Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
ธรรมะของหลวงปู่ 4

พระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)

ณ โอกาส เป็นวันพิเศษวันหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นศุภมงคล ดังนั้นในเวลานี้พวกท่านทั้งหลายซึ่งมีความศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาและเชื่อมั่นในกิจกรรมต่างๆ ที่ตัวเองได้กระทำว่าจะให้ผลยังไง ดังนั้นในวันนี้จึงอยากจะฟังพระธรรมเทศนา โดยได้นิมนต์หลวงปู่มาเทศนาธรรม เพื่อชี้แนะแนวทางเดินของชีวิตแก่พวกเราทั้งหลาย ดังนั้นในโอกาสนี้ ขอพวกท่านทั้งหลายจงตั้งจิต คอยสดับเอาธรรมะที่อาตมาภาพ ได้ลิขิตมาพอเป็นสังเขป ณ เบื้องต้นนั้นว่า สิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดในโลก ที่ไม่ดับ ดังนั้นธรรมะข้อนี้ได้ชี้ว่า พวกเราทั้งหลายที่ได้มีชีวิตจิตใจอยู่ได้ในปัจจุบันนี้คือ เรามีปัจจัย คุณงามความดี บุญกุศล เคยได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติ ตลอดจนถึงปัจจุบัน ชาตินี้สิ่งที่เป็นปัจจัยเหล่านี้มาปรุงแต่งประดิษฐ์ทางกายทางใจให้ดีขึ้น และยังคงแต่งให้เรามีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็เพราะเหตุปัจจัยเหล่านั้น พยุงชีวิตให้เป็นอยู่สิ่งที่เป็นปัจจัยให้เรามีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้เรียกว่า “วิสามัญปัจจัย” มีโภชนา อาหารยารักษาโรค มาค้ำจุนให้ มีชีวิตให้ทำงานตามหน้าของตนเอง และบัดนี้ ถ้าหากว่าสิ้นเหตุและปัจจัยแล้วชีวิต ก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องแตกสลายตามสภาวะของธรรมชาตินั้นในขณะนั้นพวกเราทั้งหลายมีชีวิต อยู่มีปัจจัยค้ำจุนอยู่ สมควรที่จะทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองให้มากขึ้น สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง สิ่งใดที่ทำลายตัวเองให้วางทิ้งเสีย สิ่งใดทำคุณประโยชน์ต่อตัวเองให้พยายามรักษาและค้ำจุนไว้ให้มาก คือ ในธรรมะของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ชี้ไว้ พวกเราทั้งหลายก็คงยังมีชีวิตร่างกายอยู่อย่างมีโอกาส ที่จะทำธุระซึ่งเป็นหน้าที่ของตน หน้าที่ที่จะช่วยให้เราเป็นคนดีขึ้น ประเสริฐขึ้นเป็นปุถุชน ไม่เป็นปุถุชนเป็นเมธีชน ไม่ใช่อริยะชน ในปัจจุบันนี้คือแหล่งนี้ เป็นแหล่งเพราะการศึกษาการเพาะความรู้ เพาะความฉลาดให้เกิดแก่ตัวองและเยาวชนทั้งหลายในโลกนี้ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นแหล่งที่ให้แนวทางความรู้ ความฉลาดให้เกิดแก่เยาวชนทั้งหลาย ผู้มืดมนด้วยอวิชชา ผู้ไม่รู้ด้วยอวิชชา ซึ่งปิดบังมาตั้งแต่ตัวเปล่า เมื่อเกิดมาแล้ว เกิดมาวันแรกก็ไม่รู้อะไร ไม่ได้เอาอะไรมาด้วยมาแต่ตัวเปล่าๆ เมื่อเกิดมาแล้วเบื้องต้นก็ต้องอาศัย พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้บังเกิดเกล้าพยายามให้ความรู้ ให้ความฉลาดแก่บุตรที่เกิดขึ้นมา เมื่อพ่อแม่แนะนำสั่งสอนเท่าที่จะสอนได้ตั้งแต่เด็ก ตลอดจนได้ศึกษาเล่าเรียน ประถม มัธยม เพื่อกำจัดความไม่รู้ออกไปจากอวัยวะร่างกายของเรา เพราะเหตุนั้นกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงที่ดีที่สุด เป็นกระทรวงที่จะนำความสว่างไสวมาสู่ปวงชนชาวโลกตลอดจนประเทศชาติของ ตนและประเทศใกล้เคียง เพื่อเราจะได้ประสานงานซึ่งกันและกัน ในการประสานงานนี้ ต้องอาศัยความรู้ ความรู้เกิดจากไหน ก็เกิดจากกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นพวกท่าน ทั้งหลายที่มีหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่เพาะวิชาความรู้ให้เกิดแก่เยาวชนทั้งหลาย ก็จงนึกว่าเราสร้างบารมี สร้างบุญกุศลอย่างหนึ่ง ให้มีสัจจะเกิดแก่ตัวเอง และเยาวชน ถ้าคนเราขาดการศึกษาขาดความรู้ โลกของเราก็จะเป็นโลกที่มืดบอดธุรกิจอันเป็นหน้าที่ของเยาวชนทั้งหลายก็จะเป็นไปตามยถากรรม
ทุกวันนี้ธุรกิจเจริญขึ้นทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เกิดขึ้น เสร็จเร็วขึ้นก็เพราะอาศัยความรู้เป็นเครื่องประกอบ เป็นเครื่องช่วยในการช่วยกระทำแก้ไขปรับปรุงขึ้น อันนี้เป็นเรื่องของคดีโลก แต่ส่วนร่างกายชีวิตของเราจะต้องอาศัยธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้ให้พุทธบริษัททั้งหลายเพราะความเอ็นดูสงสาร สัตว์โลกทั้งหลาย ผู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่รู้จักจบรู้จักสิ้นความร้องไห้โศกาประจำอยู่ในชีวิต สัตว์โลกทุกวันทุกเวลา ก็เพราะไม่รู้ทางออกในความเป็นอยู่ของชีวิต ดังนั้นในธรรมะที่หลวงปู่ยกขึ้นข้างต้นนั้นให้เรารู้จักเหตุ หัดมีเหตุผล เหตุดีไม่ดี มาจากไหน มาจากอะไร เหตุดีเพราะมีการปลงขึ้นในจิต ที่ปรุงขึ้นด้วยปัญญา เพื่อประกอบอาชีพ ดำรงชีวิต เหตุมันมีดีมีชั่วมาตั้งแต่ต้น พวกเราทั้งหลายให้เหตุที่ไม่ดีให้มีน้อยลง เพราะจะมีแต่เหตุที่ประจำอยู่ในใจ เหตุดีนี้มันเกิดขึ้นมาจาก ความนึกคิด จะคิดทำอะไรก็มีด้วยตำราประกอบ ตักเตือนอยู่เสมอในด้านความคิดนั้น เหมือนกับพ่อแม่พึงตักเตือนลูกในส่วนความคิดของเราก็เหมือนกัน เราคิดอย่างนี้ถูกอย่างนี้ผิด ถ้าคิดถูกในใจแล้วจะแบ่งจะปันให้กาย กายไม่ทำชั่วไม่เบียดเบียนใคร ทำมาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่ทำลายคุณงามความดีของตัวเองและตัดรอนความสุขของคนอื่น ไม่ได้ทำสังคมให้เดือดร้อนให้สังคมอยู่ดีกินดีมีสุขทางวาจา เมื่อจิตมันแบ่งให้วาจา วาจาก็พูดเพราะพูดงาม ในหมู่คณะในสังคมเมื่อพูดออกไปแล้วคนที่รับความรู้สึกว่าเกิดความชอบ เกิดความพึงพอใจการพูดนอกจากให้วรรณะ รู้ผู้สูงอายุ ผู้มีวัยวุฒิสูง