หุบเขาคนโฉด ไม่ใช่ไอศครีม ไม่ต้องเข้ามาเลีย หรือเชียร์จนละเหี่ยใจ แต่ขอแค่ความจริงใจ ของคนกล้าคิด ไม่ติดอยู่ในกรอบ
31021 อย่าห้ามฉันกินหอยนางรม


ห้องขว้างไข่ใต้ตึกขวาง
00ขัดใจก็อยากขวาง.....ขวางไม่ได้ก็ขว้างไข่
หุบเขาคนโฉด, ห้องขว้างไข่ใต้ตึกขวาง, อย่าห้ามฉันกินหอยนางรม
zOOmzerO, Violent Valley, Oysters

อย่าห้ามฉันกินหอยนางรม


หิวโหย...โหยหา...หาหอย...หนอยแน่..มาห้ามกินหอย


oysterหอยนางรม

มีคนบอกว่า หอยนางรม เป็นอาหารเจ ความจริงเป็นอย่างไร?
มีคนบอกว่า หอยนางรม เป็นอาหารมังสวิรัติ ความจริงเป็นอย่างไร?

มีคนบอกว่า จะบ้าเหรอ หอยมันเป็นสัตว์ จะเป็นเจได้อย่างไร!!!
มีคนบอกว่า หอยมันไม่เลือดเฟ้ย ไม่นับว่าเป็นสัตว์ อ้าว...คิดได้ยังไง?
มีคนบอกว่า เธอไม่รู้อะไร ในตำนานจีนเขามีเรื่องเล่า แบบนี้ ๆๆๆ..... กินได้ๆๆ
มีคนบอกว่า หอยนางรมเป็นของเจจริงๆ ฉันได้ยินยายฉันเล่ามาตอนเด็กๆ แต่จำไม่ได้ว่ายายกินหอยหรือเปล่า 555
มีคนบอกว่า ในวังฮ่องเต้ชอบเสวยหอยนางรม มันเป็นของอร่อย เป็นกินระดับเจ้า คนในวังบอกว่ากินได้ ก็ต้องได้ซิฟระ
แล้วก็ยังมีอีกคนบอกว่า ขุนนาง(กังฉิน)รวยๆ กิเลสหนา สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่ออธิบายให้ตนได้กินของโอชะเช่นนี้

ต่างคนล้วนมีเหตุผลมาอ้างเอ่ย บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ
ยกเว้นมีบางคนที่บอกได้เพียงประโยคเดียวว่า ฉันก็ไม่รู้ (แต่ฉันไม่โง่นะ)

มาที่ ตัวอักษรและความหมาย กันก่อน

คำว่า นางรม ต้องเขียนแบบนี้ นาง"รม"
ถ้าเป็น นาง"โลม" อันนี้คนละความหมาย (อยากอธิบายนะ เพราะเขียนไปก็คึกไปด้วย 555)

นางโลม น่าจะหมายถึง หญิงที่ให้บริการแก่ผู้ชาย ทำให้ผู้ชายมีความสุข(ชั่วครู่ ชั่วคราว)
ขออนุญาตแบ่งหญิงขายบริการออกเป็น 2 ประเภท คือ ขายความบันเทิง กับ ขายตัว (ของเธอเอง)
ถ้าขายความบันเทิง เธอก็จะอยู่ในสถานบันเทิง ซึ่งเปิดบริการยามค่ำคืน เลยถูกเรียกว่า ผู้หญิงกลางคืน
คนกลางคืนหลายคนเป็นคนดี ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์ หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและพ่อแม่พี่น้องได้
ส่วนพวกที่ขายตัว หรือ ขายบริการเพศ ต้องมีการหลับนอนกัน เป็นงานผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีคนทำ
ในสมัยก่อน นางโลม เล้าโลมกันให้ฟรีๆ (เพราะถูกกักขังหรือเลี้ยงดู) อยู่ในยุคระบบทาส ระบบค้ามนุษย์ ระบบกดขี่เพศหญิง
ในสมัยกลาง นางโลมกลายเป็นธุรกิจ ทำงานกันในซ่อง มีนายทุน มีแม่เล้ากับแมงดาคอยทำนาบนหลังคน
ในปัจจุบัน นางโลมกลายเป็นอาชีพที่สังคม(ชักจะ)ยอมรับได้ มีคนหันมาทำอาชีพนี้(เยอะขึ้นเรื่อยๆ) แม้แต่...???...ก็ยังทำ
มีศัพท์เรียกหญิงที่ขายบริการทางเพศมากมาย เช่น หญิงงามเมือง Kaหรี่ Eตัว Soเภณี พาร์ทเนอร์ เมียเช่า ...ฯ
ส่วนพวกที่ทำตัวเหมือนคนในบรรทัดข้างบน แต่ไม่เก็บเงินจากคู่ขา เขาเรียกว่า "GIG"
เรื่องนี้ยาว คนที่มีประสบกาม เอ้ย...ประสบการณ์!! (อย่างผม) คงต้องเก็บเอาไว้โม้ในentryอื่น

"มาเขียนคำว่า หอยนางรม ให้ถูก"
คนที่ชอบเขียนผิด เขียนเป็น นางโรม (มีเขียนกันแบบนี้จริงๆ) ต้องรีบแก้ไข
หอยชื่อนี้ไม่มีนะครับ อันนี้เคยได้ยินเป็นคนชื่อ นางโรมมี่ หรือ รมมี่
ก็ตัวละครในเรื่องระบำดวงดาว ฉายทางช่อง3 ไงหละ

และผมเองก็เคยเจอการเขียนผิดอีกแบบใน internet หลายหน
พวกเขาเรียกหอยนางรมว่า หอยนางลม
ไม่เชื่อก็ลองใช้ Google คนดูได้

"มาที่คำว่า อาหารเจ"
อาหารเจ คือ อาหารที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ หรือไม่ได้มาจากผักที่มีกลิ่นฉุน (อันทำให้เกิดความกำหนัด)
คำจำกัดความนี้ ไม่มีใครทราบหรอกว่า ท่านไหนเป็นคนกล่าวเอาไว้ จะครบถ้วนหรือเปล่าก็ไม่ทราบ
ในบันทึกของคนจีน เขาก็ไม่ได้บอกเอาไว้ หรือแม้แต่ในหนังสือหรือคัมภีร์อะไรก็ไม่ได้บอกเอาไว้
ทั้งเขาและเราต่างก็จำคำของคนโบราณมาอีกที แต่ผู้ใหญ่ว่า เด็กอย่างเราก็น่าจะเชื่อกันบ้าง
การแปลและตีความหมายนี้ น่าจะมองเจตนาของการละเว้นการกินเนื้อสัตว์เป็นหลักดีกว่าครับ
หลายคนบอกว่า อาหารเจ ก็คือ ผัก จนมีคำพูดว่า "เจี๊ยะฉ่าย"
ผมเองชอบคิดว่า "อาหารเจคืออาหารที่มีธงเหลืองปักเอาไว้" ถ้าไม่มีธง ถึงบอกว่ากินได้ก็กลัวจะเป็น "ชอ"
แหม...ห้ามทานผัก ก็ไม่ยอมให้ทานได้ทั้งหมด ดันมียกเว้นสี่ห้าอย่าง บอกว่าเป็นของเพิ่มอารมณ์เพศ
ถ้าเพิ่มได้จริง เดี๋ยวออกเจไปแล้ว ผมจะกินพวกหอมกับกระเทียมทุกวันเลย
รู้สึกว่านกกระจอกมันจะเริ่มจะเสื่อมๆเหมือนกัน

สำหรับมังสวิรัตินั้นคล้ายๆกับเจมาก แต่พวกนั้นสามารถกิน นม กับไข่ ได้
ลองมาคิดดู อาหารเจ คือจะกินเนื้อสัตว์ แล้วไข่ของสัตว์หละ ท่านก็ยังไม่เอาอีก!!!
ทั้งๆที่ไข่ในตลาดนั้นไม่มีฟองไหนฟักเป็นตัวได้เลย มีแต่ไข่ลม
ตรงนี้จะเห็นว่า เขาหมายความว่า ที่ไม่บริโภคนั้น ให้หมายความว่า ไม่ไปยุ่ง กับสัตว์
นี่แหละ การกินเจเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
ถ้าไม่ไหว ก็หันมาทานมังสวิรัติก็ได้ อย่างน้อยก็งดเว้นการฆ่าสัตว์ที่มีลมหายใจทั้งหมด


"หอยนางรม"
หรือ Oyster ก็คือ เป็นหอย 2 กาบ (bivalve mollusks)
ซึ่งขนาดกาบไม่เท่ากัน กาบบนใหญ่ กาบล่างเล็กกว่าและเนื้อหอยจะอยู่ฝั่งนี้นะจ๊ะ
หอยนางรม อาศัยอยู่ในน้ำเค็ม(marine) และน้ำกร่อย(brackish)
ตามธรรมชาติอาศัยอยู่ชายฝั่งบริเวณน้ำตื้น หรือปากแม่น้ำที่ไหลออกทะเล
ไม่ชอบอยู่น้ำลึก ไม่ชอบโคลน แต่ชอบเกาะอยู่บนหินเป็นกลุ่มเรียกว่า Oyster Reef
ทุกวันนี้มีการทดลองเอาไข่มุกไปใส่ไว้ในหอยนางรม(พันธุ์ที่เนื้อไม่อร่อย) แต่ได้ผลผลิตไม่ค่อยสวยงาม
ชาติแรกที่หัดกินหอยนางรม น่าจะเป็นอังกฤษ ในเมือง Whitstable มีการบันทึกเอาไว้ในสมัยโรมัน
ซึ่งในยุคนั้นหอยนางรมมีราคาถูก เลยเป็นอาหารของพวกกรรมกรแถวท่าเรือ
มาในช่วงศตวรรษที่ 19 มีคนนิยมบริโภคเป็นจำนวนมากใน New York
จนมาถึงในวันนี้หอยนางรมกลายเป็นอาหารที่มีราคา และขายในภัตตาคารหรู


"หอยนางรมในประเทศไทย"
ในเมืองไทยนิยมเพาะเลี้ยงพันธุ์หอยนางรมปากจีบ (บางที่เรียก หอยเจาะ) เป็นพันธุ์เล็ก นิยมเลี้ยงมากทางภาคตะวันออก
ส่วนพันธุ์ใหญ่ นั้นเมืองไทยมีเลี้ยงอยู่ 2 พันธุ์ คือ หอยตะโกรม และ หอยตะโกรมกรามดำ พวกนี้นิยมเลี้ยงทางภาคใต้
ดังนั้นเวลาเห็นหอยนางรมตัวใหญ่ๆในทะเลไทย ให้เดาได้เลยว่าน่าจะมาจากทางภาคใต้
เคยได้ยินคำขวัญหรือเปล่าว่า "หอยใหญ่" นั้นคือจังหวัดไหน? อ๋อ...สุราษฎร์ฯ ไง
แหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่ตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่ที่ ต.ท่าทอง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี
เห็นเขาว่าหอยนางรมที่ภูเก็ตก็ตัวใหญ่ เพราะเป็นพันธุ์เดียวกัน

ในประเทศไทยมีการเริ่มเลี้ยงหอยนางรมเป็นฟาร์มเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน คนไทยเมื่อก่อนไม่ค่อยทานกัน
มีแต่ชาวประมงที่จับหอยนางรมแบบธรรมชาติกินกัน ต่อมาเมื่อชาวต่างชาติที่นิยมทานอาหารแบบ seafood
เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นๆ ทำให้จำนวนหอยนางรมไม่พอขาย ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ
การประมงแบบอุตสาหกรรมจึงเริ่มเติบโต ทั้งนี้คงต้องมองว่า
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีอิทธิพลต่อเรื่องธุรกิจอาหารทะเลมาก

หอยนางรม เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินA B1 B2 B3 C และ D
นอกจากนี้ยังมี แร่เหล็ก ทองแดง ไอโอดีน แมกนีเซี่ยม แคลเซี่ยม สังกะสี แมงกานีส และ ฟอสฟอรัส
หลายคนเป็นนักเปิบหอยนางรมสดๆ บอกว่า เพิ่มพลังทางเพศได้ดีนักแล ซึ่งเรื่องนี้นับว่าตลกจริงๆ
ถ้าต้นความคิดของการกินเจพยายามหลีกเลี่ยงผักที่ปลุกความกำหนัด แต่ดันเคี้ยวหอยนางรมกับจั๊บๆๆ

ตามโรงแรมใหญ่ๆ ในหนึ่งปีเขาจะมีเทศกาลกินหอยนางรม
เรียกว่า บุฟเฟ่หอยนางรม หรือ Passion for Oysters
เขาคิดราคาประมาณ 1,200 - 1,500 บาทต่อหัว
ส่วนใหญ่จะมีเป็นบางวันในหนึ่งสัปดาห์ ไม่น่าจะมีทุกวันนะ เพราะจะได้ออร์เดอร์หอยสดๆเป็นช่วงๆ
อย่างที่โรงแรมสุโขทัยเขาก็เคยจัดแบบนี้ โดยให้ไปทานในวันอังคารถึงศุกร์ แล้วต้องรอไปอังคารหน้าใหม่
เขาจะคิดเงินเริ่มต้นแบบหอยนางรมสดอย่างเดียวก่อน แต่ถ้าต้องการนำไปทำเป็นอาหารจานร้อน
แบบนี้จะโดนบวกค่าทำอาหารอีก 300-400 บาท แต่คุ้มเพราะมีดูน่าทานกว่า
ทีนี้เตรียมเงินแค่ 3,000 บาท แล้วจะควงกิ๊กไปทานนั้น ต้องขอบอกว่าหน้าจะแหกเอา
เพราะจะต้องรักษาฟอร์มสุภาพบุรุษไฮโซ สั่งเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อย
หากจะสั่งไวน์แบบธรรมดาๆ ขวดละ 1,500 แบบดีๆหน่อยขวดละ 2,000 - 3,000 บาท แบบเลิศๆ...เป็นหมื่น
แต่ถ้าเป็นแชมเปญ จะเป็นขวดละ 1,200 ยี่ห้อดีๆหน่อยจะอยู่แถว 4,000 บาท
ทำไมต้องสั่งเครื่องดื่มมึนเมา ก็...ถ้าพาสาวสวยหมวยอึ๋มไป ขอบอกว่าต้องสั่งให้ได้
การพาผู้หญิงไปทานเมนูหอยนางรม ผู้หญิงเขาจะรู้ความหมายเองว่า เราต้องการทำอะไรเขา 555
เออ..แต่ถ้าเขาไม่ยอม งานนี้ก็อาจจะต้องติดคุกก็ได้นะ อย่างไรก็คิดเผื่อเรื่องหาคนมาประกันตัวด้วย

