กัญชายาครอบจักรวาล ไม่จริง ? กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า ? และ บทเรียนจากอเมริกา

กัญชา ยาครอบจักรวาล ไม่จริง

26 Mar 2019 / 1277

 

ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ ประเด็นกัญชาจึงกำลังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองโดยประเด็นที่กำลังเป็นที่จับตามองก็คือ มีคนกล่าวอ้างว่ากัญชาเป็นยาครอบจักรวาล สามารถรักษาได้ทุกโรค ซึ่งไม่เป็นความจริง

          สรรพคุณของกัญชาที่เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์และการรักษาผู้ป่วยตามที่มีรายงาน มีดังนี้

1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด

2. โรคลมชักรักษายากในเด็ก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา

3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

4. อาการปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ได้ผล

ปัจจุบันกัญชาในตำรับยาแผนไทย 16 ตำรับ ได้รับการยอมรับจากกระทรวงสาธารณสุข ส่วนใหญ่มีสรรพคุณช่วยเรื่องลม การนอนหลับ และแก้ปวด ได้แก่

1.ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ    2.ยาอัคคินีวคณะ          3.ยาศุขไสยาศน์

4.ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย 5.ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง      6.ยาไฟอาวุธ

7.ยาแก้นอนไม่หลับ หรือยาแก้ไข้ผอมเหลือง         8.ยาแก้สัณฑฆาต กร่อนแห้ง

9.ยาอัมฤตโอสถ           10.ยาอไภยสาลี           11.ยาแก้ลมแก้เส้น

12.ยาแก้โรคจิต            13.ยาไพสาลี               14.ยาทาริดสีดวงทวารหนัก และโรคผิวหนัง

15.ยาทำลายพระสุเมรุ    16.ยาทัพยาธิคุณ

กัญชามีทั้งประโยชน์ และโทษ ถ้าหากนำไปใช้รักษาโรคอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาอาจเกิดโทษได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาที่ถูกวิธีจะดีกว่า

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถ โทร สายด่วน อย. 1556 กด 3 ในวัน และเวลาราชการได้นะ

 


https://oryor.com/digi_dev/detail/media_printing/1740?fbclid=IwAR0KH6x-zdsM5uwYbPUGZT5vqSaAZaQMrT16JEOVnLBy0P4twWD2o5Iv6Zs





 

กรมการแพทย์เผย 3 สิ่งที่ผู้ป่วยเริ่มใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาโรคควรทราบ

1. จำเป็นต้องทราบข้อมูลต่อไปนี้ก่อนการรักษา
* สารสกัดกัญชาไม่ใช่ทางเลือกแรกในการใช้รักษา
* ใช้เป็นการรักษาเสริมการรักษาตามมาตรฐานที่ได้รับ ไม่ละเลยการรักษาที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน
* ผู้ป่วยต้องทราบประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และความเสี่ยงอาจเกิดขึ้น
* ควรใช้สารสกัดกัญชาที่มีมาตรฐาน ทราบอัตราส่วนสารสำคัญที่ชัดเจน
2. เริ่มใช้สารสกัดกัญชา
* ควรเริ่มในปริมาณที่น้อยที่สุด หากไม่ได้ผลต้องปรับเพิ่มปริมาณช้าๆ เนื่องจากขนาดยาที่มีปริมาณน้อย มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย
* ควรมีผู้ดูแลอยู่ด้วยเมื่อเริ่มใช้ หากเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ ให้รีบนำผู้ป่วยส่งพบแพทย์ทันที
* การให้สารสกัดจากกัญชาในครั้งแรกควรให้เวลาก่อนนอนและมีผู้ดูแลใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได
3. แจ้งให้แพทย์ทราบว่าใช้ยาประเภทใดอยู่ เนื่องจากสารสกัดกัญชาส่งผลต่อยาบางชนิด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
#กรมการแพทย์ #กัญชาทางแพทย์


**********************************************



Thiravat Hemachudha

สืบเนื่องมาจาก บทความใน วารสาร lancet 2019 ที่ติดตามคนใช้กัญชาและพบว่าเกิดโรคจิตมากชึ้น มากขึ้น ต้องอ่านบทบรรณาธิการและอ่านข้อมูลก่อนหน้านั้นว่าการเป็นโรคจิตนั้นมีปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องได้แก่ความโน้มเอียงของบุคคลนั้นที่พร้อมจะเกิดเป็นโรคจิต มีความโน้มเอียงที่จะติด มีความโน้มเอียงที่จะต้องใช้บ่อยหรือมีอาการวิปลาสไปชั่วขณะ เกิดขึ้นจากการใช้สารปริมาณสูงโดยเฉพาะที่เป็น THC รวมทั้งประเภทที่มาจากการสังเคราะห์

นอกจากนั้นรายงานล่าสุดในวารสาร annals of internal medicine วันที่ 26 มีนาคม 2562 พบว่าอาการทางจิตที่เกิดขึ้นหลังการเสพแทนที่จะเกิดจากการสูบ กลับกลายเป็นที่ได้จากการกินหรือหยดใต้ลิ้นจากน้ำมันทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวจะทำให้กัญชาออกฤทธิ์ช้าตั้งแต่หนึ่งถึง 4 ชั่วโมงทำให้ต้องกินหรือหยดซ้ำๆคือให้ออกฤทธิ์เร็วเลยกลายเป็นทำให้ได้ปริมาณสารในขนาดสูงไป และเกิดอาการได้ง่ายขึ้นในคนที่มีความโน้มเอียงอยู่แล้ว
.................................

กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า?

ส่วนหนึ่งของบทความมาจากบีบีซีนิวส์ อังกฤษ (Cannabis : What are the risks of recreational use? Source BBC NEWS United Kingdom) หลังจากที่อังกฤษได้อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ หลายคนก็นึกสงสัยว่าก็ใช้ทางการแพทย์ได้ แล้วปล่อยให้ใช้ตามท้องถนนทั่วไป ขายใครก็ได้ อย่างงี้จะได้ไหม

เพราะถ้าเคยไปอังกฤษ เดินไปเดินมาในลอนดอนก็จะได้กลิ่นกัญชาอยู่บ่อยๆ บางทีก็เดินสูบกลางวันแสกๆ ริมถนนเลย แล้วตำรวจล่ะไม่ทำงานหรือ ตำรวจทำไมไม่จับ ก็เค้าบอกไม่รู้จะจับทำไม รกคุก สูบไปก็ไม่ได้เดือดร้อนใคร ไม่ได้เหมือนติดยาประเภทอื่น อย่างมอร์ฟีนหรือโคเคน เป็นต้นซึ่งสร้างปัญหาให้กับสังคมและครอบครัวเป็นอย่างมาก เลยแค่ตักเตือน และจับแต่คนขายกัญชาผิดกฎหมาย

ล่าสุดอดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอังกฤษออกมาเสนอว่าทำไม ไม่ทำให้ถูกกฎหมายไปเลยล่ะ เหมือนบางประเทศเช่น เนเธอร์แลนด์ เพราะพอปล่อยให้ถูกกฎหมายแล้วคนก็ใช้ยาเสพติดประเภทอื่นน้อยลง ดีเสียอีกเพราะสารเสพติดอื่นๆ ฉีดเข้าเส้นก็ติดไวรัสตับอักเสบบ้าง ติดเอดส์บ้าง และสามารถควบคุมการขายและเก็บภาษีได้ง่ายขึ้น ส่วนรัฐบาลอังกฤษเค้ายังไม่กล้าเพราะยังมีหลักฐานจากการศึกษาที่ว่าอาจจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ และในโรงเรียนแพทย์ก็สอนมาตลอดว่าใช้กัญชาตอนเด็กมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia)

สั้นๆ เรื่องกัญชากันก่อนอีกสักรอบนึง กัญชามีส่วนประกอบหลักที่ออกฤทธิ์ต่อร่างกายและสมอง 2 ชนิด คือ tetrahydrocannabinol (THC) และ cannabidiol (CBD) ซึ่งไม่มีในร่างกายของเรา

ตัว THC นี่คือตัวทำให้หิว ทำให้เกิดความสุขหรือ High นั่นเอง แต่มากเกินก็อาจจะประสาทหลอนได้
ส่วน CBD นั้น ไปออกฤทธิ์กันคนละที่ ไปปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งสามารถลดการอักเสบ ลดการกังวล และลดอาการประสาทหลอนได้

แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานในระยะหลังพบว่า THC สามารถลดหรือควบคุมอาการวุ่นวาย หรือที่มีอาการทางจิตประสาทในคนไข้ที่มีสมองเสื่อม และทั้งสองตัวมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบด้วย

ปัญหาคือเวลาสูบนั้น ไอ้ใบกัญชาที่หามามันจะมีสารที่ออกฤทธิ์ ทางสนุกมากน้อยแค่ไหนเพียงใด ประเทศไทยคนเก่งเยอะ ทำสกัดกัญชาแม่นๆ ที่บอกว่ามีปริมาณของสารสองประเภทนี้ในแต่ละส่วนของกัญชาทั้งดอก ต้น ใบ และเมล็ดเท่าไหร่ก็คงใช้ประโยชน์ได้ดีและมาเป็นน้ำมันกัญชา

แล้วผู้เชี่ยวชาญที่อังกฤษเค้าว่ายังไง ถึงกัญชาจะเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายที่ใช้มากที่สุดในอังกฤษ เพราะเค้าบอกกันว่าให้ความรู้สึกมีความสุขและผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญกังวลมากกับความเสี่ยงโรคจิตเภทและโรคประสาทหลอน (Psychosis) ในพันธุ์ที่มี THC สูงเพราะมีการวิจัยในปี 2015 จาก King’s College London บอกว่าพันธุ์ที่มีความเข้มข้นของ THC สูงมากจะทำให้เกิดความเสี่ยงประสาทหลอนมากถึง 3 เท่าถ้าเทียบกับคนไม่สูบ แต่อย่าเพิ่งหยุดอ่าน...

สูตรที่อ่อน THC และ CBD เด่นนั้น ทำงานในการลดการประสาทหลอนและลดผลเสียของ THC ได้

กลับมาดูในปี 2012 ดีๆ ก็มีการศึกษาลงใน Nature Translational Psychiatry ศึกษาสาร CBD ว่าจริงๆแล้ว ตัว CBD เนี่ยนอกจากไปช่วยปรับความเข้มข้นฤทธิ์ของ THC แล้ว มันยังไปเพิ่มความเข้มข้นของสารชื่อ Anandamide ที่มีอยู่ในร่างกายจากการลดการขจัดทำลายออก และสารนี้ละที่อธิบายประโยชน์ของ CBD และช่วยลดการเกิดโรคประสาทหลอนไปอีกระดับนึง มิหนำซ้ำคัดค้านความเชื่อที่ว่า กัญชาทำให้เกิดโรคจิตโดยมีกระบวนการพิสูจน์ในการรักษาผู้ป่วยจิตเภท ประการแรกคือ ใช้ยาพิเศษเจาะจงเฉพาะในการต้าน CB1 receptor ในสมอง ไม่ได้ผลในการควบคุมอาการทางโรคจิต

และประการที่สอง ระดับกัญชาธรรมชาติในน้ำไขสันหลัง anandamide (AEA) ต่ำกว่าปกติในผู้ป่วยเหล่านี้ ยิ่งอาการมากยิ่งมีระดับต่ำมากๆ ชี้ว่าแท้จริงอาการทางจิตเกิดจากการพร่องกัญชาในตัว การรักษาโดยเพิ่มพลังกัญชาธรรมชาติในร่างกายโดยใช้ CBD ได้ผลเท่ากับใช้ยาโรคจิต แต่ไม่มีผลข้างเคียง

แล้วที่อังกฤษสูบกันทั่วไปและที่ขายกันตามถนนอย่างผิดกฎหมายนั้น คือ ของดีแบบแรง THC เยอะ อย่างงี้คนอังกฤษจะเป็นประสาทหลอนกันหมดรึเปล่า หลังจากสูบกันมายาวนาน คนสูบก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนิ แล้วคนประสาทหลอนหรือจิตเภทส่วนมากก็ไม่เคยสูบกัญชา

สรุปการศึกษาในปี 2015 นั้นอาจจะไม่ตรงและเอามายืนยันอะไรไม่ได้ ต้องศึกษาอีกเยอะและต้องดูถ้วนถี่ลึกถึงกลไกของสารออกฤทธิ์ในตัว มีการศึกษาออกมาดูว่ากัญชาทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ผลก็ไม่ชัดเจนเพราะคนที่มันซึมเศร้าหรือกำลังจะเกิดเนี่ยหันมาใช้กัญชาหรือที่จริงอาจจะจะช่วยซึมเศร้ามากกว่านะ

ส่วนกัญชาเนี่ยติดง่ายไหม ก็ติดยากกว่าบุหรี่เยอะ แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องทุกวันจะมีประมาณ 10% ที่ติดงอมแงม ส่วนคนที่ติดถ้าจะเลิกก็หยุดได้เลยแต่ก็จะมีอาการหงุดหงิด อยากกลับไปใช้เหมือนกับบุหรี่ แต่ไม่ถึงกับเป็นอันตราย และข้อดีคือถึงจะใช้เยอะมากก็ไม่ทำให้หยุดหายใจเสียชีวิตเหมือนกับฝิ่นนะ ใช้กัญชาอาจจะมีปัญหาเรื่องความจำและความสามารถของสมองในระยะสั้น พอมันออกจากร่างกาย ซึ่งประมาณ 20 วัน ทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิมไม่มีผลเสียระยะยาว เค้าว่ามานะ

อืม แล้วงี้ลูกผมใช้กัญชาแล้วได้ใจ ไปใช้สารเสพติดอื่นที่แรงกว่าเช่นเฮโรอีนไหม ไม่มีหลักฐานนะว่าเค้าจะไปใช้อะไรมากกว่านี้ แต่ก็ยังเป็นสูบควันอยู่ดี ถ้าเค้ามวนสูบงี้เป็นมะเร็งปอดหรือถุงลมโป่งพองไหม อันนี้ยังไม่ชัดเจนเพราะหลายๆคนที่สูบกัญชาก็สูบบุหรี่เลยบอกยาก แต่คาดว่าสูบกัญชา ควันมันเนี่ยทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลม

แล้วมันดียังไงล่ะ จากปากของคนไข้ที่ใช้อยู่ที่อังกฤษ เค้าบอกกันว่าก็ใช้กันได้เยอะไปหมด เช่นกันโรคลมบ้าหมูในเด็ก เจ็บเรื้อรัง กระวนกระวาย คลื่นไส้อาเจียน โดยเฉพาะเวลาให้ยาต้านมะเร็ง รวมถึงโรคขาดอาหาร นอนไม่หลับ และพาร์กินสันอีกด้วย ฟังดูดีไปหมด ส่วนปัญหาควันหรือประสาทหลอน เราก็ใช้สูตรที่ CBD เยอะๆสิครับ ทำเป็นน้ำมัน ตอนนี้เรารู้กลไกของมันในระดับนึงแล้ว เราก็พอโล่งใจได้

เอาเป็นว่า ขอให้ใช้ทางการแพทย์ก่อนเนอะ แล้วมาดูว่ามันดีหรือไม่ดี ส่วนใช้กับการบันเทิงให้ต่างประเทศเค้าเป็นหนูทดลองไปก่อนว่าผลออกมาเป็นยังไงแล้วเราค่อยมาดูกันอีกที จะได้เก็บภาษีเข้ารัฐบาลได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คนไทยจะได้สุขภาพดีขึ้น รวมถึงปลอดภัยอีกด้วย

เอาอย่างนี้ดีกว่ามั้ย?

หมอดื้อ

https://www.facebook.com/thiravat.hemachudha/posts/10157336090641518
https://www.thairath.co.th/content/1410820?fbclid=IwAR1ziMDUvqB5V_6svwyLu9Yao6-BLaITVrsm8_F4ZsSxb7ORgzjbbdOvr9U

***********************************


 
บทเรียนจากอเมริกา ว่าด้วยกัญชาถูกกฎหมาย

Mfahmee Talib   10 เมษายน
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10156598308859440&set=a.236711204439&type=3&theater
 
ช่วงก่อนเลือกตั้งที่ผ่านมา มีกระแสเรื่องกัญชาพอสมควร อันเนื่องมาจากการประกาศพรบ.ยาเสพติดให้โทษฉบับ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีการอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ บวกกับ กระแสที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้นโยบายผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยเป็นนโยบายหลักของพรรคที่ใช้ในแคมเปญการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ประชาชนนำประเด็นเรื่องกัญชามาถกเถียงในที่สาธารณะมากยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว ข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุน ได้ให้เหตุผลสำคัญที่ควรผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ และปลดล็อคให้เสพอย่างถูกกฎหมาย เพราะ

1. กัญชามีคุณประโยชน์ทางการแพทย์ สามารถใช้รักษาโรคหอบหืด โรคพากินสัน รักษาอาการซึมเศร้า บำบัดโรคมะเร็ง โรคลมชัก ใช้รักษาอาการปวดตามร่างกาย และลดปวดจากโรคไขข้ออักเสบ ใช้ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

2. มีคุณประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ ราคาของกัญชาที่ขายในท้องตลาดที่กิโลกรัมละ 70,000 บาท หากส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกกัญชาแค่คนละไม่กี่ต้น จะทำให้เกษตรกรไทยร่ำรวยกันถ้วนหน้า

3. ในพรบ.ยาเสพติดให้โทษ 2562 มีการอนุญาตให้กลุ่มคน 7 กลุ่ม ทำการเพาะปลูกกัญชาได้ แต่ใน 7 กลุ่มนั้นไม่มีประชาชนทั่วไป ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้กัญชาถูกผูกขาดโดยนายทุนเจ้าใหญ่เท่านั้น

4. กัญชาหางกระรอก หรือ กัญชาไทย ที่รู้จักในต่างประเทศในชื่อ Thai stick ถือเป็นสายพันธ์กัญชาที่ดีที่สุดสายพันธ์หนึ่งในโลก บวกกับอากาศในที่ราบสูงภาคอีสานของไทยเหมาะแก่การปลูกกัญชา ถ้าปลูกขายจะมีตลาดจากลูกค้าทั่วโลกอยู่แล้ว

5. หากผลักดันให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายจะเพิ่มมูลค่าการตลาดของการท่องเที่ยวไทย จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเที่ยวไทย

6. หากพิจารณาจากพิษภัยด้านการเสพติดดูเหมือนกัญชาจะเป็นพืชเสพติดที่พิษภัยน้อย ไม่ทำให้คนเสพคลุ้มคลั้ง ไม่ทำให้เกิดมะเร็งเหมือนบุหรี่

ความจริงแล้ว ข้อสนับสนุนทางนโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมานั้นก็ถูกตั้งข้อสังเกตโดยนักวิชาการไทยพอสมควร เช่น รศ.วิเชียร กีรตินิจกาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ข้อทักท้วงว่า

