ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย ...




ยา มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย (ผลข้างเคียง) ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใช้  แต่ถ้าจำเป้นต้องใช้ยา ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม เกิดผลดีมากที่สุก และ มีผลเสียน้อยที่สุด 


ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด )
NONSTEROIDAL ANTI-INFLAMMATORY DRUGS [ NSAIDs ]


ยากลุ่มนี้ มีคุณสมบัติสำคัญก็คือ ลดการอักเสบ โดยที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ [ NONSTEROIDAL ANTI-INFLAMMATORY DRUGS ] ทำให้อาจมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ยาบรรเทาอาการปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
ยาแก้ปวดลดการอักเสบ
ยาลดการอักเสบ หรือ เรียกทับศัพท์ชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า เอนเสด [ NSAIDs ]


การอักเสบ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นอันตราย ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น บริเวณนั้นก็จะมีอาการ ปวด บวม (ผิวหนัง)แดง ร้อน การอักเสบ จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายจะต้องกำจัดให้หมดไป

การใช้ยาจึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการอักเสบไม่ให้มากเกินไป เท่านั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่จะกำจัดการอักเสบ ไม่ให้มีเกิดขึ้นเลย

โดยส่วนใหญ่แล้ว จึงถือว่า ยา เป็นเพียงบรรเทาอาการ เพื่อไม่ให้เจ็บปวด ทรมาน มากเกินไป ( ยังมีอาการอยู่บ้าง แต่พอทนได้ ) ไม่ได้รักษาโรคให้หายขาด


ยา NSAIDs ตัวไหนดีที่สุด

ยา NSAIDs แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่สามารถสรุปได้ว่า NSAIDs ตัวไหนดีที่สุด แต่ละตัวจะมีจุดเด่นและข้อด้อยต่างกัน ผู้ป่วยแต่ละคนจะตอบสนองต่อการใช้ NSAIDs ได้ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นโรคโรคเดียวกันก็ตาม และไม่มีข้อบ่งชี้ใดๆ ที่ช่วยคาดเดาว่าผู้ป่วยจะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย NSAIDs นั้นหรือไม่

ในปัจจุบันไม่พบว่ามี NSAIDs ตัวใดที่ปลอดจากฤทธิ์อันไม่พึงประสงค์ของยา การใช้ยายังคงเป็นไปตามข้อบ่งชี้ และต้องเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอาการแทรกซ้อนในระบบทางเดินอาหารและอาการทางไต

ในการเลือกใช้ NSAIDs จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆด้วย เช่น ต้องการใช้ NSAIDs รักษาโรคอะไร มีข้อบ่งชี้หรือไม่ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากยาหรือไม่ โดยดูจากโรคประจำตัว ยาอื่นที่ใช้ร่วมด้วย อายุ ความสะดวกในการกินยา และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล



ข้อแนะนำในการใช้ยาNSAIDs


เมื่อเลือกใช้ยาตัวใดแล้ว ควรใช้ไม่เกินขนาดสูงสุดในการรักษาของยาตัวนั้น เพราะถ้าให้มากกว่านั้นก็จะไม่มีผลเพิ่มการรักษาแต่จะเพิ่มเฉพาะผลข้างเคียงเท่านั้น

1. ไม่แนะนำให้ใช้ยาร่วมกันมากกว่า 1 ชนิด เพราะ ไม่เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา แต่ผลข้างเคียงจะเพิ่มมากขึ้น

2. ใช้ยาในขนาดต่ำที่สุด ที่สามารถควบคุมอาการได้ จะได้ช่วยลดผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น

3. ในผู้ป่วยที่เป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ควรให้ยาติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ขึ้นไป อย่าเปลี่ยนยาเร็วเกินไป

4. หลีกเลี่ยงการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น เป็นเดือนๆ หรือเป็นปี

5. ควรหลีกเลี่ยง ในผู้ป่วยที่มีโรคบางอย่าง เช่น มี แผลในกระเพาะอาหาร หอบหืด ภาวะเลือดออกง่ายหรือผู้สูงอายุ แต่ถ้าจำเป็น ควรเลือกใช้ยาที่มีผลข้างเคียงน้อย หรือยาที่มีค่าครึ่งชีวิตสั้น

6. ไม่ควรใช้ยากลุ่มใหม่ๆ ในเด็ก จนกว่าจะมีผลการใช้ยืนยันอย่างยาวนานพอ โดยไม่มีอันตรายต่อเด็ก

7. ไม่มีการยืนยันความปลอดภัย ในหญิงตั้งครรภ์ ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่ควรใช้ โดยเฉพาะ ในระยะไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ( ช่วงอายุครรภ์ ๖ – ๙ เดือน )

8. ยาบางตัวจะถูกขับออกมาในน้ำนมได้ มีผลทำให้เกิดผลข้างเคียงในเด็กได้เช่นเดียวกับในผู้ใหญ่

9. ราคายาและฐานะผู้ป่วย ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเลือก เช่น ยาแอสไพริน ราคาถูก หากเลือกได้ โดยไม่มีปัจจัยอื่นมาขัดขวาง ควรเลือกใช้ยานี้ก่อน เป็นต้น



ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร จากการใช้ยา NSAIDs

1. ผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา ในขนาดสูงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ

2. ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะทะลุ หรือเคยมีเลือดออกในทางเดินอาหาร

3. ผู้ป่วยที่ใช้ยารวมกับยาลดกรดในกระเพาะแลวยังเกิดอาการข้างเคียงอยู่

4. ผู้ป่วย ก่อนและหลังการผาตัดใหม่ ๆ

5. ผู้ป่วยสูงอายุ > 60 ปี

6. ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ไตวาย หอบหืด


ในผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ว่า เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ก็อาจเลือกใช้ยากลุ่ม COX-2 ( คอกซ์ ทู )
ซึ่งเป็นยากลุ่มใหม่ ที่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า ยากลุ่มเดิม ..

ข้อแนะนำในการใช้ยากลุ่ม COX-2

- ห้ามใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร ผู้ที่กำลังมีแผลหรือเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร และผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรง

- ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยาในกลุ่ม ซัลฟา เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง หรือ เกิดอาการไม่พึงประสงค์ทางผิวหนังที่รุนแรง รวมทั้งภาวะ Steven Johnson syndrome

- หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิด ลิ่มเลือดอุดตัน เช่น ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็น โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบ เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองตีบ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดส่วนปลาย และ เบาหวาน เป็นต้น

- ระมัดระวังในการใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับยาแอสไพริน ( Aspirin ) ยายับยั้งการแข็งตัวของเลือดเช่น วาฟาริน ( Warfarin ) ยาปฏิชีวนะกลุ่มควินโนโลนส์ ( Quinolones ) และยารักษาเบาหวานกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ( Sulfonylureas ) เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงของยา

- แนะนำให้ใช้ยาในขนาดที่ไม่เกินกว่าที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา และใช้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จำเป็น

- ควรอ่านเอกสารกำกับยาในหัวข้อ ข้อห้ามใช้ และ ข้อควรระวัง ของยากลุ่มนี้แต่ละชนิดโดยละเอียด เนื่องจากยาแต่ละชนิดอาจมีคำเตือนและข้อห้ามใช้ที่แตกต่างกัน


อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ..

//www.pharm.chula.ac.th/surachai/NSAIDs/drugs.htm

//www.thaiheartclinic.com/answerquiz005.asp

//pharm.kku.ac.th/thaiv/depart/clinic/DispensingPharmacy/muscle/NSAIDs.htm



ยาไม่ใช่ขนม หรือ อาหาร ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรใช้ เพราะอาจทำให้เกิด ผลข้างเคียง ภาวะแทรกซ้อน จากการใช้ยา ... นอกจากโรคเดิมไม่หาย อาจได้โรคใหม่ จาก "ยา" เพิ่มขึ้นอีก ..


....................

แถม บทความดี ๆ น่าสนใจ ... อาจรู้สึกว่า " มันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ? "   แต่ก้ถือว่าเป็น "ข้อมูล" ที่ฝากเอาไว้ พิจารณา เมื่อจะต้องใช้ยาเอนเสด  ...



นึกถึงยาแก้ปวดเมื่อไหร่ อย่าลืมนึกถึง ICU ด้วยนะครับ
โดย หมอดื้อ 24 พ.ค. 2558 05:01
//www.thairath.co.th/content/500657


ร้อยทั้งร้อยในชีวิตนี้ทุกคนต้องเคยทานยาแก้ปวดมาทั้งนั้น

ซึ่งก็บรรเทาเบาบาง หรือไม่ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง ทำให้ต้องพึ่งยาแก้ปวดกันเป็นประจำ หนำซ้ำบางรายยังไม่ทันปวด ทานไว้ก่อนเผื่อปวด และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีศูนย์ปวดท้องอาเจียนเป็นเลือด ส่องกล้อง และที่เราชอบมองข้ามไป คือ ไตวายครับ ยาแก้ปวดทำให้ไตวายได้ ต้องล้างไต ฟอกเลือดกันเป็นแถว

ในปี ค.ศ.2004 เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลกเมื่อ ยาแก้ปวด ที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ (NSAID หรือ Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug) และออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงโดยยับยั้ง Cyclo-Oxygenase-2 (COX-2 Inhibitor) ที่ชื่อว่า Vioxx (Rofecoxib) ถูกพบว่าทำให้เกิดคนตายจากหัวใจวายมากมาย จนทำให้บริษัทต้องถอนยาออกจากตลาด

ยาในกลุ่มนี้ยังมีอีกหลายตัวและอยู่ในตลาดของประเทศไทย ยากลุ่มนี้ไม่จริงที่ไม่กัดกระเพาะ เมื่อได้รับยากลุ่มนี้ก็มักจะได้แถมยาป้องกันโรคกระเพาะมาด้วย และก็มีผลต่อไตเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นยังมีผลข้างเคียงทำให้เกิดหัวใจวาย ยา ได้แก่ Cele–brex (Celecoxib) Arcoxia (Etoricoxib) Dynastat (Parecoxib) ยาในกลุ่ม NSAID และไม่ได้มีฤทธิ์เจาะจงต่อ COX-2 มีหลายตัว เช่น Voltaren (Diclofenac) Indocid (Indomethacin) Clinoril (Sulindac) (Phenylbutazone) Ponstan (Mefenamic acid) Mobic (Meloxicam) Feldene (Piroxicam) Brufen (Ibuprofen) Naprosyn (Naproxen) Aspirin (Acetylsalicylic acid) (Nimesulide)

