Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2550
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
9 พฤษภาคม 2550
 
All Blogs
 
อนีตตา เบญจขันธ์ - 2

พระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ)
ถ้าบันไดขั้นต้นบริบูรณ์ สมบูรณ์แล้ว บันไดขั้นที่ ๒ เกิดง่าย อย่างง่าย ๆ ถึงมันจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม แต่ว่ามันสามารถที่จะฝ่าฟันไปได้ด้วยอำนาจความบริสุทธิ์ของศีล เมื่อขั้นที่ ๒ ผ่านไปแล้ว ขั้นที่ ๓ คือตัวปัญญาเกิดขึ้นในลำดับ ตั้งแต่ชั้นต้นในการ สำรวมระหว่างเกิดขึ้นในลำดับที่ ๒ ทำให้ไปได้สะดวก อันนี้ท่านสอนเมื่อตะกี้นี้ขอให้นักปฏิบัติทั้งหลายเข้าใจและนำไปปฏิบัติ ตามหลักธรรมะที่ท่านได้แนะชี้ไว้ การสอนกรรมฐานก็มีหลายแบบหลายตอน แต่มันก็ลงในชั้นเดียวกัน คือ ให้เป็นผู้รู้ ผู้เห็น เป็นผู้รู้ ผู้ละ ผู้ปล่อย ผู้วาง ผู้ไม่ยึด ไม่ถือในสิ่งที่ไม่ควรยึดไม่ควรถือ รู้แจ้งเห็นชัด ด้วยปัญญาในกิเลสทั้งหลาย เราสามารถที่จะละกิเลส หักด้ามของกิเลสไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจของปัญญา
ต่อไปนี้หลวงปู่จะเทศน์เพื่อให้คติบางอย่าง แก่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่ได้ ปฏิบัติมาแล้วตั้งแต่วันที่ ๓๐ ถึง วันที่ ๗ วันนี้ ก็รวมเวลาได้ ๙ วันแล้ว กับวันนี้ ก็นับว่านักปฏิบัติทั้งหลายฝึกปฏิบัติมา เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้อาจารย์ที่มาให้กรรมฐาน มาให้แนวความคิด ให้ทั้งปัญญา ทั้งรักษาโรค ทางใน โรคมันมีหลายโรค โรคในกาย โรคในใจ โรคภายนอกก็ต้องอาศัยโรงพยาบาล โรงพยาบาลที่มีอยู่ประจำจังหวัด หรือ อำเภอ อาศัยนายแพทย์เป็นผู้ประกอบเภสัช ประกอบยา เมื่อตรวจเจอโรคภายในร่างกายของเรา โรคชนิดไหน โรคอะไร เมื่อพบแล้วนายแพทย์ก็ประกอบเภสัชมาใช้กับโรคนั้นโรคนั้น ก็สามารถหายได้ ถ้าประกอบเภสัช ไม่ถูกกับโรค โรคก็เลยหายไม่ได้ ทำไมจึงหายไม่ได้ เพราะไม่ได้สัมผัสกับมัน ไม่ถูกกับโรคก็หายไม่ได้ คราวนี้โรคทางใจ เมื่อคนเกิดโรคทางใจ ใจนี้หมายถึง กิเลสและอุปาทานต่าง ๆ ที่เรายึดติดมาอยู่ตั้งแต่เราไม่รู้เดียงสา จนถึงบัดนี้ ก็มีอยู่ ๑. ความโลภ ๒. ความโกรธ ๓. ความหลง ๔. ทิฏฐิมานะ ๕. วิติอุตสา เป็นโรคทั้งหมด ตลอดถึงอุปาทานความโลภทั้งหมด ความยึดมั่นถือมั่น ในรูปร่างกาย ในเบญจขันธ์ เราติดแน่นว่าเป็นของเรา ทุกคนก็ว่าเป็นของเรา เด็กก็ร่างกายของเรา ผู้ใหญ๋ก็ร่างกายของเรา อะไรของเราทั้งนั้น นี่เป็นความเข้าใจของพวกเราทั้งหลาย