adjustment Disorder
เครียด ปรับตัวผิดปกติ (Adjustment Disorder)
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่เข้ามาทันทีฉับพลัน
กดดัน คุกคามต่อร่างกายและจิตใจ
ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดแตกต่างกัน
 
วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
ศักดิ์เมธา ชายวัย 35 ปี ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมานานกว่า 10 ปี
ชีวิตของเขาเรียบง่ายและมั่นคง
เขาคิดว่า สบายแล้วชาตินี้ มีงานมั่นคง มีเงินใช้สบายมือ ไม่ได้ลำบากเดือดร้อน แถมมีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น
ภรรยาชื่อมินตรา และลูกสาววัย 8 ขวบชื่อมะปราง
บ้านหลังใหญ่โตสวยงาม ไม่มีภาระหนี้สินต้องผ่อนชำระ
 
ทุกเช้าเขามีกิจวัตรประจำที่คงที่ สม่ำเสมอ ไม่ได้หวือหวา ซ้ำ ๆ ทุกวันเช้าขับรถไปทำงาน เย็นกลับบ้านตรงเวลา ไม่เคยเถลไถล และทำตัวเหลวไหลยามค่ำคืนในสถานที่อโคจร
เขาเชื่อว่า ชีวิตของตนเองคงดำเนินไปเช่นนี้อีกนาน
ไม่เคยคิดแม้สักนิด ชีวิตจะพลิกผันกลับตาลปัตรเป็นตรงข้ามได้ในชั่วงพริบตาเดียว
จนกระทั่งวันหนึ่ง บริษัทประกาศปรับโครงสร้างองค์กร
พนักงานจำนวนมากถูกเลิกจ้าง
รวมทั้งเขาด้วย
ศักดิ์เมธานั่งนิ่งอยู่หน้าห้องประชุม
ในมือมีเอกสารชดเชยการเลิกจ้าง
หัวใจเหมือนถูกกระแทกอย่างแรง
"ผมทำงานมาตั้งสิบปี ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร"
เขาพูดเบา ๆ รำพึงรำพันในใจยาวเหยียด มากกว่าจะเอื้อนเอ่นด้วยความคับแค้นใจ และตะโกนออกมาเสียงดังโวยวาย
ไม่ใช่มีแต่เพียงเขาคนเดียว เพื่อนร่วมชะตากรรมที่พลอยตกเหวฉับพลันทันที ยังมีอีกมาก ข่าวว่า บริษัทเอกชนแห่งนี้เจ๊งแล้ว ไม่มีเงินจ่ายพนักงาน และคงต้องปิดตัวในไม่ช้านี้
"ทำไมต้องเป็นผม" เป็นคำถามซ้ำ ๆ ในใจเพียงคนเดียว เขาควรเป็นคนสุดท้ายที่จะโดนโล่ะออกมั้ย
ผู้จัดการฝ่ายขายที่ทำรายได้ให้บริษัทมากมาย
แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้หรอก ในยามวิกฤติที่ฝ่ายบริหารตัวเป้ง ๆ หลบหน้าพนักงาน จะได้ไม่โดนต่อว่าด่าทอ
 
คืนนั้นเขากลับบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่คงเฉยมากสียจนคนใกล้ชิดสังเกตได้ชัดเจน จนภรรยาถามว่า "เป็นอะไรหรือเปล่าคะ"
ศักดิ์เมธาฝืนยิ้ม "ไม่มีอะไร" เสียงตอบเบา ๆ
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
สีหน้ายิ่งตึงมากขึ้นกว่าเดิม
เขาไม่รู้เลยว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของภาวะที่เรียกว่า Adjustment Disorder หรือ ภาวะปรับตัวผิดปกติ จนกระทั่งได้คำตอบจากนักจิตวิทยา
 
ตั้งแต่วันที่ไม่ต้องไปทำงาน โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
กิจวัตรที่เคยทำมาอย่างสม่ำเสมอหายไปจากใจอย่างสิ้นเชิง
หลังตกงานได้หนึ่งเดือน
ศักดิ์เมธายังไม่สามารถหางานใหม่ได้
เขาเริ่มนอนไม่หลับ
หงุดหงิดง่าย
เบื่ออาหาร
ไม่อยากพบใคร
บางวันนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมง
แต่ไม่สมัครงานสักแห่ง
เขาบอกตัวเองว่า
"เดี๋ยวค่อยหา"
"ตอนนี้ยังไม่พร้อม"
แม้ในความจริง เขากำลังกลัวการถูกปฏิเสธ
เมื่อเพื่อนโทรมาชวนออกไปพบปะ
เขาปฏิเสธทุกครั้ง
"ไม่ว่าง"
"ติดธุระ"
ทั้งที่นั่งอยู่บ้านเฉย ๆ
 
เขาไม่รู้ตัวเองเลยว่า เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองต่างไปจากเดิมอย่างตรงข้าม จากหน้ามือเป็นหลังมือ
คำตอบจากนักจิตวิทยาในภายหลังบอกให้เขารู้ว่า เมื่อเขาผิดหวังอย่างรุนแรง ได้เกิดการปรับตัวผิดปกติ เริ่มใช้กลไกทางจิตแบบ Avoidance หลีกเลี่ยง เพื่อไม่ต้องเผชิญกับความจริงที่ทำให้เจ็บปวด
วันนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยว่า พฤติกรรมที่เสื่อมถอยนั้น ทำให้เขาเปลี่ยนไป เขาจมตัวกับความคิดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ปล่อยตัวเลยตามเลย ย่ำแย่ไปเรื่อย ๆ
 
เวลาผ่านไปอีกสองเดือน
ศักดิ์เมธายังคงจมอยู่กับความคิดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ปล่อยตัวเลยตามเลย ย่ำแย่ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
เมื่อไม่รู้ตัว จึงไม่เคยคิดจะฉุดตัวเองขึ้นมาจากปลักโคลนตม
เงินเก็บเริ่มลดลง
ความสดใสมีชีวิตชีวา จางหายไปจากตัวเขา จากบ้านที่เคยอบอุ่น
 
ภรรยาเริ่มกังวล รู้ทั้งรู้ว่าสามีเปลี่ยนไปมาก และไม่คิดจะทำตัวให้ดีขึ้นแม้แต่น้อย งานการไม่คิดจะหา ไม่ออกไปนอกบ้าน ไม่หาความรู้และทักษะสมัยใหม่ ไม่พร้อมจะปรับตัวให้เข้ากับภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไป
"ลองสมัครงานบริษัทใหม่ไหมคะ" ภรรยาเสียงเบา ๆ ค่อย ๆ พูดขึ้น
ศักดิ์เมธาตอบทันที
"บริษัทสมัยนี้เอาเปรียบพนักงานทั้งนั้น"
"ผมไม่อยากทำงานกับองค์กรแบบนั้น"
ฟังดูเหมือนมีเหตุผล แต่มันเป็นคำตอบที่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
แต่ความจริง
เขายังไม่กล้าส่งใบสมัครแม้แต่ฉบับเดียว
ทำไมล่ะ ทำไมจึงไม่ส่งใบสมัคร
ตอนนั้น เขาไม่รู้ตัวเลยจริง ๆ
คำตอบจากนักจิตวิทยาในภายหลังบอกให้เขารู้ว่า นี่คือกลไกที่เรียกว่า Rationalization การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง
จิตใจพยายามสร้างคำอธิบาย
เพื่อปกปิดความกลัวที่แท้จริง
 
มีอีกหลายพฤติกรรมที่เขาเปลี่ยนไป เขาไม่รู้ตัว และปล่อยเลยตามเลย โดยไม่คิดจะรู้ตัวเลยว่า เขาเปลี่ยนไปมากแล้ว
ความโกรธที่หาที่ลงไม่ได้
วันหนึ่งลูกสาวทำแก้วนมหก
ศักดิ์เมธาตวาดเสียงดัง
"ทำไมซุ่มซ่ามแบบนี้!"
เด็กหญิงร้องไห้ทันที
มินตรารีบเข้ามาปลอบ
"ลูกไม่ได้ตั้งใจนะ"
แต่ศักดิ์เมธายังคงโมโห
หลังจากนั้นเขารู้สึกผิดอย่างมาก
ความจริงเขาไม่ได้โกรธลูก แล้วทำไมต้องโกรธมากขนาดนี้
โกรธตัวเองรึ โกรธโชคชะตารึ หรือโกรธบริษัท
แต่ไม่สามารถระบายออกตรง ๆ ได้
คนทั่วไปอาจคิดว่า มันก็ปกตินี่นา ใคร ๆ ก็มีอารมณ์โกรธ อารมณ์โมโหกันได้ทั้งนั้น แต่นี่ไม่ใช่ เพราะเขาเปลี่ยนไปหลายอย่างพร้อม ๆ กัน
แต่จริง ๆ นี่คือ Displacement การโยกย้ายอารมณ์
 
วันที่ใจเริ่มแตก โลกแตกสลายไปตรงหน้า
คืนหนึ่งศักดิ์เมธานั่งคนเดียวในห้องมืด
เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
ไม่เหลือความสามารถใด ๆ
ภาพในหัวเต็มไปด้วยความล้มเหลว
เขาคิดว่า "ทุกคนคงมองว่าฉันไม่มีอนาคต"
ทั้งที่ความจริงไม่มีใครบอกเช่นนั้น
นี่มันคิดเองเออเอง แต่เขาไม่รู้ตัวหรอก
เขากลับนำความรู้สึกด้านลบของตนเอง ไปลงที่คนอื่น
นี่คือ Projection ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อบุคคลกำลังเผชิญความเครียดสูง
 
เมื่อมินตราสังเกตว่าศักดิ์เมธาเปลี่ยนไปมากแล้วจริง ๆ จึงพูดจาเปิดอกกันอย่างใจเย็น
มินตราพยายามอธิบายว่า คุณเปลี่ยนไปนะ คนที่จะช่วยคุณได้คือนักจิตวิทยา คงต้องมีใครช่วยเหลือคุณอย่างจริงจังแล้ว
ในตอนแรกศักดิ์เมธาไม่อยากไป ถึงปากบอกไม่อยากไป แต่เริ่มรู้ตัวเองแล้วว่า เขาไม่ค่อยมีความสุขเลย โดยเฉพาะในยามค่ำคืน หรืออยู่เดียวเงียบ ๆ มืด ๆ
เมื่อมินตราใจเย็น ค่อย ๆ อธิบายว่า คุณลองใจเย็น นิ่งคิดและนึกให้ดีว่า คุณเปลี่ยนไปมากแค่ไหน โดยที่คุณเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดใช่ไหม ลองคิดดูนะ สักสองวัน เรามาคุยกันใหม่
การไปหาคนช่วยเหลือ มันไม่ได้เสียหายอะไรมากมายหรอก ลองไปสักครั้งหนึ่งก็ยังดีนะ มินตราหาเหตุผลมาอ้าง เพื่อโน้มน้าวจิตใจ
 
ผ่านไปเพียงวันเดียว
ศักดิ์เมธาเข้ามาหามินตรา ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในใจเขาคิดตามคำขอของเธอ และคิดได้ว่า เขาเองรู้สึกไม่ดีจริง ๆ หลังจากวันที่โดนไล่ออกจากงาน ถึงแม้ไม่อยากยอมรับความจริงก็ตาม
สองคนไปหานักจิตวิทยา เริ่มกระบวนให้คำปรึกษา และนึกย้อนว่า เขาคิดอะไร ทำอะไร ด้วยเหตุใด และจะหาทางแก้ไขได้อย่างไร
ทั้งหมดสร้างสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน ให้ศักดิ์เมธาไว้ใจและกล้าเปิดอก ระบายความในใจที่อัดอั้น ทั้งที่คิดว่ามันคือต้นเหตุสำคัญ หรืออาจแค่เกี่ยวข้อง ระบายออกมาให้หมด
แค่ได้เปิดอกระบายความในใจออกมา พรั่งพรูความคิดและการกระทำที่ผ่านมาหลังจากถูกไล่ออกจากงาน
เขาเองรู้สึกโล่งอกขึ้นมาอย่างมากแล้ว เป็นเพราะเขาไม่เคยพูดออกมาแม้แต่กับมินตรา ทำให้มันยิ่งอัดอั้นในอกเพิ่มมากขึ้น ไม่มีทางระบายออกเลย
สองคนสามีภรรยา ไม่เคยเปิดอกพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่มีโอกาสที่เขามีจังหวะเปิดอกพูด ยิ่งผ่านไปนานวันเข้า ยิ่งไม่มีจังหวะที่จะบอกว่า ตนอึดอัดคับข้องใจอย่างไร ด้วยเหตุใด
นักจิตวิทยาเริ่มตั้งคำถามจี้ใจดำ จุดประเด็น
"คุณรู้สึกอย่างไรบ้างตอนนี้"
ศักดิ์เมธานิ่งไปนาน
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ผมรู้สึกว่าไม่มีคุณค่า"
"ผมกลัวว่าครอบครัวจะผิดหวัง"
เป็นครั้งแรกที่เขาพูดความจริงออกมา
โดยไม่ซ่อนอยู่หลังเหตุผลต่าง ๆ
นักจิตวิทยาพยักหน้า
"คุณกำลังเผชิญภาวะปรับตัวผิดปกติ"
"ไม่ใช่เพราะคุณอ่อนแอ"
"แต่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินกว่าที่ใจจะปรับตัวทัน"
 
หลังจากเข้ารับคำปรึกษาหลายครั้ง
ศักดิ์เมธาเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น
เขาเริ่มจดบันทึกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ออกกำลังกายมากขึ้น ออกนอกบ้านดูนั่นดูนี่ เที่ยวให้เพลิดเพลินใจ
เริ่มส่งใบสมัครงาน แม้ยังกลัว แต่เขาไม่หนีอีกแล้ว
วันหนึ่งนักจิตวิทยาพูดว่า
"การยอมรับความจริง ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้"
"แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง"
ศักดิ์เมธาคิดตาม ไม่ได้คือไม่ได้ แต่ถ้าไม่ส่งเลย จะมีโอกาสได้งานได้เยี่ยงไรกัน ลองไปเรื่อย ๆ คงมีสักวันที่จะได้ ไม่ได้ไม่ต้องเสียใจนะ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
เขาใช้พลังงานมหาศาลไปกับการปฏิเสธ หลีกเลี่ยง และหาเหตุผลให้ตนเอง แทนที่จะใช้พลังนั้นแก้ปัญหา แล้วแบบนี้ปัญหามันจะหมดไปได้เยี่ยงไรกันล่ะ เขาต้องเข้าใจปัญหา และวิธีเผชิญหน้ากับปัญหาที่ผ่านมา รวมทั้งผลที่เกิดตามมา ดีหรือไม่ดี
เขานึกถึงคำที่ว่า หมาจนตรอก เมื่อสุดตรอก ไม่มีที่จะไปต่อ วิธีเดียวที่มันจะทำ คือหันหลังวิ่งออกจากตรอก ไม่ว่าจะเจอหมาเจ้าถิ่นทำร้าย มันต้องกล้าสู้ ไม่เช่นนั้นจะออกจากตรอกได้อย่างไร
ตอนนี้ เขาคล้ายหมาจนตรอกหรือยัง เงินที่จะใช้ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ ถ้าขืนปล่อยไปเช่นนี้ คงได้อดตายกันทั้งบ้านเป็นแน่
 
หกเดือนหลังจากตกงาน
ศักดิ์เมธาได้รับงานใหม่ ตำแหน่งเล็กกว่าเดิม เงินเดือนน้อยกว่าเดิม
เขาคิดว่า นี่เป็นการเริ่มต้นครั้งใหม่ อีกครั้ง
ถ้าตั้งใจทำงาน โอกาสก้าวหน้าต้องมีแน่
การมีโอกาสได้ทำงาน ย่อมดีกว่าตกงาน
 
เขายิ้มได้ แม้เงินเดือนไม่มากเท่าเดิม ตำแหน่งไม่ใหญ่โตเหมือนเดิม เพราะครั้งนี้ เขาไม่ได้วัดคุณค่าของตนเองจากตำแหน่งงาน
เขาเรียนรู้ว่า มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง
บางครั้งจิตใจอาจสร้างเกราะป้องกันขึ้นมา
เพื่อช่วยให้เรารอดพ้นจากความเจ็บปวด
แต่หากยึดติดกับเกราะนั้นนานเกินไป
มันอาจกลายเป็นกำแพงที่ขังเราไว้
 
ศักดิ์เมธามองท้องฟ้ายามเย็น แล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ
"ฉันไม่ได้ล้มเหลว"
"ฉันแค่กำลังเรียนรู้ที่จะปรับตัว"
และในวันนั้น
หัวใจที่เคยแตกร้าว
ก็เริ่มเติบโตขึ้นอีกครั้ง
 



Create Date : 10 กรกฎาคม 2569
Last Update : 10 กรกฎาคม 2569 8:34:54 น.
Counter : 122 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
Eden (2024) สวรรค์คนบาป ไมเคิล คอร์เลโอเน
(13 ม.ค. 2569 21:59:02 น.)
กว่าจะถึงวันนี้ ... สรุปผลงานบล็อกฟ้าใสวันใหม่ ปี 2568 ฟ้าใสวันใหม่
(3 ม.ค. 2569 11:57:11 น.)
4 มค 69 โครงการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ mcayenne94
(4 ม.ค. 2569 21:47:02 น.)
โจทย์ตะพาบ ... ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ ... tanjira
(7 ม.ค. 2569 14:22:28 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Drpk.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 4665919
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]

บทความทั้งหมด