พูดให้ถูกต้องตามชั้นวรรณะ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย และน้อง พี่ เพื่อน เราพูดถูกไปหมด เพราะเรารู้จักสัมมาคารวะ นี่เรียกว่า วาจาที่มีปัญญาสูง วาจาไม่บอด กายไม่ได้รับความบอด ได้รับความสว่างจากความคิด จากปัญญา อย่างทุกวันนี้โลก ของเรามันเดือดร้อนมากในสังคมต่าง ๆ สาเหตุที่มันวุ่นวายกันเยอะ เนื่องจากทิฏฐิ ความเห็นของแต่ละคนไม่ลงรอยกัน ความเห็นของแต่ละคนมันขัดกัน ถ้ามันถูกต้องลงรอยกัน ความขัดแย้งความแตกร้าวก็คงไม่เกิดขึ้น ทำไมถึงทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่สามัคคีกัน เพราะว่าความรู้ความฉลาดมันไม่เท่ากัน มันถึงทะเลาะกันความเห็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันนี้เรียกว่าความคิดของแต่ละคนนั้น คือ ขาดนักปราชญ์หรือมีนักปราชญ์ที่คิดในทางที่ผิด ตามที่คิดก็เลยผิดตามมา และ ที่พูดไม่เหมือนกัน อาชีพข้าราชการก็คนละแผนก คนละกระทรวงความรู้ที่ออกมาจากกระทรวงหนึ่ง ๆ นั้น คือ ออกมาจากแหล่งการศึกษาทั้งหมด เมื่อเอาไปใช้แล้วก็ไม่เหมือนกัน อันนี้เพราะอะไร เพราะตัวกิเลส มันมีมานะ มีทิฏฐิอยู่ในจิตใจของคนให้ดื้อขึ้นในความรู้ ดื้อขึ้นในความเห็น ในความคิดของตัวเองว่าถูกต้องกว่าคนอื่นทั้งหมด เพื่อนไม่ถูกต้องอันความถูกหรือไม่ถูกนี่ต้องเอาเหตุผลไปวัด ถ้าเหตุผลดี เมื่อทำตามเหตุนี้ ผลจะเกิดขึ้นมาอย่างสวยงาม ถ้าเหตุผลไม่ดี เราทำแล้วก็เกิดความเดือดร้อน ก็ถือว่าเหตุผลนั้นผิด ทำให้สังคมเดือดร้อน ขนาดลูกที่เกิดจากพ่อแม่ ก็ยังมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน คนหนึ่งก็คิดไปอย่างหนึ่ง เห็นไปเป็นอย่างหนึ่ง แต่ความประพฤติของลูกในตอนแรกก็อยู่ในกรอบโอวาทพ่อแม่ นาน ๆ เติบโตขึ้น มาแก่เฒ่าขึ้นมา ก็เอาทิฏฐิของตนเป็นที่ตั้ง ลูกแต่ละคนไม่เหมือนกันคิดไปคนละอย่าง เป็นเหตุ ให้สังคมในครอบครัวทะเลาะกัน อันความรู้จากกระทรวงศึกษาธิการอันเดียวนี้ เมื่อนำออกไปใช้แล้ว ก็มีมานะทิฏฐิมาจากในความคิด คิดว่าตัวดีกว่าเพื่อน ฉลาดกว่าเพื่อนแนวความคิดของตนเองอาจจะดีกว่า คนอื่นก็ดี ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร อย่างนี้ละโลกมันถึงได้เกิดความปั่นป่วน ความเห็นนอกจากความโลภที่ได้จากวาจาเขา ปัญญาอัตโนมัติไปใช้ก็เลยผิดกันบัดนี้เมื่อเรามาหยุดธรรม ของการมีทิฏฐิแล้วพระพุทธเจ้าท่านชี้ว่า คนเราจะดีจะชั่วจะรู้ด้วยจิตของตนเมื่อคนมีจิตใจอันใสสะอาด มีปัญญาแหลมคมทำอะไรก็ดีหมด กายก็งาม วาจาก็งามเข้าสังคมก็ได้ดี ทั้งสูงและต่ำอันนี้แสดงว่าถูกต้อง เพราะมีธรรมะอยู่ในใจ สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุทั้งสิ้น เหตุทั้งหลายนี้มันจะก่ออะไร จะเกิดอะไรขึ้น อันนี้โยมทั้งหลายคงจะมองเห็นเหตุที่ไม่ดีเพราะคิดไม่ดี กระทำไม่ดี เราเดือดร้อนไหม สังคม สิ่งแวดล้อม เดือดร้อนไหม เลือกเอาถ้าเราทำเหตุดีประพฤติดี อยู่ในกรอบของศีลธรรมก็สบาย
