับเสียงที่เล็ดลอดมาเข้าหูคือการตำหนิว่าพระองค์ทำสิ่งใดที่รุนแรงมากเกินฤา พระโอรสจึงคิดสั้นถึงกับทำร้ายองค์เองเช่นนี้
ไม่มีคำอธิบายใด ๆ ออกจากพระโอษฐ์ของเจ้าเหนือหัวนรสิงห์พระราชบิดา ผู้ซึ่งใครต่อใครรู้กันว่าทรงรักพระโอรสองค์โตนี้ยิ่งกว่าพระโอรสองค์อื่น ๆ เหตุใดจึงใช้คำพูดที่รุนแรงมากเช่นนี้ในท้องพระโรงต่อหน้าบรรดาขุนนางอำมาตย์
 ผู้ที่ใคร ๆ ต่างพากันกล่าวหาลับหลังว่า ใช้คำพูดที่เชือดเฉือนน้ำพระทัยพระโอรสว่า เจ้าคิดจะก่อกบฏจริงหรือ ไม่มีแม้สักคำที่จะอธิบายให้แม้แต่ผู้หนึ่งผู้ใดได้ล่วงรู้ความจริง
            เพราะเท็จจริงไม่มีผู้ใดที่ล่วงรู้เบื้องหลังคำสนทนาระหว่างบุคคลทั้งสองก่อนจะถึงวันเกิดเหตุ ที่มีโอกาสพบกันตามลำพังในพระตำหนักส่วนพระองค์ และทรงห้ามผู้ใดเข้าใกล้บริเวณนั้นแม้แต่ออกพระนายไวยคนที่ใกล้ชิดที่สุด
 ต่างคาดเดากันไปเองเพราะมีข่าวลือหนาหูเช่นนี้มาก่อนหน้า
พระองค์ปิดพระโอษฐ์เงียบ ไม่ได้พูดให้ใครฟังสักนิดว่า แท้จริงแล้วเหตุใดจึงใช้คำพูดเช่นนี้ มีเหตุผลใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ได้แต่เศร้าโศกเสียพระทัยตรอมใจกับการจากไปของพระโอรสองค์โตที่ทรงรักและคาดหวังมากที่สุด
 
ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงในวันนั้นอย่างแท้จริง มีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น
ใครจะพูดเช่นไร มิมีใครไปห้ามปรามขัดขวางได้เลย ปล่อยให้พูดกันไปอย่างนั้นเอง
สามนายทหารคนสนิทคงเศร้าไม่น้อยไปกว่าผู้ใด เพราะจ้าวทัศน์เป็นทั้งเจ้านายสายตรง เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานที่พูดคุยปรึกษาหารือและคอยดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด
ช่วงระหว่างงานพระศพ ทั่วทั้งวังต่างวิ่งวุ่นกับการตระเตรียมงาน มิมีแม้แต่ผู้ใดในวังที่จะมาสืบค้นหาข้อเท็จจริงแม้แต่น้อยว่า ยาพิษนี้เป็นของผู้ใดและมาอยู่ในห้องของจ้าวทัศน์ได้เช่นไร เพราะแต่เดิมไม่เคยมีใครเห็นยาพิษนี้ในพระราชวัง แล้วมันโผล่มาในห้องได้เช่นไร มันต้องมีคนเอาเข้ามา แต่เป็นใครกัน
ทั้งสามได้พูดคุยเรื่องยาพิษในช่วงเวลาสั้น ๆ
“ใครกันที่นำยาพิษชนิดนี้เข้ามาในเขตพระราชฐานได้” หลวงพิชัยเอ่ยปากถามก่อน “ใครกันที่สามารถเข้านอกออกในพระตำหนักของจ้าวทัศน์และผสมลงในเครื่องดื่มหรืออาหารได้”
“แน่นอน มันต้องไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส จนจ้าวทัศน์ที่กำลังจะดื่มหรือกิน รู้สึกถึงความผิดปกติ นอกจากเมื่อไหลลงคอแล้วมิอาจช่วยเหลือตัวเองได้แม้แต่น้อย อาจจะน้ำลายไหลฟูมปาก ตาเหลือกตาค้างและสิ้นลมหายใจลงไปในบัดดล เพราะความร้ายแรงของยาพิษชนิดนี้” หลวงเดชพูดขึ้นมาบ้างและพูดต่อไปว่า “เพราะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่น้อยดังออกมาจากห้องของจ้าวทัศน์ ทั้งที่มีมหาดเล็กยืนอยู่หน้าประตู
“ถ้าเช่นนั้นเบาะแสน่าจะอยู่ที่มหาดเล็กยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูนี่แหละ ที่จะรู้ว่าใครนำพระกระยาหารไปถวาย หรือมีใครเข้านอกออกในบ้างจริงไหมขอรับ” หลวงพิชัยตั้งข้อสังเกต
“ถ้าจ้าวทัศน์นำเข้ามาด้วยองค์เอง ใครกันที่พาเสด็จออกไปนอกวังแล้วพาไปซื้อยาพิษ ผู้ที่พาไป ผู้ที่จำหน่ายยาพิษต้องรู้ว่า โทษของยาพิษนี้ร้ายแรงขนาดไหน ทำไมจึงปล่อยให้ซื้อหาได้โดยอิสระเสรี ไม่ไต่ถามแม้สักน้อยหน่อยหนึ่งเหรอว่าจะเอาไปทำไม แล้วไม่ห้ามปรามกันบ้างเชียวรึ”
คราวนี้จมื่นศรีเปรยขึ้นมาบ้าง และเสริมว่า “ยาพิษนี้เป็นของผู้ใดกันแน่นะ และมาอยู่ในห้องของจ้าวทัศน์ได้เช่นไร เพราะแต่เดิมไม่เคยมีใครเห็นยาพิษนี้ในเขตพระราชฐานเลย แล้วมันโผล่มาในห้องได้เช่นไร มันต้องมีคนเอาเข้ามา แต่เป็นใครกัน น่าสงสัยมากเลย”
 
