Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
ทางเดินของจิต

พระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)

ในการปฏิบัติธรรมนี้ นายแพทย์ผู้ฉลาด ผู้ชำนาญ รู้จักประกอบเภสัชคือ ธรรมโอสถ จะกำจัดโรคภายในของนักปฏิบัติทั้งหลาย ก่อนอื่นจะต้องถามสมุฏฐานของโรคของนักปฏิบัติเสียก่อนจึงจะแก้ไขได้ บางคนก็จิตใจฟุ้งซ่าน คิดถึงอดีต คิดถึงบ้านช่อง คิดถึงบ้านช่อง คิดถึงการถึงงานบางทีก็ปรารภถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร บางคนก็บอกว่าเวทนาเกิดขึ้น เป็นต้น อันว่าเวทนานั้น มันมีอยู่ ๓ อย่าง คือ เรามีความสุขกายสุขใจ ก็เป็นสุขเวทนา เรามีความทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นทุกขเวทนา เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็เป็นอุเบกขาเวทนา จะเป็นสุขก็ดี จะเป็นทุกข์ก็ดี อุเบกขาไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ให้กำหนดพิจารณาว่า เวทนามันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดได้ดับได้เป็นของธรรมดา เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้ว ก็ถอนจิตออก อย่าไปคิดถึงมัน อารมณ์ทางไหนก็ตาม อารมณ์ทางตาเมื่อตามองเห็นรูป รูปดี หรือไม่ดีก็ตามให้กำหนด ให้รู้ทัน เมื่อเห็นรูป กำหนดในใจว่ารูป ถ้ามันเกิดแสงสว่าง เป็นสีขาว สีแดง สีดำ สีเหลือง สีอะไรก็ช่างมัน เกิดขึ้นปรากฏในตา บางคนเกิดแสงสว่างขึ้น กำหนดว่าแสงสว่าง แสงสว่างไม่ได้ ไม่ถูก มันต้องกำหนดว่า “สี “ อย่างเดียว มันเกิดได้ดับได้แล้วมันก็จะหายไปเอง เมื่อมันหายแล้วก็ปล่อยจิต จิตอย่าไปยึดไปถือ ให้วางให้ปล่อย แล้วบริกรรมไปเรื่อยๆ เราเห็นแล้วกิเลสในใจของเรา ก็เรียกว่าเห็นด้วยปัญญาของเรา เราเห็นมันเกิดขึ้น เราก็ดับมันได้ กำหนดทัน ถ้าเราไม่เห็น หมายความว่า มันเกิดขึ้น เราก็ไม่เห็น ไม่ได้กำหนด ก็เรียกว่าไม่รู้ไม่เห็นอันนี้มันเป็นตัวหลอกเป็นตัวไม่ใช่ของเราจริง มันหลอกล่อให้เราหลงทาง สมมุติว่าเราเดินทางเท้าตามถนนหนทางเห็นป่าไม้ เห็นห้วยหนองคลองบึง เห็นสะพาน ตลอดไปถึงเมืองนครพนม เมื่อเห็นต้นไม้ก็หยุดแวะอยู่อย่างนั้นไม่ไป ไปดูอยู่แล้วไป ไม่ต้องอยู่ดูอย่างนั้น อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เดินทางทางจิตมันก็มีการเห็นอย่างนี้ เดินทางทางเท้าเห็นอย่างไร เดินทางจิตเห็นอย่างนั้นเหมือนกัน