- ในต่างประเทศที่ให้ประชาชนปลูกกัญชาได้เองนั้นเงื่อนไขที่จะอนุญาตให้ปลูกต้องเป็นคนไข้ก่อน และไม่สามารถใช้ยารักษาโรคทั่วไปในท้องตลาดรักษาได้

- การปลูกกัญชาให้ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 70,000 บาทนั้นต้องเป็น Medical grade ซึ่งมีวิธีการปลูกที่ยากมาก ประชาชนทั่วไปทำได้ยาก ต้องควบคุมปัจจัยแวดล้อมเยอะ เนื่องจากกัญชาเป็นพืชที่ดูดโลหะหนักในดินได้มาก หากปล่อยให้ปลูกทั่วไปจะพบโลหะหนักมากเกินค่ามาตรฐานทางการแพทย์ยอมรับได้ ซึ่งจากการสำรวจกัญชาจากลาวก็พบปัญหานี้แล้ว

- การเคลมว่ากัญชาไทยดีที่สุดในโลกนั้นยังเป็นข้อความที่คลุมเครือ เนื่องจากกัญชาไทยที่ว่าดี เป็นกัญชาที่มีสาร THC (Tetrahydrocannabinol) สูง สารตัวนี้ทำให้เกิดอาการมึนเมาจึงเป็นที่นิยมของนักเสพ ส่วนคำว่าดีในทางการแพทย์ กัญชาประเภทนี้ต้องมีสาร CBD (Cannabidiol) มาก ซึ่งสายพันธ์ไทยไม่ได้มี CBD เยอะ

- การให้ประชาชนปลูกกัญชาอย่างเสรีจริง ๆ มีไม่กี่ที่ในโลก แม้จะมีหลายประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชา แต่มีแค่ในรัฐบริทิชโคลัมเบียเท่านั้นที่ให้ประชาชนปลูกคนละไม่เกิน 6 ต้น ประเด็นปัญหาของการให้ปลูกอย่างเสรีคือ จะควบคุมการเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงไม่ได้ หากปลูกกันอย่างเสรีแล้ว ไม่สามารถผลิตกัญชาให้อยู่ในคุณภาพที่ใช้ในทางการแพทย์ กัญชาจะไปอยู่ในตลาดมืด หรือถูกเสพแทน ซึ่งกัญชาก็เป็นสารมึนเมาชนิดหนึ่ง หากควบคุมการเสพไม่ได้ จะมีปัญหาตามมาอีกมากแน่นอน

(อ่านเพิ่มเติม https://www.isranews.org/isranews-article/74090-weed00.html )

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงทั้งข้อสนับสนุน และ ข้อคัดค้าน เป็นการคาดเดาในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ในเมื่อโลกใบนี้มีหลายประเทศที่เคยมีกฎหมายห้ามใช้กัญชา และ เปลี่ยนมาเป็นอนุญาตให้ใช้กัญชาได้ ผมจึงคิดว่าการนำบทเรียนในช่วงเปลี่ยนผ่านของกฎหมายจากประเทศเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านที่สนใจเรื่องนี้พอสมคว

ข้อมูลที่ผมนำเสนอนี้เป็นการรวบรวมสถิติที่เกิดขึ้นใน 4 รัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Colorado, Washington, Oregon และ Alaska ซึ่งอนุญาตให้ใช้ในช่วงปี 2012 เป็นต้นมา โดยกลุ่มนักวิจัยที่รวบรวมข้อมูลมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Harvard Medical School, U. of Colorado at Denver, Yale University และอีกหลายมหาวิทยาลัย จากระยะเวลาเปลี่ยนผ่านกฎหมาย 7 ปี มีการรวบรวมสถิติที่สำคัญดังต่อไปนี้

(อ่านเพิ่มเติม https://learnaboutsam.org/wp-content/uploads/2018/07/SAM-Lessons-Learned-From-Marijuana-Legalization-Digital-1.pdf)

ผลกระทบต่อสังคมและเยาวชน

หลังการอนุญาตให้ใช้ได้ใน 4 รัฐ แน่นอนว่าเยาวชนจำนวนมากเริ่มทดลองใช้ ทำให้จำนวนผู้ใช้กัญชาในรอบ 1 เดือน ที่มีอายุระหว่าง 12-17 ปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐ Alaska และ Oregon ที่ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ หนึ่งของประเทศทันที รัฐ Colorado มีจำนวนผู้ใช้กัญชาในช่วงอายุเยาวชนเพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อนหน้า และมีรายงานตัวเลขที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จที่ตรวจพบสารกัญชาในร่างกา

การควบคุมการขายปลีก

แม้จะมีการอนุญาตให้ทำการขายแต่ทั้ง 4 รัฐก็ยังคงมีเงื่อนไข จำกัดการขายบางอย่างเช่น อายุผู้ซื้อ เวลาในการซื้อขาย และปริมาณ ในทางปฏิบัติพบว่ามีการละเมิดข้อกำหนด โดยเฉพาะการปล่อยขายให้เด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งพบมากกว่าครึ่งหนึ่งจาก 424 กรณีที่ละเมิดเงื่อนไขทั้งหมด

สารเสพติดอื่น ๆ ไม่ได้ลดลง

แม้จะมีการคาดการณ์ว่าเมื่อปล่อยให้กัญชาใช้ได้ทั่วไปแล้ว จะทำให้ประชาชนลดการใช้สารเสพติดอื่น แต่ในความเป็นจริง สารเสพติดอื่นไม่ได้ลดลงไปด้วย ในรัฐ Oregon พบว่าเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 21 ปี ที่กลายเป็นนักดื่มแบบหนัก ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้ใช้กัญชาที่เริ่มใช้ครั้งแรกหลังการเปลี่ยนกฎหมาย นอกจากนั้นในรัฐ Colorado พบว่าค่าเฉลี่ยการดื่มแอลกอฮอล์ของเมืองเพิ่มขึ้น 8% หลังการอนุญาต

นอกจากนั้นยังพบว่าการอนุญาตให้ใช้กัญชาอย่างเสรี จะทำให้มีผู้ใช้ยาเสพติดกลุ่ม opioids เพิ่มมากขึ้น โดยรูปแบบการใช้จะเหมือนกับการใช้ยาเสพติดในที่อื่น ๆ ของโลก โดยผู้ใช้จะเริ่มใช้จากยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทน้อยไปหามาก ดังนั้นเยาวชนที่เริ่มใช้กัญชายิ่งใช้มากเท่าไหร่ ก็คาดเดาได้ว่าในอนาคตจะมีผู้ใช้ opioids มากยิ่งขึ้น ในข้อมูลที่เก็บในรัฐ Colorado 5 ปีหลังการเปิดเสรีกัญชา พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากการใช้ opioids กลับเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยในโรงพยาบาลและห้องฉุกเฉิน

เมื่อกัญชาเสพกันง่าย ตัวเลขของผู้ป่วยที่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะเสพกัญชาเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ในรัฐ Oregon ก่อนหน้าจะอนุญาตให้ใช้มีคนไข้ถูกส่งมาห้องฉุกเฉินจากอาการเมากัญชาเฉลี่ยที่ 35 คนต่อเดือน แต่หลังจากอนุญาตเพิ่มขึ้นเป็น 434 คน หรือเท่ากับ 2000% ที่รัฐ Colorado และ Washington มีการโทรศัพท์เข้ามาในศูนย์พิษวิทยาของรัฐเพื่อสอบถามข้อมูลของอาการพิษจากกัญชามากขึ้นถึง 210% และ 70% ตามลำดับ

กัญชาในตลาดมืด

เนื่องจากเงื่อนไขในการปลูก ซื้อ และ ขายกัญชา อย่างถูกกฎหมายค่อนข้างซับซ้อน จึงทำให้เกิดการลักลอบปลูก ซื้อ และ ขาย ความตั้งใจจะลดปัญหากัญชาผิดกฎหมายของรัฐสวนทางกับข้อเท็จจริงทางสถิติที่พบว่า ในรัฐ Colorado มีการลักลอบปลูกกัญชาเพิ่มขึ้น 50% มีการจับกุมกัญชาผิดกฎหมายมากขึ้น มีการส่งกัญชาออกไปขายต่างรัฐด้วยไปรษณีย์มากขึ้นทำให้มีการจับกุมการลอบขายกัญชาออนไลน์นี้มากขึ้นถึง 884% นอกจากนั้นมีการประเมินว่าปริมาณการซื้อขายกัญชาในตลาดทั้งหมดของรัฐ Oregon อยู่ในตลาดมืดเสีย 70%

อาชญากรรม

เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทั้ง 4 รัฐ ทั้งการโจรกรรม การใช้ความรุนแรง แม้ว่าการอนุญาตให้ใช้กัญชาจะไม่ใช่เหตุผลโดยตรงหรือเหตุผลหลักที่อธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งตำรวจ นักกฎหมาย และนักวิชาการ ต่างกล่าวว่าการเปลี่ยนกฎหมายนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น

เมา (กัญชา) แล้วขับ

กรณีการเมากัญชาแล้วขับถือเป็นเรื่องไกลตัวของคนไทย เพราะเรามีปัญหาหลักคือเมาแอลกอฮอล์แล้วขับ เรามาลองดูกันว่าเมื่อมีคนเสพกัญชามากขึ้น อุบัติเหตุบนท้องถนนจะเป็นอย่าง ในรัฐ Colorado พบว่า อุบัติเหตุจราจรที่รุนแรงที่เกิดจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้น 88% ผู้เสียชีวิตจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้น 66% ส่วนใน Washington และ Oregon พบว่าอุบัติเหตุจากคนเมากัญชาแล้วขับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมเช่นกัน

ในข้อสรุปที่นักวิชาการได้ให้ไว้คือ การพิจารณานโยบายนี้ควรทำอย่างรอบคอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายแล้ว ย่อมเปลี่ยนพลวัตรทางเศรษฐกิจและสังคม หากกัญชาถูกกฎหมายจะมีกลุ่มทุน นักธุรกิจเข้ามาในตลาดกัญชานี้อย่างแน่นอน โดยเป้าหมายของกลุ่มทุนเหล่านี้คือต้องการให้มีผู้เสพมากที่สุด เพื่อกำไรสูงสุดของอุตสาหกรรม ดังนั้นเมื่อปล่อยให้เกิดการผลิตมากขึ้นและเป็นสินค้าที่มีความต้องการเดิมในตลาดอยู่แล้วนั้น การทำลายกลไกตลาดที่ทำงานแล้วจะเป็นเรื่องยาก ดังที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ในไทย ผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมจะจูงใจให้อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว และยากที่จะคัดค้านในภายหลั

ดังนั้นหากจะพิจารณานโยบายน
ี้ในประเทศไทย จึงควรพิจารณาอย่างรอบด้าน คาดการณ์ผลกระทบทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น ทั้งข้อดีและข้อเสีย จึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติครับ
 
 
***************************
การปลดล็อคกัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์: ผลกระทบที่เกิดในอเมริกา

เขียนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11:17 น.
เขียนโดย  ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์


"...ส่วนผลกระทบในผู้ใหญ่นั้น มีหลายการศึกษาที่เจาะลึกเรื่องนี้ โดยพบว่า หลังประกาศนโยบายปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ มีอัตราการโดนจับกุมเพราะครอบครองกัญชาโดยผิดกฏหมายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15-20 และมีอัตราของผู้ใหญ่ที่มีอาการเสพติดกัญชาครั้งแรกจนต้องนำส่งรับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทั้งนี้ผลการศึกษามีลักษณะแนวโน้มตรงกันแทบทั้งสิ้น..."

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ปีนี้ (2018) ใน Neuropsychopharmacology Reviews (1) ซึ่งอยู่ในเครือวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง Nature ตีพิมพ์ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายการเปิดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเปรียบเทียบตั้งแต่ปีค.ศ.2005-2011

จำนวนของการโทรแจ้งขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์พิษวิทยาเนื่องจากเด็กที่แอบเสพกัญชาเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.5 ในรัฐที่ประกาศปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ในช่วงปี 2005-2011 และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ในรัฐที่ประกาศปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ก่อนปี 2005

ทั้งนี้เด็กที่เสพกัญชาในเหล่ารัฐที่ประกาศนโยบายไปนานกว่า (ก่อนปี 2005) จะมีอุบัติการณ์ของการเกิดผลข้างเคียงจากกัญชาที่รุนแรงกว่า และจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการดูแลรักษามากกว่ารัฐที่เพิ่งประกาศนโยบายไป

ในเวลาต่อมา มีการศึกษาในช่วงปี 2009-2015 พบว่า รัฐโคโรลาโดซึ่งประกาศให้ใช้ทั้งทางการแพทย์ และเสพโดยเสรีนั้น มีอัตราการโทรแจ้งศูนย์พิษเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34 ในแต่ละปี โดยมากกว่ารัฐอื่นๆ ที่ไม่ได้ประกาศให้ใช้เสรี โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 19 ต่อปี

ส่วนผลกระทบในผู้ใหญ่นั้น มีหลายการศึกษาที่เจาะลึกเรื่องนี้ โดยพบว่า หลังประกาศนโยบายปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ มีอัตราการโดนจับกุมเพราะครอบครองกัญชาโดยผิดกฏหมายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15-20 และมีอัตราของผู้ใหญ่ที่มีอาการเสพติดกัญชาครั้งแรกจนต้องนำส่งรับการรักษาในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ทั้งนี้ผลการศึกษามีลักษณะแนวโน้มตรงกันแทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้ข้อสังเกตที่สำคัญคือ ต่างประเทศที่ใช้กัญชาเยอะๆ มักมีปัญหาเรื่องยาเสพติดอื่นๆ รุนแรงเช่น แอลกอฮอล์ ฝิ่น เฮโรอีน หรือยาแก้ปวดประเภทอนุพันธุ์ของฝิ่นอย่างมอร์ฟีน เป็นต้น โดยเคยมีการพยายามนำเสนอว่า ประกาศปลดล็อคกัญชาแล้ว จะทำให้ประชาชนเสพติดยาเสพติดอื่นๆ ลดลง แต่สุดท้ายแล้วมีการศึกษาอย่างถี่ถ้วน พบว่า การเข้าถึงกัญชา มิได้ทำให้เสพยาเสพติดอื่นๆ ลดลง แต่จะเป็นประตูนำไปสู่การเสพยาเสพติดชนิดอื่นๆ ได้ โดยมีโอกาสถึงร้อยละ 44.7 ที่คนเสพกัญชาจะเสพติดยาเสพติดชนิดอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดของชีวิต (2)

บทเรียนของอเมริกา...ประเทศไทยควรรับรู้ไว้ และเตรียมรับมือครับ

อ้างอิง:

1. Hasin DS. US Epidemiology of Cannabis Use and Associated Problems. Neuropsychopharmacology Reviews. 2018;43:195-212.

2. Secades-Villa R et al. Probability and predictors of the cannabis gateway effect: A national study. Int J Drug Policy. 2015 February;26(2):135-142.

ที่มา : Thira Woratanarat       

https://www.isranews.org/isranews-article/71044-kancha.html


****************************
 
 

นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : จะต้อนหรือจะรับสังคมอุดมกัญชา?

European Journal of Public Health ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับสากล ฉบับล่าสุดเพิ่งตีพิมพ์บทความวิชาการเกี่ยวกับกัญชาหลายเรื่องจากประเทศต่างๆ สดๆ ร้อนๆ ครับ

มาดูกันไหมว่าเค้ามีเนื้อหาอะไรกันบ้าง?

เมืองไทย นักการเมืองและนักกฎหมายบางคนโฆษณากันหลายครั้งว่า ถ้าปลดล็อคกัญชาเสรี ยาเสพติดอื่นๆ และการค้าขายในผิดกฎหมายจะลดลง...

จริงหรือไม่?

บทความในวารสารนี้ได้นำเสนอว่า จากการติดตามของประเทศในยุโรปบอกได้เพียงว่า ข้อมูลที่มีนั้นชี้ให้เห็นว่าการปลดล็อคกัญชา ไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรม และการค้าขายในตลาดมืดเลย (1)

ทีนี้เราก็อาจยังจำได้ว่า มีการเล่นลิ้นในหมู่คนเรียกร้องโหยหากัญชาว่า การมีกฎหมายและนโยบายแข็งกร้าวต่อคนเล่นยานั้นไม่ได้ช่วยลดยาเสพติดได้ดีนัก ดังนั้นน่าจะเปิดเสรี เอาใต้ดินมาบนดิน จะได้คุมง่ายๆ จะดีกว่าไหม?

ข้อมูลที่มีในปัจจุบัน เตือนกันอย่างหนักว่า การเปิดเสรีนั้นหมายถึงใช้กันอย่างอิสระ และนำมาสู่การค้าขายเชิงพาณิชย์ จัดเป็นหนทางที่อันตรายยิ่ง ดังจะเห็นได้จากบทความวิชาการที่เผยแพร่ดังนี้

"...While the ‘war against drugs’, and a hard policy against drug users, has not shown to reduce the harmful effects of cannabis use, legalization in the meaning of opening up for commercial interest must be considered a dangerous way to go..." (2)

นอกจากนี้ในบทบรรณาธิการของวารสารฉบับนี้ยังอ้างอิงถึงงานวิจัยของ DiFiori และคณะ ที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Lancet Psychiatry ปี ค.ศ.2019 นี้เอง ว่าเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ในพื้นที่ต่างๆ ของยุโรป ที่มีกัญชาที่เข้าถึงได้ง่าย จะพบประชาชนในพื้นที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างมาก (3)

สนับสนุนสัจธรรมที่ว่า สิ่งที่ไม่ดีนั้น หากมีการเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการที่เอื้อให้เกิดการตลาดค้าขายกัญชานั้น ย่อมทำให้เกิดการใช้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดผลกระทบทางลบตามมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เหล้า บุหรี่ การพนัน ฯลฯ

คราวนี้ ถ้าไม่พูดถึงประสบการณ์ของประเทศอื่นในการประกาศนโยบายกัญชาทางการแพทย์ก็คงจะตกหล่นไป

ประเทศไทยโฆษณาเหลือเกินว่ามีสรรพคุณหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอามาแก้ปวดเรื้อรัง

ประเทศมอลต้าก็เช่นกัน เค้าเริ่มปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ ปี 2018 และกำลังถูกเรียกร้องให้เสรีกัญชาขณะนี้

สิ่งที่เค้าพบเจอหลังประกาศปลดล็อคทางการแพทย์ไปคือ กัญชาทางการแพทย์ราคาสูง และเข้าถึงได้ยากกว่าการซื้อหาในตลาดมืดของกระบวนการค้าขายยาเสพติดผิดกฎหมายตามท้องถนน หรือพูดง่ายๆ คือ ตลาดมืดดี๊ด๊า เงินสะพัดจากการค้าขายกัญชา

หลังปลดล็อคกัญชา พบว่าไม่มีหลักฐานใดเลยที่พิสูจน์ได้ว่าการใช้กัญชาทางการแพทย์แล้วจะช่วยให้ลดอาการปวดได้ดังที่ตั้งเป้าไว้จากการปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ (4)

ในประเทศเบลเยี่ยมล่ะ เป็นไงบ้าง?