"เปลือกหอยนางรม"
นำไปเผาทำ...ปูนขาว(lime) เพราะเปลือกหอยมีแคลเซี่ยมสูงมาก
ปูนขาวใช้ทำอาหารรับประทานได้ คือ ปูนแดง และน้ำปูนใส
อุตสาหกรรมปูนขาวจะมุ่งไปที่วัตถุดิบ คือ หินปูนจากใต้ดินมากกว่า
ในอดีตคนไทยเอาเปลือกหอยหลายๆชนิดมาเผารวมกัน ทำเป็นปูนสอ ปูนฉาบ สร้างวัด สร้างวัง ...ฯ
แหล่งค้นคว้าทางโบราณคดีแหล่งหนึ่ง ที่เคยมีความสำคัญมากอยู่ที่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
นอกจากนี้ก็ยังมีบันทึกในอดีตอีกหลายๆจังหวัด เช่น ราชบุรี(เขางู), เพชรบุรี, กาญจนบุรี, ...ฯ

oyster05หอยนางรมเป็นอาหารทะเลที่มีราคาค่อนข้างแพง
เป็นที่นิยมในหมู่คนทีฐานะการเงินค่อนข้างดีไปจนถึงชาวไฮโซ
ฝรั่งและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศเรา ก็ชอบทานหอยนางรมสด
เพราะราคาถูกกว่าในประเทศของพวกเขามาก
การทานหอยนางรมนั้นทานกันได้ง่ายๆ
แค่เอาน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู ราดลงไป ก็ทานได้แล้ว
สำหรับคนไทยทานแปลกกว่าสากลนิดหน่อย
เวลาเสิร์ฟจะมีน้ำจิ้มเผ็ดๆเปรี้ยวๆ มีผักกระถิน และหอมแดงเจียว
ในเมนูภาษาฝรั่งจะเรียกหอยนางรมสดผ่าครึ่งใส่จานมาเสิร์ฟ
ว่า Raw oysters on the half-shell
และยังมีหอยนางรมสดในอีกหลายชื่อ ได้แก่






oyster06
Oyster Cocktail (ใส่เกลือ, พริกไทย, น้ำส้มสายชู, ซอสworchesterhire, ซอสเค็ทชัพ, ซอสHorseradish)
Oyster Shot (ใส่หอยนางรมสดลงไปใน Vodka แล้วใส่ ซอสTabasco, น้ำมะนาว )
Oyster Shooter เหมือน oyster shot














oyster07"ซอสหอยนางรม"
ซอสหอยนางรม เป็นซอสปรุงรสในการทำอาหาร มีลักษณะข้นและมีสีเข้ม
ทำมาจากหอยนางรม ถั่วเหลือง แป้งสาลี แป้งข้าวโพด น้ำตาล เกลือ ...
ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลาย และทำให้อาหารมีรสอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารเพิ่มอีกด้วย
ซอสหอยนางรมมีประวัติว่า มีการผลิตและใช้ปรุงอาหารมาแต่โบราณในประเทศเวียดนามและเขมร
สำหรับประเทศจีนก็ต้องมีแน่นอน ซอสหอยนางรมจะอยู่ในเมนูอาหารกวางตุ้ง (Cantonese)

มีตำนานจีนเล่าว่า คนจีนรู้จักซอสหอยนางรมมานานแล้ว
เชื่อว่ามาจากพ่อครัวคนกวางตุ้งที่อาศัยอยู่ริมทะเล นำหอยนางรมมาหมัก แล้วได้สูตรซอสทีอร่อย
ก่อนหน้านั้น มีวันหนึ่งขณะที่ชายคนหนึ่งเดินอยู่ที่ชายหาด เขาได้กลิ่นหอยนางรมนอนตายอยู่ริมชายหาด
แต่กลิ่นนั้นแปลกตรงที่ มีความหอมหวานทำให้น้ำลายสอ เลยเอามาทำอาหารแล้วก็พบว่าอร่อยมาก
จากนั้นก็ลองเอามาทดลองหมักเอง จนพบสูตรที่ลงตัว จึงทำขาย ร่ำรวย
เรื่องแบบนี้ มีคนเชื่อ แต่ก็มีคนบอกว่าเป็นนิทานหลอกเด็ก

oyster08
"หอยนางรมผง"
ในปี 2010 ซอสหอยนางรม ไม่ได้เป็นของเหลวอีกต่อไปแล้วครับ
ในวันนี้ประเทศไทยของผม สามารถผลิตซอสหอยนางรมในรูปผงและส่งขายทั่วประเทศ เผลอๆไปต่างประเทศแล้วด้วย
คนที่ผลิตซอสหอยนางรมแบบผง คือ ยี่ห้อ "มีเฮ"



หลายร้อยปีก่อน เมื่อชาวจีนเกิดเบื่อความอดอยากในประเทศ เบื่อสงคราม บวกความเป็นนักผจญภัย
ทำให้พวกที่อาศัยอยู่ติดชายทะเลเริ่มหาทางออกมาแสวงหาแผ่นดินใหม่ เพื่อตั้งรกรากหรือทำการค้า
คนกวางตุ้งเป็นกลุ่มที่อพยพออกมากลุ่มแรกๆ และอพยพออกมามากที่สุด
คนจีนทางใต้ทำอาหารอร่อย สูตรการทำอาหารกวางตุ้งก็ติดงตามคนเหล่านี้ออกมาจากแผ่นดินใหญ่
แรกๆคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยได้สั่งซื้อซอสปรุงรสต่างๆมาจากต่างประเทศ ซึ่งมักจะเป็นสิงคโปร์
เมื่อเกิดสงครามโลก(หรือสงครามมหาเอเชียบูรพา) และผันผ่านล่วงมาจนประเทศจีนเปลี่ยนการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์
โรงงานหอยนางรมในจีนก็หยุดทำการค้ากับต่างชาติ ชาวจีนโพนทะเลในไทยจึงต้องเริ่มคิดทำซอสหอยนางรมกันเอง
ในยุคแรกๆผลิตออกมามีปริมาณไม่มาก จะมีขายกันแถวเยาวราช ตลาดบางรัก และตลาดเก่า (ย่านคนจีนเท่านั้น)
มาถึงตรงนี้คงต้องเดาว่าพวกซอสของคนจีนคงยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในครัวคนไทยมากนัก
ส่วนคนจีนในไทยเองก็คงจะดัดแปลงสูตรอาหารเพื่อใช้วัตถุที่เป็นเครื่องปรุงในประเทศไทย เพื่อความประหยัด
เพราะซอสหอยนางรมดีๆเป็นของนำเข้า ราคาจะแพง ของในประเทศก็หาซื้อยาก
ดังนั้นเรื่องการเอาซอสหอยนางรมมาทำอาหารเจ ไม่น่าจะไม่ใครพูดถึงให้ปวดหัว



"ประเภทของคนกินเจ"
จะว่าไปแล้วคนกินเจ ก็มีหลายระดับเหมือนกัน (อันนี้จะเริ่มนินทาอีกแล้ว)
หมายความว่า มีตั้งแต่เคร่งจัดๆ ไปจนถึง หลวมๆ และก็เหลวๆเละๆ(อันนี้คือพวกเจจอมปลอม)
เรื่องอาหารเจที่มีหน้าตาเหมือนอาหารชอ คนคิดผลิตออกมาก็ช่างคิด
คนกินเจ(บางกลุ่ม)เห็นแล้วอยากกิน ทำให้กินอาหารได้มากกว่าเดิม ผิดด้วยหรือ?
คนกินเจด้วยกันคงจะไม่ว่ากัน แต่คนไม่กินเจนี่แหละที่มักจะว่า ถ้ามีกิเลสแล้วทำไมยังกินเจ
เชื่อผมมั๊ยครับ พระที่ห่มจีวรที่เห็นๆกันนี่ บางรูปมีกิเลสมากกว่าจิ๊กโก๋ปากซอยเสียอีก ค่อยๆคิดนะครับ
กิเลสนี่มีกันทุกคนทั้งนั้นแหละ

เมื่อถึงยุคการกินเจเฟื่องฟู มีคนทานเจในแต่ละปีจำนวนมากขึ้นๆ
มีคนหัดทานเจหน้าใหม่ๆอยากทราบว่าอาหารเจนั้น
มีคนลงทุนเปิดร้านอาหารเจในช่วงเทศกาลกินเจมากขึ้น
มีคนคิดทำวัตถุดิบหลากหลายชนิดเพื่อนำมาทำอาหารเจ เช่น เนื้อหมูเจ ไข่ต้มเจ ...ฯ
คนทานเจรุ่นใหม่จึงอยากทราบว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร กินอะไรไม่ได้กันแน่
ของบางอย่างไม่น่าจะเป็นของเจ แต่ทำไมเขากินกันได้ เช่น ขนมปัง ซาละเปา ... ฯ
ทำไมสะตอ ชะอม ถึงเป็นอาหารเจ กลิ่นมันแสนจะฉุน
บางคนดื่มน้ำผึ้ง แล้วต้องมาตกใจว่า กินไม่ได้ ทั้งๆที่มันมาจากเกสรดอกไม้
แต่ไม่ว่าคำตอบจะออกมาว่าอย่างไร คนทานเจเกือบทุกคนก็หลีกเลี่ยงการทานหอยนางรม
และผลิตภัณฑ์จากหอยนางรม คุณอาจจะเห็นว่ามีซอสหอยนางรมที่ติดธงสีเหลือง
นั่นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่มาจากหอยนางรม แต่เป็นของที่ทำเลียนแบบ
เหมือนกับ กุยช่ายเจ ซึ่งจะมีแต่ไส้ผักเห็ดหอม ไส้มันแกว ไส้หน่อไม้

มีคนเคยแบ่ง คนกินเจ คนกินผัก และคนมังสวิรัติ ออกเป็น 6 ประเภท
ประเภทแรก : กินแต่ผักอย่างเดียว มีผักต้องห้ามบางอย่าง
ประเภทที่สอง : กินแต่ผัก และผลไม้
ประเภทที่สาม : เหมือนประเภทที่สอง แต่ยังมองหาของที่มีรูปร่างคล้ายเนื้อสัตว์
ประเภทที่สี่ : เหมือนประเภทที่สาม นอกจากรูปร่างคล้ายเนื้อสัตว์แล้ว รสชาดก็เหมือนมากๆ
ประเภทที่ห้า : เหมือนประเภทที่สี และทานไข่ได้
ประเภทที่หก : เหมือนประเภทที่ห้า และทานนมวัวและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้ เช่น น้ำผึ้ง เนย ...ฯ


"หอยนางรม เป็นอาหารเจ หรือไม่?"
มีคำตอบว่า เป็นสัตว์มีชีวิต แต่ไม่มีเลือด จึงกินได้แม้จะเป็นคนกินเจ
ความคิดแบบนี้ คนไม่คิดมากก็ไม่ว่าอะไร
แต่คนคิดมากคงไม่เห็นด้วย เพราะ ปูเองก็ไม่มีเลือด มิใช่หรือ? 555

มาดูตำนานที่เกี่ยวกับการกินหอยนางรมได้หรือไม่ได้

เรื่องแรก มาจาก ตำนานกำเนิดเจ้าแม่กวนอิม ภาคที่เกิดเป็นมนุษย์ ชื่อว่า องค์หญิงเมี่ยวซ่าน
"เมื่อคราวพระธิดาเมี่ยวซ่านพาชาวบ้านลงเรือหนีการตามจับตัวของพระบิดา เกิดขาดแคลนเสบียงอาหาร
ไม่สามารถประทังชีวิตอยู่ได้ พระธิดาจึงอธิษฐาน แล้วยื่นไม้จุ่มลงไปในทะเล
พอยกไม้ออกมาก็เห็นว่ามีหอยนางรมติดอยู่ที่ไม้
หอยนางรมจึงเป็นอาหารเจยามฉุกเฉิน"

มีอีกตำนานซ้อนตำนาน คือ เล่าเรื่องต่างกันนิดหน่อย ตรงที่ว่า
องค์หญิงเมี่ยวซ่าน แค่อธิษฐานเฉยๆ
หอยนางรมรับรู้ จึงตัดสินใจอุทิศตนเป็น “พุทธบริโภค” จึงจับไม้ที่จุ่มลงมา
หอยนางรมลอยขึ้นมาเอง

เรื่องนี้ถ้ามองตามตัวหนังสือ ก็จะเห็นได้ว่า เขาให้เป็นอาหารยามฉุกเฉิน
ถ้าคุณไปไม่ได้อยู่กลางทะเลมหาสมุทร ไร้เสบียงอาหารก็ไม่ต้องไปคิดเรื่องกินหอยนางรม แค่นี้ก็จบ

อีกตำนาน มาจากวรรณกรรมจีนเรื่องไซอิ๋ว
"คราวที่พระถังซำจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฎก ระหว่างทางที่ไป
บังเอิญไปอยู่กลางทะเลน้ำแข็ง ไม่มีอาหารเจจะฉัน ท่านจึงอธิษฐานว่า
ท่านจะปักไม้ลงไป อะไรก็ตามที่ติดไม้ขึ้นมา ขอให้สิ่งนั้นเป็นของเจ
หอยนางรมได้รับทราบถึงความลำบากของพระถังซำจั๋ง จึงเกิดศรัทธา ยอมสละชีวิตตัวเอง
ไปเกาะที่ไม้ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยถือว่า หอยนางรมเป็นอาหาร เจ"

อีกตำนานเล่าต่างกันไปอีกนิดว่า
"หงอคงต่างหากเป็นผู้เอาไม้เท้าจุ่มลงไป แล้วหอยติดไม้เท้าขึ้นมา"

พระถังซำจั๋งมีตัวตนจริงๆ มีชีวิตในสมัยราชวงศ์ถัง ช่วงการปกครองชองพระเจ้าถังเกาจู่และถังไท่จงฮ่องเต้
ท่านมีชื่อตามบันทึกว่า พระเสวียนจั้ง ท่านไปอินเดียจริงๆ เรียนภาษาต่างๆ จึงสามารถคุยกับนายด่านต่างๆได้
แต่ท่านเป็นนาคหลวง มีศักดิ์เป็นน้องบุญธรรมของฮ่องเต้ถังไท่จง และเดินทางตามลำพัง
ส่วนพระถังซำจั๋ง ที่เสกคาถาปราบหงอคงได้ อันนี้เป็นนิทาน เป็นเรื่องแต่งเพื่อเล่าตำนานเทพต่างๆ

เรื่องนี้มีคนตำหนิว่า ไม่น่าจะมีทะเลในเส้นทางการเดินทางของพระถังซำจั๋ง
ในการอัญเชิญพระไตรปิฎกจากจีนไปอินเดียหรือจากอินเดียไปจีน
ผมหลับตานึกเส้นทางมั่วๆในแผนที่โลก ลากเส้นตรงจากเมืองฉางอานไปยังเมืองกุสินารา ก็ชักจะแปลกใจ
ท่านเดินทางจากตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้
ผ่านทิเบต เนปาล และอินเดีย น่าไปอดตายบนภูเขาหิมาลัยมากกว่ากลางน้ำ
ท่านไม่น่าจะเดินทางผ่านปากแม่น้ำ หรือ ทะเล