แต่มันเป็นไปได้โดยสมมุติ ถ้าโดยชอบแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ นั่นไม่ใช่ของเรามันเป็นของ “ อนัตตา” ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา ไม่อยู่ในอำนาจ บังคับบัญชาของใครเลย หมุนไปตามสภาวะของธรรมชาติที่กำกับมัน อนัตตา มีตัวหมุนเวียนอยู่คือ “อนิจจัง” ความไม่เที่ยงเวียนกันอยู่ทุกเวลา เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่เป็นปกติถ้าเราจะมอง มองดูร่างกายของเรา เราไม่ใช่เป็นอย่างนี้ ไม่ได้เกิดเป็นอย่างนี้ แรกเราเป็นเด็ก ๆ ตั้งอยู่ในเบาะอาศัยหลับนอนบนตัก คอ ของพ่อแม่ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองดูแลตัวเองได้ เมื่ออาศัยความอุปถัมภ์ แล้วก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ เปลี่ยนขึ้นมาเป็นเด็ก เล่นอยู่บนตามถนน หนทางสนุกสนาน อาหารการบริโภคต่าง ๆ ไม่รู้ว่ามาทางไหน อาศัยกินกับพ่อแม่ พ่อแม่ มีอะไรไม่ทราบพอถึงเวลา เขาเรียกกินก็มากิน ไม่รู้ว่าได้มายากหรือง่าย ยังไงไม่เคยทราบนึกว่า อาหารมันอยู่ในหม้อข้าวมันอยู่ในติ๊บ ในระยะนี้ก็ยังไม่พอ แต่เด็กมันสนุกสนานมากเลย การงานไม่ต้องทำ มีแต่เล่นกันไปวันๆ เดี๋ยว ก็เปลี่ยนขึ้นมาอีกแล้วเป็นหนุ่มเป็นสาว มีคนมาชอบ ชอบกัน หลงรักกัน หลงชมในรูปกายของตนว่ากายนี้ของตน ว่ากำลังหนุ่มแน่นสวยงาม เก่ง ๆ สาว ๆ ชอบกันวัยอย่างนี้ ร่างกายอย่างนี้เราต้องการอย่างไร แต่มันไม่อยู่ในอำนาจของเราหมุนขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้แก่เป็นผู้แก่ กำลังสร้างกำลังแปลง มีเหย้ามีเรือนมีคู่ครอง กำลังสนุกสนานหลงงมงายในสภาวะนั้น อยู่ในวัยนั้น เดี๋ยวก็เปลี่ยน ไปอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นชรา ความจริงมันชราตั้งแต่เกิดแล้ว แต่เรามารู้ตรงนี้เองว่าแก่ แก่มากแล้วเมื่อแก่มากแล้วก็ต้องกันความแก่ไปจนถึงที่สุด แล้วในที่สุดของชีวิตจนแตกจนดับ มาถึงตรงนี้แล้วกลัวแก่แล้ว เริ่มกลัวอีกแล้ว ไปเกิดใหม่อีก ไปเริ่มแก่อีก อันนี้คือ “อนิจจัง”
ความทุกข์ของมันเกิดขึ้นตามลำดับของความจริง เราอยู่สบาย กินสบาย นอนก็สบาย ร่างกายปราศจากโรค เราก็มีความสุข เมื่อร่างกายของเราเกิดโรคไม่สบายขึ้น หรือ ความคิดไม่สะดวกอึดอัด ติดขัดในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เกิดความตึงเครียด เป็นทุกข์นี่ทุกข์ขังได้เกิดขึ้น ในลำดับของความเปลี่ยนซึ่งก็สลับกันไปเรื่อย ๆ อันนี้ทำไมมันถึงเปลี่ยนอย่างนี้ ถึงเป็นทุกข์อย่างนี้ ความจริงเราไม่ต้องการทุกข์ แต่มันก็เกิด