ในประเทศไทยยาเหล่านี้มีหลายชื่อทางการค้า ถึงแม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน ถ้าผลิตจากต่างบริษัทกัน ชื่อในวงเล็บคือชื่อสามัญ ดังนั้น เวลาใช้ต้องถามคนขายหรือเภสัชกรให้แน่ชัดว่าซ้ำซ้อนกับยาที่ใช้อยู่หรือเปล่า

ยาในกลุ่ม NSAID ทั้งที่เจาะจงและที่ไม่เจาะจงกับ COX–2 นี้ เวลาใช้ต้องระวังหรือใช้ไม่ได้ในคนที่มีตับและไตไม่สมบูรณ์

รายงานจากมหาวิทยาลัย Bern ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ในวันที่ 11 มกราคม 2011 โดย นายแพทย์ Sven Trelle และคณะ โดยมีนายแพทย์ Peter JÜni เป็นผู้นำคณะ ทำการรวบรวมวิเคราะห์การศึกษาเกี่ยวกับยา NSAID ทั้งหมด 31 ชิ้น...

ซึ่งมีการติดตามผลกระทบหรือผลข้างเคียงต่อสุขภาพในผู้ป่วย 116,429 ราย ที่ใช้ยา Naproxen Ibuprofen Diclofenac Celecoxib Etoricoxib Lumiracoxib Rofecoxib พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่าต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด (ซึ่งรวมหัวใจล้มเหลว จากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง หัวใจเต้นผิดปกติ ลิ่มเลือดอุดเส้นเลือดในปอดเข้าไปด้วย)

ความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบเรียงลำดับจากอันตรายมากมาหาน้อย

ได้แก่ Rofecoxib (ถอนจากตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2004) (2.12 เท่า) Lumiracoxib (2 เท่า) Ibuprofen (1.61 เท่า) Celecoxib (1.35 เท่า) Naproxen และ Diclofenac (0.82 เท่า) Etoricoxib (0.75 เท่า) เมื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์หรือเส้นเลือดสมองตีบ ที่ลด หลั่นกันมาจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ Ibuprofen (3.36 เท่า) Diclofenac (2.86 เท่า) Lumiracoxib (2.81 เท่า) Etoricoxib (2.67 เท่า) Naproxen (1.76 เท่า) Celeloxib (1.12 เท่า) และ Rofelcoxib (1.07 เท่า)

และเมื่อรวมความเสี่ยงอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด

ตัวที่อันตรายที่สุด คือ Etoricoxib หรือ ชื่อการค้าคือ Arcoxia (4.07 เท่า)
Diclofenac หรือ Voltaren (3.98 เท่า)
Ibuprofen หรือ Brufen (2.39 เท่า)
Celecoxib หรือ Celebrex (2.07 เท่า)
Lumiracoxib (1.89 เท่า)
Rofecoxib หรือ Vioxx (1.58 เท่า)
และ Naproxen หรือ Napro-syn (0.98 เท่า)

ยาแก้ปวดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเจาะจงหรือไม่เจาะจงกับ COX-2 ไม่มีกลุ่มใดหรือตัวใดปลอดภัยเลย โดยที่ถ้าไม่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบก็เกิดเป็นอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองแทน หรือไม่ก็มีผลทางอ้อมต่อการตายอันเกี่ยวเนื่องกับระบบเหล่านี้ ถ้าตัด Rofecoxib ไป (เพราะไม่มีจำหน่ายแล้ว) Lumiracoxib คือยาอันตรายสุดต่อเส้นเลือดหัวใจ (2 เท่า) Ibuprofen เสี่ยงสูงสุดต่ออัมพฤกษ์ (3.36 เท่า) ตามด้วย Diclofenac (2.86 เท่า) Etoricoxib เสี่ยงสูงสุดต่อการตายทั้งหมดอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจเส้นเลือด (4.07) ตามด้วย Diclofenac (3.98)

ในประเทศสหรัฐฯ คนไข้ที่ไปพบแพทย์ มีไม่ต่ำกว่า 5% ที่จะได้รับยาแก้ปวด แก้อักเสบเหล่านี้ ในประเทศไทยน่าจะมีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เพราะเป็นที่เคยมือของแพทย์ที่จะสั่งยาแก้ปวดให้คนไข้ที่มาด้วยอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ กระดูก ปวดเข่า ปวดหัว และ ยาเหล่านี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไป ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าต้องใช้ยาเมื่อมีความจำเป็น ยาที่ใช้เป็นการรักษาที่ต้นตอหรือสาเหตุ หรือเพียงเพื่อบรรเทาอาการ ยามีผลข้างเคียงหรือแทรกซ้อนอะไรบ้าง

ยาแก้ปวดจึงเป็นยาที่เพียบพร้อมมีอันตรายต่อกระเพาะ หลอดอาหาร กรดไหลย้อน ไต ตับ หัวใจ สมอง นึกถึงยาแก้ปวดเมื่อไหร่นึกถึง ICU ด้วยนะครับ.