กิเลสของจิตมันเกิดขึ้น เพราะจิตนี้มันกินอารมณ์ตลอดเวลา มันไม่ได้พัก มันนึกว่ามันคิดอยู่อย่างนั้น มันกินอยู่ตลอดเวลา แต่ตัวเองคิด ตัวเองนึกตัวเองไม่รู้ รู้แต่การคิดเท่านั้น แต่ตัวที่มาบอกให้รู้คือ ตัวสติกับตัวปัญญา อันนี้คิดผิดนะ อันนี้คิดถูกนะ อันตัวเองคิดไปเฉยๆ เพราะมีหน้าที่อย่างนั้น ดวงปัญญามันเกิดไม่ได้ เพราะจิตมันนึกไปตามอารมณ์ของมัน คือ อารมณ์ของจิตนี้ จำพวกอุปกิเลสทั้งหลาย มันโลมจิตโลมใจไว้ มองอะไรไม่เห็น ตัวปัญญาไม่เกิดเหมือนกับว่าควันเมฆหมอกมันโลมตาของคน คนก็มองไม่เห็นอะไรตาใน คือ ดวงปัญญา ถ้ากิเลสทั้งหลายมาติดแล้ว มันก็มองไม่เห็น มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเราปฏิบัติไปตัวอันนั้นมันต้องเกิดขึ้นมาถ้าจิตสงบ ถ้าจิตไม่สงบ ก็มีแต่เวทนาอย่างเดียว มันก็ทุกขเวทนาเองอยู่เรื่อย เพราะมันไม่สงบ ถ้าสงบแล้วมันลืมไปหมด ตัวเวทนามันลืมไปหมด มันเฉย มันมีแต่อุเบกขาเวทนานาน ๆ เข้า อุเบกขาก็ไม่มี จิตสงบเป็นภวังค์
จิตสงบแล้วมันเลยจากเอกจิต สู่สภาวะแห่งความสงบเรียบร้อย อันเป็นความสุข อย่างยิ่ง หมายความว่าเข้าไปในองค์ญาณพอออกจากนั้น ออกมาอีกแล้วตามันจะเห็นรูป หูจะได้ยินเสียง จมูกจะได้กลิ่นอีก ทีนี้มันจะสะเทือนแล้วนะ กิเลสที่มันนอนอยู่มันจะขึ้นมาอีก ก็ต้องกำหนดอีก เฉพาะญาณมันละกิเลสไม่ได้ เพียงแต่กลบให้มันอยู่เท่านั้น ไม่ให้มันเกิดขึ้นเวลาที่ปฏิบัติอันที่ตัดกิเลสได้ คือ ตัวปัญญา จึงว่าการพิจารณาการเห็น อารมณ์อะไร ก็ให้กำหนด ให้รู้ ให้รู้ทัน เห็นรูปกำหนดรูป ได้ยินเสียงกำหนดเสียง ได้กลิ่นกำหนดกลิ่น ได้รส กำหนดรส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ที่มาสัมผัสกายนี้ ถ้ามันเย็น ก็กำหนดเย็น ถ้ามันร้อนก็กำหนดร้อน แข็งก็กำหนดแข็ง อ่อนก็กำหนดอ่อนดังนี้เป็นต้น กำหนดไปเรื่อยๆ ให้มันรู้ เมื่อรู้แล้วก็ปล่อยวาง อย่าไปยึดถือ ถ้าไปยึดอยู่ มันก็เป็นอุปาทาน มันติดแล้ว เรียกว่าถอนมันไม่ขึ้น คล้ายๆ กับว่ามันมีตออยู่ทุ่งนา ไปเห็นตอแล้วแต่ขุดถอน มันไม่ได้ ก็ปล่อยมันไว้ ขุดไม่ออกก็ปล่อยมันไว้ มันก็อยู่ในนั้น เดี๋ยวมันก็สะดุดคันไถ อันนี้ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นแล้วก็ต้องกำหนด เออ ! อันนี้รูป กำหนดรูป อันนี้เสียง กำหนดเสียง แล้วก็วางเสีย การวางหมายความว่า การถอน การถอน การวาง การปล่อย การไม่ยึดเป็นอย่างนี้ ตัวสำคัญคือ อย่างนี้ มันเกิดเวทนา ก็ให้กำหนดเวทนาให้รู้ ให้ทัน ถ้าเราไม่กำหนด ไม่รู้ ไม่เห็น มันเป็นอย่างนั้น เหมือนคนตาบอด ถ้ามาในหู ไม่กำหนดในหู คือ คนหูหนวก มาทางจมูก ไม่กำหนด