ควรคิดว่ามันมาจากที่ไหน ก็มันมาจากตัวเกิด เมื่อมีเกิดที่ไหน ก็มีทุกข์ที่นั่น เมื่อไม่เกิดก็ไม่ทุกข์นี่มันเป็นอย่างนี้ แต่บัดนี้เราเกิดขึ้นมาแล้ว เราเอาทุกข์มาด้วย เอาความตายมาด้วยเอาความเปลี่ยนแปลงมาด้วย เปลี่ยนเวียนไปอยู่เรื่อยๆ เพราะมันเป็น “อนัตตา” มันไม่ใช่เรามันไม่ใช่ของเรา มันก็เปลี่ยนไปอย่างนี้ตามธรรมชาติความมุ่งหมายของอนัตตานี้ นักปฏิบัติทั้งหลาย พระพุทธเจ้าของเราได้สอนไว้ว่า ให้เราตรวจดูกายเราเสียก่อน ตรวจดูจิต ของเรา จิตคือความนึกคิดต่าง ๆ มีดีบ้าง ไม่ดีบ้าง คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต คิดถึงปัจจุบัน คิดไปร้อยแปดพันประการ บางคนคิดอยู่อย่างนี้ เรามาตรวจดูว่าความคิดนี้ มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในจิตนี้ ทำไมมันจึงคิดอย่างนั้น อันนี้เพราะว่าเป็นหน้าที่ของจิตในการคิดมันมีหน้าที่คิดอย่างเดียว แต่หารู้ไม่ว่าคิดอะไร คิดถูกหรือคิดผิดละ จิตของเราเองก็ไม่รับรอง เพราะมัน มีหน้าที่คิดอย่างเดียว แต่ตัวเราเองเป็นผู้ที่จะตัดสินเป็นผู้ที่เตือนจิตให้รู้สึกว่ามันผิดนะ มันถูกนะ นั่นก็คือตัวปัญญา สติปัญญาทั้งสองอย่างนี้ เป็นอาจารย์ของจิต เป็นผู้แนะจิตคิดอย่างนี้ถูก คิดอย่างนี้ผิดทำอย่างนี้ถูก ทำอย่างนี้ผิด นี่สติปัญญาเตือน ถ้าหาสติปัญญาไม่ได้แล้ว สติก็คิดไปเรื่อย ๆ ถ้ามันผิดก็ผิดไปเลย ถ้ามันถูกก็พอประทังตน เพราะไม่มีนักปราชญ์เตือนจิตคิดเหมือนเด็กเล่นตามบ้านจะพลัดตกหกล้มไปถูกของแข็งไปถูกของร้อนไม่รู้ก็เล่นกันอยู่นั่นแหละ มันจะถูกของแข็ง ของร้อน ของมีคม จะพลัดตกหกล้ม พ่อแม่ผู้ดูแลจะเตือน เดี๋ยวหกล้มนะเดี๋ยวตกบ้านนะ เดี๋ยวถูกมีดบาดนะ เดี๋ยวน้ำร้อนลวกนะ ถ้าพ่อแม่ไม่เตือน เราก็ไม่รู้ จิตของเราก็เช่นเดียวกัน ก็คิดไปอย่างนั้น เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงสอนพวกเราไว้เป็นหลักๆ ให้สำรวมจิตให้ระวังให้รักษาจิต ถ้าเราสำรวมจิตได้แล้ว รักษาจิตได้แล้วจิตก็จะสะอาดบริสุทธิ์ ถ้าสำรวมไม่ได้รักษาไม่ได้ จิตก็จะเศร้าหมอง ถ้ายังไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เราต้องรักษา ท่านจึงมีสุภาษิตว่า “จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ “ กุศลจิตเป็นความดี ฝึกฝนก็คืออบรมจิต แก้จิต รักษาจิต อยู่กับการฝึกจิต อย่างเรามาปฏิบัติธรรมอยู่นี้ละ เรามา รักษาจิต จิตนี้มันเอาอะไรไว้ในจิต ให้รู้ว่าจิตมันคิด มันนึกมันเอาอารมณ์มาฝังไว้ในจิตฝังไว้ตลอดจนลึก จนเป็นสันดาน ความโกรธ ความหลงเอามากองไว้ ความรักก็เอาไว้ ความเกลียดก็เอาไว้เอาไว้หมด