Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728 
 
5 กุมภาพันธ์ 2549
 
All Blogs
 
บันทึกลับ ภิกษุนิรนาม ๓. เรื่องแปลกๆ ในวัยเด็ก

ระหว่างที่กายทิพย์เร่ร่อนหาที่เกิด ก็ไปพบร้านค้าแห่งหนึ่งเจ้าของร้านสามีภรรยา แม้ไม่มีโอกาสไปวัดเพราะธุรกิจผูกพัน ก็มีการสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน ลูกชายและลูกสาวก็ได้รับการอบรมให้ไหว้พระเช่นกัน เช้าขึ้นก็จะช่วยกันหุงข้าวใส่บาตรเป็นประจำ นับว่าเป็นครอบครัวที่มีจิตเป็นฝ่ายกุศล

จิตก็รู้ขึ้นมาว่า ที่เกิดของเราอยู่ที่นี่เอง และยังรู้ต่อไปว่า โยมมารดานั้นเคยเป็นพี่สาวของเราในอดีตชาติ มีความสัมพันธ์กันอยู่ทันใดนั้น กายทิพย์ก็ตกวูบลงไป เข้าไปอยู่ในครรภ์โยมแม่แล้ว

จิตในวัยทารกแบเบาะนั้น มันรู้เห็นไปสารพัด บางทีก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น อยากพูด อยากบอก แต่มันยังพูดไม่ได้

เกิดเป็นมนุษย์นี้ กว่าจะเติบโตขึ้นมาได้ต้องรับทุกขเวทนา ต้องอดกลั้นอดทนมากทีเดียว เพราะสังขารร่างกายที่เป็นมนุษย์นั้น มันเติบโต รู้ภาษาตามวัย พอลุกขึ้นยืนได้ ก็ต้องค่อยๆ ย่างเดิน เพราะขายังไม่แข็งแรงพอ ไม่เหมือนวัว ควาย ม้า พอคลอดออกมาก็วิ่งได้

การพูดก็อยากพูดเหลือเกิน แต่มันพูดไม่ได้ ต้องอ้อๆ แอ้ๆคนฟังเขาก็ไม่รู้เรื่อง จนรำคาญตัวเอง มีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง

พออายุได้ ๓ ขวบ ค่อยโล่งอกไปที เดินได้ วิ่งก็ได้ พูดจาก็รู้เรื่องมากขึ้น ตอนนี้แหละมันอยากจะสวดมนต์ไหว้พระ โยมพ่อ โยมแม่กับพี่ๆ เขาลงไปอยู่ข้างล่าง บางคนก็ไปโรงเรียน บางคนก็ช่วยขายของหน้าร้าน อาตมาก็โอ้เอ้อยู่ข้างบน เห็นเงียบสงัดดีก็เข้าห้องพระ กราบแล้วก็เริ่มสวดมนต์ หนังสือยังอ่านไม่ออก วัดก็ไม่เคยไปมันสวดได้เองเสียงแจ๋ว ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน มันสวดไปได้เอง และด้วยคล่อง

โยมพ่อขึ้นมาเพราะสงสัยว่าพระที่ไหนมาสวดมนต์ เมื่อโผล่หน้าเข้ามาในห้องพระ จึงเห็นลูกชายคนเล็กนั่งสวดมนต์เหมือนที่พระสวดตามวัด ก็แปลกใจว่าสวดได้อย่างไร ต้องไปตามโยมแม่ขึ้นมาฟังด้วย

อาตมาตอนนั้นไม่สนใจใครเลย นั่งหลับตาสวดจนจบ แล้ก็ทำสมาธิต่อ การนั่งสมาธิก็นั่งได้อย่างถูกต้อง เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดำรงสติมั่น ทุกอย่างมันเป็นไปเอง

โยมพ่อโยมแม่เห็นอย่างนั้น ก็ถอยกลับลงไปซุบซิบอยู่ข้างล่างอย่างอัศจรรย์ใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้อย่างไร ใครมาสั่งสอนแต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ อายุเพิ่งแค่ ๓ ขวบ ตั้งแต่เล็กก็ไม่เคยไปวัด

การนั่งสมาธิครั้งแรกนั้น ใช้คำภาวนาว่า "พุทโธ" นั่งไปสักพักหนึ่ง จิตก็รวมตัวตั้งมั่นในสมาธิ แล้วก็เกิดรู้ขึ้นมาเอง เห็นหมด โยมพ่อโยมแม่กำลังทำอะไรอยู่ข้างล่างก็เห็น พี่สาวกำลังวิ่งเล่นที่โรงเรียนก็เห็น ยังได้ยินโยมพ่อโยมแม่คุยกันชัดเจน โยมแม่บอกให้โยมพ่อขึ้นมาดูว่าเลิกนั่งสมาธิหรือยัง เป็นห่วงกลัวจะหิว

แต่อาตมาตอนนั้น ไม่รู้สึกหิวเลย มันอิ่มเอิบไปหมด นั่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ โยมพ่อขึ้นมาถึง ๒-๓ ครั้ง จึงได้ออกจากสมาธิ