หมอดื้อ

.........................

ข้อมูล และ ภาพกราฟฟิก ที่น่าสนใจ
เครดิต ผู้ชี้ช่องทาง  https://www.facebook.com/pisonthi.chongtrakul
เครดิตเวบ //www.mercola.com/infographics/nsaids.htm



....................................



Rational Drug Use

#เอ็นเสดเป็นยาที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตห้ามใช้พร่ำเพรื่อ
#RDU20150526

เอ็นเสดเป็นชื่อกลุ่มยาแก้ปวด เป็นยาขนานหนึ่งซึ่งใช้บรรเทาปวดศีรษะจากไมเกรนได้ ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ลดการอักเสบ จึงมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
เอ็นเสดในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด เช่น
1. ไอบูโพรเฟน ชื่อการค้า บรูเฟน โกเฟน ไฮดี ดูแรน นูโรเฟน แอดวิล
2. ไดโคลฟีแนค ชื่อการค้า โวลทาเรน ไดฟีลีน โดซาแนค ฟีแนค คาตาแฟลม
3. ไพรอกสิแคม ชื่อการค้า เฟลดีน ฟีโน ฟลามิก จ๊อย นีโอติกา ป๊อก109 เพียแคม
4. แนปพรอกเซน ชื่อการค้า นาโปรซีน ซีนเฟล็ก นีโอเฟล็ก แนปซา พรอกเซน
5. อินโดเมทาซิน ชื่อการค้า อินโดสิด โดม โดสิด ฟอบ อินโด เพนตากอน
6. ไนเมซูไลด์ ชื่อการค้า ไนดอล เอ็มดอน เมซูลิด ไนไลด์ ไนโม ไนสุ ซูไลด์
7. ซีลีคอกซิบ ชื่อการค้า ซีรีเบร็ก เซลค็อก ไซเบ็ก โซเบร็ก ไซเซล เม็ดดิกคอกซิบ
8. อีโตริคอกซิบ ชื่อการค้า อาร์ค็อกเซีย
และอื่น ๆ อีกมากกว่า 10 ชนิด

ผู้ใช้ยาเหล่านี้เป็นประจำโ
ดยเฉพาะที่ไม่ได้ถูกสั่งใช้โดยแพทย์  โปรดอ่านอันตรายของยาจากภาพ ร่วมกับบทความต่อไปนี้
ก. นึกถึงยาแก้ปวด นึกถึง ICU ไว้ด้วย โดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha
//www.thairath.co.th/content/500657
ข. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( เอนเสด ) ... ไม่ใช่ขนมนะครับ จะได้กินกันไปเรื่อย .. โดย นพ. พนมกร หมอหมู ดิษฐสุวรรณ์
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54

*ยาเหล่านี้ควรใช้ด้วยขนาดยาต่ำที่สุด ด้วยระยะเวลาสั้นที่สุด และห้ามใช้กับผู้มีโรคประจำตัว เช่น เป็นโรคกระเพาะ (เป็นแผลที่ทางเดินอาหาร) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคไตวาย เป็นต้น

การที่ยามีอันตรายร้ายแรง ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ยานั้นไม่ได้ แต่ขึ้นกับการประเมินประโยชน์จากยาเทียบกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ร่วมกับการลดความเสี่ยงของยา ซึ่งทั้งหมดต้องกระทำโดยแพทย์

ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดกลุ่มนี้เพื่อบรรเทาการปวดจากกา
รอักเสบชนิดเรื้อรังของโรคข้อ และมักต้องใช้ยาในขนาดสูง จึงต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ซึ่งจะคอยติดตามและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรทำคือการสังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามอันตรายที่เห็นในภาพ เมื่อมีอาการที่น่าสงสัยให้ไปปรึกษาแพทย์ตามนัด ถ้ามีอาการรุนแรงให้ไปพบแพทย์ทันที

ก. ต่อทางเดินอาหาร สังเกตอาการปวดท้อง แสบท้อง แน่นท้อง ถ่ายดำ ซึ่งบ่งว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร แพทย์อาจสั่งให้กินยาลดกรดเช่น โอมีพราโซล ชื่อการค้าเช่น ไมราซิด เพื่อป้องกันอันตรายข้อนี้ของยา

ข. ต่อหลอดเลือดหัวใจ สังเกตอาการเจ็บหน้าอก ปวดตื้อ ๆ อาจมีปวดร้าวไปที่ไหล่ โดยเฉพาะตอนออกกำลังและเบาลงเมื่อพัก

ค. ต่อไต อันนี้ดูยาก เพราะถ้าไตเสื่อมระยะแรกต้องตรวจเลือด ซึ่งคุณหมอควรจะติดตามให้อยู่แล้ว