คือคนจมูกไม่มีกลิ่น ถ้ามาทางลิ้นก็ไม่กำหนดลิ้น ไม่มีรสอะไร จึงว่าถ้ามันเกิดขึ้นในจักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร มโนทวาร ทั้ง ๖ นี้ เกิดอันใดรู้หมด ตัวรู้เป็นตัวสำคัญที่เราเอง ถ้าไม่รู้ ทำอะไรก็ไม่เป็น เหมือนคนตาบอดเดินทาง คนตาบอด ไม่รู้จักตอไม้ก็ชนตอไม้ ไม่รู้จักหล่มก็ตกหล่ม ก็มันไม่เห็นนี่ ถ้าคนตาดีแล้วเขาจะชนเข้าก็ดูแล้วหลีก อย่างนี้เหมือนกัน ถ้าคนมีปัญญา มันไม่ชน มันไม่ข้อง เห็นมันก็ปล่อย เห็นมันก็วาง มันไม่ยึด มันไม่ถือ ทีนี้ก็สบายไป
ท่านนักปฏิบัติธรรมที่มีน้ำใจสวยงามทั้งหลาย อันนี้เราเป็นลูกตถาคตเป็นลูกของ พระพุทธเจ้า ตระกูลของเราเป็นตระกูลอริยวงศ์ คือ วงศ์ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย อันนี้พวกเรา กำลังเดินทาง ทางสายตรง สายที่พระพุทธเจ้าของพวกเราเดินแล้ว พวกเราก็เดินด้วยกาย กายบริสุทธิ์ เดินด้วยวาจา วาจาก็บริสุทธิ์ เดินด้วยใจ ใจก็บริสุทธิ์ เป็นสัมมาทิฏฐิด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น ตามมัชฌิมาปฏิปทา คือ ทาง ๘ สายที่เป็นองค์มรรค เป็นหนทางตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเราจัดอยู่ในขั้นกำลังย่างก้าวต้น ๆก็ตามหากว่าก้าวต้นถูกแล้ว ก้าวที่ ๒ ก็ต้องถูก ก้าวที่ ๓ ก้าวที่ ๔ ก็ต้องถูกไปเรื่อย ๆ ถึงทางแยกสงสัยว่าทางนี้ไปทางไหน จะไปบ้าน หรือไปป่า ความสงสัยของพวกเราไม่มีแล้ว ก็ไปตามสายตรงอย่างนี้ ก็ขอให้นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ได้เอาความคิด ความเข้าใจ ความปฏิบัติที่ได้ปฏิบัติมาแล้วนี้ ตั้งแต่วันที่ ๕ ถึงวันนี้ ก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเหล่านี้ คือ บารมีธรรมที่ปฏิบัตินี้ จงเป็นพลวปัจจัยช่วยค้ำจุน อุดหนุน บ่งบอกทางปฏิบัติให้เกิดความสว่างไสว ให้เกิดปัญญาอันแจ้งชัดในจิตสันดาน ของพวกท่านทุก ๆ ท่าน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ .....


Create Date : 09 พฤษภาคม 2550
Last Update : 9 พฤษภาคม 2550 12:58:49 น. 0 comments
Counter : 304 Pageviews.

คนข้างบ้าน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คืนหนึ่งข้าฯยืนอยู่บนเขา
ใต้ร่มเงาวัดพุทธศาสนา
ภูสูงจนอาจเอื้อมดวงดารา
มาจากฟากฟ้าด้วยมือตน
ทว่า ข้าฯมิกล้าเปล่งสำเนียง
ท่ามกลางความวิเวกวังเวงหน
เกรงว่าจักกรายกายสกนธ์
ของทวยเทพวิมานบนหากจักมี.
Friends' blogs
[Add คนข้างบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.