ความไม่รู้ก็เอาไว้ มันเก็บไปหมด ไม่เหมือนร่างกาย ร่างกายของเรานี้ ภายในเต็มไปด้วยความโสโครก สกปรกโสมม ปิดเอาไว้ก็ไม่อยู่ เอาผ้ามาปิดอีกก็ยังปิดไม่มิด ของโสโครกก็ยังออกมาให้เห็น ตาเรามองไม่เห็นภายในแต่ให้เราเห็นภายนอก ออกมาทางกายก็เป็น ขี้มูก ขี้ไคล ฯลฯ เป็นขี้ไปหมดภายในกายก็เป็นของสกปรก เป็น “อสุภะ “ เป็นของไม่พึงปรารถนา แต่สำหรับคนที่ยังหลงอยู่ ก็ถือว่าดีอยู่ สกปรกอยู่ตรงนี้ เหม็นอยู่ตรงนี้ เหม็นอยู่ที่อื่น ผ้าของเราสะอาดที่สุด เอามาปิดร่างกายไว้ ไม่กี่วันผ้านั้นก็เกิดกลิ่นเหม็นขึ้น ดำขึ้น สกปรกขึ้น รองดมดูซิ กลิ่นเหม็นมาจากไหน ก็มาจากร่างกายเราร่างกายของเรามันสกปรก มันเหม็น เอาอะไรมาพันก็เหม็น สิ่งนี้แหละพระพุทธเจ้าจึงได้ รู้ว่า มันเป็น “อสุภะ “ เป็นของปฏิกูล เป็นของไม่น่ารักไม่น่าชม แต่ก็ยังยึดมั่นถือมั่นว่า ของ ๆ เราเอง ของรักของหวงแหนที่สุด ในร่างกายนี้ การหวงแหน การยึดมั่นถือมั่น เป็นอุปาทาน มันมีประจำอยู่ทุกชีวิต
เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงได้สอน “เบญจขันธ์” ให้มากกว่าอย่างอื่นเพราะคนเรายึดติดเบญจขันธ์มาก สอนให้รู้จักเบญจขันธ์ ให้รู้จักความเสื่อม ความเปลี่ยนแปลง ความบูด ความเน่าเปื่อย ความสกปรก ความเหม็นของเบญจขันธ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะคลายความรัก ความหวงแหนเหล่านี้ไป เมื่อคลายได้มันก็เป็นยุติทาง คือ ความเบื่อในร่างกายนี้มันเน่า มันเหม็น มันแตก มันหัก ไม่มีอะไรถาวรเลย ไม่คงที่มันเปลี่ยนแปลง เมื่อเราคลายอุปาทานออก เมื่อคลายได้แล้ว ความไม่รักก็คือ “วิราคะ” ก็คือ สิ้นรัก สิ้นกำหนัด สิ้นความชอบความพอใจในเบญจขันธ์นี้คลายหมด เหมือนร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เหมือนเป็นของผู้อื่น เขาเจ็บ เราไม่เจ็บ เขาร้องไห้ เราไม่ร้องไห้ ถ้าเราทิ้งได้ ถึงขนาดนั้น อันนี้แหละพระอรหันต์ อยู่ตรงนี้อยู่ตรงที่เราคลายนี้แหละ คือสิ้นความกำหนัด เราหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย พระพุทธเจ้ามีความมุ่งหมายให้เราเดินมาถึงจุดนี้ ที่สุดแห่งธรรม ก็สุดที่ตรงนี้ เราจะเรียน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เราจะจำด้วยสัญญาของเรา จะมากเท่าไรก็ตาม พระไตรปิฎกเรารู้แตกฉานแต่การปฏิบัติของเราไม่มี พระไตรปิฎกก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ ช่วยเราได้ต่อเมื่อเราปฏิบัติตามหลักของพระไตรปิฎก เราปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาธรรมะนั้นมาปฏิบัติมาไว้ในใจ ทำอะไร รู้ตัวเอง พระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นตำราชี้ที่ตัวเรานี้แหละ บ่งบอกในตัวของเราทั้งหมด ธรรมะทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น เกี่ยวกับร่างกายของเรา สอนเราทั้งหมด เป็นตำราของเรา แต่เราเรียนแล้วเราไม่สอนตัวเรา เรียนเฉยๆ ก็เลยไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างพระโพธิละ ในศาสนาพระเจ้ากัสสปะ เรียนสำเร็จพระไตรปิฎก สอนศิษย์ ๔๐๐ - ๕๐๐ คน ศิษย์เรียนแล้วนำไปปฏิบัติจนสำเร็จมรรคผลเยอะ แต่อาจารย์ก็ไม่สำเร็จอะไรเลย ก็เป็นอาจารย์สอนไปเรื่อยๆ ต่อมาสามเณรรูปหนึ่ง พอสำเร็จพระอรหันต์ แล้วก็เลยสงสารอาจารย์ก็เอาธรรมะที่อาจารย์สอนนั่นแหละมาพูดกับอาจารย์ เป็นอุบายให้อาจารย์ฟังว่า เขาปฏิบัติตามที่อาจารย์แนะนำแล้วเขาจึงได้ถึงขั้นนี้ อาจารย์ก็เลยรู้สึกตัว เอง แหม ! เรานี้สอนคนก็มาก เราไม่รู้อะไรเลย เหมือนกับช้อนตักข้าว ตักแกง ตักทุกวัน แต่ไม่รู้รสชาติของแกง เราก็สอนทุกวัน แต่ไม่รู้รสชาติของธรรมะลูกศิษย์เราเขารู้เขาได้หมด เราโง่เหลือเกิน ก็ได้เณรรูปนี้แหละสอน อาจารย์จึงได้ปฏิบัติจึงได้บรรลุ
อันนี้พระพุทธเจ้าเคยเทศน์ว่า ตุจฉะโปฐิละ “ตุจฉะ “ แปลว่า เปล่า “โปฐิละ” แปลว่าคำภีร์เก่า คือ ได้แต่คำภีร์เปล่า ได้แต่คำภีร์ แต่รสชาติความเอร็ดอร่อยของคำภีร์โปฐิละ ไม่รู้ เหมือนคนรู้ ตำรายารู้มากตำรายาอ่านได้ไม้อันนี้แก้โรคนี้ ไม้ต้นนี้แก้โรคนั้น แต่ว่าไม่เก็บต้นไม้มาผสมกันให้เป็นยา เมื่อคนป่วยเอาตำราไปบดใส่น้ำ ตำราหาเป็นยาไม่ เพราะตำราบอกชี้ไว้เฉย ๆ ตัวที่มันเป็นยาคือ ตัวสมุนไพรเอามาประกอบกันเป็นยา ตามที่ตำราชี้ อันนี้ก็เช่นกัน เรียนรู้แล้วไม่ปฏิบัติก็เหมือนไม่รู้อะไร
บัดนี้พวกเราปฏิบัติธรรม มาปฏิบัติธรรมะ มารู้จักตัวเอง มานั่งมองตัวเอง มองตั้งแต่ ผม ขน เล็บ หนัง เห็นกระดูกให้มองดู มองให้เห็นด้วยปัญญาของตัวเองว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง ข้างในมันสะอาดหรือสกปรก เราถึงได้หวงนักหวงหนา รักนักรักหนา เมื่อมองกายแล้วให้มองใจ ใจของเราทำไมมันถึงเก็บ เก็บในสิ่งที่ไม่ควรเก็บ เก็บความโลภ ความหลง ความโกรธ ความรัก ความตระหนี่ มันเก็บไปหมดทุกอย่าง ไม่ยอมทิ้งมี เท่าไรเอาเท่านั้น ความโลภ โกรธ เอามาสั่งสมไว้ หลงตัวเอง ไม่รู้สภาวะความเป็นไปว่าตอนนี้เราสมควรทำอย่างไร เราแก้ขนาดนี้ สมควรทำอย่างไร ต่อไปที่ผ่านมาแล้วเราสั่งสมความดีไว้มากน้อยเท่าไร ศีล ท่านปฏิบัติกรรมฐาน เราเคยปฏิบัติมาไหม หรือยังไม่เคย อนาคตข้างหน้า