โยมพ่อถามว่า "ลูกเป็นอะไร"

อาตมาก็ตอบว่า "ลูกสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ"

"ลูกทำได้อย่างไร ไม่เคยร่ำเรียนมาก่อน ใครมาสอนลูกหรือ"

"ไม่มีใครสอน ลูกอยากทำก็ทำได้เอง"

โยมพ่อจูงมือลงไปข้างล่าง ให้โยมแม่หาอาหารให้กิน ไม่รู้จะถามอะไรอีก ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า เป็นไปได้อย่างไร แต่ก็สังเกตว่าทั้งสองท่านชื่นชมยินดี พูดกันว่าลูกเราคงเป็นผู้มีบุญมาเกิด จึงใฝ่ใจในทางกุศลตั้งแต่ยังเล็ก

ที่น่าพอใจก็คือ ท่านไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด อาตมาก็สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิทั้งตอนเช้าและตอนค่ำ ไม่ชอบลงไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ชอบนั่งเงียบๆ ดูกายดูจิตอยู่ตามลำพัง ตอนนั้นปฏิบัติได้ถูกต้อง แต่เรียกไม่ถูกว่าปฏิบัติอะไร มารู้ภายหลังว่าทำตามแนวสติปัฏฐาน ๔ มีการพิจารณา รูป เวทนา จิต ธรรม ทบไปทวนมา ที่รู้ภายหลังนี้ ก็ตอนเข้าวัดศึกษาทางปริยัติ เป็นสามเณรแล้วห่างกันอีกหลายปี

ตอนเป็นเด็ก อยู่กับโยมทั้งสอง อาตมาได้สร้างความแปลกใจให้กับโยม และเพื่อนบ้านอยู่เสมอ คราวหนึ่งโยมพ่อบ่นกับโยมแม่ว่า "หมู่นี้ร้านเราขายของไม่ดีเลย ไม่รู้เป็นอย่างไร"

อาตมานั่งอยู่ข้างๆ ก็ชี้มือไปที่หน้าร้าน บอกว่า "ผู้ขัดขวางเขามานั่งอยู่นั่น จะขายดีได้อย่างไร"

"ใครมานั่งอยู่ที่ไหน พ่อไม่เห็นสักหน่อย ลูกพูดอะไรของลูก"

อาตมาก็ยืนยันว่า "หนูเห็น เขาเป็นวิญญาณเร่ร่อนอดอยากมาพักอยู่หลายวันแล้ว พ่อทำบุญสังฆทานให้เขาซิ เขาจะได้ไปเกิด"

แต่แรกพ่อไม่ยอมเชื่อ หาว่าพูดเหลวไหล วันต่อมาแทบไม่มีคนเข้ามาซื้อของในร้านเลย ทั้งที่เคยขายของดี โยมแม่จึงบอกกับโยมพ่อว่า

"ลูกของเรา เขามีอะไรแปลกๆ มาตั้งแต่เด็ก สวดมนต์ไหว้พระทำสมาธิได้โดยไม่มีใครสอน และเขาก็ทำอยู่ทุกวันไม่เคยขาด ลองเชื่อลูก ทำสังฆทานให้วิญญาณกันดีกว่า"

โยมพ่อก็ตกลงตาม จัดการเตรียมเครื่องสังฆทาน นิมนต์พระมารับในตอนเช้า ตั้งแต่วันนั้น ปรากฏว่าของขายดีทั้งวัน และดีตลอดมา

ครั้งหนึ่ง มีสองคนผัวเมียท่าทางภูมิฐาน เอารถมาจอดริมถนนฝั่งตรงข้ามกับที่ร้าน แล้วพากันลงรถเดินเข้ามา ปรากฏว่าเป็นคนชอบพอคุ้นเคยกับโยมทั้งสองมานาน บอกว่านั่งรถผ่านมา คิดถึงจึงแวะมาเยี่ยม

ขณะที่นั่งคุยกัน ฝ่ายภรรยาปรารภให้ฟังว่า "ไปปลูกตึกแถวขายถึง ๒๐ ห้อง ทำเลดี เหมาะในการค้า แต่ปรากฏว่าตั้งแต่สร้างมาเป็นเวลาถึงสองปี ไม่มีใครมาซื้อเลย มาถามแล้วก็หายไป ลงทุนเข้าไปมาก ตอนนี้ก็แทบหาเงินส่งดอกเบี้ยธนาคารไม่ทัน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร"

โยมแม่ถามว่า "เคยไปหาอาจารย์ทำนายทายทัก ให้รู้สาเหตุบ้างไหม"

สามีก็บอกว่า "ไปมาหลายแห่งจนอ่อนใจ ก็ไม่เห็นว่าอย่างไรเพียงแต่บอกว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่จะขายได้ แล้วก็เงียบไป"

