ความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท
ที่ส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนหน้า
ความบกพร่องด้านสมาธิ ความหุนหันพลันแล่น ความซุกซนอยู่ไม่นิ่ง
ทำให้มีปัญหาในการควบคุมสมาธิ การควบคุมพฤติกรรม
และการยับยั้งชั่งใจ
เด็กที่นั่งไม่ติดเก้าอี้
ณ ห้องเรียนที่มีครู 1 คน นักเรียนอีกหลายคน
ครู 1 คนต้องควบคุมดูแลนักเรียนจำนวนมาก จึงอาจเข้มงวด เจ้าระเบียบ เพื่อให้ทุกคนตั้งใจเรียน ฟังครูพูด ไม่เดินไปเดินมา วิ่งพล่าน หรืออยู่ไม่เป็นสุข ซุกซน ถึงแม้จะมีแค่เพียงคนเดียว เพราะนั่นคือการทำลายสมาธิของคนอื่น ๆ ทั้งห้อง
นัทดนัยเด็กชายวัย 10 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
เขาเป็นเด็กช่างสงสัย ชอบตั้งคำถาม และเต็มไปด้วยจินตนาการ
แต่ในห้องเรียน
ครูมักพูดกับเขาเสมอว่า
“นัทดนัย นั่งนิ่ง ๆ นั่งอยู่กับที่นะ อย่าเดินไปเดินมา”
“ตั้งใจเรียนหน่อย”
“เลิกเหม่อได้แล้ว”
นัทดนัยพยายามทำตามทุกครั้ง
แต่เพียงไม่กี่นาที
สายตาของเขาก็ลอยออกไปนอกหน้าต่าง
เมื่อได้ยินเสียงนก
เขาก็ลืมไปแล้วว่าครูกำลังสอนอะไร
เขาไม่ได้อยากดื้อ
แต่สมองของเขาเหมือนวิ่งเร็วกว่าร่างกายตลอดเวลา
เด็กที่ถูกเข้าใจผิด
วันหนึ่ง ครูให้ทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์
นัทดนัยทำข้อแรก
แล้วเห็นยางลบตกพื้น ก้มลงเก็บ
หันไปเห็นเพื่อนวาดรูป จึงแอบมอง
จากนั้นได้ยินเสียงรถพยาบาลวิ่งผ่านหน้าโรงเรียน
เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง
เขาลืมไปแล้วว่ากำลังทำข้อไหน
ครูเดินมาตำหนิ
“เธอไม่เคยตั้งใจเลย”
นัทดนัยก้มหน้า
ทั้งที่ลึก ๆ เขาอยากตั้งใจมากกว่าทุกคน
ความพยายามที่ไม่มีใครเห็น
เมื่อกลับถึงบ้าน
แม่ช่วยสอนการบ้าน
นัทดนัยตั้งใจนั่งอ่านหนังสือ
แต่ผ่านไปเพียงสิบนาที
เขาลุกไปหยิบน้ำ
เล่นดินสอ
เปิดหนังสืออีกเล่ม
แล้วลืมว่าต้องทำการบ้าน
แม่ถอนหายใจ
“ทำไมลูกไม่มีสมาธิเลย”
คืนนั้น นัทดนัยแอบร้องไห้
เขาเริ่มเชื่อว่าตัวเองเป็นเด็กไม่ดี
เป็นเด็กขี้เกียจ
และทำให้ทุกคนผิดหวัง
อยู่โรงเรียนโดนครูดุ อยู่บ้านโดนแม่ดุ
ไม่มีเสียงชมเชย
ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย
ทุกครั้งที่เขาโดนดุ เขามักตอบว่า เขามีสิ่งอื่นที่น่าสนใจกว่าต่างหาก เขาจึงเลือกทำสิ่งนั้น ทำไมไม่มีใครเข้าใจเลย แต่ทุกคนจะบอกว่า มันไม่ใช่คำตอบที่มีเหตุผลเลยนะ ต้องรู้ว่า ตอนนี้ต้องทำอะไรต่างหาก (นี่คือการหาเหตุผลมาบอกตัวเอง ทั้งที่เหตุผลนี้ไม่ใช่เหตุผลปกติที่ทุกคนต้องทำ)