นักวิชาการในประเทศเค้าค่อนข้างโน้มเอียงคิดไปในทางที่สนับสนุนให้ลองปลดล็อคเสรีดู เผื่อจะมีสถานการณ์ดีขึ้น

ปัจจุบันเบลเยียมให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ โดยระบุว่ามีข้อบ่งชี้เพียงโรคเดียว ทั้งนี้นโยบายระดับชาติยังมองว่ากัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

สถานการณ์ของเค้าหลังปลดล็อคทางการแพทย์ พบว่า มีการลักลอบขายกัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชามากมาย โดยมีจำนวนมากที่มีสาร THC ซึ่งทำให้ประสาทหลอน เจือปนอยู่ในสัดส่วนที่สูง โดยพบว่าสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางอย่างเยาวชน และมักตรวจจับหรือค้นเจอในพวกปาร์ตี้ และปะปนไปกับการใช้ยาเสพติดชนิดอื่นๆ

นอกจากนี้เบลเยี่ยมเองก็ยอมรับว่า จำนวนคนที่เสพกัญชาแล้วขับยานพาหนะนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการต้องมานอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจากผลกระทบจากกัญชา รวมถึงจำนวนคนที่เสพติดกัญชาและต้องหาทางรักษาอาการเสพติด (5)

อ่านกันมาถึงตอนนี้ หวนมาคิดถึงเมืองไทย

กัญชานั้น มีสารเคมีบางชนิดที่น่าจะมีสรรพคุณในการรักษาโรคบางอย่าง

จะพิสูจน์ จะวิจัย เพื่อมาทำเป็นยารักษาโรค ก็อยากสนับสนุนให้ทำกันครับ แต่ต้องทำตามขั้นตอน ตามมาตรฐานสากล ตามมาตรฐานวิชาชีพทางการแพทย์

ต้องใช้เวลา ต้องไม่ใจร้อน ไม่บุ่มบ่าม

และ เป็นคนละเรื่องกับการนำ"กัญชา"มาใช้ทางการแพทย์โดยไม่ได้รับการพิสูจน์ตามมาตรฐานแล้วอ้างว่าเป็นประสบการณ์ตรงจากคนที่ลองใช้ การอ้างแบบที่ว่านั้นไม่ใช่มาตรฐานที่ยอมรับได้ทางการแพทย์

สารเคมีที่สกัดจากกัญชา ไม่ใช่ตัวกัญชาที่ปลูกขึ้นมาแล้วจะนำมาใช้ได้เลย ไม่ใช่ใครคิดจะนำมาบดมาผลิตเป็นน้ำมันขวดขายกันเกลื่อนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ไม่มีสารใด ยาใด ที่จะมีสรรพคุณรักษาสารพัดโรคได้ ใครอ้างเช่นนั้น ไม่วิกลจริตก็หลอกลวง

เจ็บป่วยไม่สบาย โปรดปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลตัวท่าน ใคร่ครวญไตร่ตรองข้อมูลให้ดีครับ

ด้วยรักและปรารถนาดีต่อทุกคนครับ

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1. Apfel F. Alice Rap Policy Brief 5—Cannabis—From Prohibition to Regulation.

2. Allebeck P. Cannabis: harmless recreation or dangerous drug? European Journal of Public Health, Vol. 29, No. 3, 387.

3. Di Forti M, Quattrone D, Tom P, et al. The contribution of cannabis use to variation in the incidence of psychotic disorder across Europe (EU-GEI): a multicentre case-control study. Lancet Psychiatry 2019;6:427–36.

4. Mamo JJ et al. Cannabis in Malta—big business or laxing restrictions? European Journal of Public Health, Vol. 29, No. 3, 390–391.

5. Lues X et al. A new wave of marijuana legalization: country case study from Belgium. European Journal of Public Health, Vol. 29, No. 3, 388.



*****************************
 
ถูกใจเพจแล้ว · 2 ชม.
 
กัญชาส่งผลต่อสุขภาพจิต เพราะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ชัดเจนว่า การใช้กัญชาเพื่อความรื่นเริง รวมถึงการใช้สารสกัดกัญชาที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อสมองของผู้ใช้โดยตรง โดยในระยะยาวจะทำให้เสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชมากขึ้น เช่น อารมณ์ซึมเศร้า หูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง ฯลฯ
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

สารทีเอชซีที่มีผลต่อสมอง ทำให้สารสื่อประสาทในสมองมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้สารที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความคิดมีปัญหาได้ สุดท้ายทำให้เกิดภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า ติดฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นได้ บุคลิกภาพเปลี่ยนไป กลายเป็นคนเฉื่อยชา ไม่มีแรงจูงใจ และระยะยาวจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคจิตได้ โดยเฉพาะโรคจิตเภท ซึ่งจะเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้กัญชา 1.4 - 2 เท่า ขณะที่ผู้ป่วยที่มีโรคจิตเวชอยู่เดิม หากไปใช้ยากัญชา โรคจิตเวชที่เป็นอยู่อาจจะกำเริบขึ้นได้
พ.อ.(พิเศษ) นพ.พิชัย แสงชาญชัย จิตแพทย์กองจิตเวชและประสาทวิทยา รพ.พระมงกุฎเกล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านสารเสพติด สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gpo.or.th/LinkClick.aspx?fileticket=QGrxOOInpC0%3D&tabid=414&mid=1297

*****************************


 
ชี้แจงการครอบครองกัญชา หลัง 21 พค. 62

1. ผู้ป่วยมีใบครอบครอง สามารถมีกัญชาใช้ในการรักษาโรคเพียง 3 เดือน นับจาก 21 พ.ค. 62 (ถึงวันที่ 19 ส.ค.62)

2. จำนวนที่ครอบครอง : ต้องตรงตามใบครอบครอง ส่วนที่เกินมีความผิดตามกฎหมาย

3. ผู้ที่ไม่ได้แจ้งครอบครอง : หากพบมีกัญชาในครอบครอง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

4. เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้ แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเกษตรกรการเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย และร่วมดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐ

5. กรณีผู้แจ้งเจตนาขยายพันธ์หรือนำเมล็ดไปปลูก : หน่วยงาน ปปส.และตำรวจ จะติดตามการครอบครองที่มาสุจริตและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Smart Consumer
https://www.facebook.com/smartconsumer4.0/photos/a.332188787193559/653556328390135/?type=3&theater


*****************************


กัญชายาครอบจักรวาล ไม่จริง ? กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า ? และ บทเรียนจากอเมริกา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-03-2019&group=28&gblog=15
 
กัญชาทางการแพทย์ ... ข้อมูลวิชาการ    ( คัดลอกมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-04-2019&group=28&gblog=17


การใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ (คำแนะนำสำหรับแพทย์) 10 ต.ค.2562
https://www.facebook.com/pg/thaimedcouncil/photos/?tab=album&album_id=2367600230171535



Create Date : 26 มีนาคม 2562
Last Update : 12 ตุลาคม 2562 13:20:26 น.
Counter : 1053 Pageviews.

17 comments
(โหวต blog นี้) 
เปิดโหมดรักตัวเอง. . nonnoiGiwGiw
(17 ก.ย. 2562 10:59:14 น.)
padriew 21 never give up ฉะเชิงเทรา แมวเซาผู้น่าสงสาร
(16 ก.ย. 2562 17:26:00 น.)
พลังบวก.. nonnoiGiwGiw
(6 ก.ย. 2562 11:33:36 น.)
ร่วมกิจกรรม FFF#39 : เมี่ยงคำปลาทู คนผ่านทางมาเจอ
(5 ก.ย. 2562 22:29:45 น.)
  
กัญชา เรื่องเด่นประเด็นร้อน .. ถูกต้อง แต่ อาจไม่ถูกใจ
แต่ บ้านเรา จะเอาแค่ ถูกใจ ด้านเดียว มันก็คงไม่เหมาะ
ค่อยคิด ค่อยอ่าน ค่อยศึกษากันไป น่าจะดีกว่า ^_^

กัญชาทางการแพทย์ (ฉบับ Evidence-based) คัดลอกจาก SISO Magazine
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-04-2019&group=28&gblog=17

กัญชายาครอบจักรวาล ไม่จริง ? กัญชาเพื่อความเพลิดเพลิน อันตรายรึเปล่า ? และ บทเรียนจากอเมริกา
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-03-2019&group=28&gblog=15
โดย: หมอหมู วันที่: 21 เมษายน 2562 เวลา:23:36:25 น.
  
เตรียมรับมือกับกัญชาในขนม
เขียนวันที่ วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน 2562 เวลา 18:20 น.
เขียนโดย ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
https://www.isranews.org/isranews-article/76035-cannabis-76035.html

"...เคสป่วยจากเสพกัญชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งป่วยเองจากการเสพ และจากการไปทำร้ายหรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุจราจร ห่วงใยลูกหลานที่ต้องเจออมยิ้ม ลูกอม เยลลี่ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มต่างๆ จนอาจไปถึงก๋วยเตี๋ยว ที่แอบใส่กัญชากันจนเละเทะ ถามว่าจะทำอย่างไรดี? ตอบได้คำเดียวคือ...จงดูแลลูกหลานให้ดี สอนให้เค้ารู้เท่าทันภัยที่จะเกิดขึ้นในสังคมรอบตัวเค้า..."

280419 c

THC สารในกัญชานั้น บางรัฐในอเมริกาที่อนุญาตให้เสรี จะเจือในอาหารและเครื่องดื่มในขนาดน้อยๆ ราว 10 มิลลิกรัม

แต่ตอนนี้หลายประเทศขายขนมประเภทช็อกโกแลต และเยลลี่แบบเคี้ยวรสผลไม้ โดยมี THC สูงถึง 50-80 มิลลิกรัม

ล่าสุดวารสารแพทย์โรคหัวใจของแคนาดารายงานเมื่อก.พ.2019 ว่ามีผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคหัวใจอยู่เดิมเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพราะอมอมยิ้มที่ผสมกัญชาที่มี THC 90 มิลลิกรัม

การเกิดอาการกำเริบจนเกือบตายนั้น เพราะสาร THC ไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น จนทำให้เกิด demand supply mismatch ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ

เรื่องนี้ได้รับการหยิบยกมาอภิปรายในวารสารรายสัปดาห์ด้านอายุรศาสตร์ (ACP Internist) ของวิทยาลัยแพทย์อเมริกัน (American College of Physician: ACP) เดือนนี้ และเรียกร้องให้คนจะใช้กัญชาก็ควรระวังให้ดี รวมถึงแพทย์ก็ให้ตระหนักไว้ว่าจะมีเคสเสพกัญชาและได้รับสารพวกนี้จากอาหารการกินโดยไม่รู้เลยว่ามากจนเกิดอันตรายได้

เมืองไทยคงอีกไม่นานครับ

ตอนนี้มันทำการปั่นป่วนสังคมจนคนเข้าใจผิดว่ารักษาได้ร้อยแปดพันเก้า แถมปั่นป่วนเรียกร้องให้ปลูกกันได้ทุกบ้านอ้างเพื่อไว้รักษากันไป

ระเบียบวินัยนั้นสำคัญยิ่ง รู้กันอยู่ว่าสังคมเรานั้นมีมากเพียงใด คุมได้ไหม

หลังปลดล็อคทางการแพทย์ และบางรัฐให้เสรีตามเรียกร้อง สถิติคนอเมริกันเสพกัญชาในรอบปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 4.1% ในปี 2001-2 ขึ้นเป็น 9.5% ในปี 2012-2013 และขึ้นเป็น 14.6% ในปี 2017

30% ของคนอเมริกาที่มีประวัติเสพกัญชาเมื่อปีก่อน จะมีอาการเสพติดกัญชาไม่มากก็น้อย

เคสป่วยจากเสพกัญชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งป่วยเองจากการเสพ และจากการไปทำร้ายหรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุจราจร

ห่วงใยลูกหลานที่ต้องเจออมยิ้ม ลูกอม เยลลี่ ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มต่างๆ จนอาจไปถึงก๋วยเตี๋ยว ที่แอบใส่กัญชากันจนเละเทะ

ถามว่าจะทำอย่างไรดี?

ตอบได้คำเดียวคือ...จงดูแลลูกหลานให้ดี สอนให้เค้ารู้เท่าทันภัยที่จะเกิดขึ้นในสังคมรอบตัวเค้า...

น่าจะทำได้แค่นี้เท่านั้นภายใต้สถานการณ์ที่เห็นในปัจจุบัน

อ้างอิง: Saunders A, Stevenson RS. Marijuana lollipop-induced myocardial infarction. Can J Cardiol. 2019;35:229.e1-229.e3.

โดย: หมอหมู วันที่: 29 เมษายน 2562 เวลา:15:33:47 น.
  
สูบกัญชาเสี่ยงโรคจิตเวชสูงร้อยละ 72.3
6 พฤษภาคม 2562

กรมการแพทย์ เปิดผลการศึกษาผู้ป่วยเสพติดกัญชาที่เข้ารับบริการรักษา จากสถานบำบัดรักษายาเสพติดของรัฐ 6 แห่ง พบเป็นโรคจิตเวชสูงถึงร้อยละ 72.3 รองลงมาโรคจิต อารมณ์แปรปรวน และวิตกกังวล

วันนี้(6 พ.ค.2562)นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยจัดกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 โดยเป็นพืชที่มีสารเคมีเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่า 750 ชนิด สารสำคัญที่พบมากคือ THC และ CBD ซึ่ง THC เป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและมีฤทธิ์เสพติด พบมากที่ช่อดอก

จากการศึกษาพบว่าในทางการแพทย์ยอมรับว่า THC เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการอยากยา ถอนยาและเสพติดมีรายงานพบว่าผู้เสพติดกัญชาเมื่อหยุดใช้จะเกิดอาการถอนยา เช่น อาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย

ทั้งนี้ยังมีการศึกษาถึงความเสี่ยงของการเสพกัญชากับโรคจิตเภท ซึ่งมีผลทำให้อาการทางจิต และการพยากรณ์โรคแย่ลง โดยเฉพาะคนที่มีกรรมพันธุ์ที่จะเป็นโรคจิต หรือเคยมีอาการทางจิตมาก่อนเมื่อใช้กัญชาจะทำให้เกิดอาการทางจิตได้มากขึ้น

จากข้อมูลผลการศึกษา พบว่า การใช้กัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ในการรักษาโรคภาวะของโรค อาทิ โรคลมชักที่รักษายาก อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคปวดประสาทที่ดื้อต่อยารักษา

ดังนั้น การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์จึงต้องพิจารณาทั้งในด้านความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับซึ่งการนำกัญชามาใช้กับผู้ป่วยควรได้ประโยชน์หากมีความเสี่ยงต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี( สบยช.) กล่าวว่า จากการศึกษาการเกิดโรคทางจิตเวชในผู้ป่วยที่ใช้กัญชาเป็นยาเสพติดหลักที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถานบำบัดรักษายาเสพติดของรัฐ 6 แห่งทั่วประเทศ คือ สบยช. โรงพยาบาลธัญญารักษ์เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี สงขลา และปัตตานี จำนวน 1,170 คน

โดยเก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี ระหว่างปี 2553-2559 พบว่า ผู้ป่วยเสพติดกัญชาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 22 ปี โสด ไม่ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่ใช้กัญชาแห้งด้วยวิธีการสูบ

พบว่าผู้ป่วยเสพติดกัญชามีการเกิดโรคจิตเวชสูงถึงร้อยละ 72.3 รองลงมาคือ โรคจิต อารมณ์แปรปรวน และวิตกกังวล”

ทั้งนี้ แนวคิดการใช้กัญชาทางการแพทย์ หรือใช้เพื่อเป็นยา ควรเป็นไปตามหลักฐานยืนยันทางวิชาการที่ชัดเจนมีคุณภาพและเชื่อถือได้ โทษและผลกระทบของการใช้ในทางที่ผิด ควรมีระบบ และแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและประโยชน์ของผู้ป่วยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

https://news.thaipbs.or.th/content/279764?fbclid=IwAR33RrXFJIY_KYyVYYoYddmGLdaP7c5SIiMOnJjJ-l32UTGcIZF27MnUk7g
โดย: หมอหมู วันที่: 7 พฤษภาคม 2562 เวลา:21:24:58 น.
  