โยมแม่ก็เรียกอาตมาเข้าไปหา แนะนำให้รู้จัก บอกว่า "ลองถามพ่อลูกชายคนเล็กของดิฉันดูซิคะ บางทีเขาจะบอกอะไรได้"

สองสามีภรรยาทำหน้างงๆ เพราะไม่นึกว่าจะให้มาถามเรื่องสำคัญอย่างนี้กับเด็กตัวนิดเดียว แต่คงจะไม่ให้เสียมารยาท ก็เลยถามว่า "หลานดูได้หรือนี่"

"พอดูได้ครับคุณลุงคุณป้า ว่าแต่ตึกแถวอยู่ทีไหน มีอะไรเป็นเครื่องหมายให้รู้บ้าง เขาเรียกว่าอะไร" อาตมาซักยังกับเป็นผู้ใหญ่

คุณลุงตอบว่า "ที่หน้าตึกแถว มีต้นฉำฉาขึ้นเรียงกันอยู่ ๓ต้น เขาเรียกบ้านใหม่"

พอบอกอย่างนั้น อาตมามองเห็นหมด ทั้งที่ไม่เคยไปหรือเคยรู้จักเลย จึงถามว่า "เป็นตึกแถวสองชั้นครึ่งใช่ไหมคุณลุง"

"ใช่แล้วหลาน"

"ข้างนอกทาสีเขียว หลังคากระเบื้องสีน้ำตาล ใช่ไหมคุณลุง"

เอะ…ยังกับตาเห็นเชียวนี่" คุณลุงอุทานแล้วตอบว่า "ใช่"

"คุณลุงรู้ประวัติที่นี่ไหม"

"พอรู้…เพราะเป็นที่ดั้งเดิม มรดกตกทอดของลุง"

"ที่ตรงนี้เคยมีคนมาฆ่ากันตาย เขาสู้กันเลยตายทั้งคู่"

"โอ้โฮ…ยังกับตาเห็นจริงๆ หลานเห็นหรือจ๊ะ จึงได้บอกถูกต้องหมด" คุณป้าอุทานอีกคนหนึ่ง พร้อมทั้งถาม

"เห็นครับ…ที่ขายตึกไม่ได้ เพราะวิญญาณสองคนนี้ เขาคอยขัดขวาง อาละวาดอยู่ เขาต่อสู้กันทุกวัน เป็นวิญญาณพยาบาทไม่รู้จักจบสิ้น"

"แล้วลุงกับป้าจะทำอย่างไรดี"

"นิมนต์พระที่ปฏิบัติดี มาเทศน์โปรดวิญญาณ ให้เขาละทิฐิมานะ ละความโกรธแค้นพยาบาท แล้วถวายสังฆทาน ๔ ชุด อุทิศส่วนกุศลให้เขาไปผุดไปเกิด ทำเช่นนี้อาทิตย์ละครั้ง สัก ๓ อาทิตย์ต่อไปจะมีคนมาแย่งกันซื้อตึกของคุณลุงคุณป้าจนหมด ไม่เกิน๓ เดือน ๖ เดือน"

อาตมาบอกไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดว่าคุณลุงคุณป้า จะทำตามหรือเปล่า คิดว่าเราเป็นเด็ก ผู้ใหญ่อาจไม่เชื่อ

อีกสองเดือนต่อมา คุณลุงคุณป้าคู่นั้นกลับมาอีก หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็ถามหาอาตมาเลย แล้วบอกว่า

"ลุงกับป้าเอารางวัลมาให้ ๕,๐๐๐ บาท รับไว้ซิหลาน เก่งจริงๆ ตอนนี้ตึกของลุงกับป้าขายไปได้ ๕-๖ ห้องแล้ว ยังมาติดต่ออยู่อีกหลายเจ้า"

หลังจากนั้น ก็มีผู้มาให้ทำนายทายทักอยู่เสมอ แต่ใจไม่ชอบทำนายทายทักเลย เมื่อเขามาแล้ว มันเห็นมันรู้ ก็อดช่วยเขาไม่ได้จะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็น ก็เป็นการโกหกเขาไป

จาก //www.dharma-gateway.com/misc/misc-secret_memoir_03.htm


Create Date : 05 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 5 กุมภาพันธ์ 2549 13:15:41 น. 1 comments
Counter : 192 Pageviews.

 
เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ อยากรู้จังค่ะถ้าจะให้ดูให้บ้างต้องทำยังไงคะ...


โดย: ดั่งตะวัน IP: 125.25.146.128 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2549 เวลา:15:57:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนข้างบ้าน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คืนหนึ่งข้าฯยืนอยู่บนเขา
ใต้ร่มเงาวัดพุทธศาสนา
ภูสูงจนอาจเอื้อมดวงดารา
มาจากฟากฟ้าด้วยมือตน
ทว่า ข้าฯมิกล้าเปล่งสำเนียง
ท่ามกลางความวิเวกวังเวงหน
เกรงว่าจักกรายกายสกนธ์
ของทวยเทพวิมานบนหากจักมี.
Friends' blogs
[Add คนข้างบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.