เขาอยากวิ่งหนีออกจากห้องเรียน หลายครั้งที่เขารู้สึกว่า ไปแอบนอกห้อง ไปวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้อจะสนุกกว่า แล้วเขาก็ทำได้จริง ครูคิดว่า เขาเป็นเด็กเกเรจึงฟ้องแม่ (นี่คือการหลีกเลี่ยงจากภาวะที่โดนกดดัน)
เมื่อทั้งครูและแม่ต่างบอกว่า เขาเกเร ไม่ตั้งใจเรียน เขาจะปฏิเสธเสียงแข็ง ตอบว่า ไม่ครับ ผมไม่เกเร ผมตั้งใจเรียน แต่มีสิ่งอื่นที่อยากทำมากกว่า (นี่คือการปฏิเสธในสิ่งที่ควรทำ ในสิ่งที่เป็นกฎเกณฑ์)
สมองของเขาคิดโน่นคิดนี่ได้ตลอดเวลา มันดูยุ่งเหยิงสับสน แต่เขาก็ชอบที่จะคิดหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อเขาว่าง ไม่มีใครสั่งให้เขาทำอะไรตามคำสั่ง เขาจึงคิดไปเรื่อยร้อยแปด (นี่คือการชดเชย ทำในสิ่งที่อยากทำ แล้วเขาก็คิดได้มากมายตามแต่สมองจะพาไป)
ความลับของสมอง
ครูได้เชิญนักจิตวิทยามาประเมินเขา เพราะคิดว่า เขาแปลกแตกต่างไปจากเด็กทั่วไป
หลังจากพูดคุย สังเกตพฤติกรรม และประเมินหลายด้าน
นักจิตวิทยาแนะนำให้พ่อแม่พานัทดนัยไปพบ
กุมารจิตแพทย์ผลการประเมินระบุว่า นัทดนัยมีภาวะ
Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD)
พ่อแม่ตกใจ แม่ถามทันที
“แปลว่าลูกเป็นเด็กผิดปกติใช่ไหม”
แพทย์ยิ้มอ่อน ๆ แล้วตอบว่า
“ไม่ใช่ครับ สมองของนัทดนัยเพียงทำงานแตกต่างจากเด็กส่วนใหญ่”
เมื่อทุกคนเริ่มเข้าใจ
แพทย์อธิบายว่า เด็กที่มี ADHD ไม่ได้ขาดความฉลาด และไม่ได้จงใจดื้อ แต่สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความสนใจ การยับยั้งพฤติกรรม และการวางแผน ทำงานแตกต่างจากคนทั่วไป จึงทำให้ จดจ่อได้ยาก ลืมง่าย ทำงานไม่ต่อเนื่อง พูดแทรก หรือเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ
แต่เด็กพวกนี้อาจจะมีความสามารถพิเศษที่ต้องสังเกตให้ดีว่า เขาทำอะไรดีเด่นบ้าง แล้วส่งเสริมให้เด่นมากขึ้น
เมื่อเข้าใจสาเหตุ
พ่อแม่เริ่มเปลี่ยนวิธีดูแล
จากการตำหนิ เป็นการช่วยเหลือ
แทนที่จะดุ ตำหนิ และสั่งให้อยู่นิ่งอย่างเดียว ทั้งครูและพ่อแม่เริ่มเข้าใจเขามากขึ้น และปฏิบัติต่อเขาตามคำแนะนำของกุมารจิตแพทย์ พร้อมสังเกตว่า เขามีความสามารถพิเศษด้านใดบ้าง ด้วยการพูดคุยซักถามว่า เขาชอบคิดอะไรและทำอะไรได้ดีบ้าง
เขาตอบว่า ผมชอบวาดรูป และสร้างแบบแผนโครงสร้างของสิ่งที่มองเห็น หลังจากนั้น เขาจึงมีเวลาทำตามในสิ่งที่เขาสนใจมากขึ้น
วิธีเรียนของนัทดนัยที่เปลี่ยนไป
ครูประจำชั้นช่วยจัดที่นั่งให้นัทดนัยอยู่แถวหน้า ครูจะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องตะโกนดุให้เขาต้องอับอายต่อหน้าเพื่อน ๆ หรือทุกคนรู้ถึงความผิดปกติของเขา
ครูจะค่อย ๆ พูดกับเขาแบบค่อย ๆ กระซิบเสียงเบาพอให้ได้ยิน ไม่ตวาด ไม่ดุเสียงดังลั่นเหมือนเคย