ถ้ายังไม่เบื่อ ก็มาอ่านอีกตำนาน
"สาวกของพระโพธิสัตว์กวนอิม เดินทางไปในทะเล แล้วเกิดลมพายุพัดออกนอกเส้นทาง
เกิดการขาดแคลนน้ำและอาหา ทุกคนหิวโหย ครั้นจะจับปลากินก็กินไม่ได้ เพราะไม่ใช่อาหารเจ
จึงกล่าวอ้อนวอนท่าน พระโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์กวนอิมก็ปรากฏกายขึ้น แล้วบอกว่า ให้เอาไม้เท้าจุ่มลงไปในน้ำ มีอะไรติดขึ้นมาก็กินได้
ปรมาจารย์ก็เอาไม้เท่าจุ่มลงไป มีของ 2 สิ่งติดขึ้นมา คือ สาหร่ายกับหอยนางรม
ผู้คนบนเรือจึงแบ่งสาหร่ายและหอยนางรมทานกัน ทำให้หอยนางรมกลายเป็นอาหารเจ"

มีอีกตำนานที่อธิบายซ้อนต่อออกมาจากเรื่องเดียวกันนี้ว่า
"พระโพธิสัตว์กวนอิมท่านทรงตั้งใจที่จะทดสอบจิตใจของเหล่าสาวก
จึงแบ่งแยกคนออกเป็น 2 ฝ่ายคือ
พวกหนึ่งเคร่งครัดและเข้าถึงธรรม ก็กินแต่สาหร่าย
แต่คนอีกพวกหนึ่งไม่ถึงธรรม เห็นแก่กิน เลยกินหอยนางรม
พวกหลังจึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมได้ในเวลาต่อมา"

เรื่องอดอาหารจนทนไม่ไหว ผมฟังแล้วไม่เคลียร์
เพราะว่า ร่างกายมนุษย์นั้นไม่ได้ต้องการอาหารเป็นเรื่องหลัก
แต่เราต้องการน้ำเป็นเรื่องหลัก
ในตัวหอยนางรมมีน้ำก็จริง แต่ก็ไม่มากมายอะไร
นึกไม่ออกว่าต้องทานกี่ตัวถึงจะอิ่ม
แล้วที่ว่าอยู่กลางทะเลนั้น คงต้องเดินทางอีกหลายวัน แล้ววันอื่นๆจะทำอย่างไร

ผมจำได้ว่าครูวิทยาศาสตร์เคยสอนเอาไว้ว่า
คนเรานั้นอยู่ไม่ได้เกิน 3 วันถ้าขาดน้ำ
และอยู่ไม่ได้เกิน 7 วัน ถ้าขาดอาหาร (กรณีนี้มีน้ำดื่ม)
ข้อมูลข้างบนเป็นแค่หลักการนะครับ เพราะหลายๆครั้งที่ดูข่าวต่างประเทศ
จะมีคนที่รอดตายจากภัยธรรมชาติ (แบบที่ร่างกายไม่บาดเจ็บ) ที่อยู่โดยไม่มีอาหาร ได้ถึง 2 สัปดาห์
แต่นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองมาแล้ว พบว่าคนที่แข็งแรงจะอดอาหารได้ถึง 2 เดือน
สำหรับบางรายที่เป็นกรณีพิเศษ คือ คนอดอาหารประท้วง ตามที่เคยอ่านข่าวมา เขาอยู่ได้ถึง 70 วัน
คนอ้วนมากคนหนึ่งในต่างประเทศ เคยนำมาอดอาหาร
แต่อยู่ในการดูแลของแพทย์(เลยไม่แน่ใจว่าได้อาหารทางน้ำเกลือหรือเปล่านะ)
แต่คนนี้เขาอยู่โดยไม่ทานอาหารได้นานถึง 9 เดือน
และในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมานี้ นายแฟรงคลิน บริโต เกษตรกรชาวเวเนซูเอล่า
ได้ประท้วงรัฐบาลเพราะโดนยึดที่ทำกิน ในข่าวบอกว่าเขาเอาเข็มเย็บปากตัวเองเลย
จึงเป็นที่แน่นอนว่าอดอาหาร และเขาได้เสียชีวิตหลังจากนั่งประท้วงหน้าสำนักงานรัฐในเมืองคาราคัส
เขาอดอาหารกี่วัน ข่าวไม่ได้บอกละเอียด แต่บอกว่าหลายเดือน
ส่วนข่าวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553 เขียนเอาไว้ว่า นักโทษชาวคิวบาชื่อ นายกิลเลอร์โม ฟารินาส วัย 48 ปี
ได้อดอาหารประท้วงรัฐบาลนานถึง 130 วัน จนมีอาการทรุดหนักต้องหามส่งโรงพยาบาล
ซึ่งก่อนหน้านี้ในคิวบาก็มีนักโทษอดอาหารประท้วง ชื่อนาย ออร์ลันโด ซาปาตา วัย 42 ปี
คนนี้อดอาหารได้ 85 วันก็เสียชีวิต
จะเห็นว่าคนเราไม่อดตายง่ายๆ ดังนั้นใครที่หิวจนต้องทำผิดกฎหมาย ก็น่าจะคิดยาวกว่านี้อีกหน่อย

กรณีที่หิวมากจนต้องยอมกินหอยนางรมนั้น
ถ้าเราทำตัวอย่างหมีได้ก็ดีซินะ จะได้นอนจำศีลตลอดเทศกาลกินเจ
ว่าแล้ว ก็แพ้พวกโยคีหรือฤๅษีที่อดอาหารได้นานกว่านักบวชแบบอื่นใดในโลกนี้




zOOmzERo2009
อย่าหยุดทำดี เพราะเรื่องกิน

ย้อนกลับไปอ่านของเก่า
Link ไปที่ blog 31013 ไม่ทานเจได้ไหม?
Link ไปที่ blog 30929 แอนนี่
Link ไปที่ blog 30916 True AF ปีที่ 7
Link ไปที่ blog 30831 การ์ตูนญี่ปุ่น
Link ไปที่ blog 30809 ไม่ยอมยกธงขาว
Link ไปที่ blog 30714 เรื่องหมาหมา ตอน สุนัขจรจัด
Link ไปที่ blog 30613 วากา วาก้า
Link ไปที่ blog 30414 Pattaya ตอนที่ 3
Link ไปที่ blog 30402 Pattaya ตอนที่ 2
Link ไปที่ blog 30319 Pattaya ตอนที่ 1

Link ไปที่ blog 30226 ช้างน้อยของฉัน
Link ไปที่ blog 30212 (เยื่อ)พรหมจรรย์สำคัญด้วยหรือ?
Link ไปที่ blog 30127 ดอกไม้หายไปไหน?



Create Date : 20 ตุลาคม 2553
Last Update : 17 มิถุนายน 2554 19:35:12 น. 96 comments
Counter : 3957 Pageviews.

 


พะหัสสวัสดีค่ะเฮีย


โดย: มินทิวา วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:8:42:15 น.  

 
แง๊ว ไม่กินเจได้มั๊ย เสร็จแล้วอย่าห้ามกินหอยอีก 555 ต่อไปจาอารัยต่อเนี่ยะ คิคิ

เพลงอารัยง่ะ ภาษาฝรั่งเศสเหย๋อ *_* พี่ชายกินไปนะคะหอย บีไม่กินหอยง่ะ เลยขี้เกียจอ่าน (อีกแระ) 555

แวะมาทักทายและอู้งานแป๊บนุง มะวานยุ่งมากมาย เงินเหรียญเดินสะพัดมาก ได้มาสามหมื่นกว่า อุอุ ซื้อ n/b ใหม่ซะดีมั๊ยเนี่ยะ ^^


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ (Beee_bu ) วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:11:59:42 น.  

 

San Juan Mountains
อยู่ในกลุ่ม Rocky Mountain
และอยู่ใน Southwest Colorado

ว่าแล้วไปเปิดเพลง Rocky Mountain High ของ John Denver ดีกว่า ♫♪


โดย: zoomzero วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:20:25:36 น.  

 
Mint

พระหรึหัดสวัสดีตอนมืดๆจ้าอาหมวย

ฝนเริ่มซาๆลงแล้ว
ต่อไปก็น้ำท่วม
โคราชโดนแล้ว
ลพบุรีโดนแล้ว
สระบุรีก็โดนแล้ว
บริจาคของช่วยเขาหรือยัง


Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:20:36:36 น.  

 
Nuuu_Beeet

ยายน้องบี
จริงๆแล้วก็ยังเป็น กินเจ ต่อเนื่อง
แต่อันก่อนมันชักจะยาว เลยต้องมาต่อภาคสอง
และอาจจะมีภาคสาม สี่ ห้า

กินเจภาคแรก มีเรื่องเจ้าแม่กวนอิมด้วยนะ
แต่คิดว่าบีคงจะไม่ได้อ่าน เลยไม่เขียนคอมเมนท์อะไร

เฮ้อ...กำลังคิดว่าอีกไม่นานนู๋บีคงจะเลิกเล่น bloggang
เพราะกำลังจะได้เป็น president ของบริษัทแลกเงินทางอินเตอร์เน็ทแล้วกระมัง???
สังหรณ์ใจนี้ ท่าทางจะเป็นจริง
ว้า...พี่ชายคงจะต้องเตรียมใจ อยู่คนเดียวในโลกกว้างแล้วหละ 555

อยากจะขอร้องให้ฟังนี้อย่างน้อยครึ่งเพลง ก็ยังดี
เพลงนี้ชื่อ Opera No. 2
นักร้องคนนี้ชื่อ Vitas
ใน youtube มีอยู่ 2 อันที่ดังมาก (จากหลายสิบอัน)
อันแรกมีคนเข้าไปดูแล้ว 7,352,314 ครั้ง
ส่วนอันที่เอามาให้ดูอันนี้ ดูดีมีระดับ เพราะเป็น MV ซึ่งมีคนดูไปแล้วไม่น้อยกว่า 2 ล้านครั้ง

Vitas เป็นชื่อที่ใช้ในการแสดงของ Vitaliy "Vitalik" Vladasovich Grachyov
ชื่อยาวๆแบบนี้ เป็นชาว Russian ครับ เติบโตในวัยเด็กที่ Ukraine ปัจจุบันอายุประมาณ 29 ปี
Vitas เป็นนักร้องประเภท Pop Singer, Operatic Pop, Vocal Music
เขามีความสามารถในการแต่งเพลง, การแสดง และแฟชั่นดีไซน์ระดับแนวหน้า
สรุปว่า หนุ่ม หน้าตาดี ร้องเพลงเพราะ มีความฉลาด และมีความคิดสร้างสรร
สาวๆหลงไหลกันตรึม
ถ้าได้ฟังเพลงนี้จบ จะทราบว่า เขาเป็นนักร้องชายที่ร้องเสียงสูงได้สุดยอดมหาประลัยเลยหละ
เพลง Opera2 เปิดตัวเมื่อปี 2001
นี่จะ 10 ปีแล้ว คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไหร่เลย
ว่าจะเขียนเรื่องของหนุ่มคนนี้ แต่คิดว่าเก็บเอ้าไว้ในใจดีกว่า
อย่าระบายมันออกมาเลย หุหุ


Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:21:20:16 น.  

 


ในประเทศไทยมีเทศกาลกินหอยนางรมที่น่าสนใจอยู่ที่หนึ่ง
อย่างในปี พ.ศ.2553 นี้เอง ก็ได้มีการจัดไปแล้วประมาณเดือนมีนาคม
เขาจัดกันที่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นการจัดงานปีที่ 5
งานนี้ผู้ว่าสุราษฯ ตัวจริงเสียงจริง ท่านดำริห์ บุญจริง มาเป็นประธานให้เลย
นอกจากหอยนางรมก็มี หอยแครงที่ตัวใหญ่และเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดเช่นกัน
ส่วนของ OTOP อื่นๆก็มีขายมากมาย ต้องไปเที่ยวงานนี้เองนะ เบื่อจะโม้แล้วหละ

งานกินหอยนางรมสุราษฯ ปี53 ที่ผ่านมานี้ เขาเอาหอยนางรมมาแจกให้ทานกันฟรีๆ
มีด้วยกันถึง 10,000 ตัว แถมยังเอาใจคนที่มาเที่ยวงานแต่ทานหอยนางรมไม่เป็น
เขาก็เอาหอยแครงมาแจกฟรีอีก 200 กิโลกรัม


โดย: zoomzero วันที่: 21 ตุลาคม 2553 เวลา:23:29:31 น.  

 


ข่าวดีสำหรับคนชอบหอย...นางรม
และคุณต้องเป็นคนที่อาศัยอยู่ในกทม.และปริมณฑล เท่านั้น (ที่อื่นน้ำท่วมหมดแล้ว)
สำหรับเดือนตุลาคม 2553 นี้ ที่โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สีลม
เขาจะมีงาน อร่อยเต็มอิ่มกับออยส์เตอร์บาร์ ณ ภัตตาคารวีไนน์ ไวน์บาร์ แอนด์ เรสเตอรองค์
ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยพากิ๊กไปมอม เอ้ย...ไปทานอาหารมา น่าจะอยู่ชั้น 37

หอยนางรมสดๆจะออร์เดอร์มาจากฝรั่งเศสและอเมริกา
คิดค่าหัวประมาณคนละ 1,100 บาท เป็นแบบบุฟเฟ่ หรือกินไม่อั้น แต่อย่าอ้วก
โดยกำหนดเวลาให้ทานได้ตั้งแต่เวลา 18:00 - 21:00 น.
ถ้ามาไม่ทันหรืออยากนั่งต่อ เขายินดีขายหอยให้ในราคาประมาณตัวละ 50 บาท (ถามราคากันก่อนอีกทีนะ)
และเปิดบาร์หอยแค่วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์เท่านั้น
ก็บอกแล้วว่าเขาสั่งหอยมาเป็น lot ไม่ใช่เหมาแข่งมา สัปดาห์หนึ่งก็สั่งทีหนึ่ง
และทางโรงแรมได้เชิญเชฟระดับเอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟ ชื่อ บอริส คูซง มาคุมงานนี้

เรื่องน้ำมอมหญิง เอ้ย..เครื่องดื่มเพิ่มรสชาติ
งานนี้ก็มีเมนูไวน์ให้เลือกประมาณ 150 ชนิด (น่าจะผ่านทาง บ.ไวน์เซลล่า ขอโทษนะถ้าจำมาผิด)
เลือกไม่เป็นไม่เป็นไร ขอแค่มีเงิน ทางโรงแรมมี ไวน์เอ็กซ์เพิร์ท หรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์มาคอยแนะนำ

ถ้าคิดว่าไม่อิ่มท้อง ลองถามเขาดูว่า เขาแถมอาหารอะไรให้ฟรีหรือเปล่า
หรือว่ามี option ให้เราบวกเข้าไป ไม่อย่างนั้นคงต้องออกไปหาอาหารทานอีกมื้อ

ว๊าวๆๆๆ และยังมีดนตรีสไตล์ชีลเอาท์ แบบ แจ็ส ลาติน ฟังค์กี้ ...ฯ ประมาณนี้เล่นให้ฟังอีกด้วย
ลองนึกภาพประกอบนะ ได้ทานอาหาร ได้มองกรุงเทพฯจากตึกสูงระฟ้ายามราตรี
มือหนึ่งจับแก้วไวน์
มือหนึ่งโอบไหลสาวสวย
มือหนึ่งกุมมือนิ่มๆ
อีกมือก็ถือหอย....เอาเข้าปาก (ตกลงมีกี่มือ???)
หรือถ้ามีกิ๊กเยอะ เขาก็มีห้องส่วนตัวจุได้ 10 กว่าคน
และสามารถสูบบุหรี่ในห้องอาหารได้ เพราะเขามีโซนโอเพ่นแอร์
ไม่ต้องลงลิฟท์ไปสูบข้างเสาไฟฟ้าหน้าโรงแรมกับพวกคนขับรถ 555

ถ้าสนใจ ก็รีบๆหน่อย จะหมดเดือนอยู่แล้ว
หาเบอร์โทรฯเอาเองนะ ไม่ได้ค่าโฆษณา เลยไม่อยากบอก
เอาไว้พีอาร์สาวโสดของโรงแรมโทรฯมาแต้งกิ้วให้ก่อน
ถึงจะยอมบอกเบอร์ 555


โดย: zoomzero วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:0:06:54 น.  