Thiravat Hemachudha
12พค.62

กัญชง กัญชา กับยาอื่น



เป็นอีกหนึ่งในบทความกัญชา เจาะจงถึงร่างกายมนุษย์ การใช้กัญชาในคนไข้มีโรคซับซ้อนและรับประทานยาอยู่หลายตัว ว่าถ้าใช้กัญชาจะปลอดภัยไหม บทความนี้นำข้อมูลมาจาก Department Of Health, USA และจากบทวิจัยของ MacCallum and Russo, 2018 ‘Practical considerations in medical cannabis administration and dosing’
ตัวรับสัญญาณหลักในร่างกายของเราคือคานาบินอยด์ (Cannabinoid, CB) มี 2 ประเภท ตัวรับสัญญาณนี้ไม่ได้พบแค่ในสมองแต่ยังพบในส่วนอื่นของร่างกายด้วย ซึ่งอธิบายฤทธิ์อื่นๆ เช่น การต้านการอักเสบในร่างกายอีกด้วย โดย CB1 นั้นจะอยู่ในสมอง (Cortex, nucleus accumbens, basal ganglia, hypothalamus, cerebellum, hippocampus, amygdala and spinal cord), ปอด, เส้นเลือด, กล้ามเนื้อ, ทางเดินอาหาร, ไขมันและ อวัยวะเพศ ส่วนอวัยวะที่มีทั้ง CB1 และ CB2 ประกอบด้วยก้านสมอง ระบบภูมิคุ้มกัน ตับ ไขกระดูก และตับอ่อน



ส่วน CB2 เดี่ยวๆ อยู่ในเซลล์เกลีย (Glial cell) ของสมอง ตัวจับสัญญาณสองตัวนี้จะเป็นตัวที่ THC จับได้อย่างดี ตรงกันข้ามกับ CBD โดยมันมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับตัวจับสัญญาณกัญชา cannabinoid receptors (CB1 และ CB2) ต่ำมาก เรื่องรายละเอียดระหว่าง THC และ CBD อ่านได้ในบทความหมอดื้อเรื่องกัญชา

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยเมื่อใช้กัญชาประกอบไปด้วย ปากและตาแห้ง ตาแดง มึนงง ตอบสนองต่อรอบตัวช้า มีอาการวิตกจริต ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อยนักประกอบไปด้วย ตาเลือนมัว ปวดหัว และเคลิ้ม สุดท้ายคือผลข้างเคียงที่นานๆจะพบทีประกอบด้วย เซหรือควบคุมร่างกายได้ไม่ดี จำนวนสเปิร์มลด ความดันตก หัวใจเต้นเร็ว ซึมเศร้า อ้วกเรื้อรัง ท้องเสีย และตับอักเสบ
ปัญหาเรื่องตับอักเสบสามารถพบได้เวลาใช้ยาในปริมาณสูง เช่นใช้ CBD สำหรับชัก จึงควรเจาะค่าตับก่อนเริ่มใช้ จากนั้นเจาะอีกที 1, 3 และ 6 เดือน ถ้าไม่มีปัญหาก็นานๆทีค่อยเจาะที



มีหลายท่านถามมาว่าถ้าสูบแล้วจะแย่เหมือนบุหรี่ไหม ก่อนอื่นคิดว่าคงไม่ได้สูบกัญชาหลายมวนเท่าบุหรี่ พอมาถึงผลเสียเพิ่มเติมในการสูบเมื่อเทียบกับแบบกินก็มีเสี่ยงติดเชื้อในปอดสูงขึ้นเพราะกัญชาไปกดภูมิเม็ดเลือดขาวในปอด และไอหรือหลอดลมอักเสบซึ่งจะหายได้ไม่นานหลังหยุดสูบ

เรื่องผลเสียระยะยาวไม่พบว่าทำให้การทำงานของปอดหรือหัวใจแย่ลง และไม่เสี่ยงเป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เฉพาะในคนที่สูบกัญชาอย่างเดียว แต่ถ้าสูบทั้งกัญชาและบุหรี่กลับพบว่าจะแย่ทวีคูณสำหรับผู้พยายามเลิกบุหรี่ตอนนี้บุหรี่ไฟฟ้าดีไม่ดีไม่รู้ งั้นสูบกัญชาเพื่อเลิกบุหรี่อาจจะเป็นทางออกได้

ส่วนข้อห้ามในการใช้กัญชาเริ่มตั้งแต่การห้ามใช้ THC ในคนไข้ที่มีอาการประสาทหลอน เดี๋ยวอาการจะมากขึ้น ห้ามในโรคหัวใจขั้นรุนแรงที่มีอาการความดันตก หรือหัวใจเต้นเร็วเพราะเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ส่วนในหญิงตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างการให้นมไม่ควรใช้เพราะอาจจะทำให้เด็กน้ำหนักน้อยได้



ส่วนการใช้ในเด็กขึ้นอยู่กับว่ารักษาอาการอะไรเพราะอาจจะเพิ่มความเสี่ยงจิตเภทและลดความเฉลียวฉลาดได้ ถ้าเด็กคนนั้น มีแนวโน้มเปราะอยู่แล้วต่อภาวะดังกล่าว

การใช้ในผู้ป่วยตับแข็งจำเป็นจะต้องลดยาลงเพราะกัญชาใช้ตับในการขจัด และถ้าตับแข็ง ค่าครึ่งชีวิตของยานั้นจะเพิ่มไปประมาณ 2.5 เท่าในตับแข็งระยะกลาง (child-pugh 😎 และ 5 เท่าเมื่อเป็นขั้นรุนแรง (child-pugh C) ควรจะลดปริมาณยาและการเพิ่มยาให้ทำอย่างช้าๆ

มาถึงเรื่องสำคัญอีกเรื่อง เวลาคนไข้มีโรคประจำตัวหลายโรคและรับประทานยาอยู่หลายตัว เริ่มจาก THC และ CBD ทั้งคู่นั้นสามารถเพิ่มระดับ Warfarin ฉะนั้นถ้าจะเริ่มกัญชาต้องวัด INR สม่ำเสมอในช่วงแรกจนกว่าจะคงที่ นอกจากตีกับ Warfarin แล้ว ทั้งคู่นั้นต้องใช้เอนไซม์ CYP3A4 และ/หรือ CYP2C9 ในการกำจัดออกจากร่างกาย ฉะนั้นยาที่ไปกระทบและลดการทำงานเอนไซม์อย่างมาก เช่น Clarithromycin, ketoconazole, ritonavir และยาฆ่าเชื้อรา กับยาต้าน HIV อีกหลายตัว
นอกจากนี้ ยังมียาหัวใจที่ลดการทำงานของเอนไซม์ในระดับปานกลางเช่น amiodarone, diltiazem, verapamil เป็นต้น



มีอีกหลายตัวมากขอให้อ่านเพิ่มเติมกันเอง ยาบางตัว เช่น rifampin ไปเพิ่มความเก่งของ CYP3A4 ก็จะลดระดับ CBD ตัว CBD เองก็ไม่เบา สามารถไปยับยั้ง CYP3A4, CYP2C8 และ CYP2C9 ซึ่งทำให้ระดับยากลุ่ม Macrolide, calcium channel blocker, benzodiazepine, statin และยากันชัก เช่น phenytoin, topiramate กับ rufinamide เพิ่ม ฉะนั้นพอเริ่มใช้ CBD แล้วและอาการชักดีขึ้นก็ควร ลดยาที่กล่าวมาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

CYP2C19 เป็นเอนไซม์อีกตัวที่กำจัด CBD ออกจากร่างกาย ฉะนั้นยาที่ไปยับยั้งการทำงานของ CYP2C19 เช่น PPI หรือ SSRIs ก็จะเพิ่มระดับ CBD ได้ และตัว CBD เองก็ยังไปยับยั้ง CYP2C19 และ CYP2D6 ได้ด้วย ซึ่งจะเพิ่มระดับยา เช่น SSRIs, TCAs, PPI, Beta blocker, antipsychotics, opioid และ clobazam มันสามารถทำให้ระดับ clobazam ในเลือดสูงขึ้นได้ประมาณสามเท่าเลยทีเดียว

ฉะนั้นเวลาใช้ต้องลด clobazam ไม่งั้นคนไข้สลบแน่
นอกจาก CYP แล้ว CBD มันก็ไปยับยั้งเอนไซม์ UGT1A9 ทำให้ระดับ diflunisal, fenofibrate และ propofol เพิ่ม มีฤทธิ์ยับยั้ง UGT2B7 ด้วยซึ่งจะกระทบกับ gemfibrozil, lamotrigine, lorazepam และ morphine มีเยอะพอสมควรที่ต้องหมั่นศึกษาติดตาม

และ...อยากจะฝากไว้คือ ก่อนจะเริ่มกัญชาอยากจะให้อธิบายผลดี ผลเสีย และโอกาสเกิดผลข้างเคียงให้คนไข้ให้ชัดเจน จะได้ร่วมกันตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ การใช้เช่น ยาใหม่ตัวนี้ก็เช่นเดียวกับยาอื่น ต้องใช้วิจารณญาณของแพทย์ในการตัดสินใจด้วย

สุดท้ายกลับมาเรื่องเดิมๆ คือยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ซึ่งถ้าเจือปนอยู่ในกัญชามันจะก็อันตรายมากแค่ไหน ใครตระหนักถึงเรื่องนี้ก็ถามกระทรวงที่เกี่ยวข้องดูว่าไม่รักประเทศ ไม่ห่วงใยคนไทยหรือ.

หมอดื้อ

https://www.facebook.com/thiravat.hemachudha/posts/10157456450621518

โดย: หมอหมู วันที่: 12 พฤษภาคม 2562 เวลา:13:24:58 น.
  

วาระแห่งชาติด้านกัญชาเพื่อการแพทย์ : จากการค้นคว้าวิชาการ สู่การวิจัยสร้างยารักษาโรค
16 พฤศจิกายน 2018

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอร่างกฎหมายให้รัฐบาลปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 เพื่อนำมาศึกษาวิจัยเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ล่าสุด ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 พ.ย. 2561 มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. โดยคลายล็อกให้ทดลองใช้กัญชามาวิจัยทางการแพทย์ในเบื้องต้น 5 ปี แต่ยังถือเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 และให้อำนาจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ควบคุมดูแล
ความเคลื่อนไหวกัญชาทางการแพทย์ในไทย

ก่อนหน้านี้มีหลายฝ่ายสนับสนุนให้ปลดล็อกกัญชาเพื่อวิจัยทางการแพทย์ โดยให้เหตุผลระบุว่าในตำราแพทย์แผนไทยแต่โบราณ รวมทั้งการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ทั่วโลกจำนวนมากพบว่ากัญชาเป็นสมุนไพรใช้เป็นยารักษาโรคหรือบรรเทาอาการเจ็บปวดได้

แต่ทั้งนี้ก็มีผู้คัดค้าน ยังไม่ยอมรับว่างานวิจัยที่มีอยู่สามารถตัดสินว่ารักษาโรคได้ในฐานะยารักษาโรค ขณะที่ผู้ป่วยไทยบางส่วนลักลอบนำเข้าและผลิตกัญชาเพื่อรักษาโรคมานานหลายปีแล้วในราคาแพง โดยไม่ทราบถึงสารปนเปื้อน และไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

นอกจากนี้ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีกระแสความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์อยู่หลายครั้ง ทั้งการค้นคว้าทางวิชาการ การเสนอโครงการวิจัย จัดประชุมสัมมนา อมรบหลักสูตร การยกร่าง พ.ร.บ.กัญชา รวมถึงสำรวจผู้ป่วยที่ใช้กัญชารักษาโรคจริงๆ

และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จำนวน 22 คน โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นประธานกรรมการ

พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล นายกสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับไทยพับลิก้าว่า รัฐบาลรับทราบเรื่องนี้มาไม่ต่ำกว่า 3 ปีแล้ว เนื่องจาก 3-4 ปีที่ผ่านมามีการค้นคว้าทางวิชาการจากคณะแพทย์และนักวิชาการเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ และนำข้อมูลไปเสนอที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้วเมื่อปี 2559

โดยในเวลานั้น พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลงานด้านวิจัยของประเทศ ได้มอบหมายให้หน่วยงานด้านการวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ไปศึกษาและทบทวนรายงานเกี่ยวกับพืชกัญชาทางการแพทย์เพิ่มเติมจากข้อเสนอของกลุ่มแพทย์และนักวิชาการ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้ามากนัก

ต่อมาคณะแพทย์และนักวิชาการได้ไปทวงถามความคืบหน้าอีกครั้ง จนมีการจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ มีการนำเสนอข้อมูลวิชาการทางการแพทย์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีผลอะไรที่ชัดเจนออกมาเช่นกัน

หลังจากนั้นคณะแพทย์และนักวิชาการได้นำข้อมูลไปเสนอ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมกับเชิญ ป.ป.ส. มารับฟัง ซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าพอสมควร เช่น มีการยกร่างกฎหมาย แต่เมื่อ พล.อ. ไพบูลย์ ไปดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรี เรื่องต่างๆ ก็หยุดชะงักลงไป

หมอนักวิจัยหนุนปลดล็อก “กัญชา” เพื่อการแพทย์ ผู้ป่วยไทยใช้รักษาโรคจำนวนมาก แต่นำเข้าราคาแพง – ซื้อขายผิดกฎหมาย

จากการค้นคว้าวิชาการ สู่การวิจัยเตรียมสร้างยารักษาโรค

พญ.อรพรรณ์เล่าว่า หลังจากยังไม่มีใครตัดสินใจเรื่องนี้ คณะแพทย์และนักวิชาการบางส่วนจึงมาขับเคลื่อนกันเอง โดยมีการจัดอบรมเรื่องกัญชาการแพทย์หลายครั้งและพบว่าผู้ที่เข้ารับการอบรมสัมมนา ล้วนเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องนี้จำนวนมาก เช่น แพทย์แผนไทย ผู้ป่วย นักวิจัยเป็นต้น

“ผู้ที่อบรมบางรายบอกว่าตัวเขาก็ใช้กัญชารักษา ส่วนใหญ่ซื้อเมล็ดพันธุ์เมล็ดละ 500 บาท หรือซื้อสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีค่า CBD (Cannabidiol) หรือ THC (Tetrahydrocannabinol) สูงๆ นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยลักลอบซุกซ่อนมากับหมวก กับแผ่นซีดี แล้วมาปลูกและขายกันใต้ดิน บางคนก็ไปสกัดผิดวิธี แถมยังเกิดพ่อค้าสกัดยาบานเป็นดอกเห็ด บางคนเป็นพ่อค้าแต่ทำตัวเป็นคนป่วย ไม่มีใครสอบสวน ฉะนั้นการที่ทุกอย่างมันอยู่ใต้ดิน ประชาชนจึงมีความเสี่ยง” พญ.อรพรรณ์กล่าว

พญ.อรพรรณ์กล่าวว่า ด้วยเหตุนี้สมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ฯ จึงจัดโครงการสอบสวนผู้ใช้ยากัญชารักษาตนเองใน 3 กลุ่มโรค คือเบาหวาน กลุ่มโรคสมองพิการ และกลุ่มโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังจัดหลักสูตรอบรม “การแพทย์แคนนาบินอยด์และกัญชาการแพทย์” เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับพืชกัญชาที่จะมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์อย่างถูกต้องและสามารถวิจัยพืชกัญชาได้ โดยอบรมมาแล้ว 5 รุ่น มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 400 คน ทั้งนักวิชาการสายเกษตร สายวิศวกร รวมทั้งนักวิจัย แพทย์ และเภสัชกร

หลังจากอบรมครบไปแล้ว 5 รุ่นแล้ว ขณะนี้ได้คนที่สนใจในแต่ละรุ่นแต่ละเรื่องมาเขียนโครงการวิจัย ขอรับทุนสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ทำให้สินค้าเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการมาทำให้เป็นยา

“ขณะนี้เรากำลังจัดโครงการวิจัยเรื่อง ‘ยาการแพทย์แคนนาบินอยด์จากพืชสมุนไพรกัญชา’ มีนักวิจัยเสนอโครงการมาแล้วประมาณ 100 คน แต่จะคัดให้เหลือราว 40 คน เพื่อใช้ประโยชน์ในประเทศไทยและสร้างรายได้เข้าประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและวัดประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาการแพทย์แคนนาบินอยด์จากพืชสมุนไพรกัญชา รักษาโรคที่คนไทยประสบในประเภทยาแผนปัจจุบันและยาแผนไทย รักษาโรคลมชัก พาร์กินสัน ออทิซึม มะเร็ง ความเสื่อมของระบบสมองและประสาทส่วนกลาง ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม เช่น เบาหวาน และการป่วยด้วยอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ”

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์จะสร้างยา แต่จะทำได้ต้องมีขั้นที่ 2 เพื่อสกัดวิเคราะห์ แยกสารออกฤทธิ์ประเภทแคนนาบินอยด์และไฟโตเคมิคอลจากพืชสมุนไพรกัญชา เพื่อใช้ทำยาพืชสมุนไพรสายพันธุ์พื้นถิ่นประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เรายังไม่มีความรู้ ต้องศึกษา รวมทั้งสายพันธุ์ที่พัฒนาในทางสากลแล้ว เพื่อสร้างองค์ความรู้และต่อยอดสำหรับผลิตยา

“เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับพืชสมุนไพรกัญชาทั้งทางพฤษศาสตร์ พันธุศาสตร์ ลักษณะ สารเคมีที่พืชผลิต และถิ่นกำเนิดของกัญชา รวมทั้งศึกษาวัฒนธรรมการใช้กัญชา เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล”

พญ.อรพรรณ์กล่าวว่าส่วนวิธีการดำเนินงานวิจัย มีตั้งแต่ขั้นเตรียมสายพันธุ์ ปลูกเก็บเกี่ยวรักษาพืชสมุนไพร ไปจนถึงควบคุมให้เป็นยา ฉะนั้น เราจะทำโครงการไว้ก่อน หากปลดล็อกเมื่อไหร่ก็ทำได้เลย เราเตรียมนักวิจัย เตรียมองค์ความรู้ เตรียมคำถามวิจัยให้ชัดเพื่อก้าวเข้าสู่การวิจัย ซึ่งมีหน่วยที่จะเข้ามาร่วมกับเราแล้ว เช่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล นายกสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
กัญชาในกระแสโลก

พญ.อรพรรณ์กล่าวต่อว่า จากการศึกษาข้อมูลรวมรายงานการศึกษากัญชาการแพทย์พบว่ามีกว่า 2 หมื่นรายงานทั่วโลก ในตำราอินเดีย จีน ยุโรป เป็นที่รู้กันว่ากัญชามีฤทธิ์รักษาอาการปวด เช่น ในอินเดียใช้รักษาอาการปวดหลังคลอดบุตร ทั้งนี้สารสกัดจากกัญชาที่ถูกค้นพบมีชื่อว่า “แคนนาบินอยด์” (Cannabinoid) มี 2 ชนิดหลัก คือ

1. THC ออกฤทธิ์กับเซลล์ในสมองและระบบประสาท ยกเว้นก้านสมอง ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย คลายความเครียด

2. CBD ไม่ออกฤทธิ์กับจิตและประสาท แต่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดให้ทำงาน ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จัดการกับเชื้อโรคหรือภาวะอักเสบ จนมีการสันนิษฐานว่าน่าจะรักษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆได้ เช่น มะเร็ง ซึ่งเริ่มมีการใช้เพื่อรักษาแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้มีการค้นพบสารแคนนาบินอยด์อีกประมาณ 70 ชนิด แต่ยังไม่ถูกกล่าวถึง ซึ่งยังเป็นคำถามวิจัยขนาดใหญ่ของโลกและไทย

อย่างไรก็ตาม การวัดผลไม่ได้เกิดจากนักวิชาการ แต่ได้ข้อมูลมาจากการบอกเล่าของผู้ใช้ชาวตะวันตกที่นำกัญชาไปรักษาตัวเอง หรือนักวิจัย เช่น นักเคมี นักวิเคราะห์ หรือแพทย์ที่สนใจ แต่ยังไม่พบว่าแพทย์กระแสหลักศึกษาเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา มีบริษัทยายักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาสนใจนำสารสกัดกัญชาไปวัดผลกับโรคลมชักในเด็ก โดยขออนุญาตตามระบบยาแผนปัจจุบัน จนในที่สุดได้รับอนุญาตให้เป็นยา เหมือนยาปัจจุบันชื่อ Epidiolex ใช้รักษาโรคลมชัก ผลิตจากกัญชา

นอกจากนี้บริษัทดังกล่าวยังวัดผลยาชื่อ Sativex โดยมีสัดส่วนของสาร THC และ CBD อย่างละเท่าๆ กัน แต่ไม่มีการบอกว่ามาจากกัญชาสายพันธุ์ไหน จนในที่สุดสามารถจดทะเบียนเป็นยาสำหรับรักษาโรค Multiple Scleroderma หรือโรคผิวหนังแข็ง สามารถจำหน่ายเป็นยาแผนปัจจุบันได้ ส่งผลให้มีอีกหลายบริษัทไปผลิตสารที่มีหน้าตาแบบ THC มาสกัดเป็นยา แต่เป็นสารสังเคราะห์ ไม่ใช่ได้มาจากธรรมชาติ แต่ก็สะท้อนว่าในต่างประเทศมียากัญชาขายทั้งกัญชาธรรมชาติและกัญชาสังเคราะห์