ง. ต่อตับ สังเกตอาการตาเหลือง ฝ่ามือเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มผิดปกติ อ่อนเพลีย เบื่่ออาหาร ปวดชายโครงด้านขวา

จ. ต่อผิวหนัง ถ้ามีผื่นขึ้น ให้หยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์

ฉ. ต่อหลอดเลือดสมอง สังเกตอาการอ่อนแรงของแขนขา

*ผลข้างเคียงของเอ็นเสดยังมีมากกว่า 6 ข้อที่บอกไว้ ดังนั้นหากมีความผิดปกติใด ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ระหว่างใช้ยาให้แจ้งแพทย์ทราบเพื่อวินิจฉัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือไม่
**เมื่อได้รับยาตามคำสั่งแพทย์แล้ว อย่าลดขนาดยาเอง อย่าหยุดยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์
***การปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยา เป็นเป้าหมายสำคัญของการรักษาโรคทุกโรค เพื่อป้องกันการได้รับความเสี่ยงจากยา เช่นโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ก็จะยังไม่ให้ยาแต่เริ่มแรก แต่ให้ไปปฏิบัติตัวก่อน ยกเว้นมีอาการขั้นรุนแรงที่ต้องให้ยาในทันที






Create Date : 08 สิงหาคม 2551
Last Update : 3 กรกฎาคม 2560 21:42:48 น.
Counter : 4282 Pageviews.

8 comments
หอมแก้ม จับแก้ม เด็ก ... เด็ก ก็ ติดโรค ได้นะ ( เรื่องเด็กๆ by หมอแอม ) หมอหมู
(11 ต.ค. 2562 14:31:53 น.)
5 วิธี กินอย่างไรให้ "หิว" น้อยที่สุด newyorknurse
(7 ต.ค. 2562 05:51:19 น.)
สวนทวีวนารมย์ สวนขนาดย่อมบริเวณสนามหลวง 2 แมวเซาผู้น่าสงสาร
(9 ก.ย. 2562 16:07:41 น.)
ออกกำลังแขนช่วยเพิ่มโอกาสอายุยืน นพ.วัลลภ
(3 ก.ย. 2562 23:11:56 น.)
  
*-*ขอบคุณค่ะคุณหมอ ได้ความรู้เพิ่มเยอะเลย
โดย: LuckyLady วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:13:30:23 น.
  
ขอบคณคณหมอครับ
โดย: boyblackcat วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:13:34:13 น.
  
ขอบคุณที่แวะมาแจม เช่นกัน ..
โดย: หมอหมู วันที่: 9 สิงหาคม 2551 เวลา:19:10:22 น.
  

//www.posttoday.com/news.php?id=54118

เตือนยาเมื่อยระบาด


วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สสจ.เชียงใหม่ เตือนกินยาแก้ปวดเมื่อยถึงตาย หลังพบแก๊งหลอกขายยา 3 อำเภอ

ภก.อิศรา นานาวิชิต เภสัชกรชำนาญการ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุข จ.เชียงใหม่ (สสจ.) เปิดเผยว่า ได้ประกาศเตือนประชาชนไม่ควรซื้อยาแก้ปวดเมื่อยโดยพลการ

เนื่องจากเป็นยาประเภท “ไดโคฟิแนก” อยู่ในข่ายตัวยาอันตรายห้ามจำหน่าย จ่าย แจก โดยไม่มีทะเบียนยา หรือไม่ได้รับอนุญาต



ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่ามีกลุ่มหลอกขายยาดังกล่าวให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่ อ.แม่ออน อ.สันกำแพง และอ.ดอยสะเก็ด

โดยทำในลักษณะของการสร้างเครือขายแบบขายตรง (MLM) เน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้สูงอายุ

เบื้องต้นกลุ่มคนดังกล่าวจะนำยาแก้ปวดเมื่อยเม็ดสีส้มมาบรรจุในซองพลาสติกสี ขาว ซองละ 10-20 เม็ด ขายในราคาเม็ดละ 2 บาท

ภก.อิศรา กล่าวว่า หากผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อกินยาดังกล่าวทำให้เพิ่มภาวะความดันโลหิตสูงกัดกระเพาะอาหารอย่าง รุนแรง และเกิดตกเลือดในกระเพาะอาหารถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนจับกุม




โดย: หมอหมู วันที่: 26 มิถุนายน 2552 เวลา:19:29:28 น.
  
มีคำถามในห้องสวนลุม ..


ยา ZINAXIN สามารถซื้อตามร้านขายยาได้ไหมครับ และมีผลกระทบอะไรไหมครับ เห็นมีบทความว่าใช้แทน NSAID ได้บ้าง

ขอบคุณครับ

จากคุณ : เนกิ สปริงฟิลด์ - [ 2 ก.ค. 52 21:31:43 ]



ความคิดเห็นที่ 1

ลองค้นในเนต ดูเวบที่น่าเชื่อถือได้หน่อย ..

ก็ออกมาเหมือน ๆ กันครับ ..

สรุปว่า เป็นโฆษณา ของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ครับ ...

