Kabluey ภารกิจของ‘ฮีโร่’สีฟ้า



Kabluey
ภารกิจของ‘ฮีโร่’สีฟ้า

พล พะยาบ
คอลัมน์อาทิตย์เธียเตอร์ มติชนรายวัน 7 กันยายน 2551


*ใครที่ติดตามหนังทุนน้อยนอกระบบสตูดิโอฮอลลีวู้ด หรือ “หนังอิสระ” รุ่นใหม่ซึ่งแจ้งเกิดสร้างความฮือฮาเป็นจุดสนใจในแต่ละปี คงเห็นได้ว่าหนังเหล่านี้มีลักษณะหรือองค์ประกอบเด่นๆ เป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ต่างจากหนังฮอลลีวู้ดที่มีสูตรสำเร็จมาแต่ไหนแต่ไร

ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกแปลกแยกของตัวละครเอก เรื่องราวความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มีฉากที่ตัวละครสนทนากันเรื่องศิลปะ มีองค์ประกอบแบบเด็กๆ เช่นลายเส้นการ์ตูน เพลงประกอบเพราะๆ จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเพลงโมเดิร์นป๊อป ไม่ก็เพลงเก่ายุค 60-80

หนังอย่าง Lost in Translation (2003) Garden State (2004) The Squid and the Whale (2005) Little Miss Sunshine (2006) Juno (2007) คือตัวอย่างของหนังอิสระเรื่องดังซึ่งล้วนแต่มีองค์ประกอบร่วมดังกล่าว กระทั่งผู้เขียนมองว่าเริ่มเป็นสูตรสำเร็จที่ซ้ำซาก อิสระในงานสร้างก็จริง แต่ความคิดสร้างสรรค์ชักจะไม่ได้ไปไหนไกลนัก

อย่างไรก็ตาม หนังกลุ่มนี้สามารถเอาตัวรอดจนติดลมบนด้วยบทภาพยนตร์ที่คมคาย มีชีวิตชีวา สอดแทรกด้วยมุขตลกฉลาดๆ และตบท้ายอย่างสวยงามด้วยอารมณ์ “ฟีลกู้ด” เป็นที่ถูกอกถูกใจนักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมาก

หนังเล็กๆ เรื่อง Kabluey (2007) ผลงานกำกับฯ-เขียนบท-แสดงนำของ สก๊อต เพรนเดอร์แกสต์ มีแนวโน้มเดินตามสูตรสำเร็จที่ว่า เพราะมีทั้งตัวละครเอกบุคลิกแปลกแยก เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ภายในครอบครัว มีองค์ประกอบแบบเด็กๆ และใส่เพลงประกอบได้อย่างเหมาะเจาะ กระนั้น ภาพรวมของหนังถือว่าแตกต่างไปพอสมควร

หนังเล่าถึง เลสลี่ (ลิซ่า คูโดรว์) หญิงสาวที่อยู่ตามลำพังกับลูก 2 คน เพราะสามีถูกส่งไปประจำการในอิรัก กำลังกลุ้มใจว่าจะให้ใครช่วยเลี้ยงดูลูกชายแก่นเซี้ยวทั้งสองระหว่างที่เธอไปทำงานช่วงกลางวัน ซึ่ง ซัลมัน (เพรนเดอร์แกสต์) น้องชายของสามีที่กำลังตกงานอยู่ต่างรัฐคือตัวเลือกเดียวที่เป็นไปได้ แม้ว่าทั้งสองจะไม่เคยเจอกันเลยตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา

*ซัลมัน คือชายวัยต้นสามสิบบุคลิกเซื่องๆ พูดน้อย ขาดความมั่นใจ เหมือนคนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เมื่อต้องมารับมือกับเด็กซ่าสุดบรรยาย 2 คน ผลลัพธ์จึงย่ำแย่จนเลสลี่ขอยกเลิกภารกิจนี้ แต่ปัญหาคือซัลมันไม่มีที่ไป และไม่มีแม้กระทั่งค่าเดินทาง เลสลี่จึงต้องฝากให้ทำงานในบริษัทที่เธอทำอยู่โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าเป็นงานอะไร

ที่ทำงานของเลสลี่มีชื่อว่า “บลูเน็กชั่น” เป็นอาคารขนาดใหญ่ร้างผู้คนหลังล้มเหลวในกิจการเว็บไซต์ จึงต้องเปิดพื้นที่ให้เช่าทำออฟฟิศ งานของซัลมันคือการสวมชุดมาสค็อตหัวโตสีฟ้ายืนแจกใบปลิวโฆษณาอยู่ริมถนนซึ่งนานๆ จะมีรถผ่านมาสักคัน

แม้ต้องซ่อนตัวอย่างอึดอัดในชุดใหญ่เทอะทะ แต่เหมือนว่านี่คือโอกาสให้ซัลมันได้พบเจอเรื่องราวอีกด้านหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยรับรู้หรือสัมผัสมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจจากแก๊งเด็กวัยรุ่นและหญิงสาวแคชเชียร์ที่เคยปั้นปึ่งใส่เขา ได้เป็นขวัญใจเด็กๆ และได้รับการยอมรับจากหลานทั้งสอง รวมทั้งได้แสดงความกล้าหาญช่วยเหลือพี่สะใภ้ที่โดนผู้ชายหลอกลวง

กระทั่งชายขลาดเขลาอย่างซัลมันค่อยๆ เติบใหญ่อยู่ภายในชุดสีฟ้านั้นเอง

ซัลมันและมาสค็อตหัวโตสีฟ้า(มีชื่อเดียวกับชื่อหนังว่า คา-บลวย) คือพระเอกของเรื่องนี้ที่หนังวางน้ำหนักไว้เท่าเทียมกัน บุคลิกของซัลมันนอกจากลักษณะภายนอกซึ่งเห็นเด่นชัดแล้ว หนังยังมีรายละเอียดต่างๆ เสริมให้เห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร เช่นงานล่าสุดที่ซัลมันโดนไล่ออกคือพนักงานเคลือบบัตร ส่วนรถยนต์ราคาถูกที่ซัลมันซื้อขับตอนต้นเรื่องมีตัวหนังสือเขียนบนกระจกว่า “วิ่งน้อย” (ขณะที่รถของเขาในฉากสุดท้ายเขียนว่า “แล่นฉิว”) ทั้งงาน “เคลือบบัตร” และคำว่า “วิ่งน้อย” แสดงถึงความเป็นคนเก็บตัวและเฉื่อยชากับชีวิต

เมื่อซัลมันต้องถูกห่อหุ้มด้วยชุดมาสค็อตใหญ่เทอะทะ จะหยิบจับหรือทำอะไรก็ไม่สะดวก ดูเหมือนว่าเขาจะยิ่งกลายเป็นคนปิดตนเองและช่วยเหลือตนเองไม่ได้มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น การได้เปลี่ยนบทบาทเป็นคนอื่น(ในร่างของตัวมาสค็อต) กลับช่วยให้ซัลมันได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และได้รับในสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับ

มาสค็อตหัวโตสีฟ้าจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเรียกลูกค้าให้กับบริษัทใกล้เจ๊งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ซัลมันได้มองเห็นสิ่งดีๆ มากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการได้ตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง

จะว่าไปแล้ว การซ่อนตัวตนไว้ภายใต้ชุดมาสค็อตของซัลมันในหลายสถานการณ์ทำให้เขาไม่ต่างจากซุปเปอร์ฮีโร่ผู้ปิดบังตนเอง โดยเฉพาะฉากสำคัญที่ซัลมันในชุดมาสค็อตกระทำการปกป้องเลสลี่ ราวกับเป็นพลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งซึ่งลำพังซัลมันคนเดิมไม่มีทางแสดงบทบาทนี้ได้

*สถานะฮีโร่ยังเชื่อมโยงไปถึงพี่ชายของซัลมันที่ถูกส่งไปร่วมภารกิจปลดปล่อยและช่วยเหลือชาวอิรักแม้จะถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ตามข้อเท็จจริงซึ่งรับรู้โดยทั่วไป ซัลมันเองก็ได้รับภารกิจเช่นกัน แต่เป็นการถูกเรียกมาช่วยเหลือพี่สะใภ้และหลานๆ แม้จะถูกต่อต้านอย่างหนักในช่วงแรกก็ตาม

นอกจากจะเล่าเรื่องราวในระดับบุคคลและครอบครัวแล้ว หนังยังสะท้อนภาพสังคมอเมริกันที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเบาบางรางเลือน ไม่มีใครใส่ใจใคร ขาดความจริงใจ เหมือนสวมหน้ากากเข้าหากัน หนังเสียดสีผ่านซัลมันในชุดมาสค็อต(สวมหน้ากาก) ได้ยินผู้หญิง 2 คน(ไม่ได้สวมหน้ากาก) กำลังนินทาเลสลี่