นอกจากนี้ในทางการแพทย์ยังพบว่า สามารถใช้สารสกัดกัญชาได้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคสมองและระบบประสาทส่วนกลางที่การแพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ ต้องทานยาตลอดชีวิต เช่น พาร์กินสัน ซึ่งได้ผลดี โดยมีรายงานการศึกษาออกมาจำนวนมาก

“ประเทศไทยมาถึงจุดที่ข้อมูลมันถาโถมเข้ามามาก แต่คนยังไม่ค่อยสนใจมากนัก เพราะเราอยู่ในระบบที่ไม่เคยพูดถึงสมุนไพรว่ามันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่เราอยู่ในฐานะใช้ยาต่างประเทศ เราเป็นผู้ใช้ ไม่ใช่เป็นผู้คิดค้น แต่ในภาคประชาชนไปเร็ว เพราะสังคมมันโกลบอล มีการสั่งซื้อยากัญชามารักษาแบบผิดกฎหมายมาหลายปี สั่งซื้อมาแพง และสั่งเมล็ดกัญชามาซ่อนปลูกและรักษากันเอง”

อย่างไรก็ดี ในส่วนการค้นพบหรือศึกษาในประเทศไทยยังเรียกว่าเป็นข้อมูลระบาดวิทยาในกลุ่มประชากร มีเป็นลักษณะจำกัด เป็นข้อมูลที่เกิดจากการที่นักวิชาการไปติดตามมาจากผู้ใช้ ไม่มีตัวควบคุม ไม่มีตัวเปรียบเทียบ เป็นเพียงข้อมูลการบอกเล่าเท่านั้น

“เราจึงอยากให้มีการวิจัยวัดผลที่เป็นมาตรฐาน โดยที่ตัวยากัญชาก็ต้องทำการผลิตในรูปแบบที่เป็นสากล วัดผล และสามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ของประเทศไทย สามารถสร้างเป็นตัวยาทดแทนได้ถ้าผลมันใช่ ขณะเดียวกันก็สามารถส่งออกได้ด้วย ซึ่งมันไม่ได้ยากสำหรับประเทศไทยในการผลิตยาตำรับ สกัดออกมาเป็นชนิดต่างๆ จากสายพันธุ์พันธุ์ต่างๆ ถ้าสามารถทำได้ เราจะสามารถเอามาวัดผลได้อย่างไม่มีอคติ” พญ.อรพรรณ์ระบุ

ปัจจุบันหน่วยงานในประเทศไทยที่มีความเชี่ยวชาญสามารถสกัดสารเคมีในพืช รวมทั้งสกัดสารกัญชาแคนนาบินอยด์ได้คือ “กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร” สังกัดกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ทำมาแล้ว 15 ปี มีโรงงานตั้งอยู่ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่ยังไม่สามารถสกัดสารจากกัญชาได้เพราะยังติดเรื่องข้อกฎหมาย

พญ.อรพรรณ์กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการไปดูงานที่กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร พบว่ามีเครื่องมือและเครื่องจักรสามารถสกัดสารเคมีในพืชและในกัญชาได้ แต่ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้องค์การเภสัชฯ เป็นคนทำ และเมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงสาธารณสุขมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จำนวน 22 คน มี นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชฯ เป็นประธาน

“จึงอยากให้ประเทศไทยจับมือกันภายใต้เรื่องนี้ ใครชำนาญเรื่องไหนควรส่งเสริมกัน แล้วนำมารวมกันเป็นวาระแห่งชาติด้านกัญชา เราต้องการวาระแห่งชาติด้านกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เรื่องนี้คนไทยจะต้องร่วมกันเอาทรัพยากรคน ทรัพยากรเงิน นำคนที่มีความรู้ความชำนาญ สนใจทำจริงๆ มามีส่วนป็นกรรมการ หรือไม่ก็มอบหมายให้กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพรพัฒนาไปเลย เพราะว่าเขาเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรและมีเครื่องมือทำอยู่แล้ว”

พญ.อรพรรณ์เห็นว่า การพัฒนาของประเทศไม่ควรจะมีอุปสรรค ควรจะต้องนำคนเก่งมาช่วยกัน เช่น เมื่อสามปีที่แล้วมีนายแพทย์จากโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีได้ศึกษาวิจัยเรื่องกัญชาเพื่อรักษามะเร็งตับ โดยขออนุญาตปลูกกัญชาที่โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี แล้วสกัดออกมาเพื่อวัดผลเป็นยา แต่หลังจากเสนอโครงการไปที่สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หลายครั้ง ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เพราะอาจจะขัดกับหลักกฎหมายยาเสพติดให้โทษ จนต้องตัดสินใจล้มเลิกโครงการไป

หรือกรณี ศ. ภญ. ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรผู้คิดค้นสูตรยาต้านไวรัสโรคเอดส์ได้ แต่มีอุปสรรคการทำงานในเมืองไทย จนเธอต้องเลือกออกไปช่วยผู้ป่วยแถบทวีปแอฟริกา ผลิตยารักษาโรคเอดส์จนได้รับรางวัลไปทั่วโลก จนได้รับสมญานามให้เป็นเภสัชกรยิปซี

“ตรงนี้เราอยากมองย้อนมาที่เรื่องกัญชา เราควรจะเอาบทเรียนที่เราเสียโอกาสมาเยอะ แล้วระดมความร่วมมืออันแท้จริง บนฐานทรัพยากรของเราที่มี ทรัพยากรพืชเรามี ทรัพยากรคนเราก็มี ความรู้แพทย์แผนไทยเราก็มีสั่งสม คนที่ทำมายาวนานสกัดออกมาก็มี อย่าให้คนมากีดกันเพียงเพื่อประโยชน์ตัวเอง หรือประโยชน์องค์กรตัวเอง เช่น เรื่องสิทธิบัตร เพียงเพราะผู้วิจัยจะได้ประโยชน์จากสิทธิบัตรนั้น”


https://thaipublica.org/2018/11/cannabis-medical-thai-02/
โดย: หมอหมู วันที่: 17 พฤษภาคม 2562 เวลา:14:12:15 น.
  
" กฎหมายขณะนี้เป็นการรับแจ้งครอบครองกัญชาสำหรับผู้ที่จะใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น และ ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยไปปลูก เพื่อกินเอง รักษาตัวเอง "

.......... เข้าใจตรงกันนะครับ ... ไม่ได้อนุญาตให้ ประชาชนคนทั่วไป " ปลูก "

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
21 พค.62

วันสุดท้าย ผู้ป่วยและประชาชน แห่แจ้งครอบครองกัญชา ตามกรอบกฎหมายนิรโทษ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 คาดภาพรวมตลอด 90 วัน จะมีผู้มายื่นไม่ต่ำกว่า 20,000 คน
.
🧑🧑 นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. เผยว่าช่วงสุดท้ายของการเปิดรับแจ้งฯ พบมีคนมาแจ้งเพิ่มขึ้น ช่วงวันศุกร์และสาร์ที่ผ่านมา ทั่วประเทศกว่า 800 คนต่อวัน และเฉพาะวันนี้คาดว่าจะมีผู้มาแจ้งถึง 2,000 คน และเชื่อว่ายอดรวม 90 วันของการเปิดรับแจ้ง จะมีผู้มาแจ้งครอบครองฯ ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน
.
💥💥 อย.ยืนยันจะไม่มีการขยายเวลาเปิดรับแจ้งฯ แต่วันนี้จะอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดให้รับบัตรคิวได้จนถึงเวลา 16.30 น. ถ้าหลักฐานครบจะบริการจดแจ้งจนกว่าจะถึงคนสุดท้าย
.
👉👉 กฎหมายขณะนี้เป็นการรับแจ้งครอบครองกัญชาสำหรับผู้ที่จะใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น และไม่ใช่ให้ผู้ป่วยไปปลูก เพื่อกินเอง รักษาตัวเอง แต่ให้ผู้ป่วยเข้าระบบเพื่อรับกัญชาที่ปลอดภัยจากแพทย์ผู้มีความรู้เกี่ยวกับโรคและการใช้กัญชา เพื่อความปลอดภัยต่อตัวผู้ป่วยเอง เนื่องจากข้อมูลที่พบจากการรับแจ้งครอบครองเบื้องต้น พบผู้ป่วยกว่าครึ่งมีการใช้กัญชาในโรคที่ไม่ควรใช้ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้

https://www.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/photos/a.717595134932676/3261432810548883/?type=3&theater
โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2562 เวลา:15:45:37 น.
  
ชี้แจงแยกเป็นประเด็น

๑. ขอใบรับรองแพทย์ เพื่อนำไปแจ้งครอบครองกัญชา
.......... ประเด็นนี้ ทาง อ.ย. (กระทรวงสาธารณสุข) บอกว่า ให้แพทย์ ออกใบรับรองแพทย์ว่า เป็น "ผู้ป่วย" ป่วยเป็นอะไร เท่านั้น ไม่ได้ให้แพทย์รับรองว่า ใช้กัญชารักษาโรค ดังนั้นถ้าผู้ป่วยที่แพทย์ดูแลรักษาอยู่ มาขอใบรับรองแพทย์ ก็ออกให้ไป

๒. คำชี้แจงของ อ.ย. แจ้งครอบครองกัญชา สำหรับคนที่มี กัญชาและผลิตภัณฑ์กัญชา อยู่ในครอบครอง .. คนที่ไม่มี ก็ไม่ต้องไปแจ้ง .

" กฎหมายขณะนี้เป็นการรับแจ้งครอบครองกัญชาสำหรับผู้ที่จะใช้ประโยชน์กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น และ ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยไปปลูก เพื่อกินเอง รักษาตัวเอง "

๓. เรื่องการรักษา ตอนนี้ มีความเข้าใจผิดว่า รักษาโน่นนี่นั่นเยอะแยะ เพราะ มี "คนอ้างข้อมูลของสภาเกษตรฯ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เลยแม้แต่น้อย ... คิดเอง เขียนกันเอง ทั้งนั้น

ปล. เรื่องแบบนี้ ไม่เห็นต้องใช้ใบรับรองแพทย์เลย ใครอยากครอบครอง ก็ไปแจ้งที่ สสจ. เพราะไม่ว่าอย่างไร หลังจากแจ้งก็ต้องมาทำการตรวจสอบอยู่ดีว่า ครอบครองเท่าไหร่ ?
โดย: หมอหมู วันที่: 21 พฤษภาคม 2562 เวลา:17:13:42 น.
  

คาดยอดแจ้ง "กัญชา" ทะลุ 2 หมื่นราย กลุ่มจำเป็นต้องใช้รักษามี 2,000 คน จ่อหาน้ำมันกัญชาให้ใช้
เผยแพร่: 21 พ.ค. 2562 18:47 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/qol/detail/9620000048473?fbclid=IwAR1c1vn5F_lzSzRAwuJu8GwsXbUexwpj_smZ4XNf1SxOQoVQhAaWK9Mssr0

อย.คาดยอดแจ้งครอบครอง "กัญชา" มีประมาณ 2 หมื่นกว่าราย ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือใช้สันทนาการมากกว่าการแพทย์ ชี้กลุ่มจำเป็นต้องใช้รักษามี 2,000 คน จ่อหายากัญชาให้ใช้ เผยได้รับบริจาคน้ำมันกัญชา 500 ขวด เล็งนำเข้าระหว่างรอ อภ.ผลิต

วันนี้ (21 พ.ค.) เมื่อเวลา 16.00 น. นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงการรับแจ้งครอบครองกัญชาวันสุดท้าย ว่า การรับแจ้งครอบครองกัญชาเปิดรับบัตรคิวจนถึงเวลา 16.30 น. โดยคนที่มบัตรคิว อย.จะรับลงทะเบียนทุกคนจนครบ ซึ่งจากข้อมูลผู้มาแจ้งครอบครองกัญชาทั้งประเทศจนถึงวันที่ 18 พ.ค. 2562 มีประมาณ 16,000 คน ส่วนของวันนี้ที่มาแจ้งกับ อย.คาดว่า มีประมาณ 2,000 กว่าคน และยังมีของจังหวัดต่างๆ ในวันสุดท้ายอีก จึงคาดว่าน่าจะมีผู้มาแจ้งครอบครองรวมประมาณ 20,000 คน ซึ่ง 90% เป็นผู้ป่วย มีส่วนน้อยที่เป็นกลุ่มไม่ควรครอบครองและกลุ่มที่ครอบครองเพื่อวิจัย

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์ผู้ป่วยที่มาแจ้งครอบครองจากยอด 16,000 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ ไม่สามารถรอได้ มี 4 โรค คือ ผู้ป่วยมะเร็งรับยาเคมีบำบัด ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคลมชักในเด็ก และอาการปวดเส้นประสาท กลุ่มนี้มีไม่ถึง 100 คน

2.กลุ่มโรคที่จำเป็น แต่รอได้ เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และกลุ่มโรคระยะสุดท้ายอื่นๆ มีประมาณ 20-30%

และ 3.กลุ่มโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่แนะนำให้ใช้ เช่น เบาหวาน ความดัน เครียด นอนไม่หลับ หรือมีการรักษาปัจจุบันที่ดีกว่า

"กลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ ทั้งที่รอไม่ได้และรอได้ น่าจะมีประมาณ 2,000 คน ประกอบด้วย 4 กลุ่มโรคจำเป็น อัลไซเมอร์ พาร์กิน ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่ง อย.มีรายชื่อและที่อยู่ ก็จะจัดให้ไปพบกับแพทย์ในพื้นที่เดียวกันที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนใช้กัญชา ที่ อย.ประกาศรายชื่อผ่านเว็บไซต์แล้ว โดยจะจัดหาผลิตภัณฑ์กัญชามาให้ใช้ ก่อนที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จะผลิตได้ในช่วงปลาย ก.ค.นี้ โดยเบื้องต้นจะมีกัญชาที่ได้รับบริจาคมาส่วนหนึ่ง 500 ขวด ซึ่งมีการระบุปริมาณสารสำคัญอย่างชัดเจน และผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยแล้ว และอาจประสานให้ อภ.หรือสภากาชาดไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์เข้ามาในช่วงนี้ โดยจะมีความชัดเจนในช่วงปลาย พ.ค.นี้ ส่วนจะนำเข้ามามากน้อยแค่ไหน ต้องรอหลังรับแจ้งเสร็จสิ้นว่า มีผู้ป่วยที่มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน และต้องใช้มากน้อยแค่ไหน" นพ.สุรโชค กล่าว

นพ.สุรโชค กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีของกลางจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ระหว่างส่งตรวจวิเคราะห์สารเคมีและยาฆ่าแมลง คาดว่าปลายเดือน พ.ค.จะทราบผล หากมีความปลอดภัย อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ ก็จะประสานหาผู้ที่จะสกัดเป็นผลิตภัณฑ์นำมาใช้ด้วยเช่นกัน สำหรับกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ก็จะมีการให้ข้อมูลว่า ใครบ้างควรใช้ไม่ควรใช้ และเมื่อมีแพทย์ผ่านอบรมมากขึ้นก็ให้ไปปรึกษาคนที่ผ่านอบรม เพื่อให้แพทย์อธิบายถึงความจำเป้นของการใช้กัญชา และบางโรคไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะมีการรักษาอื่นที่ดีกว่า อย่างหลายคนเป็นโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน กัญชามีผลต่อโรคเหล่านี้เยอะ บางคนใช้เยอะ ความดันตก เส้นเลือดตียที่สมองอาจเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตได้



"เท่าที่ดูการมาแจ้งครอบครองในวันนี้ หลายคนไม่มีกัญชา แต่คิดว่าจะต้องใช้กัญชา จึงมาแจ้งไว้ก่อน ซึ่งการแจ้งเป็นการให้แจ้งคนที่ครอบครองอยู่ก่อนแล้วไม่ต้องรับโทษ

ส่วนคนที่ไม่มี แต่คาดว่าต้องใช้ก็ไปตามระบบ เช่น ไปพบแพทย์ที่ใช้กัญชาได้ในการพิจารณาวินิจฉัยว่าโรคที่เป็นต้องใช้หรือไม่

บางคนพยายามไปหาใบรับรองแพทย์มาวันนี้ ซึ่งไม่ได้มีกัญชาอยู่ก่อนเลย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาขึ้นทะเบียน

และเท่าที่สังเกตพบว่า ผู้ที่มาแจ้งครอบครองส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และเป็นเยาวชนจำนวนมาก เข้าใจว่าเป็นการครอบครองเพื่อสันทนาการมากกว่าทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนออกกกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องเป็นห่วง เพราะการใช้กัญชาสันทนาการในกลุ่มเยาวชนจะทำให้การเจริญเติบโตสมองไม่เต็มที่และความจำแย่ลง" นพ.สุรโชคกล่าว

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจว่าตามกฎหมายไม่ได้รับจดเพื่ออนุญาตให้ครอบครองกัญชาได้ต่อไปเรื่อยๆ แต่เป็นการจดเพื่อให้คนที่ถือครองกัญชาก่อนที่กฎหมายจะออกมานั้นไม่ต้องรับโทษ ถ้าที่ครอบครองอยู่นั้นถูกใช้ไปหมดแล้วก็ไม่สามารถไปหาของใหม่มาใช้ได้

อย่างกรณีผู้ป่วยที่ครอบครองเราอนุญาตให้ครอบครองต่อไปในปริมาณที่ใช้ได้ประมาณ 2-3 เดือน หากหมดจากนี้แล้ว คนที่ต้องการใช้ต้องเข้าระบบการพิจารณาและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้สั่งจ่ายกัญชา หากแพทย์พิจารณาแล้วเป็นโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้แพทย์ก็จะให้คำแนะนำการรักษาอื่นต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน ขณะนี้อย.ได้นำรายชื่อแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แสดงบนเว็บไซต์อย.แล้ว ซึ่งเป็นแพทย์ที่ทำงานทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน จำนวน 304 ราย ผู้ป่วยสามาถตรวจสอบได้ที่ //marijuana.fda.moph.go.th/

โดย: หมอหมู วันที่: 22 พฤษภาคม 2562 เวลา:2:25:19 น.
  