งานที่มอบหมายให้ทำ แบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย เพื่อที่เขาจะตั้งใจทำงานชิ้นเล็ก ๆ ให้เสร็จ ทีละชิ้น และใช้คำชมเมื่อเขาทำสำเร็จ
เมื่อรู้จากแม่ว่า เด็กชอบวาดรูปและออกแบบสร้างได้ดี ครูช่วยมอบงานให้เด็กวาดรูปในสิ่งที่เรียนออกมาเป็นภาพวาดให้เพื่อน ๆ เข้าใจ ตัวอักษรที่น่าเบื่อกลายเป็นรูปวาดที่น่าสนใจแทน
อันที่จริงเด็กเล็กจะไม่มีสมาธิยาวนานเหมือนผู้ใหญ่อยู่แล้ว แต่ถ้ามีเด็กที่ไม่อาจจดจ่อกับงานยาก ๆ ชิ้นเดียว แล้วต้องทำให้สำเร็จ คงต้องแบ่งย่อยงานเป็นชิ้นเล็ก ๆ และมอบหมายงานให้ทำช่วงสั้น ๆ
ครูรู้ว่า การสอนเด็กประถมควรใช้หลักการเช่นนี้กับเด็กทุกคนด้วยเช่นกัน แต่ละวิชาใช้เวลาไม่นาน อาจแค่ 20 นาที ไม่ใช่ 50 นาที เหมือนเด็กโต
ครูอาจเข้าใจในวิชาที่เคยเรียนรู้ แต่เมื่อต้องเป็นครูจริง ๆ ต้องใช้ได้จริงกับการปฏิบัติด้วย เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
ที่บ้าน
แม่ทำตารางกิจวัตรติดไว้หน้าตู้เย็น
ทุกครั้งที่นัทดนัยทำงานเสร็จ
เขาจะติดสติกเกอร์รูปดาว
วิธีเล็ก ๆ เหล่านี้
ช่วยให้เขาควบคุมตนเองได้ดีขึ้น
นัทดนัยเริ่มรู้สึกว่า
เขาไม่ได้ล้มเหลว
เพียงแต่ต้องใช้วิธีที่เหมาะกับตัวเอง
เขาต้องรู้ตัวว่า ตอนนี้ต้องทำอะไรให้เสร็จก่อนแล้วจึงจะไปเล่นได้
พรสวรรค์ที่ถูกค้นพบ
วันหนึ่ง โรงเรียนจัดการแข่งขันออกแบบหุ่นยนต์
นัทดนัยตื่นเต้นมาก
เขาคิดไอเดียใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นนึกไม่ถึง
แม้บางครั้งจะลืมอุปกรณ์
แต่เพื่อนในทีมช่วยเตือน
ส่วนเขาก็ช่วยสร้างสรรค์แนวคิด
ทีมของนัทดนัยได้รับรางวัลชนะเลิศ
ครูยิ้มแล้วพูดว่า
“นัทดนัยมีความคิดสร้างสรรค์มากจริง ๆ”
เป็นครั้งแรก
ที่เขาได้รับคำชมในสิ่งที่เขาเป็น
ไม่ใช่เด็กขี้เกียจ
หลายปีต่อมา
นัทดนัยเติบโตเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์
เขายังคงมี ADHD
แต่รู้จักวิธีจัดการกับตนเอง
ใช้สมุดจด
ตั้งการเตือนในโทรศัพท์
แบ่งงานเป็นขั้นตอน
และขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
เขาเล่าย้อนถึงวัยเด็กว่า
“สิ่งที่เจ็บที่สุด ไม่ใช่การมี ADHD
แต่คือการถูกบอกซ้ำ ๆ ว่าเราไม่พยายาม”
Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (ADHD) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาท ทำให้อาจจำเป็นต้องใช้กลไกทางจิต เพื่อได้รับการยอมรับจากคนรอบตัว
ผู้ที่มี ADHD ไม่ได้ขาดความสามารถหรือความตั้งใจ แต่สมองของพวกเขาประมวลผลและควบคุมความสนใจแตกต่างจากคนทั่วไป
เมื่อได้รับความเข้าใจ การสนับสนุน และการดูแลที่เหมาะสม
เด็กที่เคยถูกมองว่า “ซุกซน” หรือ “ไม่ตั้งใจ”