 
"เมนูหอยนางรม"

หอยนางรมมีรสชาดอร่อย หลายคนทานได้เพราะมีกลิ่นคาวน้อย และมีรสออกหวานๆ
มีบันทึกว่า มนุษย์หัดบริโภคหอยนางรมมาตั้งแต่ยุคโรมัน
ชาวกรีก ไอริช สก๊อตแลนด์ เวลส์ และอังกฤษ เป็นพวกแรกที่บริโภคหอยนางรม
ซึ่งคนอังกฤษในเมือง Whitstable น่าจะเป็นพวกแรกๆที่ทำฟาร์มเลี้ยงหอยนางรม
ส่วนคนเอเชียบ้านเรามักจะนิยมนำมาทอด และต้องใช้ไข่เป็ดถึงจะอร่อยนะจ๊ะ




พวกฝรั่งชอบทานหอยนางรมสดๆ บีบมะนาวนิดหน่อย




ถ้าเป็นอาหารครัวจีน ก็จะเป็น ออส่วนหอยนางรม
(ต้องใช้แป้งมัน ถึงจะออกมานิ่มๆ)




ถ้าเป็นอาหารครัวไทย ก็จะเป็น หอยนางรมทอด (ใช้แป้งมันผสมแป้งสาลี)


สำหรับคนขี้เมา ขอแนะนำ

ยำหอยนางรมแช่น้ำปลา



ยำหอยนางรมสูตรน้ำพริกเผา


สำหรับเมนูหอยนางรม แบบอื่นๆ เช่น


- ซุปหอยนางรม




- หอยนางรมอบชีส




- หอยนางรมอบซอสฝรั่งเศส(และผักขม)




- หอยนางรมทอดกระเทียมพริกไทย



- เมี่ยงหอยนางรม (ยืมรูปมาจาก เมี่ยงหอยแครง 555)




หอยนางรมผัดเต้าซี่



ส่วนที่เหลือไม่ไปขโมยดูดรูปของคนอื่นแล้วหละ

- ผัดฉ่าหอยนางรม (ถ้าเป็นครัวฝรั่ง เขาจะทำด้วยซอสเผ็ดแล้วนำไปราดเส้นพาสต้า)
- ส้มตำทะเล ใส่หอยนางรมสด
- หอยนางรมย่างราดซอสมายองเนส
- หอยนางรมทอดใบโอบะราดซอสมิโซะ(ครัวญี่ปุ่น)
- ปลาแซลม่อนม้วนหอยนางรมทอด(ครัวญี่ปุ่น)
- เปาะเปี๊ยะทอดไส้หอยนางรมผสมหมูสับ


โดย: zoomzero วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:20:28:44 น.  

 
ยี่ห้อซอสหอยนางรม

ในประเทศไทย มีซอสหอยนางรมอยู่หลายยี่ห้อ ลองดูชื่อกัน ....
เด็กสมบูรณ์(หยั่นหว่อหยุ่น)
ภูเขาทอง
แม่ครัว
ง่วนเชียง
นกแพนกวินสามตัว
ไฮคิว
เด็กคู่
เด็กขี่มังกร
เด็กขี่กิเลน
เด็กขี่หงส์
เด็กอ้วน
นกบิน
ฟาร์มสามประมง(พรภัณฑ์ฟูด)
เมกาเชฟ
ต้ากี่ สูตรฮ่องกง
ราชา สูตรฮ่องกง


ส่วนซอสหอยนางรม ยี่ห้อของนอก นำเข้า ได้แก่
Lee Kum Kee


โดย: zoomzero วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:20:44:47 น.  

 
พลังงาน
หอยนางรม 1 ตัว (ขนาดเล็ก) ให้พลังงาน 35 Calories

ตารางความต้องการอาหารของคนโดยทั่วๆไป
Females-------19-30 years old 2000 calories
Males----------19-30 years old 2400 calories
Females-------31-50 years old 1800 calories
Males----------31-50 years old 2200 calories
Females-------51+ years old 1600 calories
Males----------51+ years old 2000 calories

เฉลี่ยแล้วคนเราควรทานอาหารที่ให้พลังงานประมาณมื้อละ 600 - 700 Cal.
ดังนั้นถ้าเรารับประทานหอยนางรมสดๆ 10 ตัว ก็จะได้พลังงาน 350 Cal. (ครึ่งทางเลยนะครับ)

ทีนี้มาดูที่เมนู หอยนางรมผสมวอดก้า หรือที่เรียกว่า Oyster Shot หรือ Oyster Shooter



Oyster Shot ปริมาณ 1 แก้วเล็ก จะให้พลังงาน
raw oyster 1 ตัว(เล็ก) 35 Calories
vodka 1 ounce 64.2 Calories
lemon juice 0.5 teaspoon 5 Calories
รวมแล้วประมาณ 100 - 110 Cal.
ดังนั้นไม่ควรทานเกิน 7 แก้ว กรณีที่ไม่ทานอาหารอย่างอื่น
แต่ถ้าทานอาหารร่วมด้วย ก็ไม่ควรทานเกิน 3 แก้ว



โดย: zoomzero วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:21:50:07 น.  

 
เที่ยวฟาร์มหอย

วันนี้มาแนะนำการไปเที่ยวเชิงศึกษาวิถีชีวิตการทำฟาร์มเลี้ยงหอยนางรม

ผมเลือกมา 1 สถานที่ คิดว่า ไปที่นี่แล้วคุ้มที่สุด
งบประมาณคนละ 800 - 1,000 บาท

ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวที่สุราษฎร์ธานี
และสามารถหาที่พักในอำเภอกาญจนดิษฐ์หรืออำเภอใกล้ๆ
จริงๆอยากให้ได้ที่พักในตัวอำเภอ
เท่าที่ทราบมีโรงแรมชื่อ สตาร์รีสอร์ท ค่าที่พักอยู่ที่ 350 - 550 บาท (ราคาอาจเปลี่ยนแปลง)

เนื่องจากไม่อยากทำให้เหมือนการขายทัวร์ ดังนั้นจึงขอเล่าเท่าที่อยากจะเล่าก็แล้วกัน

เมื่อไปถึงที่พักให้ลองสอบถามทัวร์ฟาร์มหอยนางรม และจองตั๋วทัวร์ (จ่ายเงินก่อนเที่ยวที่หลัง)
เอาเป็นว่าเราได้ทัวร์ของ "สินมานะฟาร์ม" ก็แล้วกัน

เขาจะพาไปลงเรือที่ท่าเรือของสินมานะฟาร์ม ถ้าเป็นทัวร์ฟาร์มอื่น เขาก็จะพาไปท่าเรือของเขาเอง
จากนั้นเรือก็จะพาออกทะเล พาเราไปยัง "ขนำ" หรือหมู่บ้านกลางทะเล
พอไปถึงก็จะมีวิทยากรมาบรรยายจนเราง่วง



ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นป๋าสมชาย เจ้าของสินมานะฟาร์ม
เป็นเรื่องของ หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง ...
พอจบการบรรยาย เขาก็จะพาเราไปทานอาหารทะเลที่จับมาสดๆ รับรองอร่อยมาก
มีทั้งหอยนางรม ปูนึ่ง ห่อหมกหอยแมลงภู่ ไข่เจียวหอยนางรม ต้มยำทะเล ...
แล้วเขาก็จะปล่อยปละละเลยให้เราพักผ่อนตามอัธยาศัย
พอบ่ายๆเขาก็จะพาเราลงเรือกลับมาที่ท่าเรือ
แล้วยังมีของแถมคือ เขาจะพาเราไปฟาร์มไข่เค็ม
ทีนี้ก็มีของฝากกลับบ้านได้อีกอย่าง

ถ้าคิดว่าจะกลับอีกวัน หมายความว่าจะนอนค้างที่ขนำ
ก็บอกเขาว่าคืนนั้นจะขอค้าง ไม่กลับเรือตอนบ่าย
ก็สามารถขอเขาเข้าพักได้ มีอาหารให้กินฟรี แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีก 600 บาท (ฟรีที่ไหน)
การนอนก็จะมีเต้นท์ให้นอนบนระเบียง ไม่มีแอร์ แต่มีลมทะเล กับเสียงคลื่นเป็นซาวน์ประกอบ
เห็นเขาว่าเดี๋ยวนี้มีคาราโอเกะให้ด้วย ไม่รู้จริงหรือเปล่า
แต่การได้ไปดูพระอาทิตย์ตกและขึ้นที่นี้ คงเป็นความสุขมากๆของคู่รัก

ค่าทัวร์ 800 บาท รวมหมดทั้งค่ารถ ค่าเรือ ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม

แบบนี้แหละ เขาเรียกว่า "ฟาร์มสเตย์"


โดย: zoomzero วันที่: 22 ตุลาคม 2553 เวลา:22:49:02 น.  

 
วัดเจดีย์หอย

เป็นวัดที่มีของแปลกตาอยู่หลายอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่หาดูได้ยาก
นั่นก็คือ เจดีย์ที่เอาเปลือกหอยนางรมยักษ์อายุนับล้านปีจำนวนมากมากองเป็นภูเขาลูกย่อมๆ
แล้วก็ตบแต่งให้ดูเหมือนเจดีย์

วัดนี้อยู่ที่ ต.บ่อเงิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ. ปทุมธานี
อยู่แถวถนนปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ช่วง กม.ที่ 21-22
เลี้ยวเข้าไปในถนนย่อยอีกประมาณ 10 กม.

วัดนี้มีเจ้าอาวาสที่เก่งเรื่องการรักษาโรค การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เสริมดวง
ท่านยังมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์ระดับที่หมอฟังธง หรือคอนเฟิร์ม ยังต้องหลบให้ 555
ท่านมีชื่อว่า พระครูสุนทรคุณธาดา หรือ หลวงพ่อทองกลึง (สุนุทโร)
ตามประวัติของหลวงพ่อ ท่านเคยไปจำวัดที่สังขละบุรี ซึ่งได้ศึกษาคาถาอาคมกับหลวงพ่ออุตตมะ
และยังเคยธุดงค์เข้าไปในประเทศพม่าอีกด้วย


เจดีย์หอยนี้มีอยู่ทั้งด้านนอกวัด และด้านในวัด
ตอนแรกหลวงพ่อไม่ได้จำวัดที่วัดเจดีย์หอยแต่อย่างใด
ท่านเคยเล่าเอาไว้ว่า ท่านได้หลับตาเห็นนิมิตเมืองโบราณแห่งหนึ่ง ท่านก็เลยออกตามหา
จนมาพบว่าเป็นบริเวณที่นาในตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว
เมื่อตรวจสอบด้วยฌานว่าไม่ผิดที่ หลวงพ่อจึงขอซื้อที่ดินนั้นด้วยเงินบริจาคของโยมบิดา
พอปี พ.ศ.2526 หลวงพ่อก็จ้างคนมาขุดดินเพื่อสร้างเป็นสระน้ำ
พอขุดไปได้ลึกประมาณ 5-6 เมตร คนขุดดินก็ขุดไปเจอ.....เฮ้อ...ไม่ใช่ทองคำ หรอกนะ
แต่กลายเป็นเปลือกหอยนางรมยักษ์จำนวนมากมาย
ตอนนั้นเลยเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ในประเทศไทยแทบทุกฉบับ
จากการนำเปลือกหอยไปให้นักธรณีวิทยาตรวจสอบพบว่าพวกมันมีอายุย้อนไปนานถึง 8 ล้านปี
หลวงพ่อเลยทำการสร้างวัด ณ ที่ตรงนั้น และได้นำเปลือกหอยไปกองเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่
มีคนเดินทางมาดูเจดีย์หอยทั้งในเมืองปทุมธานีและจังหวัดอื่นๆอย่างมากมาย
รายได้จากเงินบริจาค หลวงพ่อก็นำมาสร้างถาวรวัตถุต่างๆ

ในวัดนี้ยังมีการรวบรวมพระพุทธรูป ของเก่าที่หายาก เช่น ของใช้ในสมัยเก่าย้อนไปเป็นร้อยปี
เห็นเขาว่ามีชาวบ้านเอามาถวาย เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
เท่าที่ผมเคยไปเห็นมาก็มีพวกเตารีดแบบใช้ถ่านติดไฟร้อนๆ เครื่องพิมพ์ดีด โอ่ง ตุ่ม
พวกไม้แกะสลัก พวกสัตว์สต๊าฟ เปลือกหอยมือเสือขนาดใหญ่ ฯ
สำหรับเปลือกหอยมือเสือนั้นหลวงพ่อได้มาจาก จ.ระนอง

มีบ่อเลี้ยงเต่า บ่อเลี้ยงปลา แต่กลิ่นไม่ค่อยดี น้ำก็ไม่ค่อยใส
และมีสวนสมุนไพร ซึ่งหลวงพ่อได้เช่าพื้นที่เพื่อปลูกสมุนไพรที่ราชบุรี จำนวน 12,000 ไร่
ที่ชัยนาทอีก 1,500 ไร่ สมุนไพรที่ปลูกได้ หลวงพ่อนำมาทำเป็นยา
ถ้าไปที่วัดก็จะเห็น ยาเบอร์ 5 ที่โฆษณาว่า สุขภาพดีถ้วนหน้า กินยาเบอร์ห้า วัดเจดีย์หอย

ไปเดินๆเกือบชั่วโมง นอกจากสวนสมุนไพรแล้ว ก็เห็นมีแต่แม่ชีตามจุดต่างๆหลายคน
จะมีพระสงฆ์ก็ตรงที่รับสังฆทานให้เห็นเท่านั้น
สงสัยว่าส่วนที่เป็นกุฏิสงฆ์จะแยกออกไว้ในโซนที่เงียบสงบ



โดย: zoomzero วันที่: 23 ตุลาคม 2553 เวลา:22:43:30 น.  