ถ้าอยากทาน ก็ได้ไม่น่าจะมีผลข้างเคียงอะไรร้ายแรง .. แต่ก็ไม่ได้มีการศึกษาว่า ได้ผลจริง ตามที่โฆษณา ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=10-08-2008&group=7&gblog=5


้อ้อ ... NSAIDs เป็นยาบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษาโรคนะครับ ...

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=08-08-2008&group=4&gblog=54



//www.hopkins-arthritis.org/arthritis-news/1999/ACR_Zinaxin.html

//www.rheumatology.org/publications/hotline/archive/0599zinaxin.asp?aud=mem

In February 1998, the ACR issued a statement in ACR News stating that the College does not support the use of Zinaxin for arthritis.

This statement was issued in response to promotional efforts by the makers of Zinaxin that mentioned the ACR.

It is important to note that the ACR does not endorse or warrant any commercial products or services.

May 28, 1999
John J. Cush, MD
Robert F. Spiera, MD

Co-editors, ACR Hotline




//www.netdoctor.co.uk/ate/musclesjoints/201724.html

So far, there is no scientific evidence to support its claims.

Yours sincerely

The Medical Team
Last updated 10.09.2007

จากคุณ : หมอหมู [Bloggang] - [ 3 ก.ค. 52 14:51:51 ]

โดย: หมอหมู วันที่: 3 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:55:47 น.
  


แถม กระทู้เกี่ยวกับยา ของ คุณลูกเป็ดขี้เกียจ ..



ยา(แก้ปวด) ข้อเท็จจริงที่คุณควรรู้ !!!

//www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8351110/X8351110.html


ชื่อสามัญทางยา VS ชื่อการค้า ความสับสนที่ยังคงอยู่....

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2006/11/L4873379/L4873379.html


"ยาแก้อักเสบ" ชื่อแสลงสำหรับคนจ่ายยาตอนนี้

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2006/11/L4877304/L4877304.html



โดย: หมอหมู วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:15:24:39 น.
  

แพทย์เผยคนไทยกินยาพาราเซตามอลเกินขนาดส่งผลตับวาย

กรุงเทพฯ 24 เม.ย. - คณะกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล เผย 1 พ.ค.นี้ เตรียมนำข้อมูลการใช้ยาเกินขนาดของคนไทยเสนอรองนายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อแก้ไข หลังพบที่ผ่านมาคนไทยใช้ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ เกินความจำเป็น

ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล มีการใช้ยาเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มยาแก้ปวดและยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะ ทำให้การทำงานของตับลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้เกิดภาวะตับวาย และหากยิ่งมีโรคประจำตัว ทั้งไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี รวมถึงการดื่มสุรา ยิ่งส่งผลให้การทำงานของตับลดลง

จากการศึกษาพบว่า คนไทยมีการบริโภคยาแก้ปวด หรือพาราเซตามอล ทั้งแบบเดี่ยวและผสม ผิดวิธี โดยนิยมรับประทานอย่าน้อยวันละ 2 เม็ด ซึ่งบางคนถือเป็นการรับประทานเกินขนาดที่เหมาะสม เพราะการบริโภคยาแก้ปวด ลดไข้ หรือพาราเซตามอล ที่ถูกวิธีควรบริโภคจากการคำนวณตามน้ำหนักตัวของผู้บริโภค คนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 50 กิโลกรัม ควรรับประทานยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ส่วนคนที่มีน้ำหนักเกิน 67 กิโลกรัม ควรรับประทานยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม 2 เม็ด

ผศ.นพ.พิสนธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบว่า การบริโภคยาแก้ไข้หวัดสูตรผสมที่นิยมใช้ในท้องตลาด 2 ยี่ห้อดัง ซึ่งระบุข้างซองยาว่า ผู้ใหญ่ควรรับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ควรมีการเปลี่ยนขนาดยา เนื่องจากในยาสูตรผสมจะมีพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม เป็นพื้นฐาน อีกทั้งยาที่มีสูตรผสมในการแก้หวัด หากรับประทานให้ได้ผลต้องรับประทานถึง 2 เม็ด เท่ากับในแต่ละวันจะได้รับยาพาราเซตามอลเกินปริมาณที่กำหนด ส่งผลต่อตับได้

การรับประทานยาที่เหมาะสมควรรับประทานยาสูตรเดี่ยว เพื่อแยกชนิดและอาการของโรคอย่างชัดเจน ทำให้ไม่ได้รับยาเกินขนาด พร้อมย้ำการรักษาโรคไข้หวัด แทบไม่มีความจำเป็นในการรักษาอาการคัดจมูก หากพักผ่อน ดื่มน้ำให้มาก ก็สามารถบรรเทาอาการได้ และในอนาคตเตรียมสนับสนุนให้มีการใช้ยาสูตรเดี่ยวในการรักษา เพราะการใช้ยาสูตรผสมส่งผลให้เกิดการใช้ยาเกินขนาดมากเกินจำเป็น

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล จะเข้าพบ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลการใช้ยาของคนไทยให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป. - สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย


//news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=484002&ch=gn1
โดย: หมอหมู วันที่: 25 เมษายน 2555 เวลา:14:05:57 น.
  