ก็สามารถเติบโตและใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
เพราะบางครั้ง
สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุด
ไม่ใช่คำตำหนิ
แต่คือผู้ใหญ่ที่เข้าใจว่า
เขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนี้
ถึง ADHD ไม่ใช่กลไกป้องกันตนเองโดยตรง แต่ผู้ที่มี ADHD อาจใช้ Defense Mechanism ต่าง ๆ เช่น Rationalization (หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง), Avoidance (หลีกเลี่ยง), Denial (ปฏิเสธ) หรือ Compensation (ชดเชย) เพื่อรับมือกับความล้มเหลวหรือการถูกตำหนิ
โรคสมาธิสั้น (ADHD) ไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ชีวิตย่ำแย่ หากพ่อแม่ผู้ปกครอง และครู เข้าใจและส่งเสริมอย่างถูกวิธี
บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนเปลี่ยนภาวะล้นเหลือ ทว่ามันจะเกิดขึ้นในช่วงสั้น ๆ สั้นกว่าคนทั่วไป หากรู้จักนำมาพลังนี้มาใช้ให้ทันท่วงทีในเวลาจำกัดนี้ ความสำเร็จจะเกิดได้ไม่ยากเลย
การจับจังหวะเวลาที่เกิดสมาธิได้ทัน แล้วแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังขับเคลื่อนความสำเร็จ โดยใช้จุดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ พลังงานล้นเหลือ และการโฟกัสขั้นสุดในสิ่งที่ตนเองหลงใหล ให้ปรากฏออกมาเป็นผลงานได้จริง
🌟 บุคคลระดับโลกที่ประสบความสำเร็จ
Michael Phelps (ไมเคิล เฟลป์ส) นักว่ายน้ำเจ้าของสถิติเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อาศัยพลังงานที่ล้นเหลือจากการเป็นสมาธิสั้น มาใช้ในการฝึกซ้อมอย่างหนักจนประสบความสำเร็จ
Simone Biles (ซิโมน ไบลส์) นักกีฬายิมนาสติกโอลิมปิกที่คว้าเหรียญรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ใช้ภาวะสมาธิสั้นเป็นแรงขับเคลื่อนความมุ่งมั่นและสมาธิขั้นสุดในการแข่งขัน
Richard Branson (ริชาร์ด แบรนสัน) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Virgin ใช้ความเสี่ยงและความคิดนอกกรอบของคนสมาธิสั้นมาสร้างอาณาจักรธุรกิจระดับโลก
Will Smith (วิลล์ สมิธ) นักแสดงและโปรดิวเซอร์ชื่อดังฮอลลีวูดความสำเร็จใช้ความกระตือรือร้นและบุคลิกเข้าสังคมเก่งของคนสมาธิสั้นมาต่อยอดในวงการบันเทิง
บุคคลที่คนส่วนใหญ่รู้จักดี เขาคือ Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์) นักฟิสิกส์ทฤษฎี ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ บุคลิกภาพและความคิดของเขาถูกวิเคราะห์ในเวลาต่อมาว่า เป็นลักษณะของคนสมาธิสั้น ซึ่งส่งผลให้เขามีจินตนาการและการตั้งคำถามที่เหนือกว่าคนทั่วไป