 


Beautiful Sunday morning ค่ะเฮีย
หอยนางรมที่พอทานเป็น คือ ออส่วนค่ะ อิอิ
อืม..เคยทานแบบที่เอามายำเหมือนกัน
แต่ ต้องเป็นสูตรใส่กุ้งแห้งโขกแล้วมีใส่พริกเผาด้วยนะ
มินไม่เคยไปทานที่ไหนแล้วเค้ายำให้แบบนี้เลย
นอกจากแม่มินทำให้ทานอ่ะค่ะ มินว่าอร่อยอ่ะนะ
วัดเจดีย์หอยไม่เคยไปค่ะ เคยได้ยินแต่ชื่อ
2 วันมานี่ ลุ้นให้อากาศเย็นขึ้นมาซะทีนึง
แต่ ลุ้นไม่ขึ้นเลยค่ะ เอาเหอะ ไม่มีฝนมินก็ดีใจแย่แล้วค่ะ อิอิ
ปล. เมื่อคืนว่าจะรอดูข่าวบั้งไฟพญานาค ลืมค่ะ
เดี๋ยวหาดูในเน็ทดีกว่านะ....แฮปปี้มีความสุขมาก ๆ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 24 ตุลาคม 2553 เวลา:6:21:07 น.  

 


Monday morning ค่ะ เฮีย


โดย: มินทิวา วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:7:46:17 น.  

 
Mintiva


วันนี้เห็นแสงแดดยามเช้าแล้วนะ
ร้อนแรงเหมือนเดิม
ตอนเย็นมองเห็นเมฆลอยอยู่ไกลๆ
สงสัยกรุงเทพฯจะเจอฝน
คืนนี้ต้องลุ้นว่าน้ำจะไหลมาถึงกรุงเทพฯมากน้อยแค่ไหน

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1



โดย: zoomzero วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:20:55:06 น.  

 
พันธุ์หอยนางรม

ในประเทศไทยมีหอยรางรมเลี้ยงที่มีคนนิยมรับประทาน ได้แก่ หอยนางรมสุราษฎร์ และ หอยนางรมภูเก็ต
เพราะมีขนาดใหญ่ ในประเทศอื่นๆ ก็มีหอยนางรมอร่อยหลายพันธุ์ และมีรสชาติแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะพันธุ์
หอยนางรมแต่ละท้องถิ่นมีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างของระดับความเค็มของน้ำทะเล
อุณหภูมิน้ำทะเล และคุณภาพของน้ำ

ความเหมาะสมของความเค็มที่จะเลี้ยงหอยจะอยู่ที่ 15-30 ส่วนในพันส่วน
หอยนางรมเป็นหอยฝาคู่ มีศัตรูเป็นพวกหอยฝาเดี่ยว ได้แก่ หอยมะระ หอยหมู ปู ปูใบไม้
ปูทะเล ดาวทะเล ปลากระเบน ปลาดุกทะเล ปลาปักเป้า หนอนเจาะเปลือก นกทะเล ฯ
ส่วนพวกที่ชอบแย่งอาหารหอยแมลงภู่ ได้แก่ หอยแมลงภู่ หอยกะพง เพรียง และฟองน้ำ

การเลี้ยงหอยนางรม ชายทะเลน้ำตื้น หรือปากแม่น้ำ
ถ้าจะเลี้ยงแบบลงุทนไม่มาก คือหาวัสดุแข็งๆมาวางให้หอยมาเกาะแล้วแพร่พันธุ์
จะต้องรอเวลาให้หอยนางรมอพยพเข้าที่พัก อาจจะนานถึง 2 ปีก่อนที่ทำรายได้

ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม น้ำจะมาก หอยจะตัวโต ขายได้ราคาดี
เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 มีฟาร์มหอยนางรมในสุราษฯ ประมาณ 400 ฟาร์ม
สามารถเก็บหอยได้โดยเฉลี่ยวันละ 200 ตัวต่อฟาร์ม
ทุกวันนี้ ราคาขายหอยนางรมอยู่ที่กิโลกรัมละ 160-180 บาท (ซื้อหน้าฟาร์ม)
ผมไม่แน่ใจเรื่องราคา เพราะเคยได้ยินเขาเล่ากันว่า ราคาตัวละ 10-20 บาท
พอเอามาขายที่ร้านอาหารระดับชาวบ้านๆ อย่างน้อยก็ตัวละ 40 บาท (มีผักกับน้ำจิ้มให้ด้วย)

ทุกวันนี้คนนิยมบริโภคหอยแครงมากขึ้นๆ
ฟาร์มหอยนางรมก็ปรับตัวมีการลดจำนวนจนเหลือไม่ถึง 100 ฟาร์ม
และมีแนวโน้มว่าจะน้อยลงไปอีก ทั้งนี้เพราะปัญหาน้ำเสียจากแหลงอุตสาหกรรมชายฝั่ง และบ้านที่อยู่อาศัย
สาเหตุที่เป็นปัจจัยสำคัญอีกตัวก็คือการทำนากุ้ง แล้วปล่อยน้ำเสียออกสู่ปากแม่น้ำ ทำให้หอยนางรมตาย
ส่วนการทำการเก็บหอยแครงจะต้องนำคราดมาลากบนพื้นโคลน ทำให้น้ำขุ่น หอยนางรมก็อยู่ไม่ได้
พวกฟาร์มที่มีทุนมากพอก็จะเปลี่ยนวิธีเลี้ยงแบบเก่าคือ เดิมเอากระบอกปูนซิเมนต์ครอบเสาไม้ลวก
โดยเปลี่ยนเป็นการแขวนเชือกในน้ำทะเลที่ลึก วิธีนี้ได้เปรียบเรื่องน้ำทะเลที่สะอาดกว่าบริเวณน้ำตื้นปากแม่น้ำมาก

ขอเสนอหอยนางรมพันธุ์ต่างประเทศ ที่ได้รับความนิยมในการรับประทานในหมู่นักชิมหอยนางรม
และร้านที่จำหน่ายหอยนางรมเหล่านีในต่างประเทศ นิยมเรียกตัวเองว่าเป็น ออยสเตอร์ บาร์ (Oyster Bar)
และมีบริกรเปิดหอยนางรมให้เห็น และรับประทานกันสดๆ

ตัวอย่างพันธุ์หอยนางรมในต่างประเทศ

- Tasmanian Native Flat Oyster เป็นหอยนางรมที่มีชื่อของออสเตรเลีย หาได้ที่เกาะทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย
เปลือกมีความหนา เจริญเติบโตอยู่ตามก้นทะเลที่เป็นทรายหรือเต็มไปด้วยตะกอนในเขตน้ำลึกรอบชายฝั่งทะเลของเกาะทัสมาเนีย
เมื่อเทียบกันในด้านความสด หอยนางรมทัสมาเนียให้กลิ่นที่ชัดกว่าหอยนางรมในแถบแปซิฟิกด้วยกัน

- New Zealand Pacific Oyster เป็นหอยนางรมที่มีชื่อของนิวซีแลนด์ อยู่ในเขตทะเลและสิ่งแวดล้อมที่มีความสะอาดมาก
ทำให้หอยนางรมนิวซีแลนด์ได้ชื่อว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง และทำให้เนื้อหอยมีความอวบอูม มีรสเค็มอ่อนๆ แต่พอดี

- Kumamoto หอยนางรมชนิดนี้โตช้ามากๆ จึงมักมีขนาดเล็ก เพาะเลี้ยงกันมากมานานกว่า 20 ปีแล้วตามชายฝั่งทะเลแคลิฟอร์เนีย
โอเรกอน และวอชิงตัน เพิ่งมาได้รับความนิยมในการรับประทานและสร้างตลาดได้ราวกลางปีค.ศ.1980
ความจริงหอยนางรมชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น แต่ได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำเรื่องขอพันธุ์หอยนางรมชนิดนี้กลับไปเพาะพันธุ์ใหม่
คูมาโมโต้ เป็นหอยโตช้า มีรสอร่อยคล้ายเนยมาก และมีกลิ่นที่หอมหวาน (ราคานำเข้าตัวละ 120 บาท)

- Eagle Rock หอยนางรมชนิดนี้ครั้งแรกถูกเลี้ยงในถุงตาข่ายขนาดใหญ่วางไว้เหนือก้นทะเลนอกฝั่งวอชิงตัน (ทางตอนใต้)
ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นแปดเดือน อีเกิล ร็อค จะถูกนำมาปล่อยไว้ตามชายหาดให้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่
ก่อนจะจับมาบริโภค เนื้อของอีเกิล ร็อค อวบอิ่ม มีรสเค็มอ่อนๆ ปนรสหวานคล้ายผลไม้ประเภทแตง

- Barron Point หอยนางรมชนิดนี้ถูกเลี้ยงนอกชายฝั่งวอชิงตันทางตอนใต้ เลี้ยงอยู่ในราง จึงทำให้เปลือกหอยมีความกลม
น้ำทะเลทางตอนใต้ของวอชิงตันมีสารอาหารมากมายและไม่ค่อยเค็ม จึงทำเนื้อหอยนางรมพันธุ์นี้มีรสชาติเค็มแบบนุ่มนวล
เนื้อหอยมีไขมันประเภทไกลโคเจน (Glycogen) จึงทำให้เนื้อมีความชุ่มฉ่ำและมีรสหวาน

- St.Simon เป็นหอยนางรมที่เติบโตนอกชายฝั่งทะเล New Brunswick ทางตอนเหนือประเทศแคนาดา ตัวหอยมีลักษณะกลม
และอยู่ในเขตที่น้ำทะเลค่อนข้างเค็มจัด เต็มไปด้วยสารอาหาร จึงทำให้เนื้อหอยนางรมชนิดนี้มีความเค็ม แต่ก็มีรสหวานด้วย

- Belon OO เป็นหอยนางรมที่นักชิมหอยนางรมรู้จักดี เป็นหอยนางรมท้องถิ่นของเกาะอังกฤษ ค่อนข้างมีลักษณะกลมสมส่วน
กลิ่นและรสชาติเต็มปากเต็มคำ และราคาแพง การรับประทานหอยนางรมชนิดนี้ไม่ควรปรุงโดยผ่านความร้อนโดยเด็ดขาด
ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดในช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นฤดูวางไข่ของหอยชนิดนี้ ทำให้เนื้อด้อยลง จึงไม่นิยมรับประทานในช่วงเวลาดังกล่าว

- BLUE POINT เป็นหอยเลี้ยงในฟาร์มแถวเกาะLong Island, New York ราคาส่งตัวละ 120 บาท

- KUSHI เลี้ยงกันในอเมริกา ราคาส่งมาขายในประเทศไทยตัวละ 150 บาท

ฯลฯ



โดย: zoomzero วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:21:17:50 น.  

 
ภัตตาคารสำหรับคนชอบกินหอยนางรม



ร้านอาหารที่มีหอยนางรมสดๆขายในประเทศไทยนั้น มีมากมายหลายแห่ง
เพียงแค่หาร้านที่เขาทำอาหารประเภทซีฟู๊ดขาย ก็ได้ทานแล้ว
ถ้าจะให้ดีก็ไปหาร้านอาหารแถวจังหวัดชายทะเล เช่น ชลบุรี เพชรบุรี ...
หอยนางรมสด สำหรับร้านซีฟู๊ดแบบบ้านๆก็ตกจานละ 100 บาท
แบบหรูๆ บรรยากาศดีหน่อย ก็ประมาณ 100 - 200 บาท
ส่วนแบบที่หรูกว่านั้น ก็อาจจะต้องควักแบงค์ 500 ก็ได้

แต่ร้านที่นำเสนอในวันนี้ เป็นร้านที่ผมคิดว่าคนรักหอยนางรมน่าจะได้มาสัมผ้สกันสักครั้ง
ร้านพวกนี้เป็นพวกที่เน้นการขายหอยนางรมเป็นเรื่องเป็นราว เขาเรียกว่า Oyster Bar

- Witch S Oyster Bar And Restaurant
ซอยร่วมฤดี เพลินจิต ลุมพินี ปทุมวัน กทม. 02 255 5354

- The Oyster Bar
ถนนนราธิวาสฯ ซอย 24 ตรงข้าม Oakwood City Resident 02 212 4809
ร้านนี้นอกจากหอยนางรมแล้วยังมีชื่อเรื่อง หอยเป๋าฮื้อ อีกด้วย


ขอแถมร้านที่อยู่นอกกรุงเทพฯ หน่อยนะ

- The Oyster Bar And Restaurant
นเรศดำริห์ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ 032 511 624
ร้านอยู่แถวสะพานปลาเก่า หาทางมาถนนเพชรเกษมให้ได้ก่อนนะ
อยู่ก่อนถึงโรงแรมฮิลตันหัวหินฯ


โดย: zoomzero วันที่: 25 ตุลาคม 2553 เวลา:21:44:45 น.  

 


หวัดดีวันอังคารค่ะเฮีย
เมื่อไรอากาศหนาว ๆ
จะมาถึงกรุงเทพซักทีน๊อ...
มีความสุขมาก ๆ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:8:08:27 น.  

 
Mint

อังคารสำราญสวัสดีจ้าาาา

เมื่อคืนฝนตกจนได้ ฟ้าลงเปรี้ยงๆ ครืนๆ ไฟดับเป็นช่วงๆ
นึกว่าจะต้องนอนเปิดหน้าต่างเสียแล้ว ดีว่าการไฟฟ่าทำงานเร็วดียิ่งนัก

มาวันนี้
ช่วงสายฝนก็พรั่งพรูมาอีกรอบ
ดีว่าตกแค่ชั่วโมงกว่าๆ
บ่ายนี้ยังมองไม่เห็นพระอาทิตย์เลย

อ้อ....มหาวิทยาลัยเปิดแล้ว
วันนี้เลยได้ไปทานข้าวราดแกงริมถนนแถวบางบ่อ
ลมหนาวพัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เย็นนิดหน่อย
ก็ยังดีว่าไม่ร้อนอะไรมากนัก
เฮียว่าต้องรอเดือนหน้ากระมัง ลมหนาวถึงจะมา

ดูข่าวน้ำท่วมทุกวัน
เหลือเชื่อจริงๆบ้านบรรพบุรุษของเฮียอยู่ใกล้ๆปราสาทหินพิมาย
อยู่กันตั้งแต่ก่อนที่พระเจ้าตากจะไปปราบก๊กพิมายเสียอีก
ไม่เคยเลยที่น้ำจะท่วมมาถึงหอนาฬิกาด้านหน้าเมรุพรหมทัต (อยู่ใกล้ๆตัวปราสาทฯ)
เมื่อวานก่อน วันก่อนโน้นนนน ก่อนวันที่น้ำจะเข้าท่วมอำเภอพิมายอย่างแรง
ท่านแม่ของเฮียได้โทรไปคุยกับเครือญาติ คุยกันเป็นชั่วโมง
ทางโน้นยังเสียงดีๆ มีความสุขอยู่ดีกันเลย
คุณน้าบอกว่าน้ำท่วมบ้านคนแค่พวกที่อาสัยอยู่ด้านหลังปราสาทฯเพราะอยู่ริมแม่น้ำมูล
ทางโซนที่บ้านพวกเครือข่ายของเราอยู่กันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวปราสาท
เราไม่มีปัญหาหรอก เฮ้อ...ที่ไหนได้พอสายๆของวันรุ่งขึ้น น้ำก็ทะลักมา
เส้นทางที่กระแสน้ำเอ่อล้นไหลบ่าข้ามถนนมาวัดความกว้างได้ถึง 6 กิโลเมตร
ตัวถนนก็อยู่สูงกว่าบ้านคนเป็นเมตร แบบนี้จะเหลืออะไร
สงสัยว่าต้นเดือนหน้า ท่านแม่คงจะชวนไปเยี่ยมทายาทภาคพื้นอีสานแน่ๆ
เอ้...จะต้องซื้ออะไรไปเยี่ยมดีนะ

เกือบลืม
ขอให้อาหมวยมีความสุขเช่นกัน

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:20:58:34 น.  

 
แวะมาฟังแล้วเกินครึ่งเพลงน้า ตั้งค่อนเพลงแน่ะ อิอิ แล้วให้นู๋ฟังทำไมง่าเนี่ยะ ง๊ง งง *-*

พี่ชายต้องเข้าใจนิ๊ดสสนุง เวลามานเปงเงินเปงทอง มานเปงแบบนี้เอง งิงิ

แต่ก้อไม่พลาดการทำบุญนะคะ คิวตารางเดือนนี้เยอะแยะไปหมดรุย ส่วนใหญ่จะเน้นแนวหาเรื่องไปละลายเงิน เพราะเงินเยอะเกิน เก็บไว้เดี๋ยวโดนตรวจสอบ ต้องไปใช้ซะบ้าง 555

ออกพรรษาวันเสาร์ที่ผ่านมา ก็นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์เก่า ๆ ตอนแรกว่าจะไปวัดสังฆทาน วัดเก่าที่คุ้นเคยที่ไปบวชบ่อย ๆ แต่ไป ๆ มา ๆ พอถึงวันแล้วก็กลับเปลี่ยนใจด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบได้ อยากจะไปเที่ยววัดกู้ขึ้นมาซะอย่างนั้น ทั้งที่ไม่เคยไปเลยซักที พอได้ไปแล้วถึงเข้าใจ เหมือนโดนเรียกให้มา หรือเราคิดไปเองรึเปล่าก้อไม่รู้น้า แต่นอกจากมีพระนอนองค์ใหญ่ด้านหน้าแล้ว ยังมีรูปปั้นของ ร.5 อีกด้วย งืม นั่นสิเน๊อะ ลืมไปเลยว่าออกพรรษาปีนี้เป็นวันปิยะฯ ด้วย วันเดียวกัน ด้านขวามืออีกนิดมีวัวสามตัว กับแพะสองตัวอยู่ในคอก เห็นว่าวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือ ก็เลยได้ร่วมบริจาคทำบุญไปด้วย แหม ทั้งวัว ทั้งแพะ พอเราจะถ่ายรูปยื่นเสนอหน้ามาโชว์สวยหล่อกันใหญ่เลยน้า อิอิ ถัดไปด้านในมีตึกพระนางเรือล่ม วัดกู้เห็นว่าได้ชื่อมาจากการกู้เรือของพระนางเรือล่มขึ้นมาไว้ที่วัดนี้ก็เลยมีชื่อนี้ตั้งแต่นั้นมา ก่อนนี้ไม่ได้ชื่อนี้หรอกค่ะ บนตึกนั้นมีประวัติไล่สายราชวงศ์ให้ดูยาวเหยียดเลย พร้อมภาพถ่ายคู่กันของ ร.5 กับพระนางเรือล่มด้วย

เสร็จแล้ว ก็เข้าไปด้านหลังอีก ก่อนจะถึงท่าน้ำ มีร้านอาหารใหญ่ใช้ได้ รถจอดอยู่เยอะเชียว แต่เราไม่ได้แวะกินเพราะกินอิ่มกันมาก่อนแล้ว เลยไปหลังสุดตรงท่าน้ำ ช่วงนี้ข่าวน้ำท่วมมาแรงจริง ๆ ว่าจะมานั่งสวีทกันท่าน้ำซะหน่อย ก็เลยได้แต่มาเช็คดูระดับน้ำเจ้าพระยา โอ้ น้ำเสมอระดับท่าเลยทีเดียว เรียกว่าล้นออกมาบ้างแล้วด้วย กลัว ๆ อยู่ว่าถ้าฝนตกอีกทีสองที กรุงเทพฯ คงจาไม่รอดเป็นแน่แท้ ยังไม่ทันไร วันนี้นั่งรถกลับมาบ้าง เจอฝนตกอีกชุดใหญ่ ก่อนออกก็ได้ข่าวแถวนนท์ บางจุดเริ่มท่วมแล้วด้วย หนีมาเยาวราชจารอดมั๊ยเนี่ยะ หรือปี 2012 จามีจริง พี่ชายว่าไงคะ คิคิ

อ้อ พูดยังไม่จบเรื่องคิวนู๋เหย๋อ ก้อหลังจากคิวไปวัดวันออกพรรษาแล้ว อาทิตย์นี้ก็คิวไปซอยสายลมเหมือนเดิมค่ะ ส่วนวันพุธหรือพฤหัสฯ หน้าก้อจาไปเดินงานคอมมาร์ท ดู n/b ใหม่จั๊กกะตัว เล็ง ๆ ไว้ก้อไม่เท่าไหร่เรย แค่รุ่นเทพ ๆ ที่สุด สามหมื่นกว่าเกือบสี่หมื่น core i7 เท่านั้นเอ๊ง อิอิ แต่ก้อไม่แน่ อาจจะไม่ได้ซื้อหรอกค่ะ เล็งไปเล็งมาเนี่ยะ เพราะเล็งไว้หลายอย่างจัด ตามประสาที่เป็นคนหลายใจ เลยต้องรักใครหลาย ๆ คนแบบนู๋ 555 อยากได้ทั้ง n/b ทั้งกล้องนิคอน SLR และคีย์บอร์ด&กีร์ต้าใหม่ยกเซ็ท เฮ้อ อาวอารัยก่อนดีเนี่ยะ *-* เอาเป็นว่าไปเดินดูงานก่อนแระกาน ค่อยเลือกอีกที งุงิ

ที่ต้องไปเดินงานคอมฯ ได้แค่วันที่ 3-4 ทั้งที่มันจัดห้าวันเพราะว่า วันที่ 5-7 พ.ย. ต้องเดินทางไปทอดกฐินวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี งานบุญใหญ่ปีละครั้งแบบนี้ พลาดไม่ได้ อุตส่าห์ออกมาลั่นล้าทำกิจการส่วนตัวแล้ว ถ้าไม่มีเวลาทำบุญก้อเสียชื่อแย่จิ งุงิ อาจจะชวนพวกพ้องที่ทำคลับด้วยกันไปด้วยซักสองสามคนค่ะ ไปขึ้นรถตู้ที่เสาวรีย์เหมือนเดิม เจ๊ขาประจำเห็นว่าต้องไปบูดาเปส ตุรกีประชุมประจำปีนี่แหล่ะ ก้อเลยไปกานเอง งิงิ ยังไงพี่ชายก็อย่าลืมโมทนากับนู๋ด้วยนะคะ

เดี๋ยวนี้ไม่ได้ติดต่อหรือโทรคุยกานแร้ว เรามี f/b ติดต่อ bbfc กาน พี่ชายได้แอบไปอ่านม่างรึเปล่าน้า มากันตรึม หึหึ

อ้าว พิมพ์ซะยาว เลยได้ฟังเพลงจนจบเลยซะงั้น 555 คิดถึงพี่ชายเหมือนเดิมนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee น้องสาวจอมแก่น IP: 125.24.174.167 วันที่: 26 ตุลาคม 2553 เวลา:23:59:19 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
น่าเห็นใจผู้คนที่โดนน้ำท่วมบ้าน
ได้รับความเสียหายกันไปตาม ๆ เลยค่ะ
มินสงสัยว่า พวกที่มีปลั๊กไฟอยู่ชั้นล่าง
แล้วโดนน้ำท่วมชั้นล่างหมดเนี่ย
ไฟมันจะดูด จะรั่ว หรือป่าวคะเฮีย น่ากลัวจังนะคะ
ไม่รู้จะเหมือนตอนปี 38 หรือป่าว ปีนั้นจำได้ว่าท่วมหนักเหมือนกัน
บ้านมินที่ปทุมเนี่ย ในหมู่บ้านไม่ท่วมเลยค่ะ
แต่ตามถนนเส้นเมนที่ขับผ่านหน้าหมู่บ้านอ่ะ
เจอน้ำท่วมถนนเป็นช่วง ๆ ค่ะ ขนาดมีกระสอบทรายกั้นแล้วนะ
บ้านเพื่อนมินที่อยุธยาหน่ะ น้ำท่วมเป็นทะเลแล้วค่ะ
เพราะอยู่ติดแม่น้ำ ต้องใช้เรือกันแล้วและต้องอยู่แต่ชั้นบน
มินว่าจะไป แต่แม่เพื่อนบอกยังไม่ต้องมาลูก มันลำบาก
รอให้น้ำลดก่อนค่อยมา เสาร์ อาทิตย์นี้ก็ไม่ว่างค่ะ สงสัยยังไม่ได้ไปอ่ะ

รถที่บริษัทฯ มินยังไม่ได้รับรายงานความเสียหายใด ๆ เลยค่ะ
มีแต่พวกที่ไปลุยน้ำมาแล้วพื้นพรมเปียกเหม็นอับ
มาให้ที่บริษัทฯ ถอดซักทำความสะอาด ก็หลายคันอยู่
กำลังคิด ๆ ว่า จะเก็บค่าทำความสะอาดดีไม๊เนี่ย
เพราะบางคันทำเองได้ บางคันต้องส่งให้มืออาชีพเค้าไปทำ
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายคันนึงเป็นพัน ๆ เลยค่ะ เฮ๊อ...

ปล. ขอให้ทางพิมาย น้ำลดลงเร็ว ๆ นะคะ
ลืมเล่า..ลุงของมินที่ยังเหลืออยู่อีกคนเดียว
เสียไปเมื่อคืนวันจันทร์ค่ะ นอนดูทีวีอยู่ดี ๆ ก็ไปเฉย ๆ
เพิ่งจะไปหากันมายังไม่ถึง 2 เดือนเลยค่ะ
ตายปีเดียวกับลุงอีกคนซึ่งเป็นพี่คนโต
พี่น้องแม่ ตอนนี้ก็เหลือแม่มินคนเดียวแล้ว
แม่มิน ตอนนี้เค้าเลยเศร้า ๆ สงสารแม่จังค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:6:46:18 น.  

 
เปลือกหอยนางรม


เอ้...เปลือกหอยนี่ เขาเอาไปทำอะไรได้บ้าง?
เคยเห็นเขาเอาเปลือกหอยนางรมไปใส่ในบ่อปลา
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเขาเลี้ยงปลาราคาแพงที่ใช้บ่อขนาดใหญ่ คือ ปลาคาร์ฟ
ถึงจะมีระบบกรองน้ำอย่างดีมีประสิทธิภาพ
แต่ก็มีวิธีธรรมชาติที่ไม่ต้องพึงพาพลังงานไฟฟ้าให้สิ้นเปลือง
เขาจะใส่เปลือกหอยนางรมลงไปในบ่อ เพื่อให้จุลินทรีย์ใช้เป็นที่อาศัย
เท่าที่จำได้เขาจะเอาเปลือกหอยนางรมใส่ในถุงอวนเก่าๆ หรือตาข่ายก็ได้
เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ก็เอาถุงหอยออกมาฉีดน้ำล้างจุลินทรีย์ออก
แค่นี้บ่อปลาก็สะอาด ปลาก็อยู่ดีมีความสุข เออ...ประหยัดดีนะ

ส่วนคำว่า ปูนหอย หรือ ปูนเปลือกหอย
หมายถึงเปลือกหอยที่นำมาเผาไฟ และจึงนำน้ำไปราดเพื่อให้ทำปฏิกิริยาทางเคมี
เปลือกหอยที่นำมาเผานั้นจะเป็นหอยอะไรก็ได้
แต่เปลือกหอยที่ให้แคลเซี่ยมมากที่สุดคือ เปลือกหอยแครง
ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีใครเอาเปลือกหอยนางรมมาเผาทำเป็นปูนหอย

ปูนหอย สามารถนำมาทำเป็นปูนกินหมาก ซึ่งเป็น ปูนแดง
นอกจากนั้นเกษตรกรไทยก็ยังใช้ปูนหอยไปทำปุ๋ย และอาหารสัตว์ได้อีกด้วย

ปูนกินหมาก หรือ ปูนแดง ทำได้ไม่ยาก
เนื่องจากปูนขาวมีความเป็นด่างสูงมาก ถ้าเอาไปกิน มันจะกัดปากจนเป็นแผล
คนโบราณฉลาดมาก ท่านทราบว่าขมิ้นมีฤทธิ์เป็นกรด ท่านเลยนำมาแก้ทางกัน
หมายความว่าเอากรดมาสู้กับด่าง
พอใส่ขมิ้นลงไปในปูนขาว ผลออกมาจึงได้ด่างแบบอ่อนๆ และมีสีแดง
คราวนี้กินได้ ไม่กัดปาก


สำหรับในครัว คุณย่าคุณยายท่านใช้ประโยชน์จากน้ำปูนใสในการทำอาหารให้กรุบกรอบ
โดยใช้น้ำปูนใส แช่ผัก ผลไม้ ก่อนที่จะนำไปทำเป็นอาหาร
ที่เห็นคุ้นๆตาก็ได้แก่ มันเทศ ฟักทอง กล้วยห่าม ฯ
และผมจำได้ว่า แป้งลอดช่องอร่อยๆ ก็ต้องใช้น้ำปูนใสช่วยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า

ส่วนน้ำปูนใส ก็ทำกันได้ง่ายๆ ไม่ยากเลย
เพียงตักปูนแดงมาสองสามช้อน (โบราณนิยมใช้ปูนขาว)
แล้วเอาน้ำสะอาดใส่ลงไป คนให้ปูนละลาย
รอให้ปูนตกตะกอน น้ำใสๆด้านบนก็คือ น้ำปูนใส


ส่วนถ้าหาปูนแดงไม่ได้ เขาให้ไปซื้อปูนขาวที่ร้านก่อสร้างมาใส่น้ำแทนก็ได้
แต่อย่าไปซื้อปูนซิเมนต์ขาวเป็นอันขาด
เพราะเมื่อเอาน้ำผสมปูนซิเมนต์ มันจะแข็งเป็นหิน ผิดวัตถุประสงค์และจะเสียเงินไปฟรีๆ

ตอนเด็กๆ ในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ จะมีการทดสอบก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์
โดยผ่านก๊าซนั้นลงไปในน้ำปูนใส ถ้าน้ำปูนใส่ขุ่นก็แปลว่า นั่นคือ คาร์บอนไดออกไซด์
ตอนเรียนก็ไม่ทราบว่าเขาทดลองไปทำลิงอะไร
ตอนนี้ ขอบอกอย่างภาคภูมิใจว่า ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทดลองเพื่ออะไร
แต่ขอเดาว่าพวกอุตสาหกรรมที่ต้องการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น น้ำแข็งแห้ง เขาคงอยากได้กระมัง???

ปูนขาว (Lime Stone) ก็เป็นปูนที่ได้มาจากนำหินปูน (แคลเซี่ยมคาร์บอเนต)
เผาด้วยความร้อน จนกลายเป็น ปูนสุก (แคลเซี่ยมออกไซด์)
เมื่อเย็นตัวลง จึงพรมน้ำให้ชุ่ม ปูนสุกจะทำปฏิกิริยากับน้ำ โดยปูนจะดึงโมเลกุลของไฮโดรเจนเข้ามา
จนกลายเป็น ปูนขาว หรือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide)
หลังจากนั้น ถ้าเป็นอุตสาหกรรม เขาก็จะเอาไปผสมกับสารอื่นๆ
เพื่อให้ได้ ปูนฉาบ (Plaster), Whitewash, ปูนปั้น(Stucco), ปูนหล่อ (concrete) และ Mortar (ปูนสอ)
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในด้านอื่นๆ ได้แก่
ใช้ผสมทำปูนฉาบ
ใช้ผสมทำยางราดถนน(แอสฟัลด์)
ใช้ปรับสภาพดินหรือน้ำที่เป็นกรด
ใช้แก้น้ำกระด้าง
ใช้ในการทำเซรามิกส์
ใช้ผลิตโซดาไฟ หรือสารฟอกขาว


กรณีที่อยู่ในแหล่งที่ไม่มีแร่หินปูนให้ขุดขึ้นมาเลย
วัตถุที่นำมาเผาไฟแทนได้นั้น ก็เป็น เปลือกหอย
หรือจะเอาโต๊ะหินอ่อนมาเผาไปก่อนก็ได้
เพราะหินอ่อนก็มีส่วนที่เป็นแคลเซี่ยมอยู่เยอะเหมือนกัน 555


โดย: zoomzero วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:20:15:46 น.  

 
Nuuu_Beee

วุ๊ยส์...ขอบคุณมากที่สละเวลาอันมีค่ามาเล่าสะเก็ดดู้ให้ทราบ
แหม..ขนาดรวยแล้วยังทำบุญได้เหมือนเดิม นับว่ายอดเยี่ยมมั๊กมาก
ดูจากตารางการใช้ชีวิตแล้ว น่าอิจฉาจัง อยากเป็นโสดเหมือนนู๋บีจังเลย
เอ้า....อนุโมทนาย้อนหลัง และล่วงหน้า พร้อมๆกันเลย สาธุ!!!

ว้า....ผิดหวังอย่างแรง
ก็เห็นว่าน้องบีเคยเป็นพวกคอรัดตอนเรียนมหาลัย (โห..วันนี้เขียนภาษาไทยได้วิบัติสุดๆ)
เลยนึกว่าจะสนใจฟังเสียงนักร้องผู้ชายที่สามารถอัดเสียงโน้ตสูงๆได้แรงๆ
เพราะในโลกนี้คงหานักร้องอายุน้อยๆที่ให้เสียงประมาณว่าแก้วแตกคงไม่ได้
อ้ายเราก็นึกว่า คนเคยหัดโก่งคอร้องเพลงมาสี่ซ้าห้าปี จะชอบเรื่องราวแบบนี้
กลายเป็นว่า เฉยๆๆ เฮ้อ...

ออกพรรษาปีนี้มาพร้อมวันปิยะ พี่ชายก็จำไม่ได้เหมือนกันว่า
เคยมีอาการวันซ้ำกันพอดีแบบนี้หรือเปล่า
เพราะสมัยก่อนไม่ค่อยสนใจวันพระวันเพลอะไรกับเขาเลย
แต่ที่แน่ๆจำได้ว่าวันปิยะ ฝนจะหยุดพักให้เด็กนักเรียนได้ไปถวายบังคมหน้าพระรูป

เออ...คุยเรื่องวันปียะ ก็เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แล้วก็มาคุยเรื่องวัดกู้ นี่ก็เข้ากัน
เพราะเกี่ยวข้องกับ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราบเทวีในรัชกาลที่5

เรื่องพระนางเรือล่มนี้ว่าจะเขียนอยู่หลายที
แต่เกิดคิดขึ้นมาได้ว่า เขียนไปก็ไม่มีใครอ่าน หนึ่งเหตุผลหละ
และอีกเหตุผลก็คือ คงจะไม่มีใครมาเขียนคอมเมนท์อะไร
เพราะกลัวต้องเข้าไปนอนในกรง 555
ไหนๆ ก็ ไหนๆ ขอเขียนเป็นบันทึกความในใจนิดหนึ่ง

เรื่องพระนางเรือลม เป็นเหตุการณ์ที่ทรงทำให้ร.5 ทรงเสียพระทัยมากเรื่องหนึ่ง
เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นทรงสูญเสียทั้งพระมเหสีและพระราชธิดาพร้อมกันคราวเดียวเลย
วันนั้นพระมเหสีทรงกำลังเดินทางไปที่พระราชวังบางปะอิน ตรงกับวันที่ 31 มกราคม 2423
แต่เรือมาล่มที บางพูด ปากเกร็ด ก็คือ ตรงวัดกู้ นั่นเอง
สำหรับสาเหตุนั้น ตามบันทึกบอกว่า เกิดในช่วงที่เรือพระทีนั่งอีกลำแซงขึ้นเบียดร่องน้ำตัดทางกัน
เรื่องเรือนั้นเป็นของเจ้านายพระองค์ใด ก็ไปหาอ่านเอาเอง เพราะพี่ชายก็ยังไม่อยากติดคุก

สาเหตุแรกนี้ ฟังแล้วต้องค้านในใจว่า เจ้าพนักงานพายเรือนั้น ท่านทำหน้าที่เพียงเรื่องเดียว
คือดูแลพาหนะทางน้ำ เรียกว่า การพายเรือคืออาชีพ และเรือนั้นเป็นของเจ้านายชั้นสูง
ก็น่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถเหมาะสมกับทำงานรับใช้เบื้องพระบาท เชื่อว่าต้องเลือกคนที่คุณภาพ
หรือคงต้องดูว่าตรงนั้นเป็นคุ้งน้ำแบบไหน แคบหรือคด ถึงเกิดเหตุการณ์เรือแล่นเบียดทางกัน

สาเหตุประกอบที่สองคือ นายท้ายเรือของพระนางเรือล่ม เมาเหล้าจนขาดสติ
เรื่องนี้ก็แปลกเพราะ สมัยอยุธยามีเรื่องของพันท้ายนรสิงห์มาแล้ว
คนคัดท้ายเรือพระที่นั่งนั้น น่าจะเป็นคนดีมีระเบียบวินัย การบันทึกกันแบบนี้รู้สึกว่าจะกล่าวหากันแรงมาก
และนายเรือพระที่นั่งขี้เมานี่ คนอื่นเห็นเขา ก็คงไม่ยอมให้ขึ้นเรือง่ายๆ
เรือเองก็มีแม่ย่านาง มีความศักดิ์สิทธิ์ คนศีลไม่ครบ ไม่น่าจะอยู่รอดข้ามวัน

สาเหตุที่สามคือพระมเหสีทรงห่วงพระราชธิดา เลยทำให้หนีออกจากใต้ซากเรือที่ล่มไม่ทัน
ในบันทึกกล่าวเมื่อคราวงมพระศพขึ้นมา ซึ่งต้องให้ซินแสชื่อ สกเห็ง ใช้วิธีเสี่ยงทายถ้วยน้ำชาให้ลอยไปหาที่อยู่ของพระศพ
พอถ้วยชาจมลงตรงนั้น นักดำน้ำก็ช่วยกันดำลงไปดู ปรากฏว่าเป็นตัวเรือพระที่นั่งที่จมและกดทับร่างของพระมเหสีเอาไว้
พระศพนั้นทรงกอดพระธิดาไว้แนบพระอุระอย่างแม่ที่ห่วงใยลูก ใครเห็นแล้วก็อดที่ห้ามใจกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

สาเหตุที่สี่ จากบันทึกเล่าว่า ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะช่วย เพราะกลัวตาย ตายเพราะทำผิดกฎต้องห้าม
สมัยนั้นมีกฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร
นี่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ในเรือก็น่าจะมีสตรีที่ว่ายน้ำเก่งร่วมไปด้วย เผื่อเกิดเหตุร้าย
และอีกเรื่องถ้าจะต้องตายเจ็ดชั่วโคตรแต่ช่วยชีวิตพระมเหสีและพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวได้
ทำไมจะไม่กล้าทำกัน เป็นทหาร สาบานตนว่าจะยอมสละชีพเพื่อปกป้องราชบัลลังก์
แล้วเรือล่มแล้วว่ายน้ำหนีความรับผิดชอบ จะไม่โดนลงโทษเลยหรือ

เฮ้อ...รู้แล้วหละว่า ทำไมพีชายถึงตกวิชาประวัติศาสตร์
เพราะอ่านๆแล้วท่องๆจำๆไม่เป็นกับเขานี่แหละ

อ้อ...มีเรื่องแถม
เขาว่าหลังจากที่เสร็จงานพระศพ
ก็มีการตั้งศาลที่วัดกู้นี่แหละ แรกๆศาลอยู่ริมน้ำเลยนะ แต่เขาว่าอยู่ไปดินก็มางอกออกไปเรื่อยๆ
ศาลพระนางเรือล่มจึงดูเหมือนว่าอยู่บนพื้นดิน
เรื่องแปลกๆมีเยอะ แต่เรื่องที่ชาวบ้านต้องขนหัวลุกก็เพราะว่า
ในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสมัยรัชกาลที่5 นั้น มีสัตว์น้ำมากมายแหวกว่ายไปมา
แต่หลังจากเกิดเรื่องนี้ มักจะมีฝูงจระเข้ขึ้นมาลอยตัวตรงหน้าศาลก่อนที่จะดำน้ำหายไป
เขาว่าพวกมันมาคำนับดวงพระวิญญาณพระนางเรือล่ม
เรื่องนี้เป็นข่าวลือนะ เพราะว่าตอนนี้จระเข้ก็ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

คราวหน้าถ้าจะไปวัดกู้อีก และจะไปไหว้ศาลพระนางเรือล่ม
ต้องเตรียมกล้วยเผา มะพร้าวอ่อนและพวงมาลัยมะลิสด
เขาว่าถวายแบบนี้แล้ว ชีวิตจะมีแต่เรื่องดีๆ

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF



โดย: zoomzero วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:21:38:24 น.  

 
Mint

อ้า...มีคนคุยเรื่องน้ำท่วมเสียที

พวกปลั๊กนี้ ถ้าเป็นบ้านคนมีสตางค์
คงติดพวกเซฟตี้ หรือไม่ก็ทำเบรคเกอร์แยกชั้นบนชั้นล่าง
แต่สำหรับคนจนๆนี่ซิ น่าเป็นห่วงนะ
อย่างบ้านญาติที่พิมายนี้ ตอนไปเยี่ยมปีก่อนๆก็เห็นว่าอยู่เกือบติดพื้นเลยหละ
ตามที่การไฟฟ้าแนะนำมา เห็นว่าให้ติดปลั๊กสูงอย่างน้อย 60 ซม.
แต่บ้านของเฮียก็ติดแค่ 10 ซม. เพราะช่างบอกว่า ติดสูงๆดูน่าเกลียด
เวลาจะเสียบปลั๊กอะไรต้องใช้สายพ่วง เฮียก็เลยเชื่อตามช่าง
ลืมนึกไปเลยว่าถ้าน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร

เมื่อก่อนเฮียก็เจอปัญหาว่าบ้านน้ำไม่ท่วม
แต่ถนนน้ำท่วม รถกระเด็งโคลงไปมาเหมือนเรือไททานิค
มีปีหนึ่ง จำได้ว่าต้องไปหาท่อยางยาวๆมาต่อปลายท่อไอเสียแล้วมัดกับฝากระโปรง
เพราะน้ำมันท่วมเข้าท่อไอเสีย เครื่องดับๆติดๆ

เห็นข่าวรถที่หนีน้ำไม่ทัน
แล้วเจ้าของจอดทิ้งในบ้านที่น้ำท่วมสูงเป็นเมตร
สงสารพวกเขาจัง กว่าจะเก็บเงินเก็บทองซื้อไม่ใช่เดินหาเศษตังค์กันได้ง่ายๆ

เรื่องธุรกิจของอาหมวย
เฮียว่าคิดเงินตอนนี้ลูกค้าคงแอบเซ็งนิดๆ
ร้อยปีมีหนเดียว ช่วยๆกันได้ ก็ช่วยๆเหอะ
ปีนี้กำไรน้อยไปนิดหน่อย โบนัสคงเท่าเดิมเน๊อะ

ปีนี้...รู้สึกว่าอาหมวยจะเสียญาติผู้ใหญ่หลายท่านเลยนะ
ขอแสดงความเสียใจด้วย

อ้อ..ลมหนาวมาตอนตีห้าถึงหกโมงเช้า แล้วนะ
แต่พอสายๆ ร้อนตับแตกเหมือนเดิม

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1



โดย: zoomzero วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:22:01:15 น.  

 
สี่ห้าวันมานี้ได้ไปทานหอยนางรมมา
วันก่อนโน้น ไปทานร้านอิ่มอร่อย ย่านทาวน์อินทาวน์
หอยนางรมสด จานละ 90 บาท

ส่วนเมื่อวานนี้ไปทานอาหารร้านหัวปลาช่องนนทรีย์
สาขาบางนา-ตราด กม.8
ร้านนี้ใครไปก็ต้องสั่งหัวปลา แต่รสชาดออกเค็มๆ
เขาว่าคนจีนรุ่นแรกๆทานกันสูตรนี้
สั่งอาหารจีนมาทานกันหลากหลาย
แต่ก็อดใจไม่ได้ ต้องสั่งหอยนางรมสด ที่นี่จานละ 120 บาท
เหมือนๆกัน แต่ต่างกันที่ขนาดของร้าน

วันเสาร์นี้มีนัดทานอาหารที่เกาะลันตา
ทีแรกคิดว่าต้องไปจังหวัดชายทะเลที่ไหนสักแห่ง
แต่คนนัดบอกว่า อยู่แถวสนามบินสุวรรณภูมิ
แถมยังหาว่าเราเชย ไม่รูจักคำว่า กินปูดูเรือบิน
เฮ้ย..ก็ตรูมันพวกหลังเขานี่หว่า



โดย: zoomzero วันที่: 27 ตุลาคม 2553 เวลา:22:15:11 น.  