เจอแล้ว 7 คนใช้กัญชาเกินขนาด หามเข้าห้องฉุกเฉิน
15:10 | 24 พฤษภาคม 2562 | 2,599


กรมการแพทย์ ระบุในรอบ 1 เดือนผู้ป่วยใช้สารสกัดกัญชาเกินขนาด 7 คนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ย้ำผู้ป่วยที่อยู่นอกเหนือจาก 4 กลุ่มโรคไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันกัญชา ขณะที่หมอ รพ.วิชัยยุทธ โพสต์เจอคนไข้ใช้เกินขนาด 40 หยด จนลิ้นแข็ง อาการหลอนเตือนเสี่ยงปอดพัง

วันนี้ (24 พ.ค.2562)ในการแถลงข่าวความต้องการกัญชาทางการแพทย์ การนำมาใช้และวิธีการดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในรอบ 1 เดือนที่ผ่าน มีผู้ป่วย 7 คน อายุระหว่าง 20-60 ปี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเกินขนาด

ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศรีษะ จึงย้ำว่ากัญชาเป็นยาเสพติด และไม่สามารถรักษาได้ทุกโรค หากอยู่นอกเหนือจาก 4 กลุ่มโรคที่กรมการแพทย์ระบุ ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้และการใช้ต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

ขณะเดียวกันกรมการแพทย์ จะนำข้อมูลที่มีการลงทะเบียนการครอบครองกัญชาของผู้ป่วยมาประเมินกลุ่มอาการของโรคและจัดทำระบบการสั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ในระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“
ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระบบการสั่งจ่ายสารสกัดกัญชาให้กับศูนย์มะเร็ง สังกัดกรมการแพทย์ 7 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นมาตรฐานและตัวอย่างให้กับสถานพยาบาลอื่นๆนำไปปรับใช้กับผู้ป่วยในอนาคต”

วิชัยยุทธ เตือนใช้ยากัญชาเกินขนาดเสี่ยงปอดอักเสบ

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ และหัวหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.วิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีพบผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากการใช้น้ำมันกัญชาเกินขนาดจนต้องเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของว่า ตั้งแต่มีข่าวประโยชน์ของกัญชาในการรักษาสารพัดโรค ซึ่งบางโรคยังไม่มีข้อมูลยืนยันผลการรักษาทางการแพทย์ เริ่มมีคนไข้เข้าห้องฉุกเฉินในเวลากลางดึกเนื่องจากกินน้ำมันกัญชาเกินขนาดหลายคนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

ผู้ป่วยชายไทยอายุ 28 ปี มีปัญหานอนไม่หลับ และดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ไม่เคยใช้กัญชามาก่อนในชีวิต เพิ่งไปรับน้ำมันกัญชาครั้งแรกมา 1 ขวดขนาด 5 มิลลิลิตร เที่ยงคืนแล้วยังนอนไม่หลับ จึงทดลองหยดน้ำมันกัญชาใต้ลิ้น 1 หยด รอสักพักไม่หลับ หยดต่ออีก 2 หยด เริ่มรู้สึกผ่อนคลาย จึงหยดต่อไปเรื่อยๆ รวมแล้วประมาณ 40 หยด ใช้ไปประมาณ 2 มิลลิลิตร ตอนตี 3 เริ่มมีประสาทหลอน เห็นนรกมาเอาตัว เห็นภาพภรรยาเป็น 2 คน พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แขนขาเกร็ง ลุกยืนเดินไม่ได้ มีคลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว

ภรรยาเรียกรถฉุกเฉินมาส่งโรงพยาบาล ตรวจเลือดเม็ดเลือดขาวในเลือดขึ้นสูง 20,100 ได้ให้น้ำเกลือและให้นอนพักในรพ. รักษาแบบประคับประคอง เพราะไม่มียาต้านพิษกัญชาโดยตรง คนไข้อาการดีขึ้นเอง แต่หลังจากนอนตื่นขึ้นมา จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ครบถ้วน คนไข้รายนี้ดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับน้ำมันกัญชา ยิ่งทำให้ผลข้างเคียงของน้ำมันกัญชาโดยเฉพาะจากสารเคมี THC (Tetrahydrocannabinol) เพิ่มสูงขึ้น


คนไข้ขอใบรับรองแพทย์ใบเบิกทางใช้กัญชา

ขณะนี้ทุกวันจะมีคนไข้หลายคนขอใบรับรองแพทย์จากหมอ เพื่อยืนยันว่าป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับและโรคอื่นๆ เพื่อไปขอรับกัญชา ถึงแม้จะไม่มีรายงานว่ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดทำให้ถึงตาย แต่ก็ทำให้ป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลได้

ในอนาคตเชื่อว่าจะมีคนไทยที่กินน้ำมันกัญชาเกินขนาดมาเข้ารพ.แบบฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าถ้ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายมากหากต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร ถ้าจะทดลองใช้ ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เริ่มวันแรก 1 หยด ค่อยๆปรับช้าๆ ใช้เวลาหลายๆวัน ปรับขึ้นทีละ 1-2 หยด ไม่ใช่ใช้มากตั้งแต่วันแรกอย่างผู้ป่วยรายนี้

อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการหยดน้ำมันหลายๆหยดใต้ลิ้นในเวลาเดียวกัน (ไม่เฉพาะแต่น้ำมันกัญชา) แล้วล้มตัวลงนอน คือการสำลักน้ำมัน เพราะน้ำมันเบากว่าน้ำ น้ำมันอาจเล็ดลอดไหลลงหลอดลมและปอดโดยเฉพาะคนสูงอายุ โดยคนที่สำลักไม่รู้ตัว การสำลักน้ำมันปริมาณน้อยๆต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดปอดอักเสบจากการสำลักน้ำมัน เมื่อเป็นปอดอักเสบแล้วรักษายาก

โดยระบุว่า เห็นด้วยกับข้อบ่งชี้ของโรคที่เมื่อรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่ได้ผล ให้ใช้น้ำมันกัญชาได้ 1.โรคมะเร็งระยะสุดท้าย 2.คลื่นไส้อาเจียน จากการรับยาเคมีบำบัด 3.ปวดเรื้อรังจากโรคมะเร็ง 4. กล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคเอ็มเอสปลอกปลายประสาทอักเสบ และ 5.โรคลมชักดื้อยาในเด็ก

จากประสบการณ์ของผมในการดูแลรักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายที่ได้น้ำมันกัญชาหลายคน พบว่าน้ำมันกัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน และปวดได้บ้าง แต่ไม่สามารถยืดชีวิตผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายได้ ไม่ควรใช้น้ำมันกัญชากับคนที่ป่วยด้วยโรคที่ปัจจุบันมียารักษาได้ผลอยู่แล้ว อย่างเช่นโรคติดเชื้อเอชไอวี จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยหากหยุดยาต้านไวรัสแล้วเปลี่ยนมากินน้ำมันกัญชาแทน เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาอีกด้วย
ลงทะเบียนออนไลน์ยอดพุ่ง 31,177

น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากสารสกัดกัญชาที่องค์เภสัชกรรมผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้ป่วยก็จะไปซื้อกัญชาจากใต้ดินที่มีราคาสูง และไม่มีคุณภาพมาใช้ จึงต้องผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ และไม่ควรนำเข้าจากต่างประเทศ ดั้งนั้น ต้องเร่งปลดล็อกกัญชาและกัญชง ออกจากสารเสพติดประเภท 5

ส่วนการลงทะเบีนครอบครองกัญชาผ่านระบบออนไลน์ทาง //www.cbd-oss.org ของสภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 13-21 พฤษภาคมที่ผ่านมา มี 139,977 คน มีผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จ 31,177 คน โดย 5 จังหวัดที่มีผู้ลงทะเบียนมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 8,726 คนนนทบุรี 1,400 คน นครราชสีมา 1,205 คน เชียงใหม่ 1,203 คน และปทุมธานี 1,145 คน

เมื่อแบ่งตามภาค ภาคกลาง มีจำนวน 15,748 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,157 คน ภาคเหนือ จำนวนทั้งหมด 3,202 คนภาคตะวันออกและภาคตะวันตก 3,699 คน /ส่วนอันดับอาการของผู้ป่วย ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคไบโพลา โรคซึมเศร้าและอัลไซเมอร์

โดย: หมอหมู วันที่: 25 พฤษภาคม 2562 เวลา:13:35:49 น.
  
เคลียร์ชัดๆ!‘อภัยภูเบศร’ชี้‘กัญชา’ไม่ใช่ยาวิเศษ ใช้ไม่ถูกอันตรายถึงชีวิต

วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 15.22 น.

24 พ.ค.62 ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยว่า จากกรณีนายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ และหัวหน้าห้องฉุกเฉิน รพ.วิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พบผู้ป่วยใช้น้ำมันกัญชาโดยการหยดใต้ลิ้นเพื่อให้นอนหลับ โดยใช้เกินขนาดกว่า 40 หยดจนประสาทหลอน และต้องส่งห้องฉุกเฉินในกลางดึก พร้อมกันนี้ยังระบุว่าขณะนี้ทุกวันจะมีคนไข้หลายคนขอใบรับรองแพทย์จากหมอ เพื่อยืนยันว่าป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับและโรคอื่นๆ เพื่อไปขอรับกัญชา ถึงแม้จะไม่มีรายงานว่ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดทำให้ถึงตาย แต่ก็ทำให้ป่วยถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลได้ และเชื่อว่าในอนาคตจะมีคนไทยที่กินน้ำมันกัญชาเกินขนาดมาเข้าโรงพยาบาลแบบฉุกเฉินมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าถ้ากินน้ำมันกัญชาเกินขนาดอาจเกิดผลข้างเคียงได้ นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฎการณ์ผู้ป่วยแห่เข้ารับการรักษาด้วยน้ำมันกัญชาจาก โรงพยาบาลหนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยเชื่อว่าจะสามารถรักษาได้หลายโรคนับพันราย ตามที่มีข่าวนั้น

ดร.ภญ.ผกากรอง ระบุว่า ตอนนี้กระแสกัญชา การใช้น้ำมันกัญชา ค่อนข้างได้รับความนิยม และมีการส่งต่อข้อมูลกันอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว ประกอบกับประชาชนยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ถึงแม้การใช้กัญชาจะมีระบุอยู่ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก แต่ในการรักษา หรือการใช้ทางการแพทย์ยังจำเป็นต้องมีการควบคุมและส่งเสริมประชาชนเรียนรู้เข้าใจอย่างถูกต้อง

“มีการค้นพบว่าร่างกายเราสามารถสร้างสารที่มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกัญชาได้ คือ ECS ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานทุกระบบของร่างกาย ปรับสมดุล และมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปวด ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องระบบประสาทและสมอง เมื่อร่างกายเกิดภาวะพร่องสารดังกล่าวก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยหรือผิดปกติได้ จึงมีการให้สารจากพืชกัญชาเพื่อฟื้นฟู” ดร.ภญ.ผกากรอง กล่าว

สำหรับขนาดการใช้ที่เหมาะสมนั้น ดร.ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า จากข้อสรุปการวิจัย เนื่องจากยากัญชาค่อนข้างมีความซับซ้อนในการใช้ และแตกต่างจากยาแผนปัจจุบันอื่นๆมาก ทำให้กำหนดขนาดตายตัวไม่ได้ ต้องปรับให้เหมาะกับแต่ละราย หลักการคือ ต้องเริ่มทีละน้อย จากนั้นจึงเพิ่มขนาดจนควบคุมอาการเจ็บป่วยได้ โดยการพิจารณาขึ้นกับสาเหตุหลักคือ
1.ชนิดของกัญชาที่นำมาใช้ สายพันธุ์ ความเข้มข้นของยาสกัด รูปแบบที่ใช้ย่อมให้ผลลัพธ์ต่างกัน
2. โรคที่ผู้ป่วยเป็น
3. การตอบสนองต่อยากัญชา ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

ดังนั้นผู้ป่วยที่มีความต้องการใช้ยาจากกัญชาแต่ไม่ทราบขนาดที่เหมาะสม แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจประเมินร่างกาย และทราบขนาดยาที่เหมาะสมของตนก่อน ไม่ควรใช้เอง เพราะอาจเกิดอันตรายได้”

“ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเองกำลังเก็บข้อมูล และทำการศึกษาอย่างจริงจัง ถึงผลดีผลเสียและความปลอดภัย การใช้อย่างเหมาะสมของยาจากกัญชา และภายในงานวันครบรอบ 78 ปี โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เราจะจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับกัญชารวมถึงวิธีการใช้อย่างถูกต้องให้กับประชาชน เรายังคงเชื่อว่า กัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ช่วยบำบัดรักษาโรคได้จริง แต่ต้องใช้อย่างมีสติและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ หากท่านที่ต้องการปรึกษาการใช้ยาสมุนไพร หรือการใช้ยาจากกัญชา สามารถโทรปรึกษาได้ที่ ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ฯ 037-211289 ในวันเวลาราชการ หรือ เฟซบุ๊คสมุนไพรอภัยภูเบศร” ดร.ภญ.ผกากรอง กล่าว

https://www.naewna.com/local/415606?fbclid=IwAR0_5Gi40khsl4ljIu0YnXrXbknazu_9rxAMsRA9SyvsuyE4oulTN8rD1eU
โดย: หมอหมู วันที่: 25 พฤษภาคม 2562 เวลา:13:38:22 น.
  
ชี้แจงการครอบครองกัญชา หลัง 21 พค. 62

1. ผู้ป่วยมีใบครอบครอง สามารถมีกัญชาใช้ในการรักษาโรคเพียง 3 เดือน นับจาก 21 พ.ค. 62 (ถึงวันที่ 19 ส.ค.62)

2. จำนวนที่ครอบครอง : ต้องตรงตามใบครอบครอง ส่วนที่เกินมีความผิดตามกฎหมาย

3. ผู้ที่ไม่ได้แจ้งครอบครอง : หากพบมีกัญชาในครอบครอง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

4. เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถปลูกกัญชาเองได้ แต่ต้องเป็นเกษตรกรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือเกษตรกรการเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย และร่วมดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐ

5. กรณีผู้แจ้งเจตนาขยายพันธ์หรือนำเมล็ดไปปลูก : หน่วยงาน ปปส.และตำรวจ จะติดตามการครอบครองที่มาสุจริตและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Smart Consumer
https://www.facebook.com/smartconsumer4.0/photos/a.332188787193559/653556328390135/?type=3&theater

โดย: หมอหมู วันที่: 30 พฤษภาคม 2562 เวลา:14:03:55 น.
  
Centre for Alcohol Studies : CAS
2 มิถุนายน เวลา 22:55 น. ·

บทเรียนจากนโยบายกัญชาเสรีของแคนาดา จากคำบอกเล่าของ Jurgen Rehm นักวิชาการด้านนโยบายสิ่งเสพติดที่มีงานตีพิมพ์มากที่สุดในโลก

โดย ดร.นพ.มูฮัมมัดฟาห์มี ตาเละ
อาจารย์ประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
นักวิชาการประจำศูนย์วิจัยปัญหาสุรา

วันที่ 28/5/2019 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการถ่ายทอดข้อมูลทางวิชาการที่เกิดขึ้น หลังจากProf.Jurgen Rehm ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายสุขภาพจิตของแคนาดา ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีผลงานมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และตัวของ Jurgen เองก็ถือเป็นนักวิชาการแนวหน้าของโลกด้านนโยบายสารเสพติดและแอลกอฮอล์ แคนาดาได้ดำเนินเสรีนโยบายกัญชาเสรีมาระยะหนึ่ง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ ชวนให้ถกและคิดกันต่อครับ

ประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มรายได้สูง มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยหลายเท่า แต่ประชากรทั้งประเทศมีเพียง 34 ล้านคน นโยบายเรื่องเสรีกัญชาในประเทศแคนาดาตอนนี้คืออนุญาตให้ใช้ได้ทั้งเพื่อการแพทย์และสันทนาการ โดยสำหรับกัญชาการแพทย์ อนุญาตตั้งแต่ปี 2001 ส่วนการใช้เพื่อสันทนาการนั้นเพิ่งได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการในปี 2018 ที่ผ่านมานี่เอง

*******************************************************************

ตลาดกัญชาโลก

Jurgen เริ่มต้นว่าในโลกใบนี้ประเทศในโลกมีแนวโน้มจะเปิดรับกัญชามากขึ้น ประเทศที่เคยห้ามใช้ทุกกรณีก็จะลดหย่อนให้ใช้ในทางการแพทย์ ประเทศที่เปิดให้ใช้ในทางการแพทย์ก็มีแนวโน้มจะเปิดให้ใช้เพื่อสันทนาการ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลกตื่นตูมกับเรื่องนี้เพราะตัวเลขมหาศาลที่ประเทศที่เปิดรับเชื่อว่าตัวเองจะได้ผลประโยชน์หากร่วมวงกับกระแสของกัญชาด้วย หากวันนี้เราไปค้นใน google เรื่องมูลค่าการตลาดของกัญชา เราจะเห็นตัวเลขว่าตลาดกัญชาตอนนี้มูลค่ามันมากถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใครก็ตามที่เห็นตัวเลขก็ต้องตาลุกวาว และฝันอยากเป็นส่วนหนึ่ง (ส่วนมากมักฝันถึงการเป็นผู้นำในตลาดเสียด้วย) ของตลาดนี้กันหมด ผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมกัญชาโลกตอนนี้กำลังสร้างกระแสนี้ให้ทั่วโลกเปิดรับกัญชาด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการเติบโตของอุตสาหกรรมกัญชาจะดีต่อนายทุนที่ลงทุนเรื่องนี้มากกว่าอยู่กับประชาชน แต่ไม่มีใครสืบทราบได้ว่าตัวเลขที่มีการนำเสนอนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่มีกระบวนการได้มาของตัวเลขประมาณการดังกล่าวเลย

ตัวอย่างที่เขายกมาเช่น ประเทศจาไมก้าซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ มีประชากรสองล้านคน เป็นบ้านเกิดของผู้นำทางจิตวิญญาณของสายเขียวทั่วโลกอย่างบ็อบ มาเล่ ก็เคยปราวรนาอยากเป็นผู้นำในตลาดกัญชาโลก แต่ Jurgen บอกเลยว่าพร้อมจะพนันทุกบาทที่เขามีว่าถ้ากระแสกัญชาเป็นอย่างนี้ต่อไป ประเทศที่จะครองตลาดกัญชาในอนาคตคือจีนเท่านั้น เพราะมีทุกอย่างทั้งความรู้ ทุน แรงงาน พื้นที่ ทุกประเทศไม่สามารถแข่งกับจีนได้แน่นอน หากแข่งขันกันในเรื่องอุตสาหกรรม ดังนั้นประเทศไหนก็ตามที่อยากเข้าสู่ตลาดกัญชาเพราะเรื่องตัวเลขมูลค่ากัญชาที่ว่า และ วาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในตลาดกัญชาโลก ต้องทบทวนให้ดีว่าเป็นไปได้หรือไม่ และส่วนตัวเขาคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน

*******************************************************************

บทเรียนจากแคนาดา เมื่อครั้งที่เปิดให้ใช้กัญชาการแพทย์

ในช่วงปี 2001 – 2018 ประเทศแคนาดาเปิดให้ผู้ป่วยสามารถใช้กัญชาทางแพทย์ได้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็มีงานวิจัยพอสมควรแล้วว่ากัญชาสามารถให้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ การเปิดประตูบานเดียวสำหรับกัญชา จึงทำให้คนทั้งหมดที่อยากใช้กัญชาโดนบังคับเข้าสู่ประตูบานนี้ จึงเกิดปรากฏการณ์ว่าผู้ป่วยที่ขอใบรับรองแพทย์เพื่อใช้กัญชานั้นเป็นผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว เต็มไปหมด มีผู้ป่วยเพียงบางส่วนเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับกัญชา

เมื่อมีการใช้ไประยะหนึ่งก็มีนักวิจัยเก็บข้อมูลในประเทศ และพบว่ากัญชาให้ผลกระทบทางลบต่อสุขภาพของ ”ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์” เสียอีก เช่น เขาพบว่า ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาทางการแพทย์ในเมือง Ontario มีความเสี่ยงต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไปที่ไม่ใช้มากถึง 2-10 เท่า

****************************************************************

กัญชา ประเด็นร้อนของสาธารณะ

สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกอย่างหนึ่งของ Jurgen ต่อเรื่องกัญชาคือ แม้ในประเทศแคนาดาจะมีผู้ใช้กัญชาประมาณ 200,000 คน แต่ประเด็นเรื่องกัญชากลายเป็นประเด็นสาธารณะที่คนพูดถึงกันมากที่สุด 5 เรื่องแรกของประเทศเลย เรื่องที่คนพูดถึงและกังวลกันมากที่สุดคือเรื่อง Climate change ซึ่งก็ดูเข้าท่าดี แต่กัญชาซึ่งเป็นเรื่องสำหรับคนกลุ่มเล็กมาก กลับกลายเป็นประเด็นร้อนไป มันลามไปถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ทุกพรรคการเมืองต้องนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับกัญชาในแคมเปญเลือกตั้งด้วย ซึ่งมีสามพรรคหลักที่นำเสนอนโยบายที่แตกต่างกัน พรรคเสรีนิยมของจัสติน ทรูโด เสนอเรื่องการเปิดเสรีกัญชา พรรคอนุรักษ์ซึ่งเดิมทีอยากให้ผิดกฎหมายเหมือนก่อน แต่พอมีกระแสกัญชาก็ต้องเสนอกลาง ๆ คือเอาแค่กัญชาทางการแพทย์ และ NDP ที่เสนอทางเลือกที่แตกต่างคือการลดทอนโทษทางอาญาของกัญชา ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือประเด็นเรื่องกัญชาถูกทำให้เกิดความสนใจอย่างมากนั้นเป็นเพียงกระแสตื่นตูมหรือไม่ ในความเป็นจริงมันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมมากถึงขนาดที่จะทุ่มความสนใจมากขนาดนี้

กัญชากับผลกระทบทางสังคมและสุขภาพ

Jurgen บอกว่าก่อนหน้านี้เขาเคยสนับสนุนเรื่องเปิดเสรีกัญชา แต่เมื่อข้อมูลของกัญชาในทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยทั่วโลกมีมากขึ้น ก็พบว่าการเปิดเสรีไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด ปัจจุบันผลกระทบต่อสังคมที่พบว่ากัญชาทิ้งไว้แน่ ๆ คือ อุบัติเหตุทางจราจร การเป็นสาเหตุของโรคทางจิตเวช ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ผู้ใช้กัญชาทางแพทย์จำนวนมากเอาไปใช้รักษาโรคซึมเศร้า ทั้ง ๆ ที่กัญชาเพิ่มโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า, ภาวะผิดปกติจากการใช้กัญชาเกินขนาด และ มะเร็งปอด เมื่อคำตอบในทางลบออกมามากขึ้น ความเห็นของเขาจึงเปลี่ยนไป

*******************************************************************

คำถามสำคัญสำหรับประเทศที่จะพิจารณากัญชาในระดับนโยบาย

ข้อคำถามสำคัญก่อนที่ประเทศใด ๆ จะรับกัญชามาใช้เพื่อทางการแพทย์หรือสันทนาการก็ดี ต้องติดคำถามเหล่านี้ให้ได้ ว่าจะไปทางไหน

- จะเปิดเสรีกัญชา หรือ อนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์

- ความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม ในมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ ระบบการเฝ้าระวังและการเก็บข้อมูลเรื่องเหล่านี้สำคัญที่สุด

- ผู้ผลิตจะจ่ายภาษีสำหรับชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพด้วยหรือไม่ (Pigouvian Tax)

- จะจัดการกับผู้ขับขี่ที่ถือใบรับรองแพทย์ให้ใช้กัญชาอย่างไร เรามี Alcohol limit สามารถตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจได้ กับกัญชาจะจัดการอย่างไรไม่ให้มีคนเมากัญชาแล้วขับ

- ใครจะเป็นผู้จัดจำหน่าย แจก หรือ จ่ายยา กัญชาได้ แล้วจะใช้กัญชาแบบไหน มีสัดส่วนของ THC/CBD เท่าไหร่ จะใช้กัญชาในรูปแบบการแพทย์สมัยใหม่ หรือ การแพทย์ดั้งเดิม
ถ้ามีคำตอบแน่ชัดในทุกประเด็น ก็ให้คำตอบนั้นนำทางสังคมไปครับ

****************************************

https://www.facebook.com/cas.org.th/posts/2341300999266051?__tn__=H-R
โดย: หมอหมู วันที่: 8 มิถุนายน 2562 เวลา:15:46:51 น.
  
กัญชาช่วยบรรเทาอาการทางโรคผิวหนังได้จริงหรือ ?
Wed, 2019-06-12 11:34 -- hfocus

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยขอนำเรื่องของ “กัญชา” ช่วยบรรเทาอาการทางโรคผิวหนังได้จริงหรือ ? เมื่อพูดถึงเรื่องของการนำกัญชามาใช้ในการรักษาโรค ซึ่งเป็นที่กล่าวขานอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เช่นเดียวกันกับในวงการแพทย์และเภสัชกรรมที่ได้เห็นความสำคัญและพยายามศึกษาค้นคว้าในเรื่องการนำกัญชามาใช้อย่างถูกวิธีในทางการแพทย์ เนื่องจากกัญชาจัดอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ดังนั้นการศึกษาเพื่อประเมินระหว่างข้อดีและข้อเสีย จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งก่อนที่จะนำมาใช้ในการรักษาโรคได้โดยไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้รวมทั้งผลกระทบกระเทือนอื่น ๆ ในสังคมด้วย

“กัญชา” มีสารประกอบแคนนาบินอยด์ (Cannabinoids) ที่สามารถใช้ในการรักษาโรคได้ โดยสารที่ออกฤทธิ์คือ Delta-9-Tetrahydrocannabinol (THC) ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและ Cannabidiol (CBD) ที่ไม่มีฤทธิ์เสพติด ในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่เสพกัญชาทั้งหมดนั้นจะมีประมาณ 10 % ที่ใช้เพื่อเป็นวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ มีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้กัญชาสำหรับบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง, อาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ, โรคเบื่ออาหารและคลื่นไส้

ในรอบปีที่ผ่านมา ได้มีการศึกษาถึงการใช้กัญชาในการบรรเทาอาการทางโรคผิวหนังเพื่อระงับอาการคัน, บวม, อักเสบ และการเกิดมะเร็งผิวหนัง มีการศึกษาการใช้กัญชารักษาอาการคันของผิวหนังพบว่ามีผลในการรักษาอาการคันของผู้ป่วยได้ถึง 86.4% นอกจากนี้ยังคาดว่ากัญชาอาจมีคุณสมบัติในการระงับการอักเสบ ซึ่งมีประโยชน์สำหรับใช้ในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Atopic dermatitis) และโรคผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) ซึ่งพบว่ากัญชาช่วยลดอาการแพ้, อาการบวมและการอักเสบในสัตว์ทดลองได้

จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกัญชาโดยทั่ว ไปมีข้อสันนิษฐานว่ากัญชาน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการรักษาโรคสะเก็ดเงินและมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากกัญชามีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเซลล์ผิวหนัง ไม่ให้สร้างมากเกินไป มีการศึกษาการใช้สารสกัดจากเมล็ดกัญชามาใช้ทารักษาสิวและรังแคอักเสบ (Seborrheic dermatitis) พบว่ากัญชาช่วยลดอาการแดงและผิวมันได้

อย่างไรก็ตามพบการศึกษาวิจัยให้ผลตรงข้ามกัน เนื่องจากบางการศึกษาพบว่าการใช้กัญชาที่ผิวหนังอาจทำให้เกิดปฏิกริยาอักเสบแทนที่จะลดการอักเสบ และบางการศึกษาพบว่ากัญชาอาจลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดแต่อาจลดการเจริญของเซลล์ผมด้วย ดังนั้นจึงควรมีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยทางด้านกัญชามากขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนในด้านการรักษาทั้งในด้านบวกและด้านลบ

สรุปแล้วนอกเหนือไปจากกัญชาจะมีข้อเสียที่เป็นยาเสพติดที่ก่อให้เกิดความมึนเมาขาดการควบคุมสติสัมปชัญญะได้ แต่อาจมีผลดีในด้านการบรรเทาอาการและรักษาโรคผิวหนังบางชนิดจากผลการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาดังได้กล่าวข้างต้น

แต่ในขณะนี้ยังไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาในการรักษาเป็นลำดับแรกโดยเฉพาะกัญชาที่ยังไม่ผ่านการรับรองตำรับจากคณะกรรมการอาหารและยา เนื่องจากการศึกษาที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในกลุ่มอาสาสมัครจำนวนน้อย ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาถึงประสิทธิผลและความปลอดภัยในงานวิจัยจำนวนมากกว่านี้ และยังต้องคำนึงถึงการควบคุมการผลิตยาจากกัญชาด้วยอัตราส่วนที่ถูกต้อง รวมทั้งข้อบ่งชี้ในการใช้บรรเทาและ/หรือรักษาโรคที่ชัดเจนและเหมาะสมก็จะเป็นผลดีแก่ผู้ป่วยและวงการแพทย์ต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

ผู้เขียน : พญ.ชินมนัส ตั้งจาตุรนต์รัศมี ประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

https://www.hfocus.org/content/2019/06/17254
โดย: หมอหมู วันที่: 13 มิถุนายน 2562 เวลา:15:05:19 น.
  

อย.แจง กม.โฆษณากัญชาเพื่อให้ข้อมูลกลุ่มแพทย์ รองรับยากัญชาในประเทศที่ใกล้ผลิตเสร็จแล้ว
Tue, 2019-06-25 06:06 -- hfocus

อย.แจงร่างกฎกระทรวงอนุญาตโฆษณากัญชาเพื่อรองรับการให้ข้อมูลทางวิชาการกับบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากขณะนี้ใกล้ได้ยากัญชาที่ผลิตโดยผู้ผลิตในประเทศแล้ว ย้ำ ! ยังไม่มียากัญชาจากต่างชาติได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย จึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ค้าใดแน่นอน

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ได้เห็นชอบหลักการของร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการออกใบอนุญาตเกี่ยวกับการโฆษณายาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ. .... สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงเจตนารมณ์ของการออกกฎหมายดังกล่าวว่า เนื่องจากขณะนี้ อย.ได้มีการสนับสนุนให้หน่วยงานที่มีศักยภาพในการผลิตสารสกัดกัญชาให้เร่งดำเนินการ โดยมีผู้ได้รับอนุญาตให้ปลูกกัญชาทั้งสิ้น 4 ราย ได้แก่ องค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร

รวมทั้งยังมีผู้ได้รับอนุญาตให้ผลิตยากัญชา เพื่อใช้ทางการแพทย์หรือเพื่อศึกษาวิจัยอีก 5 ราย ได้แก่ องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งผู้รับอนุญาตดังกล่าว อยู่ระหว่างการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาต และจะได้ผลผลิตยากัญชาที่มีคุณภาพมาตรฐาน และมีความปลอดภัยในการนำมาใช้บำบัดรักษาโรคแก่ผู้ป่วยภายในประเทศ ในเร็ว ๆ นี้

ดังนั้น ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจึงออกมาเพื่อรองรับกรณีการให้ข้อมูลทางวิชาการของยากัญชาที่ผลิตในประเทศ แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ใช้ในการพิจารณาสั่งใช้ยาอย่างเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย สำหรับกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การโฆษณาให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับกัญชาต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา โดยให้โฆษณาได้เพียง 2 กรณี คือ (1) การโฆษณาในลักษณะของการให้ข้อมูลทางวิชาการต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์และหมอพื้นบ้าน หรือ (2) การทำเป็นเอกสารในลักษณะของการเลียนแบบฉลากหรือเอกสารกำกับยาที่ภาชนะบรรจุกัญชา ซึ่งการโฆษณารูปแบบเฉพาะดังกล่าว ไม่ได้เปิดให้มีการโฆษณาในทางการค้าต่อประชาชนหรือสังคมทั่วไปแต่อย่างใด

นพ.ธเรศ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ไม่มีผลิตภัณฑ์ยากัญชาจากต่างประเทศได้ขึ้นทะเบียนตำรับในประเทศไทย จึงไม่มีประเด็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทยาต่างชาติอย่างแน่นอน และขอฝากถึงผู้ที่จะใช้กัญชาในการรักษาโรค ขอให้เข้ารับการตรวจพิจารณาความเหมาะสมจากแพทย์ที่ผ่านการอบรมการใช้ยากัญชาจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจใช้ยากัญชาอย่างถูกต้อง อย่าหลงเชื่อการโฆษณาจากสื่อใด ๆ เพราะอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยากัญชาอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งมีข่าวปรากฏให้เห็นแล้วหลายราย


https://www.hfocus.org/content/2019/06/17298?fbclid=IwAR0LrH-mEjAy6Qic-av4S0KH_-D-L2UcJYI5KZNSmNAhluI_Y58v7yybRKc
โดย: หมอหมู วันที่: 25 มิถุนายน 2562 เวลา:23:39:23 น.
  

นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : กัญชาสังเคราะห์กับการเกิดเลือดออกผิดปกติ
Sun, 2019-06-30 08:33 -- hfocus
ธีระ วรธนารัตน์

ตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2018 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีรายงานผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเลือดออกตามที่ต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงทางเดินหายใจ รวมแล้วกว่า 300 รายกระจายในกว่า 10 มลรัฐ

โดยมีรายงานแรกที่อิลลินอยส์ ตรวจสอบพบว่ามีประวัติการเสพกัญชา โดยซื้อหากัญชาสังเคราะห์มาเสพ

ผลิตภัณฑ์กัญชาสังเคราะห์นั้นพบว่ามีการผสม Rat poison ที่ชื่อว่า Brodifacoum (BDF) ไว้ เพื่อหวังจะให้เป็นสารเคมีที่กระตุ้นให้เกิดอาการเคลิ้ม หรือ High ได้ง่ายขึ้น และอาการดังกล่าวมักเป็นที่ปรารถนาของเหล่านักเสพ

สาร BDF นี้ขึ้นชื่อว่ามีฤทธิ์ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด มีฤทธิ์แรงกว่ายา Warfarin ที่ใช้ในการต้านการแข็งตัวของเลือดถึง 100 เท่า จึงได้รับสมญาว่า "Superwarfarin" และมีค่าครึ่งชีวิต หรือแปลว่าปริมาณที่เสพเข้าไปแล้วจะลดลงเหลือครึ่งนึงนั้นใช้เวลาถึง 20-130 วัน ซึ่งถือว่าน่ากลัวมาก

รายงานผู้ป่วยในเอกสารอ้างอิง (1) นี้เป็นแค่ตัวอย่างผู้ป่วยที่นำเสนอให้ดูว่าน่ากลัวจริง ตีพิมพ์มาในวารสารทางการแพทย์ The Journal of Emergency Medicine เดือนพฤษภาคม 2019 นี้เอง เป็นเคสชายอายุ 27 ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ มาก่อน แต่มีประวัติเสพกัญชาสังเคราะห์ มาด้วยเรื่องเลือดออกในชั้นเนื้อเยื่ออ่อนหลายที่ตามร่างกาย รวมถึงทางเดินหายใจส่วนบน

เคสอื่นๆ ที่มีในอเมริกานั้น ก็มาด้วยเรื่องเลือดออกตามที่ต่างๆ โดยไม่ทราบสาเหตุมาก่อน และตรวจสอบพบว่าเกิดจากการเสพกัญชาสังเคราะห์ที่มี BDF ปนอยู่นั่นเอง

อเมริกามีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เมืองไทยนั้นแม้จะยังไม่มีใครรายงาน แต่คงจะเป็นการดี หากแพทย์ที่พบผู้ป่วยในลักษณะนี้ก็อาจต้องคำนึงถึง และตรวจดูค่าการแข็งตัวของเลือดด้วย เพราะหากมีประวัติการเสพ หรือค่าการแข็งตัวของเลือดผิดปกติมากๆ ก็ต้องนึกถึงสาเหตุนี้ไว้ และให้วิตามิน K อย่างเร่งด่วน

และที่สำคัญคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงภัยยาเสพติดอย่างกัญชา และสารสังเคราะห์ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งยา อาหาร เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยว ฯลฯ

กระแสคลั่งกัญชาในเมืองไทย น่ากลัว และส่งผลกระทบในวงกว้าง หามส่งโรงพยาบาลกันทุกวี่วัน เพราะกิเลส และความไม่รู้เท่าทัน ด้วยรักและปรารถนาดีต่อทุกคน

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
https://www.hfocus.org/content/2019/06/17313

อ้างอิง

1. Ross CH, et al. Hemorrhagic Soft Tissue Upper Airway Obstruction From Brodifacoum-Contaminated Synthetic Cannabinoid. J Emerg Med. 2019 May 8. pii: S0736-4679(19)30133-7. doi: 10.1016/j.jemermed.2019.03.007. [Epub ahead of print]

2. Hassoun A. Severe bleeding associated with use of tainted synthetic cannabinoids. AAP News. Feb 13, 2019.
โดย: หมอหมู วันที่: 1 กรกฎาคม 2562 เวลา:12:48:48 น.
  
เปิดเสรีกัญชา...ได้หรือเสีย?

เขียนวันที่ วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม 2562 เวลา 17:07 น.
เขียนโดย ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
https://www.isranews.org/isranews-article/78516-cabins.html

"...ดังนั้นไม่ต้องมาเถียงว่าเป็น "สมุนไพรแห่งความเมตตา" จะสกัดเป็นยา ก็ทำเป็นยาแบบมาตรฐานสากล อย่ามาสร้างวาทกรรมลวงโลก เพื่อหาทางให้ภาวะติดยาเสพติดของตนเองนั้นกลายเป็นความถูกต้อง แลกกับความเสี่ยงสูญเสียและหายนะของสังคมในอนาคต..."