ยาแก้ปวดแรงฤทธิ์ แต่มีพิษต่อหัวใจและสมอง

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
www.cueid.org

ในชีวิตนี้ใครไม่เคยปวดบ้างครับ ปวดหัว ปวดเข่า หลัง ข้อ กระดูก ต่างๆนานารวมทั้งปวดประจำเดือนในผู้หญิง ร้อยทั้งร้อยเคยทานยาแก้ปวดมาทั้งนั้น ซึ่งก็บรรเทาเบาบาง หรือไม่ก็หายปวดเป็นปลิดทิ้ง (ทั้งนี้ไม่รวมปวดหัวใจเนื่องจากอกหัก) ทำให้ต้องหันมาพึ่งยาแก้ปวดกันเป็นประจำ หนำซ้ำบางรายยังไม่ทันปวด ทานไว้ก่อนเผื่อปวด และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีศูนย์ต่างๆตามโรงพยาบาล ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ศูนย์ปวดท้องอาเจียนเป็นเลือด ส่องกล้อง กลืนแคปซูล ถ่ายภาพจิ๋ว และที่เราชอบมองข้ามไป คือ ไตวายครับ ยาแก้ปวดประดามีทำให้ ไตวายได้ ต้องล้างไต ฟอกเลือดกันเป็นแถว

6-7 ปีที่แล้วใน ค.ศ.2004 เป็นที่ฮือฮากันทั่วโลกเมื่อยาแก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID หรือ Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drug) และออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงโดยยับยั้ง Cyclo-Oxygenase-2 (COX- 2 Inhibitor) ที่ชื่อว่า Vioxx (Rofecoxib) ถูกพบว่าทำให้เกิดคนตายจากหัวใจวายมากมาย จนทำให้บริษัทต้องถอนยาออกจากตลาด และถูกฟ้องร้องกันทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ยาในกลุ่มนี้ยังมีอีกหลายตัวและอยู่ในตลาดของประเทศไทย ซึ่งก็มีคำเตือนกันมาตลอดว่ายากลุ่มนี้อาจจะไม่จริงที่ไม่กัดกระเพาะ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อได้รับยากลุ่มนี้ก็มักจะได้แถมยาป้องกันโรคกระเพาะตามกันมาด้วย และก็มีผลต่อไตเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นผลข้างเคียงในการทำให้เกิดหัวใจวายก็ยังเกิดขึ้นได้ ยาในกลุ่มนี้นอกจาก Vioxx ที่ถอนจากตลาดไปแล้ว ได้แก่ Celebrex (Celecoxib) Arcoxia (Etoricoxib) Dynastat (Parecoxib)

ยาในกลุ่ม NSAID และไม่ได้มีฤทธิ์เจาะจงต่อ COX-2 อย่างกลุ่มที่กล่าวข้างต้นมีหลายตัวเช่น Voltaren (Diclofenac) Indocid (Indomethacin) Clinoril (Sulindac) (Phenylbutazone) Ponstan (Mefenamic acid) Mobic (Meloxicam) Feldene (Piroxicam) Brufen (Ibuprofen) Naprosyn (Naproxen) Aspirin (Acetylsalicylic acid) (Nimesulide)

ในประเทศไทยยาเหล่านี้มีหลายชื่อทางการค้า ถึงแม้จะเป็นยาตัวเดียวกัน ถ้าผลิตจากต่างบริษัทกัน ซื่อในวงเล็บคือชื่อสามัญ ดังนั้น เวลาใช้ต้องถามคนขายหรือเภสัชกรให้แน่ชัดว่า ซ้ำซ้อนกับยาที่ใช้อยู่หรือเปล่า ยาในกลุ่ม NSAID ทั้งที่เจาะจงและที่ไม่เจาะจงกับ COX-2 นี้ เวลาใช้ต้องระวังหรือใช้ไม่ได้ในคนที่มีตับและไตไม่สมบูรณ์ด้วยโดยเฉพาะที่อยู่ในขั้นรุนแรง

เรื่องที่น่าตกใจเกี่ยวกับยาแก้ปวดกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อมีการตอกย้ำอันตรายที่กลัวกันให้เห็นกันได้ชัดเจนถนัดถนี่ยิ่งขึ้น รายงานนี้มาจากมหาวิทยาลัย Bern ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal) ในวันที่ 11 มกราคม 2011 โดย นายแพทย์ Sven Trelle และคณะ โดยมีนายแพทย์ Peter JÜni เป็นผู้นำคณะ ทำการรวบรวมวิเคราะห์การศึกษาเกี่ยวกับยา NSAID ทั้งหมด 31 ชิ้น ซึ่งมีการติดตามผลกระทบหรือผลข้างเคียงต่อสุขภาพในผู้ป่วย 116,429 ราย ที่ใช้ยา Naproxen Ibuprofen Diclofenac Celecoxib Etoricoxib Lumiracoxib Rofecoxib ผลจากการวิเคราะห์พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่าต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ และการเสียชีวิตที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด (ซึ่งรวมหัวใจล้มเหลว จากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง หัวใจเต้นผิดปกติ ลิ่มเลือดอุดเส้นเลือดในปอดเข้าไปด้วย)

ความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบเรียงลำดับจากอันตรายมากมาหาน้อย ได้แก่ Rofecoxib (ถอนจากตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2004)(2.12เท่า) Lumiracoxib (2 เท่า) Ibuprofen (1.61 เท่า) Celecoxib (1.35 เท่า) Naproxen และ Diclofenac (0.82 เท่า) Etoricoxib (0.75 เท่า)

เมื่อประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอัมพฤกษ์หรือเส้นเลือดสมองตีบ ที่ลดหลั่นกันมาจากสูงไปหาต่ำ ได้แก่ Ibuprofen (3.36 เท่า) Diclofenac (2.86 เท่า) Lumiracoxib (2.81 เท่า) Etoricoxib (2.67 เท่า) Naproxen (1.76 เท่า) Celeloxib (1.12 เท่า) และ Rofelcoxib (1.07 เท่า)

และเมื่อรวมความเสี่ยงอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจและเส้นเลือดทั้งหมด ตัวที่อันตรายที่สุด คือ Etoricoxib หรือ ชื่อการค้าคือ Arcoxia (4.07เท่า) Diclofenac หรือ Voltaren (3.98 เท่า) Ibuprofen หรือ Brufen (2.39 เท่า) Celecoxib หรือ Celebrex (2.07 เท่า) Lumiracoxib (1.89 เท่า) Rofecoxib หรือ Vioxx (1.58 เท่า) และ Naproxen หรือ Naprosyn (0.98 เท่า)

ทั้งนี้จะเห็นว่า ยาแก้ปวดไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม NSAID ชนิดออกฤทธิ์ เจาะจงหรือไม่เจาะจงกับ COX-2 ไม่มีกลุ่มใดหรือตัวใดปลอดภัยเลย โดยที่ถ้าไม่ทำให้เส้นเลือดหัวใจตีบก็เกิดเป็นอัมพฤกษ์จากเส้นเลือดสมองแทน หรือไม่ก็มีผลทางอ้อมต่อการตายอันเกี่ยวเนื่องกับระบบเหล่านี้

ถ้าตํด Rofecoxib ไป (เพราะไม่มีจำหน่ายแล้ว) Lumiracoxib คือยาอันตรายสุดต่อเส้นเลือดหัวใจ (2 เท่า) Ibuprofen เสี่ยงสูงสุดต่ออัมพฤกษ์ (3.36 เท่า) ตามด้วย Diclofenac (2.86 เท่า) Etoricoxib เสี่ยงสูงสุดต่อการตายทั้งหมดอันเกี่ยวเนื่องกับระบบหัวใจเส้นเลือด (4.07) ตามด้วย Diclofenac (3.98)

การที่ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆที่กล่าวมาไม่มีความเจาะจงกับกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อ COX-2 หรือไม่ อาจเป็นเครื่องแสดงว่ามีกลไกอื่นๆอีกที่ต้องทำการศึกษาต่อ เช่น ผลของยาแต่ละตัวต่อ prostacyclin thromboxane A2 ต่อการทำงานของหลอดเลือด และการสร้าง Nitric oxide ซึ่งมีผลต่อการหดขยายเส้นเลือด ผลต่อความดันโลหิต ต่อไต และการเก็บและขับน้ำและเกลือแร่จากร่างกาย

ในประเทศสหรัฐเองมีการวิเคราะห์ว่าคนไข้ที่ไปพบแพทย์ มีไม่ต่ำกว่า 5% ที่จะได้รับยาแก้ปวด แก้อักเสบเหล่านี้ ถ้ากลับย้อนดูในประเทศไทยน่าจะมีมากกว่านี้ ทั้งนี้ เพราะเป็นที่เคยมือของแพทย์ที่จะสั่งยาแก้ปวดให้คนไข้ที่มาด้วยอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ กระดูก ปวดเข่า ปวดหัว และมิหนำซ้ำ ยาเหล่านี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไป และนี่เป็นบทเรียนอีกหนึ่งตัวอย่างที่ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าต้องใช้ยาเมื่อมีความจำเป็น ยาที่ใช้เป็นการรักษาที่ต้นตอหรือสาเหตุ หรือเพียงเพื่อบรรเทาอาการ ยามีผลข้างเคียงหรือแทรกซ้อนอะไรบ้าง และคุ้มหรือไม่ที่จะนำมาใช้ รวมทั้งยามีผลขัดฤทธิ์เสริมฤทธิ์กับยาตัวอื่นที่คนไข้ใช้อยู่ประจำหรือไม่

ยาแก้ปวดจึงเป็นยาที่เพียบพร้อมมีอันตรายต่อกระเพาะ หลอดอาหาร กรดไหลย้อน ไต ตับ หัวใจ สมอง นึกถึงยาแก้ปวดเมื่อไหร่นึกถึง ICU ด้วยนะครับ

โดย: หมอหมู วันที่: 22 มีนาคม 2556 เวลา:13:47:08 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Cmu2807.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#15



หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]

บทความทั้งหมด