Group Blog
 
<<
มกราคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
20 มกราคม 2549
 
All Blogs
 
ปฏิบัติธรรมกับท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าและภรรยา

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเป็นชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในประเทศพม่า เมื่อปีพ.ศ.2467 ท่านได้ประกอบธุรกิจจนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงมากตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม ทั้งได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชนชาวอินเดียในพม่า รวมทั้งเป็นประธานองค์กรต่างๆ อาทิเช่น หอการค้ามาร์วารีแห่งพม่าและสมาคมพานิชย์และอุตสาหกรรมแห่งร่างกุ้ง นอกจากนี้ยังร่วมเดินทางไปต่างประเทศกับคณะผู้แทนการค้าของสหภาพพม่า ในฐานะที่ปรึกษาอยู่บ่อยๆ
เมื่ออายุ 31 ปี ท่านได้ทดลองเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหลักสูตร 10 วันเป็นครั้งแรกกับท่านอาจารย์อูบาขิ่น(วิปัสสนาจารย์ที่ชาวพม่าให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่งผู้หนึ่ง) หลังจบจากการปฏิบัติตามหลักสูตร 10 วันแล้ว ท่านโกเอ็นก้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในเนื้อหาสาระของคำสอนและในแนวทางปฏิบัติเป็นอย่างมาก จึงปวารณาตัวเข้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จนต่อมาท่านอาจารย์อูบาขิ่นได้แต่งตั้งให้ท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอน
ปีพ.ศ.2512 ท่านได้เดินทางกลับไปยังประเทศอินเดีย เพื่อเยี่ยมมารดาที่ล้มป่วย ระหว่างที่อยู่ในอินเดีย ท่านได้จัดอบรมวิปัสสนาให้แก่มารดาและญาติพี่น้อง ซึ่งปรากฎว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นอันมาก นับจากนั้นขบวนการเอหิปัสสิโกก็ได้เริ่มต้นจากปากต่อปากที่บอกต่อๆ กันไป ทำให้มีผู้มาขอเข้าปฏิบัติกันมากขึ้น
และจากการที่ท่านอาจารย์อูบาขิ่นมีความฝังใจอยู่แต่เดิมว่า ประเทศอินเดียมีบุญคุณอย่างล้นเหลือที่ได้หยิบยื่นธรรมอันบริสุทธิ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แก่ประเทศพม่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน แต่ธรรมอันล้ำค่านี้กลับได้สูญหายไปจากประเทศอินเดียอันเป็นต้นกำเนิดจนเกือบหมดสิ้น ท่านโกเอ็นก้าจึงมีความปรารถนาที่จะทดแทนคุณประเทศอินเดีย ด้วยการหาทางนำเอาธรรมะอันล้ำค่านี้กลับไปเผยแผ่อีกครั้ง ซึ่งท่านอาจารย์อูบาขิ่นก็ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท่านเปิดการอบรมวิปัสสนาในแนวทางนี้ขึ้นในประเทศอินเดียอย่างต่อเนื่อง
ปีพ.ศ.2517 ท่านจึงได้ก่อตั้งสถาบันวิปัสสนานานาชาติ "ธรรมคีรี" ขึ้นที่เมืองอิกัตปุรี ใกล้ๆ กับเมืองบอมเบย์ ประเทศอินเดีย นับจากนั้นมาก็ได้มีการจัดอบรมวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันและหลักสูตรระยะยาวต่อเนื่องเรื่อยมา ปีพ.ศ.2522 ท่านเริ่มเดินทางไปเผยแผ่วิปัสสนาตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก ท่านได้อำนวยการสอนวิปัสสนาหลักสูตร 10 วันในประเทศอินเดียและประเทศอื่นๆ ทั้งในซีกโลกตะวันตกและตะวันออกกว่า 400 หลักสูตร
หลักการสอนของท่านโกเอ็นก้าได้รับการยอมรับโดยทั่วไป ทั้งในอินเดีย ประเทศที่ยังคงมีความแตกต่างทางด้านชนชั้นและศาสนาอย่างมาก และจากทั่วโลก ทั้งนี้เพราะคำสอนที่มีลักษณะเป็นสากล มิได้ขัดต่อหลักศาสนาใด ท่านเน้นเสมอว่ามนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาใด และมีผิวสีอะไร ต่างก็มีความทุกข์ในรูปแบบเดียวกันทั้งสิ้น ในเมื่อความทุกข์ของมนุษย์เป็นสากล วิธีการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์จึงต้องเป็นสากลเช่นกัน
ต่อมาท่านได้เริ่มแต่งตั้งอาจารย์ผู้ช่วยให้ช่วยดำเนินการอบรมแทนท่าน โดยใช้เทปและวิดีโอของท่านเป็นแนวทางในการ สอน เพื่อรองรับกับความต้องการที่จะเข้าอบรมซึ่งเพิ่มสูงขึ้น ทุกวันนี้มีอาจารย์ผู้ช่วยกว่า 700 ท่าน และอาสาสมัครช่วยงานต่างๆ อีกนับพันๆ คน มีการจัดอบรมวิปัสสนาในประเทศต่างๆ กว่า 90 ประเทศทั่วโลก ทั้งในอิหร่าน มัสกัต อาหรับอิมิเรสต์ อัฟริกาใต้ ซิมบับเว จีน มองโกเลีย รัสเซีย เซอร์เบีย ไต้หวัน กัมพูชา เม็กซิโกและประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้ โดยมีการ
ก่อสร้างศูนย์วิปัสสนาทั้งสิ้น 80 แห่งใน 21 ประเทศทั่วโลก ในแต่ละปีจะมีการจัดอบรมหลักสูตรวิปัสสนาทั่วโลกกว่าหนึ่งพันหลักสูตร โดยไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าอบรม ที่พักหรือค่าอาหารใดๆ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจที่จะบริจาค ทั้งตัวท่านอาจารย์โกเอ็นก้าเองและอาจารย์ผู้ช่วยต่างๆ ก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากการอบรมดังกล่าวแม้แต่น้อย
ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาธรรมตามสถาบันต่างๆ รวมทั้งในเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และการประชุมสุดยอดสันติภาพโลกสหัสวรรษใหม่ที่สหประชาชาติด้วย

คำแนะนำในการเข้าอบรม

ขอให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของท่านจงยังประโยชน์สูงสุดให้แก่ท่าน เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว จึงขอเสนอข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ ด้วยความปรารถนาดีต่อความสำเร็จของท่าน โปรดทำความเข้าใจให้ตลอดก่อนกรอกใบสมัครเพื่อขอเข้ารับการฝึกอบรม

คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ
วิปัสสนาเป็นวิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งของอินเดีย ซึ่งได้สาบสูญไปจากมนุษยชาติมาเป็น
เวลานาน แต่ก็ได้กลับมาค้นพบอีกครั้งโดยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว วิปัสสนา
หมายถึง "การมองดูสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง" อันเป็นกระบวนการในการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการเฝ้าดูตนเอง
เราจะเริ่มต้นด้วยการเฝ้าสังเกตดูลมหายใจตามธรรมชาติ เพื่อทำให้จิตมีสมาธิ เมื่อมีสติที่มั่นคง เราก็จะก้าวไป
สู่การเฝ้าสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของกายและจิต ซึ่งจะทำให้ได้พบกับสัจธรรมที่เป็นสากล คือ
ได้เห็นความไม่เที่ยง(อนิจจัง) ความทุกข์(ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา) การที่ได้รู้เห็นถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริงเหล่านี้จากประสบการณ์ของท่านเองโดยตรง จึงเป็นวิธีการในการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ธรรมะเป็น
เรื่องสากล มีไว้สำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นสากล มิได้ผูกขาดเฉพาะศาสนาใดศาสนาหนึ่งหรือลัทธิใดลัทธิ
หนึ่ง ด้วยเหตุนี้บุคคลทุกคนจึงสามารถจะปฏิบัติได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อขัดแย้งในเรื่องของเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ
หรือศาสนา ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนโดยทั่วถึงกัน
วิปัสสนานั้นมิใช่เป็น
* พิธีกรรมที่มีพื้นฐานทางความเชื่อถืออย่างงมงาย
* เรื่องบันเทิงทางปัญญาหรือปรัชญา
* การพักฟื้น การหยุดพักผ่อน หรือโอกาสที่จะมาสังสรรค์กัน
* การหลีกหนีจากปัญหาและความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน
หากแต่วิปัสสนาเป็น
* วิธีการในการขจัดความทุกข์
* ศิลปะของการดำเนินชีวิตที่จะทำให้คนเราอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
* วิธีการทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้คนเราสามารถเผชิญกับความตึงเครียดและปัญหาในชีวิตได้ด้วยความสงบและความสมดุลทางจิตใจ
วิปัสสนากรรมฐานจึงมุ่งไปยังเป้าหมายทางจิตใจในระดับสูงสุด เพื่อการหลุดพ้นโดยสิ้นเชิงและเพื่อการ
บรรลุธรรม มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการบำบัดรักษาโรคทางกาย แต่เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากการทำจิตให้บริสุทธิ์ จึงทำให้ความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความเก็บกดในจิตใจหมดไป แท้จริงแล้ว วิปัสสนาสามารถที่จะ
ขจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ 3 ประการ คือ โลภ โกรธ หลง ได้ ถ้าได้ปฏิบัติต่อเนื่องกัน วิปัสสนาจะระบาย
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและแก้ปมในใจที่ผูกอยู่ เนื่องจากนิสัยดั้งเดิมที่ชอบปรุงแต่งต่อสถาน-
การณ์ต่างๆ เช่น ปรุงแต่งไปในทางที่ชอบหรือพอใจ (อันทำให้เกิดโลภะ) และไม่ชอบหรือไม่พอใจ (อันทำให้เกิด
โทสะ)
แม้ว่าวิปัสสนาจะพัฒนาขึ้นมาโดยที่เป็นวิธีการหนึ่งของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่การปฏิบัติก็มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเท่านั้น จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของศาสนาแต่อย่างใด วิธีปฏิบัติตั้งอยู่บนพื้นฐานธรรมดาสามัญที่ว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีปัญหาเหมือนๆ กัน และวิธีการที่สามารถขจัดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ จะต้องเป็นวิธีที่เป็นสากล มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ เคยได้รับผลจากการปฏิบัติวิปัสสนามาแล้ว โดยมิได้มีความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิม

วินัยในการปฏิบัติ
กระบวนการทำจิตให้บริสุทธิ์โดยการสังเกตดูตนเองนี้ มิใช่เป็นเรื่องง่ายอย่างแน่นอน เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องใช้ความพยายามของตนเองเท่านั้น จึงจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง ไม่มีใครอื่นที่จะทำให้ได้ ดังนั้น วิปัสสนากรรมฐานจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะปฏิบัติ และมีความเคร่งครัดต่อระเบียบเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และเป็นการคุ้มครองตนเองด้วย กฎระเบียบต่างๆ จะเป็นส่วนที่ทำให้การปฏิบัติกรรมฐานสมบูรณ์ขึ้น
เวลา 10 วันนี้นับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นในการที่จะเจาะลึกเข้าไปถึงระดับจิตใต้สำนึก และเรียนรู้วิธีการที่ขจัดกิเลสที่ตกตะกอนอยู่ในส่วนลึกสุด (อนุสัยกิเลส) การปฏิบัติให้ต่อเนื่องโดยไม่พูดจาหรือเกี่ยวข้องกับใคร เป็นเคล็ดลับของความสำเร็จของวิธีการนี้ กฎระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้น ก็เพื่อรักษาการปฏิบัติแนวนี้ให้คงอยู่ได้ กฎเกณฑ์ต่างๆ มิได้ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของอาจารย์ผู้สอน หรือเพื่อความสะดวกในการบริหาร หรือเพื่อคัดค้านประเพณีคำสอน หรือความเชื่องมงายที่มีอยู่ในบางศาสนา แต่เป็นสิ่งที่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติกรรมฐานนับพันๆ คนเป็นเวลาหลายปี และยังเป็นสิ่งที่มีเหตุผลเป็นวิทยาศาสตร์ การรักษากฎระเบียบจะก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นระเบียบอันเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติกรรมฐาน การฝ่าฝืนกฎระเบียบย่อมจะทำให้เกิดมลภาวะ
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ให้ครบ 10 วัน และจะต้องอ่านกฎระเบียบต่างๆอย่างใคร่ครวญ ผู้ที่คิดว่าสามารถ
ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้เท่านั้น จึงควรจะสมัครเข้าปฏิบัติ ผู้ที่มิได้เตรียมตัวที่จะใช้ความพยายามในการ
ปฏิบัติอย่างเต็มที่ ไม่ควรสมัคร เพราะจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังจะเป็นการรบกวนบุคคล
อื่นที่ตั้งใจเข้ามาปฏิบัติด้วยความเคร่งครัดอีกด้วย ผู้เข้ารับการฝึกจะได้รับคำเตือนว่า หากเลิกฝึกก่อนที่จะจบ
การอบรมเนื่องจากเห็นว่า กฎระเบียบต่างๆ ยากที่จะปฏิบัติ จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวผู้นั้น รวมทั้งจะก่อให้
เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาได้ ในกรณีที่นับว่าร้ายแรงที่สุด ก็คือ เมื่อถูกเตือนหลายครั้งแล้ว ยังไม่สามารถจะ
ปฏิบัติตามกฎระเบียบได้ ก็จะถูกขอให้ออกไปจากการฝึกอบรม



ผู้ป่วยด้วยโรคทางจิตประสาท
บุคคลที่ป่วยด้วยโรคทางจิต บางครั้งอาจต้องการสมัครมาเข้ารับการฝึกวิปัสสนา ด้วยความเข้าใจผิดว่า การ
ปฏิบัติวิปัสสนาจะช่วยรักษา หรือบรรเทาอาการป่วยทางจิตของตน แท้จริงแล้ว ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่ปกติสุข ตลอดจนการได้รับการเยียวยาทางจิตประสาทด้วยวิธีต่างๆมาแล้วนั้น กลับจะเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติภาวนาจนถึงขั้นที่ทำให้ไม่ได้รับประโยน์ใดๆ เลยจากการมาเข้ารับการฝึกอบรม หรืออาจทำให้ไม่สามารถอยู่รับการฝึกให้ตลอดหลักสูตรได้ด้วย แม้การปฏิบัติวิปัสสนาจะเป็นประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็มิใช่เป็นการทดแทนการรักษาพยาบาลด้วยยาหรืออื่นใด เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติของเราให้บริการโดยอาสาสมัครทั้งสิ้น จึงทำให้ไม่สามารถที่จะดูแลบุคคลผู้มีปัญหาเหล่านี้โดยถูกต้องได้ ผู้มีปัญหาทางจิตประสาทจึงไม่ควรสมัครเข้ารับการอบรม



กฎระเบียบ
พื้นฐานในการปฏิบัติวิปัสสนา คือ ศีล ศีลจะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาสมาธิ และกระบวนการทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นจะเกิดขึ้นจากปัญญา คือการรู้แจ้งเห็นจริง
ศีล
ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนาทุกท่านจะต้องรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด ได้แก่
1. เว้นจากการฆ่าสัตว์
2. เว้นจากการลักทรัพย์
3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
4. เว้นจากการพูดเท็จ
5. เว้นจากการดื่มน้ำเมา
สำหรับผู้ที่เคยผ่านหลักสูตรนี้มาแล้ว จะต้องถือศีล 8 ซึ่งมีเพิ่มเติม คือ
6. เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
7. เว้นจากการดูละครฟ้อนรำ และการใช้เครื่องหอมตกแต่งร่างกาย
8. เว้นจากการนอนบนที่นอนที่หนาและอ่อนนุ่ม
ผู้ที่ได้เคยปฏิบัติมาแล้ว จะรักษาศีลข้อ 6 ได้ด้วยการดื่มแต่เพียงน้ำปานะ หลังจากการพักในเวลา 5 โมง
เย็น ในขณะที่ผู้ปฏิบัติใหม่ อาจจะดื่มนม น้ำชา หรือรับประทานผลไม้ได้ อาจารย์ผู้สอนอาจจะยอมให้ผู้ที่เคย
ปฏิบัติมาแล้วบางคนยกเว้นการรักษาศีลข้อนี้ได้ ถ้าหากบุคคลผู้นั้นมีปัญหาด้านสุขภาพ ส่วนศีลข้อ 7 และ 8
นั้น ทุกคนจะต้องรักษา

การยอมรับอาจารย์ผู้สอนและวิธีการปฏิบัติ
ในระหว่างการฝึก ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องรับที่จะปฏิบัติตามวิธีการ และคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอนทุกประการ นั่นคือ ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องปฏิบัติตามวิธีการปฏิบัติที่อาจารย์สอน โดยไม่มีการแต่งเติมหรือตัดทอนใดๆ ทั้งสิ้น การยอมรับด้วยความเชื่อถือเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกสามารถปฏิบัติได้อย่างขยันขันแข็งโดยตลอด ซึ่งการยอมรับนี้ก็ควรจะมีการแยกแยะและทำความเข้าใจด้วย มิใช่เป็นไปเพราะถูกบังคับหรือหลงงมงายเหมือนคนตาบอด ความเชื่อมั่นที่มีต่ออาจารย์ผู้สอนและวิธีการปฏิบัติ จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการปฏิบัติวิปัสสนา

พิธีกรรมและวัตรทางศาสนาตลอดจนวิธีการปฏิบัติอื่นๆ
ในระหว่างการฝึก สิ่งที่สำคัญมาก คือ จะต้องงดพิธีกรรมและวัตรทางศาสนาต่างๆ ทั้งหมด เช่นการจุด
ตะเกียง นับลูกประคำ ท่องมนต์ อดอาหาร สวดมนต์ เป็นต้น การปฏิบัติกรรมฐานแบบอื่นๆ หรือการปฏิบัติ
เพื่อการบำบัดรักษาอื่นๆจะต้องเว้นด้วย เช่น การเดินจงกรม การฝึกโยคะโดยใช้สมาธิ ทั้งนี้มิใช่เป็นการคัดค้านการปฏิบัติวิธีอื่นๆ แต่เพื่อให้ได้ทดลองฝึกวิธีวิปัสสนาแบบนี้เพียงแบบเดียว เพราะการนำวิธีปฏิบัติวิธีอื่นมาผสมปนเปกับวิธีปฏิบัตินี้ จะทำให้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติ หรืออาจจะทำให้การปฏิบัติไม่ได้ผลเลย แม้ว่าอาจารย์ผู้สอนจะคอยเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ตาม แต่ก็ยังมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นในอดีต เมื่อผู้รับการฝึกนำเอาวิธีการปฏิบัตินี้ไปรวมกับพิธีกรรมอื่นๆ จนทำให้เกิดอันตรายต่อผู้นั้น ความสงสัยและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นนั้นสามารถจะแก้ไขให้กระจ่างได้ โดยการไปพบอาจารย์ผู้สอน

การเข้าพบอาจารย์ผู้สอน
หากมีปัญหาหรือความสับสนใดๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนา ควรจะไปขอคำอธิบายจากอาจารย์ผู้สอนเท่านั้น เวลาระหว่าง 12.00 - 13.00 น.จะเป็นเวลาที่จัดไว้ให้สำหรับเข้าพบเป็นการส่วนตัวกับอาจารย์ที่ที่พัก แต่ท่านก็สามารถตั้งคำถามถามอาจารย์ได้ระหว่างเวลา 21.00 - 21.30 น.ในห้องปฏิบัติรวม
การพบกับอาจารย์ผู้สอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอคำอธิบายสำหรับปัญหาทั่วๆ ไปเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ จึง
ไม่ควรใช้โอกาสนี้ให้เสียไปกับการอภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับปรัชญา หรือถกเถียงกันในประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับการ
ปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรู้ได้ ผู้ที่เข้ารับการฝึกจึงควรมุ่งที่จะ
ปฏิบัติเพียงอย่างเดียว

การรักษาความเงียบ
ผู้เข้ารับการฝึกทุกคนจะต้องรักษาความเงียบ นับตั้งแต่เริ่มต้นฝึกจนกระทั่ง 10.00 น. ของการฝึกวันที่ 10
การรักษาความเงียบนี้ รวมไปถึงความเงียบทั้งทางกาย วาจา และใจ โดยจะต้องไม่มีการพูดจากับใครเลย และจะต้องงดการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ทั้งการออกท่าทาง การเขียนโน้ต หรือทำสัญญาณต่างๆ แต่ผู้เข้ารับการฝึกสามารถพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนได้หากจำเป็น และติดต่อกับผู้ดำเนินงานได้หากมีปัญหาเกี่ยวกับที่พัก อาหาร และอื่นๆ แต่การติดต่อพูดจาเหล่านี้ ก็ควรมีให้น้อยที่สุด ผู้เข้าฝึกทุกคนควรจะสร้างความรู้สึกว่า ตนเองกำลังปฏิบัติอย่างจริงจังเสมือนอยู่คนเดียว

คู่สมรส
จะมีการแยกชายหญิง แม้กระทั่งคู่สมรสก็ไม่ควรมีการติดต่อกันในระหว่างการฝึก

การสัมผัสทางกาย
จะต้องไม่มีการสัมผัสทางร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะระหว่างเพศเดียวกันหรือต่างเพศ ตลอดระยะการฝึกและระหว่างที่อยู่ในศูนย์ฯ

โยคะและการออกกำลังกาย
แม้การทำโยคะหรือการออกกำลังกายจะไม่ขัดต่อการปฏิบัติ แต่ระหว่างการเข้ารับการฝึกอบรม 10 วันนี้ ก็ขออย่าให้มีการออกกำลังกายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นโยคะ ท่าดัดตนบริหารร่างกายมือเปล่า หรือวิ่งจ๊อกกิ้ง ทั้งนี้เนื่องจากศูนย์ปฏิบัติไม่มีสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะในเรื่องนี้ ถ้าต้องการออกกำลังกาย ให้ทำได้เฉพาะการเดินไปมาในระหว่างชั่วโมงพักผ่อนในบริเวณที่กำหนดให้เท่านั้น

เครื่องราง ลูกประคำ หรืออื่นๆ
สิ่งเหล่านี้ห้ามนำเข้ามาในบริเวณที่พัก หากมีการนำเข้ามาโดยมิได้ตั้งใจ จะต้องนำไปฝากไว้กับผู้ให้บริการ
ตลอด 10 วัน

ของมึนเมาและยา
ห้ามนำเอายา เหล้า หรือของมึนเมา รวมทั้งยากล่อมประสาท ยานอนหลับ และยาระงับประสาท หากจะต้องรับประทานยาเหล่านี้ตามที่แพทย์สั่ง จะต้องแจ้งให้อาจารย์ผู้สอนทราบล่วงหน้าก่อนการฝึก

สูบบุหรี่
ห้ามสูบบุหรี่หรือเคี้ยวยาเส้นตลอดระยะเวลาการฝึก

อาหาร
เนื่องจากศูนย์ฯ ไม่สามารถที่จะจัดหาอาหารพิเศษตามความต้องการของผู้ปฏิบัติกรรมฐานได้ จึงต้องขอให้
ผู้เข้ารับการฝึกรับประทานอาหารมังสวิรัติที่จัดเตรียมไว้ให้ หากผู้ใดที่แพทย์สั่งให้รับประทานอาหารพิเศษเนื่อง
จากปัญหาด้านสุขภาพ ก็ขอให้แจ้งให้ผู้ดำเนินงานทราบในเวลาลงทะเบียน

เสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่ใช้ควรเรียบง่ายและสวมสบาย ไม่จำกัดสีหรือแบบ แต่ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดตึง โปร่งบาง เสื้อ ไม่มีแขน หรือกางเกงรัดรูป ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นทั้งชายหญิง และห้ามอาบแดดหรือเปลือยบางส่วนโดยเด็ดขาด ข้อห้ามเหล่านี้มีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพื่อมิให้รบกวนบุคคลอื่น

ความสะอาด
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ และปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติธรรม จึงจำเป็นที่จะต้องอาบน้ำทุกวัน และรักษา
เสื้อผ้าให้สะอาด ในบางครั้งอาจไม่มีบริการซักผ้า ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องซักเสื้อผ้าเอง แต่ก็ควรทำในช่วงเวลาพักเท่านั้น หากเป็นไปได้ ควรเตรียมเสื้อผ้าให้เพียงพอที่จะใช้ตลอดระยะเวลาปฏิบัติ

การติดต่อภายนอก
ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องอยู่ในบริเวณที่ใช้ฝึกตลอดการฝึก จะออกไปภายนอกได้เฉพาะในกรณีจำเป็นอย่างยิ่ง
และจะต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์ผู้สอนก่อน ผู้เข้ารับการฝึกจะต้องงดการโทรศัพท์ การเขียนจดหมาย และ
การพบปะกับผู้ที่มาเยี่ยมเยียน นอกจากในกรณีฉุกเฉิน ผู้ที่มาเยี่ยมจะต้องมาติดต่อกับฝ่ายจัดการ

ดนตรี อ่านหนังสือ และเขียนหนังสือ
ห้ามเล่นดนตรี ฟังวิทยุ และห้ามนำสิ่งที่ใช้เขียน หรืออ่านเข้ามาในสถานที่ฝึก ผู้เข้ารับการฝึกไม่ควรรบกวนตนเองโดยการเขียนบันทึก การห้ามเขียนและอ่าน ก็เพื่อที่จะได้ปฏิบัติกรรมฐานได้อย่างเคร่งครัด

เครื่องบันทึกเทปและกล้องถ่ายรูป
สิ่งเหล่านี้จะใช้ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอาจารย์ผู้สอนเป็นพิเศษเท่านั้น

นาฬิกาปลุก นาฬิกาข้อมือที่มีเสียงบอกเวลา
ห้ามนำมาใช้ในห้องปฏิบัติรวมอย่างเด็ดขาด และไม่ควรใช้นาฬิกาปลุกในที่พัก เพราะจะเป็นการรบกวนผู้อื่น

ทุนทรัพย์ในการดำเนินงาน
เพื่อให้การเผยแพร่ธรรมะเป็นไปโดยบริสุทธิ์ การฝึกอบรมดำเนินได้ด้วยเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว และการ
บริจาคก็จะรับจากผู้ที่ผ่านการฝึกมาแล้วเท่านั้น
เหตุผลก็คือ การบริจาคควรมาจากผู้ที่ได้ตระหนักถึงประโยชน์ของธรรมะที่มีต่อตนเอง ซึ่งจะทำให้การบริจาค
นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ หากท่านมีความปรารถนาที่จะแบ่งปันประโยชน์เหล่านี้กับผู้อื่น ท่านก็อาจจะกระทำได้ด้วยการบริจาคในวันสิ้นสุดการอบรม
การรับบริจาคจากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการอบรมธรรมะนี้ เป็นรายได้ทางเดียวสำหรับที่จะนำมาใช้จ่ายใน
การจัดการฝึกอบรม โดยมิได้มีความสนับสนุนในด้านการเงินอื่นใด ทั้งอาจารย์ผู้สอนและผู้ดำเนินงานก็ล้วนไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ จากการจัดการฝึกนี้
โดยวิธีนี้ ธรรมะจึงเผยแพร่ออกไปได้ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น ไม่ว่าการบริจาคของท่านจะมากหรือน้อย ก็ขอให้มาจากเจตนาที่บริสุทธิ์ เจตนาที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้มีโอกาสพบกับธรรมะอันบริสุทธิ์เช่นเดียวกับท่าน "เพราะเหตุว่า มีผู้ที่ได้ออกค่าใช้จ่ายให้กับการฝึกของข้าพเจ้า
มาแล้ว ตอนนี้ขอให้เป็นโอกาสที่ข้าพเจ้าจะได้ให้กับผู้อื่นบ้าง"



สรุป
สาระของกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ อาจสรุปได้ดังนี้
"จงระมัดระวังการกระทำของตนให้มาก อย่ารบกวนผู้อื่น อย่าสนใจหากมีผู้อื่นรบกวน"
อาจเป็นไปได้ว่า ผู้เข้ารับการฝึกไม่สามารถเข้าใจ เหตุผลของกฎระเบียบต่างๆ เหล่านี้ หากเป็นเช่นนี้ควรจะ
ไปขอคำอธิบายในเรื่องเหล่านี้กับอาจารย์ผู้สอน มิใช่ปล่อยให้ตนเองเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดความสงสัย
มากขึ้น
ดังนั้น การปฏิบัติตามระเบียบและความพยายามที่จะปฏิบัติให้มากที่สุดเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้เข้ารับการฝึกปฏิบัติได้ผลดี และได้รับผลตามความมุ่งหมาย สิ่งที่จะต้องเน้นใน 10 วันนี้ก็คือ "ปฏิบัติ" ปฏิบัติให้เหมือนกับว่า เราอยู่เพียงคนเดียวในการฝึก เพิกเฉยต่อสิ่งรบกวน และความไม่สะดวกสบายที่ต้องเผชิญอยู่ทั้งหมด ปฏิบัติด้วยจิตที่มุ่งเข้าสู่ภายในเท่านั้น
ประการสุดท้าย ผู้เข้ารับการฝึกควรระลึกไว้เสมอว่า ความก้าวหน้าในการปฏิบัติวิปัสสนาขึ้นอยู่กับบารมี (กุศลที่ได้สะสมมาแต่ปางก่อน) และปัจจัย 5 ประการคือ ความเพียร ความศรัทธา ความจริงใจ สุขภาพอนามัย และปัญญา
ขอให้กฎเกณฑ์ต่างๆ และข้อแนะนำเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ท่าน ขอให้ท่านได้รับผลสูงสุดจากการฝึก
กรรมฐานนี้ เรายินดีที่ได้มีโอกาสให้บริการแก่ท่าน ขอให้ทุกท่านได้รับความสงบและสันติสุขจากการปฏิบัติวิปัสสนาโดยทั่วกัน



ตารางเวลา
04:00 น. ระฆังปลุก
04:30 น. - 06:30 น. นั่งปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
06:30 น. - 08:00 น. อาหารเช้า
08:00 น. - 09:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
09:00 น. - 11:00 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวม หรือในที่พักส่วนตัวตามที่อาจารย์กำหนด
11:00 น. - 12:00 น. อาหารกลางวัน
12:00 น. - 13:00 น. พักผ่อน
13:00 น. - 14:30 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักส่วนตัว
14:30 น. - 15:30 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
15:30 น - 17:00 น. ปฏิบัติในห้องปฏิบัติรวมหรือในที่พักตามที่อาจารย์กำหนด
17:00 น. - 18:00 น. พักดื่มน้ำปานะ
18:00 น. - 19:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
19:00 น. - 20:15 น. ฟังธรรมบรรยายในห้องปฏิบัติรวม
20:15 น. - 21:00 น. ปฏิบัติร่วมกันในห้องปฏิบัติรวม
21:00 น. - 2130 น. สอบถามข้อสงสัยกับอาจารย์เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
21:30 น. พักผ่อน
หลังจากอ่านคำแนะนำในการเข้าอบรมนี้แล้ว หากท่านพร้อมจะเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามกฎระเบียบข้างต้น ท่านสามารถตรวจสอบ[//www.thai.dhamma.org/schedule.html] ตารางการอบรม และศูนย์ที่ปรารถนาจะเข้ารับการอบรม ก่อน
กรอก ใบสมัคร[//www.thai.dhamma.org/application/all-forms.html] ส่งมายังสำนักงานมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐานฯ เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วัน


Create Date : 20 มกราคม 2549
Last Update : 20 มกราคม 2549 15:34:43 น. 14 comments
Counter : 2670 Pageviews.

 
เคยไปฝึกมาคะ ดีมาก ติดใจ อยากไปอีก
เห็นความเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญานได้ภายในสิบวันเลยคะ ว่ามีความก้าวหน้าขึ้น อดทนขึ้น


โดย: กิ่งไม้ไทย วันที่: 23 มกราคม 2549 เวลา:21:07:21 น.  

 


โดย: joy IP: 61.7.149.241 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:7:31:20 น.  

 


โดย: joy IP: 61.7.149.241 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:7:32:53 น.  

 
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับข้อมูลค่ะ


โดย: ตติตา IP: 203.144.130.176 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:16:40:31 น.  

 
เคยไปเข้าที่ ธรรมสุวรรณา จ.ขอนแก่น มาแล้วค่ะ เห็นเค้าว่าเป็นศูนย์ที่เล็กที่สุด ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพราะไม่เคยไปศูนย์อื่นๆ รู้แต่ว่าวิธีการอ.โกเอ็นก้าดีมากๆ พอออกมาแล้วรู้สึกว่าใจเรามันโล่ง เรื่องที่เคยทำให้เครียดก็ยังมีอยู่แต่มันไม่เครียดเหมือนเก่า ชอบมากๆค่ะสถานที่ก็ร่มรื่นสะอาด สะดวก อากาศปรอดโปร่ง อาหารเป็นประโยชน์ ธรรมบริกรก็ดูแลผู้ปฏิบัติอย่างดี อาจารย์ผู้ช่วยสอนก็น่าเคารพมาก


โดย: ธรรม IP: 117.47.9.193 วันที่: 25 เมษายน 2551 เวลา:22:13:23 น.  

 
เธญเธขเธฒเธเน„เธ›เธ„เนˆเธฐ เนเธ•เนˆเน„เธกเนˆเธฃเธนเน‰เธˆเธฐเธชเธกเธฑเธ„เธฃเน„เธ”เน‰เน€เธกเธทเนˆเธญเน„เธซเธฃเนˆ


โดย: เธ•เธธเนŠเธเธ•เธฒ IP: 202.28.78.234 วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:20:57 น.  

 
เธญเธขเธฒเธเน„เธ›เธ„เนˆเธฐ เนเธ•เนˆเน„เธกเนˆเธฃเธนเน‰เธˆเธฐเธชเธกเธฑเธ„เธฃเน„เธ”เน‰เน€เธกเธทเนˆเธญเน„เธซเธฃเนˆ


โดย: เธ•เธธเนŠเธเธ•เธฒ IP: 202.28.78.234 วันที่: 6 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:21:07 น.  

 
ถึงพี่ เพื่อน และน้อง
จาก Bay3 ห้อง 16 richasset @ hotmail.com มารายงานตัวแล้วค่ะ (6-17 สิงหาคม )


โดย: นา IP: 58.8.1.204 วันที่: 20 สิงหาคม 2551 เวลา:4:31:57 น.  

 
ดิฉันได้ไปศูนย์ปฏิบัติธรรม ธรรมธานี อยู่กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ตุลาคม 2551 ดีมากๆ เลย และหลังจากกลับมาแล้วทุกๆคืน 1 ช.ม. และตอนเช้ามืด 1 ช.ม. มาทำต่อที่บ้านค่ะ รู้สึกว่าดีมากๆ และได้พยายามบอกญาติ เพื่อนๆที่ทำงานให้ไปปฏิบัติ ทีศูนย์ ของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า สิ่งดีๆอย่างนี้ ถ้าสังคมมนุษย์เราปฏิบัติธรรมแล้วมนุษย์เราน่าจะลดความขัดแย้งลงไปได้มากเลยค่ะ


โดย: ศันสนีย์ สินสวัสดิ์ IP: 124.120.149.122 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2551 เวลา:11:42:05 น.  

 
หลักสูตรเคร่งครัด 10วัน “ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า”

ดูรายละเอียดได้ที่ เว็บของมูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน ในพระสังฆราชูปถัมภ์
www.thai.dhamma.org
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมและความคิดเห็นต่างๆ จากผู้ปฏิบัติที่เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้แล้ว
//www.watkoh.com/kratoo/forum_topics.asp?FID=13
//www.watkoh.com/kratoo/forum_posts.asp?TID=3662

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข
Be Happy


โดย: ผึ้งม้า IP: 222.123.13.44 วันที่: 7 ธันวาคม 2551 เวลา:16:30:37 น.  