ขณะที่ฉากสถานที่ต่างๆ ล้วนแต่ดูว่างเปล่าร้างไร้ผู้คน เช่น บ้านของเลสลี่ยืนโดดเดี่ยว อาคารบลูเน็กชั่นร้าง ลานโล่งหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ถนนสายเงียบเหงาที่ซัลมันยืนแจกใบปลิว ราวกับเมืองทั้งเมืองอยู่ในภาวะนิ่งงัน อับเฉา

Kabluey อาจจะเดินตามสูตรสำเร็จไม่ต่างจากหนังอิสระเรื่องอื่นๆ ด้วยเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับครอบครัวโรยหน้าด้วยแนวทางคอมิดี้ ก่อนตบท้ายของความรู้สึกดีๆ โดยที่ตัวหนังยังมีจุดด้อยหรือช่องโหว่ด้านบทภาพยนตร์อยู่บ้าง (เช่นบุคลิกของซัลมันดูคลุมเครือว่าเขา “ผิดปกติ” หรือไม่)

แต่ส่วนที่น่าชื่นชมคือหนังวางเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบให้จับต้องได้ และไม่ “ฟีลกู้ด” จนหลุดลอยจากความเป็นจริง



Create Date : 19 มกราคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2552 15:12:48 น.
Counter : 739 Pageviews.

10 comments
Fantasy Island comicclubs
(9 ต.ค. 2564 00:44:27 น.)
8264_No Time To Die หอมกร
(6 ต.ค. 2564 17:39:16 น.)
เก็บประโยคจากหนังเรื่อง Fathers comicclubs
(3 ต.ค. 2564 01:25:48 น.)
สำนวนที่น่าสนใจใน นวนิยาย เรื่อง คู่กรรม อาจารย์สุวิมล
(26 ก.ย. 2564 18:56:42 น.)
  
โดย: CrackyDong วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:6:00:20 น.
  
ถ้าดูจากภาพโดยไม่อ่านข้อความ ผมคงคิดว่าเป็นหนังแนวเหนือจริงสักเรื่องแน่เลย
โดย: I will see U in the next life. วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:12:37:19 น.
  
คา-บลวย ---- อ่านแวบๆ รอบแรกแล้วสะดุ้ง 55
โดย: merveillesxx วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:14:58:04 น.
  
น่าสนใจ อยู่ในชุดมาสค็อตแบบนี้แล้วจะเหมือนอยู่ในชุดประดาน้ำของฌ็อง โดมินิก โบบี้ ไหม๊นะ
โดย: beerled IP: 118.175.45.177 วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:17:39:31 น.
  
น่าดูอีกแล้วล่ะครับ
โดย: เอกเช้า IP: 124.120.194.158 วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:20:41:09 น.
  
Kabluey ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ

เวลาเห็นตัวมัสคอตในห้าง ชอบยิ้มให้และเดินไปจับแขน...

ข่าวว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ชายด้วยสิที่มักรับภารกิจนี้...

โดย: renton_renton วันที่: 19 มกราคม 2552 เวลา:21:30:59 น.
  
สะดุ้งจุดเดียวกับคุณเมอร์ฯ เลยอ่ะ
โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:10:18:39 น.
  

^
^
เพราะงี้ ตอนลงในมติชนผมถึงไม่ได้ใส่คำนี้ไปด้วย



โดย: แค่เพียงรู้สึกสุขใจ วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:12:04:08 น.
  
กว่าจะได้ยินเสียงนาฬิกา
หายไปนานมากกกกก
โดย: ม่วน IP: 119.42.72.103 วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:18:12:28 น.
  
สาขาแสดงสวยของพี่ปีที่ผ่านมานี่ นอราห์ โจนส์ รึเปล่าครับ 55555

ได้แผ่น Slumdog Millionaire มาแล้ว ยังไม่ได้ดูเลย คาดว่าคงดู Trainspotting ก่อน (ทำไมล่ะ 55+)
เสียดาย Sally Hawkins มาก เหมือนออสการ์ไม่อยากให้คนอังกฤษยังไงไม่รู้สิ - -*

ว่าแต่ Departures (ที่เข้าชิงสาขาหนังต่างประเทศ) มีแผ่นหรือยังน่อ..
โดย: ืnanoguy IP: 125.24.102.48 วันที่: 23 มกราคม 2552 เวลา:18:51:17 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Aloneagain.BlogGang.com

แค่เพียงรู้สึกสุขใจ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]

บทความทั้งหมด