ดังนั้นเราจะต้องหาธรรมะมาไว้ในใจเรา เราจะคิดจะทำอะไรก็ให้เอาธรรมะมาไว้ในใจ เอาสติปัญญามาไว้ในใจถ้าหากว่าเราหนีจากสติปัญญา เมื่อไร ก็แสดงว่าเราประมาทแล้ว ความประพฤติมันจะเสียเข้าไปแล้ว ถ้าเรามีสติปัญญาอยู่ ความประมาทมันก็ไม่มาใกล้ อันนี้พระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ คือ ความไม่ประมาทเป็นคุณอันประเสริฐของมนุษย์ เป็นคุณใหญ่หลวงของโลกมนุษย์ คือคนที่มีสติปัญญาประจำอยู่ในใจ เรียกว่าคนไม่ประมาท เมื่อไม่ประมาทแล้วทำอะไรก็ไม่ผิด ทำงานราชการ ก็ไม่ผิด ไม่ผิดตามหน้าที่ ทำไร่ทำนา ทำสวนก็ไม่ผิด ไม่มีการพลัดวันประกันพรุ่ง ทั้งยังรู้จักกาลเวลา เพื่อประมาณร่างกายของตนเองและประมาณกาลเวลา ทำถูกต้องไปหมด ไม่ผิด อันนี้คือคนที่มีสติปัญญาคนที่ขาดอันนี้แล้วมักทำงานสะดุด เพราะขาดสติ ขาดปัญญา ทำงานจับจดอยากทำก็ทำ ขี้เกียจก็เลิก ผลสุดท้ายงานเลยไม่สำเร็จ แค่เราอยากศึกษาเล่าเรียนอยากเรียนมหาวิทยาลัยนี้ ขี้เกียจอยากเรียนก็เรียน อยากหยุดก็หยุด ผลสุดท้ายเลยเรียนไม่จบ อาจารย์ก็ไม่รัก อันนี้คนมีความประมาทไม่ได้นึกว่า วันเวลาล่วงไป ล่วงไป ทุกนาที เราก็ปล่อยเวลาของชีวิตล่วงเลยไปเปล่าๆ เลยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับชีวิต อันนี้แหละพวกท่านทั้งหลายที่ได้มาฟังธรรมในวันนี้ ก็เรียกว่าต่างคนต่างชอบ ชอบรักหน้าที่ของตนที่ถูกต้องคือในขณะนี้เป็นโอกาสที่บำเพ็ญบุญ บำเพ็ญบารมี โยมทั้งหลาย มีบารมีในครั้งนี้ตัวเองกำหนดเอา เบื้องต้นเราก็ได้รับบารมีแล้ว วันนี้ตั้งใจว่าจะฟังเทศน์ โยมก็ตั้งใจ ได้ฟังเทศน์จริงๆ และก่อนฟังเทศน์ได้ถวายภัตตาหารแก่หลวงปู่ อันนี้จะเป็นทานบารมี ทานบารมีของโยมนี้เกิดขึ้นด้วยการให้ การให้มีหลายอย่าง ให้อามิสนอกจากตัวเองจะเป็น “อามิสทาน” การให้ทาน น้ำ ข้าว ปลา อาหาร เครื่องต้อนรับแขก เรียกว่าเป็น “อามิสทาน “ ญาติโยมเคยให้ตัวเองด้วยให้ผู้อื่นด้วย เมื่อมองเห็นเพื่อนก็ให้ความสบายใจแก่เพื่อน ให้ความสบายตาแก่เพื่อนให้ความสบายหูแก่เพื่อน นี่เรียกว่า โยมให้เป็นแล้ว ให้อันนี้เรียกว่า ให้ส่วนร่างกาย ของตัวเองเป็นทานแก่ผู้อื่น ให้แล้วผู้อื่นก็มีความสุข .....


Create Date : 09 พฤษภาคม 2550
Last Update : 9 พฤษภาคม 2550 12:48:07 น. 0 comments
Counter : 200 Pageviews.

คนข้างบ้าน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คืนหนึ่งข้าฯยืนอยู่บนเขา
ใต้ร่มเงาวัดพุทธศาสนา
ภูสูงจนอาจเอื้อมดวงดารา
มาจากฟากฟ้าด้วยมือตน
ทว่า ข้าฯมิกล้าเปล่งสำเนียง
ท่ามกลางความวิเวกวังเวงหน
เกรงว่าจักกรายกายสกนธ์
ของทวยเทพวิมานบนหากจักมี.
Friends' blogs
[Add คนข้างบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.