160719 cabinsz

เมืองไทยนั้นไม่มีข้อมูลในมือ และไม่มีทางตอบได้ครับ ภายใต้สมมติฐานที่น่าสงสัยและน่าติดตามว่า เกมการเมืองนั้นจะครอบคลุมไปถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของธุรกิจและมูลค่าทางการตลาดจากผลิตภัณฑ์กัญชาหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด และการเมืองนั้นจะเอี่ยวกับกลุ่มนักวิชาการ และสาวกสายเขียวตัวเบ้งมากน้อยเพียงใด

ใครมีความสามารถในการประเมิน ช่วยทำหน่อยก็ดี

แต่ในมือตอนนี้ มีตัวเลขประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีกัญชาจากรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกามาให้ดูกันชัดๆ สรุปสั้นๆ ดังนี้

เก็บภาษีจากการเปิดเสรีกัญชา คุ้มป่ะ?

คำตอบ: เค้าพบว่าแต่ละครั้งที่รัฐเก็บภาษีได้ 1 ดอลล่าร์จากการขายกัญชาได้ ชาวโคโลราโดจะต้องเสียเงิน 4.5 ดอลล่าร์ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสรีกัญชา

ราคาค่างวดที่ประชาชนโดยรวมต้องจ่ายไปนั้น จะเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยจากเสรีกัญชาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม รวมถึงความสูญเสียจากการที่เด็กนักเรียนชั้นต่างๆ ต้องออกจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับมัธยม

66816498 503451050461291 2406363630695088128 n

ฮ่าๆ ตกลงเสรีกัญชาแล้ว คนจะไม่เสพยากันจนมั่ว ใช่ไหม?

คำตอบ: สถิติที่เค้าเก็บรวบรวม พบว่าน่าเป็นห่วง เพราะอัตราการเสพผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบต่างๆ นั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่นักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัย แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่ากลุ่มแรกคือ กัญชาก็ยังคงมีการเสพกันมากในกลุ่มประชากรในสังคมที่มีระดับการศึกษาน้อย พูดง่ายๆ คือ เสรีกัญชาแล้ว เพลิดเพลินกันทั้งที่เรียนสูง เรียนน้อย ปุ้นกันไปทั่ว ว่างั้นเถอะ

เสรีกัญชาไปเหอะ...ไม่ต้องกลัวติดยาเสพติด เพราะโอกาสติดน้อยกว่าเหล้าบุหรี่เยอะ ดีไม่ดี จะทำให้สังคมลดปัญหายาเสพติดด้วย ใช่ป่ะ?

คำตอบ: เสียใจด้วยนะครับ ข้อมูลที่เค้ามี ชี้ชัดว่า การใช้กัญชานั้นจะนำไปสู่การใช้ยาเสพติดชนิดอื่น หรือจะมีการเสพยาเสพติดชนิดอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น เหล้า ฯลฯ ดังนั้นไอ้ที่จะมาอ้างว่าเสี่ยงน้อยกว่าเหล้าบุหรี่นั้น ฟังไม่ขึ้นด้วยประการทั้งปวง อีกหน่อยอาจต้องเปลี่ยนแคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษา เป็น "ร่วมกันแก้ปัญหากัญชาท่วมเมือง"

เฮ้ยๆ เค้าว่ากันว่า กัญชามาช่วยให้คนปลอดโรค ภาระแพทย์และบุคลากรสุขภาพจะได้ลดลง จริงไหมหนอ?

คำตอบ: เล่าให้ฟังแบบเหนื่อยใจได้ดังนี้ จำนวนการโทรศัพท์ปรึกษาศูนย์พิษวิทยาจากการเสพกัญชานั้นมากขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากเปิดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ และเปิดเสรีกัญชา

ดังนั้นไม่ต้องมาเถียงว่าเป็น"สมุนไพรแห่งความเมตตา" จะสกัดเป็นยา ก็ทำเป็นยาแบบมาตรฐานสากล อย่ามาสร้างวาทกรรมลวงโลก เพื่อหาทางให้ภาวะติดยาเสพติดของตนเองนั้นกลายเป็นความถูกต้อง แลกกับความเสี่ยงสูญเสียและหายนะของสังคมในอนาคต

นอกจากนี้สถิติเล็กๆ ในโคโลราโดคือ ทุกปี จะมีอย่างน้อย 15 คนที่เสพกัญชาผ่านการสูบแล้วเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ระหว่างการเสพจนบาดเจ็บต่อร่างกาย

คนที่เสพกัญชายิ่งบ่อย ยิ่งจะมีแนวโน้มจะแอคทีพน้อยลง พูดง่ายๆ คือมีกิจกรรมทางกายน้อยลง มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง เพราะมัวแต่นั่งฝันหวาน นอนฝันหวาน ฝันถึงสรรพคุณรักษาโรคสารพัดร้อยแปดพันเก้า หรือมีชีวิตเป็นอมตะ สมองไม่เสื่อม ทั้งๆ ที่ยากนักที่จะเป็นจริง และแน่นอนว่าระยะยาวก็ส่งผลต่อสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตามมา

เอ๊ะ...เห็นเคยมีคนโฆษณาอย่างน่าเชื่อถือว่า กัญชาป้องกันสมองเสื่อมด้วยนะ เสพแล้วดีดี๊ดี สมองดีจริงไหม?

คำตอบ: เมื่อเทียบกับคนที่ไม่เสพกัญชา พบว่าคนที่ติดกัญชานั้น โดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยสนใจหรือตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และมีอัตราการออกจากโรงเรียนหรือสถานศึกษาสูงกว่าคนไม่เสพ

แต่อาจมีข้อยกเว้น เช่น อาจมีคนติดกัญชาเรียนสูงๆ จบสูงๆ แต่ก็เป็นคนติดยาเสพติดได้ เหลียวซ้ายเหลียวขวาอาจเห็นได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

แถมยังมีข้อมูลจากการวิจัย ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการเสพกัญชาระยะยาวนั้นจะทำให้ความจำแย่ลง ยิ่งถ้าเสพตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่นก่อนอายุ 18 ปี

นี่ๆ กัญชามา จะพาเรารวยนะ ทั่นๆ เค้าว่ากันมา ใช่ไหม?

คำตอบ: เอางี้ละกัน จะบอกค่าใช้จ่ายที่คนเสพแต่ละคนต้องเตรียมรับมือ แม้เมืองเราจะไม่เหมือนเมืองเค้า ก็รับฟังและไปคิดต่อเอาเองละกัน เค้าลองประเมินแล้ว โหล่งโจ๊งหากเสพกัญชาอย่างเมามันส์จะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายต่อปีจากสารพันปัญหาที่เกิดขึ้นคือคนละ 2,200 ดอลล่าร์ หากเสพปานกลาง 1,250 ดอลล่าร์ และหากเสพเบาๆ ก็ 650 ดอลล่าร์

พูดไปเรื่อย...ฉันเสพก็เป็นเรื่องของฉัน แกมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ?

คำตอบ: ถ้าเสพเองตายเอง ไม่เป็นภาระคนอื่น ไม่เปลืองภาษีสังคม ก็คงไม่ว่าอะไร

แต่ที่โคโลราโดเค้าประเมินแล้วพบว่า คนเสพกัญชาร้อยละ 27 หรือเกือบหนึ่งในสาม ยอมรับว่า เสพแล้วไปขับรถอยู่ทุกวันขณะที่กำลังมีอาการเคลิบเคลิ้ม แถมร้อยละ 67 ยอมรับว่าเคยขับขณะเคลิบเคลิ้มอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แม้จะไม่ทำทุกวันก็ตาม แค่นี้ก็ลองมโนดูละกันว่า ถ้าเคลิบเคลิ้มแล้วขับไปชนคนอื่น หรือชนลูกหลานและคนในครอบครัวของท่าน จะเอาไหม และมันเป็นเรื่องของคนเสพอย่างเดียวซะที่ไหนกัน ดังนั้น"อย่าแถ"กันนักเลยครับ

ภาษีที่สังคมต้องจ่ายสำหรับค่าเสียหายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการปุ้นกัญชาของพวกเธอนั้นสูงยิ่งนัก แค่ปีค.ศ.2016 ทางโน้นเค้าประเมินว่าราว 25 ล้านดอลล่าร์ พวกที่เรียกร้องกันทุกวี่ทุกวันนั้นมาช่วยรับผิดชอบไหม

ธุรกิจกัญชา...จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยทรัพยากร ใช่ป่ะ หวังได้จริงจริ๊ง?

คำตอบ: ตอบยากนะ เอาแบบนี้ดีกว่า ที่โน่นเค้าประเมินในปีค.ศ.2016 พบว่า ธุรกิจโรงงานกัญชาน่ะผลาญพลังงานไฟฟ้าแต่ละปีในปริมาณเทียบเท่ากับบ้านเรือนจำนวน 32,355 หลังเลยทีเดียว

บ้านเราตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างที่กำลังโฆษณา ก็อย่าลืมเรียกกระทรวงพลังงานมาร่วมวางแผนด้วยล่ะ

อ้อๆ ลืมบอกไปว่า โรงงานกัญชาที่ประกอบการนั้น ปีนึงๆ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 400,000 ปอนด์ด้วยนะ และยังประมาณไว้ว่าผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบต่างๆ ที่จัดจำหน่ายนั้น ทำให้เกิดขยะพลาสติกราว 18.78 ล้านชิ้น ดังนั้นอย่าลืมเรียกกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมาด้วยล่ะมิคกี้เม้าส์

เค้าคิดสะระตะแล้ว กัญชานั้นแม้ปั่นเงินให้หมุนเวียนได้ถึง 1,400 ล้านดอลล่าร์ แต่หากดูจริงๆ แล้วจะพบว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อรัฐในรูปแบบภาษีเงินได้ และมูลค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นนั้น มีราว 400 ล้านดอลล่าร์ ในขณะที่ต้องแลกด้วยค่าเสียหายกว่า 1,100 ล้านดอลล่าร์

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นการฉายภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปลดล็อคกัญชามาใช้ทางการแพทย์และการเปิดเสรีกัญชาที่ต่างประเทศ ตามข้อมูลเท่าที่มี ใครสนใจก็ลองไปศึกษากันต่อตามกำลัง

ปลดล็อคกัญชา...เกิดผลกระทบต่างๆ มากมายหลายด้าน

นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ที่ช่วยดูแลบ้านเมือง จำเป็นอย่างยิ่งที่น่าจะรับฟังข้อมูลให้รอบด้านนะครับ แม้เสียงจะปริ่มน้ำ แต่หากกระทำการอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์สุขที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคม น่าจะเป็นการดีกว่าการทำให้สังคมไม่ปลอดภัย และมีภาระระยะยาว

สวัสดีวันอาสาฬหบูชาครับ


อ้างอิง
Economic and Social Costs of Legalized Marijuana. Centennial Institute, 18 November 2018.
โดย: หมอหมู วันที่: 17 กรกฎาคม 2562 เวลา:14:17:23 น.
  

สแกนความรู้เรื่องกัญชาประจำเดือนกันยายน 2562
Fri, 2019-09-13 11:42 -- hfocus

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สแกนความรู้เรื่องกัญชาประจำเดือนกันยายน 2562 (Journal Scanning on Cannabis: September 2019)

1. คำถาม: เติม CBD เข้าไป จะช่วยลดผลต่อจิตประสาทจาก THC ไหม?

คำตอบ: CBD ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนะ THC ทำให้เคลิ้ม และสมรรถนะด้านความจำและการขับขี่แย่ลง ไม่สามารถช่วยได้ด้วยการเติม CBD

ข้อสรุป: เสพกัญชา และผลิตภัณฑ์สารสกัดจากกัญชา ที่มี THC เข้าไป ความจำจะเสื่อม ขับขี่ยานพาหนะจะเสี่ยงตายเสี่ยงเจ็บเสี่ยงพิการเยอะขึ้น เติมอะไรเข้าไปเพิ่มก็ช่วยอะไรไม่ได้...เหมือนที่เรารู้กันคือ ทำบาปแล้ว จะเอาอะไรมาลบล้างคงไม่ได้ครับ

2. คำถาม: เฮ้ยๆ...ใช้กัญชากันเหอะ สุขภาพกายสุขภาพใจและคุณภาพชีวิตจะดีงาม คนปรามเรื่องกัญชาน่ะอย่าไปเชื่อมัน มันไม่เคยใช้กัญ จริงจริ๊ง เชื่อไหม?

คำตอบ: ศึกษาในคนใช้กัญชาที่ลอสแองเจิลลิสปี 2017-2018 ติดตามดู พบว่า ยิ่งเสพกัญชา ยิ่งเกิดปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ยิ่งเสพบ่อยยิ่งแย่

ข้อสรุป: อย่าไปเชื่อเลยครับ ยาเสพติดน่ะ มีไหมที่ทำให้ชีวิตดีในระยะยาว รู้ๆ กันอยู่แล้ว โปรดดำรงชีวิตโดยใช้สติ ปัญญา ลดละเลิกการใช้ชีวิตตามกิเลสและอารมณ์

3. คำถาม: กัญชารักษาได้ทุกโรค...เค้าลือกันให้แซ่ด แล้วจะรักษาโรคทางหูคอจมูกได้มั่งป่ะ?

คำตอบ: มีงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชากับเรื่องโรคทางหูคอจมูก อดีตจนถึงปัจจุบัน 79 เรื่อง ส่วนใหญ่ตีพิมพ์มานานแล้ว และมักพยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเสพกัญชากับโอกาสเกิดโรคมะเร็งในระบบหูคอจมูก มีงานวิจัยน้อยชิ้นนักที่พยายามชี้ให้เห็นว่าอาจลองนำมาใช้ในโรค Blepharospasm และใช้ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี และผลกระทบทางจิตใจของผู้ป่วยมะเร็ง แต่สุดท้ายแล้วยังไม่ได้รับการพิสูจน์เลยว่าจะได้ผลจริง

ข้อสรุป: กัญชายังไม่มีที่ใช้ในการรักษาโรคหูคอจมูก

4. คำถาม: เสรีกัญชาไปเล้ยยยย เดี๋ยวปัญหาบุหรี่จะหมดไปจากประเทศไทย เชื่อฉันเหอะ เชื่อมั๊ยยยยย?

คำตอบ: เค้าลองศึกษาในเด็กวัยรุ่นใน 3 โรงเรียน จำนวนราว 5,000 คน ที่แคลิฟอร์เนีย พบว่า เอายาเสพติดมาหวังจะให้ทดแทน จะกลายมาเป็นการสร้างปัญหา เพราะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่จะเสพทั้งบุหรี่และกัญชาไปทั้งสองอย่าง ยิ่งหากมีประวัติสูบบุหรี่ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา จะมีโอกาสที่จะเสพกัญชาด้วยสูงขึ้นราว 3.2-5.5 เท่าเมื่อเทียบกับคนไม่ได้สูบบุหรี่ ในขณะที่หากสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ตกอีหรอบเดียวกันคือจะมีโอกาสเสพกัญชาแบบกินราว 2.5 เท่า และแบบสูบ 4 เท่า

ข้อสรุป: กัญชาจะกระหน่ำให้ปัญหายาเสพติดมากขึ้น ที่น่าจับตาคือในเด็กวัยเรียน วัยรุ่น เยาวชน

5. คำถาม: เสรีกัญชาไปเล้ยยยย เดี๋ยวปัญหาเหล้าและอาชญากรรมจะหมดไป ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรือง เชื่อฉันเหอะ เชื่อมั๊ยยยยย?

คำตอบ: เค้าลองศึกษาในคนอายุ 15-20 ปี ใน 24 ชุมชน กระจายใน 7 มลรัฐของอเมริกา ตั้งแต่ปี 2015-2016 จำนวนกว่า 2,600 คน จำนวนชายต่อหญิงพอๆ กัน พบว่า เวลาจัดปาร์ตี้ มีราวร้อยละ 72.3 ที่ดื่มเหล้าเพียงอย่างเดียว แต่มีราวร้อยละ 22.5 ที่เอาทั้งเหล้าและกัญชา แต่ไอ้พวกที่กัญชาเพียวๆ มีน้อยเพียงร้อยละ 5.2

ที่สำคัญคือ ไอ้พวกที่เอาทั้งเหล้าและกัญชานั้น จะมีปัญหาทั้งเรื่องอาการเมาค้าง ทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่น และมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน มากกว่าพวกที่ดื่มเหล้าอย่างเดียวถึง 4 เท่า

ข้อสรุป: จะพูดยังไงดีหว่า...เอาเป็นว่า สังคมไทยมีเหล้ากับบุหรี่ก็หนักหนาจนคุมไม่ได้ แต่เอากัญชาเข้ามาแบบที่เห็น คงจะเละเทะเกินบรรยาย

ป.ล. ฝากถึงคนที่อยู่ในบทบาทหน้าที่ตามหน่วยงานต่างๆ ว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก คิดดีทำดี และกล้าหาญที่จะทัดทานอำนาจที่ใช้โดยมิชอบ น่าจะดีกว่าการเออออห่อหมกทำตามแบบซ้ายหันขวาหัน เพราะสุดท้ายแล้ว บางครั้งการยอมครั้งนี้ อาจเกิดผลเสียในระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้ครับ

ปัจจุบันกัญชากลายเป็นเรื่อง Delusional Belief...ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกชี้นำโดยข้อมูลที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง

อ้างอิง

1. Arkell TR et al. Cannabidiol (CBD) content in vaporized cannabis does not prevent tetrahydrocannabinol (THC)-induced impairment of driving and cognition. Psychopharmacology (Berl). 2019 Sep;236(9):2713-2724.

2. Liao JY et al. Relationships between marijuana use, severity of marijuana-related problems, and health-related quality of life. Psychiatry Res. 2019 Sep;279:237-243.

3. Valentino WL et al. What is the evidence for cannabis use in otolaryngology?: A narrative review. Am J Otolaryngol. 2019 Sep-Oct;40(5):770-775.

4. Nguyen N et al. Past 30-day co-use of tobacco and marijuana products among adolescents and young adults in California. Addict Behav. 2019 Nov;98:106053. doi: 10.1016/j.addbeh.2019.106053. Epub 2019 Jul 15.

5. Egan KL et al. More drugs, more problems? Simultaneous use of alcohol and marijuana at parties among youth and young adults. Drug Alcohol Depend. 2019 Sep 1;202:69-75. doi: 10.1016/j.drugalcdep.2019.07.003. Epub 2019 Jul 6.


https://www.hfocus.org/content/2019/09/17714?fbclid=IwAR0korsX26CEv5tdrAhyFzh_TLAmpnLSmNBp02jMAg1pZAoFnK6xsP1Cjxg
โดย: หมอหมู วันที่: 14 กันยายน 2562 เวลา:15:26:29 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด