คาร์เธจ : อดีตศูนย์กลางการค้าขายของโลกโบราณ คาร์เธจ(Carthage) คาร์เธจเป็นชื่อของเมืองโบราณ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ปัจจุบันเป็นเมืองตูนิส ประเทศตูนีเซีย เมืองคาร์เธจถูสร้างขึ้นในปี 814 ก่อนคริสตกาลโดย ดิโด้(Dido) สตรีผู้นำชาวฟินิเชี่ยน ซึ่งพาประชาชนชาวฟินิเชี่ยน ย้านถิ่นฐานจากเมืองไทร์(Tyre : เลบานอนในปัจจุบัน) เข้ามาสร้างเมืองใหม่เพื่อหนีการรุกรายของกรีกและโรมัน คาร์เธจเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วเพราะที่ตั้งเหมาะกับการค้าขายเป็นอันมาก รวมไปถึงความเชี่ยวชาญในการทำการค้า และศิลปะการเดินเรือของชาวฟินิเชี่ยนที่ไม่มีใครเทียบ สินค้าส่งออกที่สำคัญของคาร์เธจคือ แร่เงิน ดีบุก และทองแดง ในกลางศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล การค้าขายของคาร์เธจเจริญสุดขีด พวกเขาได้ทำการค้าขายกับโรมัน และได้ใช้ทักษะการเดินเรือที่เป็นที่เชี่ยวชาญ เดินทางออกค้าขายไปทั่ว ทั้งในเกาะอังกฤษ ตอนใต้ของทวีปแอฟริกา และเมืองไทร์ ส่วนทางด้านการทหาร คาร์เธจได้ขยายดินแดนของตนเองไปกว้างใหญ่ ทั้งในฝั่งตะวันตกของเกาะซิซิลี(Sicily) เกาะซาดิเนีย(Sardinia) เกาะบาเลอาริค(Balearic : แคว้นคาตาลันในสเปน) และทางตอนใต้ของสเปน คาร์เธจปกครองโดยระบบกษัตริย์ตั้งแต่ก่อตั้งเมืองขึ้นมา จนถึงปี 480 ก่อนคริสตกาล หลังการตายของ ฮามิลก้าที่หนึ่ง(Hamilca I) กษัตริย์ของคาร์เธจในขณะนั้น ระบอบกษัตริย์ก็อ่อนแอลงเรื่อยมา จนสิ้นสมัยของกษัตริย์ โบมิลก้า(Bomilca) ในปี 308 ก่อนคริสตกาล คาร์เธจจึงเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ ทางด้านศาสนา คาร์เธจนับถือเทพเจ้าหลายองค์ เทพเจ้าที่ชาวคาร์เธจศรัทธาคือทานิท(Tanit) และบาล(Ba'al) นักบวชในศาสนาจะโกนหนวกเคราจนเกลี้ยง ซึ่งต่างจากชาวคาร์เธจที่ชอบไว้หนวดและเครา ในช่วงแรกของการตั้งเมือง ชาวคาร์เธจนิยมการเฉลิมฉลองและการเต้นรำเพื่อบูชาแก่เทพเจ้า ในเวลาต่อมา จากการที่คาร์เธจขยายดินแดน และออกเดินทางทำการค้าไปไกล ทำให้พวกเขาได้รับเอาเทพเจ้าของชาติอื่นๆเช่น กรีก อียิปต์ และอีทรัสกัน(Etruscan) เข้ามาเป็นเทพเจ้าของพวกเขาด้วย จากการที่คาร์เธจขยายดินแดนและการค้าออกไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นกับหลายๆชาติ ทั้งกับกรีกและโรมัน โดยคาร์เธจทำสงคาามกับกรีกหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญคือ สงคราวเกาะซิซิลี(Sicilian wars)ทั้งสามครั้ง ตั้งแต่ปี 480 ถึง 307 ก่อนคริสตกาล ส่วนกับทางโรมัน คาร์เธจทำสงครามกับโรมันครั้งสำคัญๆอยู่สามครั้งเช่นกัน คือสงครามพิวนิค(Punic wars) ทั้งสามครั้ง ซึ่งในครั้งที่สาม การพ่ายแพ้ของคาร์เธจทำให้ถึงกับสิ้นชาติ ประชาชนส่วนใหญ่ถูกฆ่า ที่เหลือถูกนำไปขายเป็นทาส บ้านเมืองถูกเผาอยู่หลายวัน จนทำให้ปัจจุบันแทบจะไม่เหลือศิลปะและสิ่งก่อสร้างของคาร์เธจให้เห็นอีก หรือที่เหลืออยู่บางสิ่ง ก็เป็นสมัยของจูเลียส ซีซ่าร์ มาบูรณะคาร์เธจขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่ใช่ศิลปะของชาวฟินิเชี่ยนจริงๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1985 นายยูโก้ เวเตเร่(Ugo Vetere) นายกเทศมนตรีของกรุงโรมในขณะนั้น ได้ทำสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการกับ นายเชดดี้ คลีบิ(Chedly Klibi) นายกเทศมนตรีของตูนีส เป็นการปิดฉากสงครามระหว่างสองชนชาติอย่างเป็นทางการหลังสงครามพิวนิคครั้งที่สาม 2248 ปี ------------------------------------------------
แวะมาเยี่ยมค่ะ ^^ Merry X'mas and Happy new year 2006 ![]() ![]() ![]() โดย: plezilla IP: 58.9.30.119 วันที่: 24 ธันวาคม 2548 เวลา:2:49:30 น.
เพิ่งสอบไปครับ เกี่ยวกับสงครามปิวนิค ระหว่างโรมันกับคาร์เทจ
โดย: เจไอ
วันที่: 3 มกราคม 2549 เวลา:1:45:53 น.ตรงอาณาจักรนูมิเดียตามที่ผมทราบมันเป็นแค่พันธมิตรเฉยๆๆๆไม่ใช่หรือคับไม่ไดถูกรวมเข้าเป็นอาณาจักรไม่ใช่เหรอ เพราะตอนสงครามพิวนิคครั้งที่สองหรือสามไม่แน่ใจ โรมันก็ติดสินบนชนเผ่านี้ในการรบกับคาร์เธจ
โดย: โอม IP: 58.9.63.112 วันที่: 5 พฤศจิกายน 2549 เวลา:16:17:08 น.
ใช่ครับคุณโอม ในแผนที่ที่เป็นสีเทาคือคาร์เธจรวมถึงพันธมิตรน่ะครับ ซึ่งรวมถึงนูมิเดียด้วยในช่วงสงครามพิวนิกครั้งที่สองไงครับ
ขอบคุณที่ติงเข้ามาครับ ![]() โดย: พันธุ์หมาบ้า IP: 217.169.10.19 วันที่: 8 ธันวาคม 2549 เวลา:7:47:57 น.
ขออนุญาติเอาบทความคุณไปลงบล๊อคเราค่ะ ลงลิงค์เครดิตชื่อคุณด้วยค่ะ
โดย: Bernadette
วันที่: 5 เมษายน 2551 เวลา:9:58:48 น.wikipedia thai เอาบล็อคนี้ไปอ้างอิงในหน้าของคาร์เธจ แอบปลื้มใจนิดๆ ฮิิฮิ ^^
โดย: พันธุ์หมาบ้า IP: 58.8.134.55 วันที่: 19 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:45:58 น.
|














ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [
น่าสนใจมากค่ะ