หลังเสร็จสิ้นงานพระศพ ค่อยคลายความทุกข์โศกหายตระหนกตกใจลงไปบ้าง
สามนายทหารได้มีโอกาสมาพูดคุยกันเรื่องนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง
จมื่นศรีคนแรกที่เอ่ยปากว่า “ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อว่าจ้าวทัศน์จะคิดสั้นดื่มยาพิษด้วยองค์เอง เพราะวันก่อนยังมาปรึกษาหารือถึงแผนการสับเปลี่ยนกำลังพลรวมทั้งการฝึกอย่างเข้มในกรมทหารรักษาพระองค์”
             “ใช่  ไม่น่าจะเป็นไปได้ ไม่มีทีท่าให้เห็นแม้แต่น้อยว่าคิดจะปลิดชีพองค์เอง แม้แต่คืนก่อนที่เข้าไปพบพระราชบิดาเป็นการส่วนพระองค์ พอออกมาจากห้องที่พูดคุยกันตามลำพัง องค์ท่านไม่ได้แสดงทีท่าผิดปกติอันใด” หลวงเดชพูดเสริมด้วยทีท่าไม่เห็นด้วยว่า จ้าวทัศน์คิดสั้นน้อยใจ
            “คนคิดสั้นน้อยใจคงไม่คิดกะการเตรียมการใหญ่ วางแผนการสำหรับอนาคตหรอกนะขอรับ” หลวงพิชัยเปรยขึ้นมาบ้างแบบคนที่กำลังใช้ความคิด
“พระองค์ยังเปรยว่า จะกราบทูลรายงานพระราชบิดาให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รวมทั้งพูดว่า กลุ่มนายทหารของสมุหพระกลาโหมผู้ที่คิดจะก่อกบฏตัวจริงมีการเคลื่อนไหว” เสียงจมื่นศรีเริ่มเบาลงราวกับกระซิบกระซาบทั้งที่อยู่กันตามลำพังเพียงสามในที่ห่างไกลจากผู้คน
หลวงพิชัยผู้ที่โดนหักอกจากฤทธิ์เดชของสมุหพระกลาโหมรีบเอ่ยปากเสริมทันทีด้วยความรู้สึกคุกรุ่นโกรธแค้นพวกของสมุหพระกลาโหมว่า
“ข่าวที่ว่าถ้าจ้าวทัศน์ได้เป็นใหญ่จริง กลุ่มทหารของสมุหพระกลาโหมจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจเด็ดขาดและจะก่อกบฏขึ้นมาโดยเร็ววัน” เสียงยิ่งเบาลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
หลวงเดชกล่าวอย่างจริงจัง “อาจมีคนมาแอบวางยาเพราะพวกเขาคาดคะเนว่า เจ้าเหนือหัวนรสิงห์อาจจะอยู่ฝ่ายจ้าวทัศน์ก็เป็นได้และคงหาทางแก้เกมการเมืองครั้งนี้
“สังเกตไหมว่า พระองค์ไม่เปรยเลยสักนิดว่า คืนก่อนที่อยู่ตามลำพังได้คุยกันเรื่องใด อาจกำลังมีแผนซ้อนแผนตลบหลังอีกฝ่ายก็เป็นได้ และไม่คิดจะสืบสาวหาข้อเท็จจริง ด้วยเป็นไปได้ว่า ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหาเหตุก่อกบฏ เพราะพวกกบฏคงเตรียมการพร้อมแล้วที่จะก่อกบฏ ถ้ามีเหตุนิดหน่อยจะได้ก่อการทันที”
จมื่นศรีเห็นด้วยกับเพื่อน ๆ กล่าวว่า “คนวางยาต้องการกำจัดเสี้ยนหนามต้นตอเสียก่อนที่พวกเขาจะโดนโค่นอำนาจ และการวางยาเป็นวิธีที่ดูปลอดภัยที่สุดแล้ว
แถมปล่อยข่าวว่า คืนก่อนหน้านั้น จ้าวทัศน์เข้าไปหาแล้วโดนตำหนิอย่างรุนแรง จนเอ่ยปากขอลาออกในวันต่อมาในท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางอำมาตย์ แล้วเมื่อได้ยินคำพูดตรัสตอบเช่นนั้น จึงน้อยใจปลิดชีพองค์เอง มันเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยเห็นทีท่าที่ท้อถอยหรือน้อยอกน้อยใจให้เห็นแม้แต่น้อย”
หลวงเดชคิดว่าน่าจะเป็นไปเช่นนั้นแน่จึงเสริมต่อว่า “มีแต่แผนการที่คิดจะทำโน่นทำนี่ คนคิดมากน้อยใจจนซึมเศร้าคงไม่คิดวางแผนได้มากมายเท่านี้”
จมื่นศรีนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่แล้วพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “เอหรือมีข่าวซุบซิบเรื่องที่ท่านแอบติดต่อกับกองทัพล้านช้างให้มาปราบพวกญี่ปุ่นที่มันกำแหงมากนัก ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงแล้วรู้ถึงพระเนตรพระกรรณ องค์เจ้าเหนือหัวทรงพิโรธโกรธกริ้วจนทำให้องค์ท่านน้อยใจจริง ๆ ว่าทำอะไรไม่ดีสักอย่าง แล้วนี่เป็นความผิดมหันต์เหมือนชักศึกเข้าบ้าน”
หลวงเดชไม่เห็นด้วยกับกรณีนี้ คิดว่า “เรื่องนี้ใหญ่โตมากนัก ถ้ารู้ถึงพระเนตรพระกรรณจริงคงไม่แค่ตำหนิหรอก อาจต้องโทษโดนอาญาที่รุนแรงกว่านี้ แล้วที่คิดว่าองค์ท่านจ้าวทัศน์คิดติดต่อกับเจ้าล้านช้าง หรือจ้าวธรรมา โอรสในเจ้าเหนือหัวนรลักษณ์ให้ยกทัพเข้ามาก็ไม่น่าเป็นจริงเช่นกัน”
ทั้งสามคุยเรื่องนี้นานพอควรแล้วสรุปกันเองว่าน่าจะเป็นแผนการของฝ่ายตรงข้ามเป็นแน่แท้ แต่ทำให้ดูเนียนเท่านั้นเอง เพราะยาพิษชนิดนี้ไม่เคยปรากฏในสารบบบัญชีของสำนักพระราชวัง แล้วพระองค์ท่านจะไปเอามาจากไหนในเวลาเช่นนั้น
ถ้าจะสั่งยาพิษเข้ามาด้วยองค์เองนี้ ต้องเตรียมการมานาน แต่มันขัดกับที่แสดงออกด้วยการสั่งการทำโน่นทำนี่ และเหตุการณ์ในท้องพระโรงเพิ่งจะเกิดขึ้น
ถึงจะสรุปไม่ได้แน่ชัด ด้วยผู้วางแผนการทำเนียนได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้งได้วางแผนให้แต่ละช่วงเวลาเป็นเช่นไร จนข่าวลือทำให้คนเชื่อแน่ว่า เป็นจริง
ทั้งสามไม่เชื่อในข่าวลือนี้แน่นอน แล้วความลับนี้จะเป็นความลับที่ดำมืดตลอดไปหรือจะมีผู้เปิดเผยให้เห็นข้อเท็จจริงในภายหลัง
 
หนึ่งเรื่องแต่ต่างความคิด
พูดไปพูดมายิ่งบานปลาย
ถ้าคิดต่างอย่าคุยด้วยจะเกิดเรื่อง
ถ้าคิดตรงกันคุยเอามันส์ได้เลย
 
 
 



Create Date : 24 กรกฎาคม 2564
Last Update : 24 กรกฎาคม 2564 8:51:48 น.
Counter : 193 Pageviews.

0 comments
สว.ไม่เคยเปลี่ยนแปลง สมาชิกหมายเลข 7115969
(13 มี.ค. 2566 17:16:33 น.)
: กะว่าก๋าแนะนำหนังสือ - ตามรอยพระโพธิสัตว์ : กะว่าก๋า
(12 มี.ค. 2566 05:17:12 น.)
♥♥ How To Forget The Sadness ♥♥ ทูน่าค่ะ
(8 มี.ค. 2566 15:49:22 น.)
Dime que sí by Alfonso Esparza Oteo ปรศุราม
(7 มี.ค. 2566 08:52:12 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Drpk.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]

บทความทั้งหมด