มันจะใกล้หรือไกล เรายังไม่ทราบข้อนี้ สำคัญความหลง การมาปฏิบัติธรรมะเพื่อถอดถอน ความหลง ความรัก ความโกรธ เกลียด มานะทิฏฐิ ออกไปให้มันเหือดแห้งไปจากจิตใจของเรา เราถึงมาปฏิบัติไม่ใช่มานั่งเฉยๆ การมาฟังเทศน์ก็ได้บุญแม้ไม่มีปัญญาเกิดขึ้นก็ยังถือว่าได้บุญ ถ้าหากมีปัญญาเกิดขึ้นตามกระแสอาจารย์สอน ก็เกิดกุศลคือความฉลาด ฉลาดจะรู้ได้อาศัยการฟัง อาศัยการเรียนรู้ ถึงจะฉลาดได้เพราะฉะนั้น การฟังเทศน์คือการรู้อารมณ์ รู้การเคลื่อนไหว รู้การพูด การคิด รู้ไปหมด เรียกว่าสติปัญญา ถ้าเราคิดไว้ว่าเราจะทำอย่างนั้น เราจะทำอย่างนี้ เราคิดไว้ก่อน อันนี้เป็นสติ สติที่รู้อารมณ์ในขณะที่มันประสบในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ นี้เป็นสติปัฏฐาน “ สติปัฏฐาโน เอกายะโน “ พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ว่า เป็นเส้นทางเอก เดินหน้าเข้าไปสู่พระนิพพาน ไม่มีเส้นทางไหนดีกว่า แม้เดินตามอริยมรรค ๘ ก็เดินตามสติปัฏฐานนี่แหละ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็ตามสติปัฏฐาน ความรู้จิตในใจ รู้กายในกาย รู้ในความคิดของจิต คิดดีคิดชั่ว รู้จักปล่อยวาง อันไหนควร ไม่ควร เป็นสติปัฏฐานหมด ที่หลวงปู่ได้พูดมาตั้งแต่เบื้องต้นก็เป็นประทีปดวงหนึ่ง ให้เรามองเห็นงานที่เราต้องทำส่องในที่มืดให้สว่าง ถ้าโยมทั้งหลายนำไปคิด พิจารณาด้วยปัญญาญานของตัวเองก็จะได้รู้ ก็ขอให้นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงเป็นผู้สำเร็จ ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมคม สามารถที่จะขจัดกิเลสของตัวเองให้น้อยลง ให้เบาลง ถ้าตัดขาดได้ก็ขอให้ใช้สติปัญญาของพวกท่านทั้งหลาย ในที่สุดหลวงปู่จะขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัย องค์พระธาตุพนม พระธาตุมหาชัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้ มาบวกกับบารมีของท่านทั้งหลาย ที่ปฏิบัติมาจงประสบผลสำเร็จดังความตั้งใจของพวกท่านทั้งหลายทุกประการเทอญ .....


Create Date : 09 พฤษภาคม 2550
Last Update : 9 พฤษภาคม 2550 12:29:56 น. 0 comments
Counter : 275 Pageviews.

คนข้างบ้าน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คืนหนึ่งข้าฯยืนอยู่บนเขา
ใต้ร่มเงาวัดพุทธศาสนา
ภูสูงจนอาจเอื้อมดวงดารา
มาจากฟากฟ้าด้วยมือตน
ทว่า ข้าฯมิกล้าเปล่งสำเนียง
ท่ามกลางความวิเวกวังเวงหน
เกรงว่าจักกรายกายสกนธ์
ของทวยเทพวิมานบนหากจักมี.
Friends' blogs
[Add คนข้างบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.