 
แว๊ะมาแชร์ประสบการ์ณ ไปวิปัสนา ที่ศูนย์ธรรมกมลา แนวทาง อาจารย์ SN. โกเอ็นก้า
คือว่าก่อนไปก็หารายละเอียดแบบเจาะลึกที่ไหนไม่ค่อยมี เลยคิดว่าน่าจะมีคนที่ยังไม่เคยไป
แล้วอยากรู้ เหมือนเรา (บอกก่อนว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ)
วันแรก : ขึ้นรถ ที่วัดพระศรีฯ บางเขน ค่ารถไป-กลับ 350.- มุ่งสู่ปราจีนบุรี 13.00-15.00 น โดยประมาณ
ถึงศูนย์เอากระเป๋าลง แล้วลงทะเบียนกรอกประวัติ กันอีกรอบ เสร็จแล้วก็เดินอ่าน ระเบียบ, ข้อปฏิบัติ, กำหนดการ ต่างๆ
ที่เขาติดไว้บนบอร์ด ไปเรื่อยๆ สำหรับคนที่ต้องการส่งผ้าซัก ก็ลงชื่อแล้วรับถุงผ้าสำหรับใส่ผ้าที่จะส่งซัก (สามารถแจ้งความจำนงค์วันหลังก็ได้) จากนั้นก็นำของมีค่าไปฝากไว้ กระเป๋าสตางค์, มือถือ, กล้อง, กุญแจรถ ฯ ก่อนฝากก็โทรหาใครต่อใครให้เรียบร้อยก่อน เพราะจากนี้ไปอีก 10 วันถึงจะได้โทรหาอีกที จากนั้นก็นำกระเป๋าเข้าที่พัก ตามหมายเลขห้องที่ได้ ในห้องมีเตียง, ที่นอน, หมอน, ผ้าปู ,ปลอกหมอน, ผ้าห่ม, พัดลม, โต๊ะ, เก้าอี้ อย่างละ 1 ชิ้น กับไม้แขวนเสื้อและไม้หนีบผ้าอีกเพียบ ภายในห้องพัก และห้องปฏิบัติมีมุ้งลวด และยากันยุงแบบเสียบปลั๊ก ดังนั้นหายห่วงเรื่องยุงได้เลยครับ สำหรับคนที่ไปหน้าหนาว ก็ติดผ้าพันคอ, ถุงเท้า, เสื้อกันหนาว, ผ้าคลุม, โลชั่น ไปด้วยจะทำให้อยู่เป็นสุขมากขึ้น (ผมไปตอนปีใหม่ อาบน้ำตอน 8 โมง อุณหภูมิ 19 องศาครับพี่น้อง เลยต้องแอบไปอาบห้องที่มีเครื่องทำน้ำอุนที่เค้าติดป้ายไว้ว่า “น้ำอุ่นสำหรับผู้ป่วยและสูงอายุ” อย่าไปบอกใครเชียว อิ.อิ.) ของใช้ส่วนตัวก็เตรียมกันไปสบู่,ยาสีฟัน ฯ และผมแนะนำให้เพิ่มกระบอกใส่น้ำส่วนตัวไปด้วยจะดีมาก. จริงๆแล้วที่โรงอาหารก็มีแก้วน้ำให้ แต่มันจะสะดวกกว่ามาก ถ้าคุณมีกระบอกน้ำส่วนตัว แล้วถือมันเข้าห้องพัก หรือห้องปฏิบัติได้โดยไม่กลัวหก อีกอย่างที่ไม่ควรลืม ก็ เค้าท์เตอร์เพนท์ หรืออะไรประมาณนี้ ขอหลอดใหญ่เลยเพราะถ้าคุณยังเป็นมือใหม่ละก้อ อาจต้องนวดกันวันละหลายรอบ โดยส่วนตัวไม่แนะนำน้ำมันหรือยาหม่องที่มีกลิ่นรุนแรง เพราะมันจะไปรบกวนผู้ปฏิบัติท่านอื่นครับ ส่วนนาฬิกาปลุกก็ไม่ต้องเอาไปก็ได้เพราะผมเชื่อว่าเสียงระฆังที่นี่สามารถปลุกคุณให้ตื่นได้แน่ๆ..
ภายในศูนย์จะมีการแบ่งเขต ชาย-หญิงอย่างชัดเจน กิจกรรมทุกอย่างแบ่งพื้นที่จากกันหมด คือผ่าครึ่งศูนย์ออกเป็น 2 ซีกเลยทีเดียว มื้อเย็นวันนี้ มีมาม่าผัด ก่อนที่มื้อเย็นวันต่อไปจะมีแค่ ขนมปัง, โอวัลติน, กาแฟ สำหรับศิษย์ใหม่ เท่านั้น (สู้ๆ ครับเรามาปฏิบัติ ไม่ได้มารับประทาน..) 19.00 น. ปฐมนิเทศน์ แจ้งรายละเอียดการปฏิบัติตัว ต่างๆ พร้อมด้วยกฏห้ามพูดตลอดระยะเวลา 9 วันจากนี้ไป ที่จริงก็ไม่ 100% หรอกเพราะสามารถถามข้อสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอยู่ได้จาก ธรรมบริกร และข้อสงเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมจากอาจารย์ได้ จากนั้นก็เข้าห้องปฏิบัติรวม ที่จริงมันเป็น Hall ขนาด ความจุ 250 คนโดยประมาณ อยู่ใต้เจดีย์สีทองที่เราเห็นกันนั่นเอง จนถึง 3 ทุ่มก็ปล่อยให้เข้านอน เพื่อรอนับวันที่ 1 ในวันพรุ่ง ตอนตี 4 ราตรีสวัสดิ์...
วันที่ 1 เมื่อเสียงระฆังดังตอน 04.00 น. คุณอาจมีเวลางัวเงียนิดหน่อย แต่จงรีบแปรงฟันแล้วลากสังขารของคุณเข้าไปนั่งในห้องปฏิบัติรวมให้ทันคนอื่น ๆ ไม่เกิน 04.30 น.จนถึง 06.00 ได้เวลาพัก ทานอาหารเช้า, อาบน้ำ หรือซักผ้า ก็แล้วแต่ผู้ปฏิบัติ และเมื่อระฆังดังตอน 08.00 ทุกคนก็จะต้องไปรวมตัวกันที่ห้องปฏิบัติรวม ลืมบอกไปว่าระฆังตอนเรียกให้เข้าปฏิบัติจะดังก่อนเวลา 15 นาทีเพื่อให้มีเวลาเดินไปได้ทัน (แต่ระฆังพักจะดังตรงเวลา..) เค้าไม่ได้ห้ามใส่นาฬิกาเข้าห้องปฏิบัติ แต่ผมว่าเจ้านาฬิกานี่แหละจะเป็นตัวรบกวนคุณมาก ๆเมื่อคุณเริ่มเมื่อยและสงสัยว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาพัก คุณก็จะเฝ้าแต่ดูนาฬิกาอยู่นั่นเอง และถึงคุณเมื่อยหรือง่วง คุณก็สามารถลุกออกมา(อย่างเงียบๆ) ออกมาเดินลงบัดไดยืดเส้นหรือไปเข้าห้องน้ำก็ไม่มีใครห้าม สำหรับผมคิดว่าการที่เราอยู่ในบรรยากาศที่ทุกคน ตั้งหน้าปฏิบัติกันอย่างเอาจริง มันทำให้ผมมีความมานะขึ้นอีกมากมายทีเดียว ที่เหลือก็ปฏิบัติไปตามตารางตามเสียงระฆังกันไป โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ เช้ามืด, เช้า, บ่าย, หัวค่ำ 3 วันแรกเป็น อานาปานสติ โดยมีสติอยู่กับลมหายใจ บริเวณริมฝีปากบนและจมูก อย่ากังวลว่าคุณจะทำไม่ถูกหรือทำไม่ได้เพราะในชั่วโมงปฏิบัติจะมีการบอกรายละเอียดการปฏิบัติ เป็น 2 ภาษา อังกฤษ/ไทย และมีการสอบถามการปฏิบัติตัวต่อตัวจากอาจารย์ในแต่ละขั้นของการปฏิบัติด้วย หรือถ้ายังสงสัยอื่น ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติก็ยังถามนอกเวลา ตอนเที่ยง และหลัง 3 ทุ่มได้อีก
วันที่ 3 ตอน 1 ทุ่ม เริ่มเข้าสู่การวิปัสนาด้วย “ชั่วโมงอฐิฐาน” 1 ชั่วโมงสำหรับการนั่งนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวนอกจากการหายใจ และสำรวจความรู้สึกแต่ละส่วนของร่ายกายไปตามลำดับจนหมดชั่วโมง ไม่มีอะไรน่ากลัว เราทุกคนทำได้ ผมเองก็ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ แต่ก็ทำได้ตั้งแต่ชั่วโมงแรกจนถึงชั่วโมงสุดท้ายของการปฏิบัติชั่วโมงอฐิฐาน ชั่วโมงอฐิฐานมีแค่ 3 ครั้งต่อวันโดยช่วงเช้ามืดจะงดและให้นั่งแบบปกติ
วันที่ 4 หลังจากผ่านชั่วโมงอฐิฐานมา 3 ครั้งวันนี้รอบ 1 ทุ่มเพิ่งเข้าใจคำที่บอกว่า รู้สึกก็สักว่ารู้สึก สังเกตุความรู้สึกทีละส่วน ไปตามลำดับ หลังจากที่เข้าใจแล้วเสมือนหนึ่งความปวดเมื่อยมลายหายไปสิ้น เหลือแต่ร่างกายเพียงอย่างเดียว ที่เหลือก็นั่งสังเกตุความรู้สึกไปจนหมดชั่วโมง จากนั้นชั่วโมงอฐิฐานก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แถมเป็นชั่วโมงที่รอคอยสำหรับผมด้วยซ้ำ และหลังจากวันนี้ไปก็เพียงปฏิบัติตามคำสอนต่อไปตามลำดับจนครบ 10 วันก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังคิดว่าจะไปหรือไม่ดี ในความคิดผมหลังจากที่ไปมาแล้วขอบอกว่า ทุกคนที่เกิดมาแล้วอย่างน้อยสัก 1 ครั้งควรต้องเข้าการปฏิบัติแบบนี้ และสำหรับคนที่สงสัยว่าแล้วฉันจะได้อะไรจากการเข้ารับการปฏิบัตินี้ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายเห็นเป็นรูปธรรมอย่างไรให้ใกล้เคียงกับความรู้สึกและสิ่งที่ได้รับจริง ๆ เอาเป็นว่าเวลาที่เรายืนอยู่คนละตำแหน่ง แม้ว่าจะมองวัตถุเดียวกันแน่นอนว่าภาพที่เรามองเห็นย่อมไม่เหมือนกัน เลยไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่ามันดีมากๆๆๆๆละกัน ว่าแล้วก็ดูรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมลงทะเบียนขอเข้ารับการอบรมได้ที่ครับ //www.thai.dhamma.org/



โดย: Arty IP: 124.121.19.49 วันที่: 20 มกราคม 2554 เวลา:19:26:02 น.  

 
อนุโมทนาครับ ไปมาเหมือนกันครับ


โดย: Bigben IP: 125.24.249.129 วันที่: 28 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:0:19:37 น.  

 
เพิ่งไปมาที่ศูนย์ฯขอนแก่น
ขอบคุณอ.อำนวยการอบรม ผจกหลักสูตร ธรรมบริกร รวมทั้งผู้ร่วมอบรม
การเคร่งครัดในกฎระเบียบของการอบรมทำให้ตลอดเวลา ๑๐ วัน ข้าฯ ได้รับประโยชน์จากการฝึกปฏิบัติวิปััสสนากรรมฐานตามแนวทางนี้ จิตเป็นอุเบกขามากขึ้น จะพยายามเข้าอบรมอีก


โดย: Komollada IP: 110.49.249.144 วันที่: 24 มีนาคม 2555 เวลา:20:32:11 น.  

 
มีใครพอทราบไหมคะว่า ถ้ากรอกใบสมัครไปตามจริงว่า
เคยเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อปี 2527 แต่ตอนนี้หายแล้ว
แต่ยังมีความเครียดบ้างต้องทานยาLexotan 1.5 mg วันละ 1 เม็ด
จะมีผลกับการพิจารณาใบสมัครไหมคะ
ไม่อยากโกหกและผิดศีลข้อ 4 ค่ะ
อยากเข้ารับการอบรมมากๆและตั้งใจจริงค่ะ


โดย: คนตั้งใจจริง IP: 171.6.203.246 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2555 เวลา:16:17:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนข้างบ้าน
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คืนหนึ่งข้าฯยืนอยู่บนเขา
ใต้ร่มเงาวัดพุทธศาสนา
ภูสูงจนอาจเอื้อมดวงดารา
มาจากฟากฟ้าด้วยมือตน
ทว่า ข้าฯมิกล้าเปล่งสำเนียง
ท่ามกลางความวิเวกวังเวงหน
เกรงว่าจักกรายกายสกนธ์
ของทวยเทพวิมานบนหากจักมี.
Friends' blogs
[Add คนข้างบ้าน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.