 
วิธีการเลี้ยงหอยนางรม

การเลี้ยงหอยนางรมในประเทศไทย ส่วนใหญ่ใช้พันธุ์หอยจากธรรมชาติ
เนื่องจากลูกหอยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมีไม่เพียงพอ
เจ้าของฟาร์มหอยจะต้องล่อลูกหอยในแต่ละแหล่งเลี้ยง แล้วจัดลูกหอยให้มาอยู่เป็นที่เป็นทาง
ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องที่ด้วย
ซึ่งวัสดุที่นิยมใช้ล่อลูกหอยทั่วไป ได้แก่ ไม้ไผ่ ไม้เป้ง ก้อนหิน หลอดซีเมนต์ เปลือกหอยนางรม
ยางรถยนต์ และแผ่นกระเบื้อง เป็นต้น

เมื่อรวบรวมลูกหอยมาได้ จะต้องพิจารณาวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสมตามลักษณะภูมิประเทศ และดินฟ้าอากาศ
ซึ่งวิธีการเลี้ยงมีหลายแบบดังนี้

1. การเลี้ยงบนก้อนหิน
การเลี้ยงบนก้อนหิน เป็นวิธีการใช้ก้อนหินวางให้ลูกหอยเกาะเลี้ยงตัวจนได้ขนาดตามต้องการ
เป็นวิธีที่ง่ายและเก่าแก่ นิยมทำกันแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน แถบจังหวัดชลบุรี และที่อ่าวสวี จังหวัดชุมพร
มักเลี้ยงหอยในเขตระหว่างแนวระดับน้ำขึ้นสูงสุดถึงระดับน้ำลงต่ำสุดตามชายฝั่งทะเล
ที่มีสภาพเป็นอ่าวเปิดพื้นดินเป็นโคลนแข็ง หรือทรายเป็นโคลนแข็ง หรือบริเวณที่เป็นหิน
โดยวางก้อนหินเป็นกองๆ กองละ 5-10 ก้อน แต่ละกองห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร
หินแต่ละก้อนวางให้เกยกันในลักษณะที่ก้อนหินมีพื้นที่ให้ลูกหอยเกาะได้มากที่สุด


2. การเลี้ยงในกระบะไม้
การเลี้ยงในกระบะไม้ เป็นวิธีการเลี้ยงหอยนางรมที่พบที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การเลี้ยงวิธีการนี้เหมาะสมกับท้องที่ที่เป็นอ่าวเปิดตามบริเวณปากแม่น้ำลำคลอง
หรือบริเวณที่มีน้ำกร่อย โดยนำหอยนางรมมาเลี้ยงใส่กระบะไม้ขนาด 80 คูณ 200 (ซ.ม.)
ซึ่งวางอยู่บนคานสูงจากพื้นดินที่น้ำท่วมถึงประมาณ 30 เซนติเมตร และยึดติดกับคานให้มั่นคง
ส่วนใหญ่จะได้ลูกหอยที่เกาะติดกับก้อนหินหรือหอยอื่นอยู่แล้ว (จะแข็งแรงมาก)
สำหรับหอยพันธุ์เล็กจะเลี้ยงจนมีอายุประมาณปีครึ่ง จึงจะขายได้
แต่สำหรับหอยตะโกรมเลี้ยงจนอายุ 7-8 เดือน ถึงจะได้ขนาด


3. การเลี้ยงแบบใช้แท่งซีเมนต์
การเลี้ยงแบบใช้แท่งซีเมนต์ การเลี้ยงด้วยวิธีนี้อาจเลี้ยงได้ดีในสภาพเช่นเดียวกับการใช้ก้อนหิน
ตามชายฝั่งทะเลที่มีสภาพเป็นอ่าวเปิดพื้นดินเป็นโคลนแข็ง หรือทรายเป็นโคลนแข็ง หรือบริเวณที่เป็นหิน
โดยจะใช้แท่งซีเมนต์ปักแซมตามที่ว่างระหว่างแถวของกองหิน ขนาดของแท่งซีเมนต์ขึ้นอยู่กับระดับน้ำ
ใช้ไม้เป็นแกนกลาง อาจเป็นไม้โกงกางหรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ ก็ได้ เพื่อปักยึดอยู่ในดินพยุงให้เสาซีเมนต์ไม่ล้ม
เสาซีเมนต์มีขนาด 12x12x70 (ซม.) สวนเสาไม้ยาว 1 เมตรฝังดิน 50 และฝังปูน 50


4. การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้
การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้ เหมาะสมกับสภาพชายฝั่งทะเลที่มีสภาพเป็นอ่าวเปิด
พื้นดินเป็นโคลนอ่อนหรือโคลนปนทราย ตามชายฝั่งของปากแม่น้ำลำคลองที่มีกระแสน้ำไหลค่อนข้างแรง
ไม้ที่ใช้ควรเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้พังกาหรือสักทะเล เพื่อให้ลูกหอยเกาะเลี้ยงตัว
หรืออาจใช้เปลือกหอยตะโกรมหรือหอยนางรมร้อยเป็นพวงๆ ไปล่อลูกหอยในแหล่งหอยเกิดตามธรรมชาติ
ลูกหอยจะเกาะติดอยู่ตามเปลือกหอยประมาณ 1-2 เดือน จึงนำเปลือกหอยเหล่านั้นมายึดติดกับเหล็ก


5. การเลี้ยงโดยใช้หลอดหรือท่อซีเมนต์
เป็นการเลี้ยงหอยนางรมโดยใช้ไม้ปักเรียงเป็นแถวห่างกัน 1 เมตร
จากนั้นนำหลอดซีเมนต์กลวงที่เตรียมไว้ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 ซม.
ยาว 40 ซม. ติดหอย 20 ตัวต่อหลอด นำไปสวมบนหลักไม้ยาว 1.2 เมตร
ใช้ไม้วางพาดเป็นฐานรองรับท่ออีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ท่อจมโคลน
วิธีการเลี้ยงแบบนี้เหมาะสมสำหรับแหล่งที่มีน้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา
ได้แก่ ที่ตื้นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำลำคลอง และทะเลสาบ
พื้นดินเป็นโคลนหรือโคลนอ่อนปนทราย ซึ่งนิยมเลี้ยงแถบจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดสุราษฎร์ธานี


6. การเลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน
วิธีนี้นิยมเลี้ยงในญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป หอยจะโตเร็ว ทำกำไรได้มาก
สำหรับในประเทศไทยนิยมเลี้ยงในแม่น้ำ หรือ คลองย่านน้ำกร่อย เช่น พังงา,
คลองบางนางรม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, อ่างศิลา ชลบุรี

การเลี้ยงวิธีการนี้กระทำได้ 2 รูปแบบคือ
6.1 การแขวนใต้แพ
6.2 การแขวนจากราวเชือก
การเลี้ยงแบบนี้ต้องไปล่อลูกหอยเหมือนกับการเลี้ยงโดยใช้หลักไม้
เมื่อลูกหอยติดกับเปลือกหอยแล้ว จึงเอาเปลือกหอยมาร้อยเป็นพวง
โดยใช้ไม้รวกขนาดเล็กกั้นระหว่างเปลือก จากนั้นนำพวงหอยไปแขวนเลี้ยงไว้ที่แพ




ข้อมูลอ้างอิง : การเลี้ยงหอยนางรม
จัดทำโดย นิพนธ์ ศิริพันธ์ / กรมประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
(ไม่ได้คัดลอกมาตรงตามตัวอักษรทุกประโยค ขออภัยท่านเจ้าของผลงานด้วย)



โดย: zoomzero วันที่: 28 ตุลาคม 2553 เวลา:21:17:32 น.  

 
เมื่อเช้าไปทานอาหารนอกบ้าน คือทานที่ร้านค้าข้างถนนเหมือนที่เคยทำมา
พอดีวันนี้คุณหนูเข้าเรียนช่วงบ่าย
พอทานข้าวเสร็จ คุณแม่กับคุณลูกก็บ่นว่าเจ็บปาก เหมือนว่าจะร้อนใน
สาเหตุก็คงจะมาจากการทานของทอดๆและผลไม้หวานๆสองสามวันติดกันนี่แหละ
พอดีคุณนายท่านมีเพื่อนรู้จักสมุนไพรต่างๆเห็นว่าทานแล้วดีมากๆ
เป็นสินค้าที่ต้องไปซื้อในร้านเลมอนฯ
เขาก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนแล้วถามว่าอาการแบบนี้ควรซื้ออะไรทานดี
เพื่อนนของคุณนายบอกว่า ให้ทาน น้ำย่านาง หาซื้อได้ที่ร้านเลมอนฯ หรือในปัมป์บางจาก
จากนั้นเราก็พยายามคิดว่าแถวนั้นมีร้านเลมอนฯตรงไหนบ้าง
พอคิดออกก็พากันขับรถไปเลย

เฮ้อ...ของหมดมาสัปดาห์แล้ว
พนักงานขายบอกว่า ไม่ใช่สินค้าแบรนด์ของ Lemon Farm
แต่เป็นของสันติอโศกเอามาส่ง
เราก็เลยสอบถามว่า สันติฯที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน ไปอย่างไร
จากนั้นก็ดั้นด้นขับรถฝ่าลมหนาวไปที่สำนักของคนทานมังสะวิรัติ ย่านสุขาภิบาล

พอกลับรถเสร็จต้องชิดซ้าย ไม่มีที่จอดรถในซอยเลยต้องจอดข้างถนน
จอดใกล้รัศมีรถที่เขา U-turn มากๆ ลุ้นอยู่ว่าถ้ามีรถสิบแปดล้อมากลับลำตรงนั้น
ท้ายรถของเราคงจะเสียความบริสุทธิ์เป็นแน่

พอเปิดประตูรถด้านเพื่อนคนขับ
โอ้โห...กลิ่นน้ำเน่าเหมือนผักผลไม้เน่าลอยเข้ามาในรถเลย
หน้าร้านสกปรกมาก กลิ่นน้ำเน่าแบบนี้พวกผู้ดีแปดสาแหรกแบบเราแทบอาเจียน

กว่าจะล๊อครถเสร็จหน้าแทบมืด น้ำอะไรนะเหม็นมาก คนแถวนั้นเขาทนได้อย่างไร
พอเข้าไปในร้านก็เจอสุภาพสตรีท่านหนึ่งใส่เสื้อม่อฮ่อมประจำการอยู่เค้าท์เตอร์จ่ายเงิน
ผมก็เลยถามอย่างถ่อยๆไปว่า ไม่ทราบว่าที่นี่มีน้ำย่านาง ที่แก้ร้อนใน ขายหรือเปล่าครับ
สุภาพสตรีท่านนั้นก็ตอบกลับมาด้วยมธุรสวาจาว่า "มีมั๊ง ลองเดินไปหาตรงตู้โน้น"
"ถ้ามีก็มี ถ้าไม่มีก็ไม่มี"
แหม...ช่างเป็นคำตอบที่น่าประทับใจมากๆ อยากจะโชว์ท่ามวยไทย บาทาลูบพักตร์จริงๆ
พอเดินเข้าไปก็เจอเหลืออยู่ 1 ขวดพอดี
ผมก็ลองอ่านสลาก ดูว่าสรรพคุณเป็นอย่างไร ส่วนผสมมีอะไรบ้าง วิธีทาน ปริมาณที่ทาน
แต่เนื่องจากว่าเคยเจอมาว่าใบประกาศหรือสลากยาไทยกับการใช้งานจริงๆมักจะไม่ค่อยตรงกัน
อีกอย่างเราก็มีทั้งคนแก่และเด็กซึ่งมีช่วงอายุห่างกัน ก็เกรงว่าเด็กจะทานไม่ได้ เพราะอาจจะถ่ายท้องอย่างแรง

พวกเราพ่อๆแม่ๆลูกๆเลยต้องส่งตัวแทนเข้าไปคุยกับเจ้านายท่านนั้นอีกครั้ง
ผมก็เอาขวดยาไปให้เขาดู แล้วถามเขาว่า อันนี้คือ น้ำย่านาง ใช่หรือเปล่าครับ
คุณคนนั้นหันมาทำหน้าเหมือนประจำเดือนขาดมา 2 เดือน แล้วเปล่งว่าจาว่า "ถ้าฉลากเขาเขียนแบบนั้นก็ใช่"
โอ้...ตอบได้ฉลาดมาก
ผมกัดฟันถามด้วยภาษาสุนัขต่อไปอีกว่า "ต้องทานอย่างไร เด็กกับผู้ใหญ่ทานเหมือนกันหรือเปล่าครับ"
เธอผู้สูงศักดิ์ก็ตอบอย่างไพเราะกลับมาว่า "กินยังไงก็ได้ ถ้าไม่กลัวเปลืองเงินก็กินที่เดียวหมดขวดก็ได้"

โอ้...E...Here นี่
ตอบมาแต่ละประโยค ผมนี่อยากจะยัดเหยียดเอ็มเจ็ดสิบเก้าของผมใส่ปากของคุณเธอซักที
กลัวว่าจะต้องเอาป้าย น.18 มาปิดตาลูกเด็กเล็กแดงแถวนั้น

จะว่าไปของที่จะซื้อนี้ไม่ใช่ยา เพราะถ้าเป็นต้องมีการขออนุญาต หรือต้องมี อย
(เอ๊ะ หรือเราจะโทรไปสอบถามกระทรวงสาธารณะสุขดีนะ???)
น้ำใบย่านาง เป็นน้ำสมุนไพร มีส่วนผสมของคั้นจากใบย่านาง ที่เขาเอามาทำซุปหน่อไม้ ในร้านขายส้มตำ
และก็ยังมีน้ำต้มน้ำตาลกับใบเตย กับสมุนไพรอีกสองสามอย่าง
ราคาก็แค่ขวดละ 65 บาท ขนาดประมาณขวดน้ำเก็กฮวยขนาดเล็กๆ เป็นขวดพลาสติก
ข้างในมองแล้วเห็นเป็นน้ำใสๆ แปลว่าคงต้องผ่านกรรมวิธีที่ทำให้น่าทาน เพราะน้ำจริงๆของมันสีจะน่ากลัวมาก
ป้ายฉลากบอกว่าให้ใส่น้ำย่านาง 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำเปล่า 1 ถ้วย
แต่ไม่บอกว่าทานก่อนหรือหลังอาหาร
ไม่บอกว่าทานวันละกี่ครั้ง

เราเองเกิดมาในครอบครัวที่ไร้การศึกษาเรื่องสมุนไพร
ก็เลยไม่ทราบอะไรมากนัก
ประกอบกับบารมีของพวกเราก็ไม่ถึงระดับชาวสันติฯท่านนั้น (ขออภัย ใครไม่ใช่คู่กรณีแปลว่า ผมไม่ได้ว่าพวกท่าน)

การที่วันนี้ต้องไปเจอผู้เจริญในธรรม แต่พูดจาประสาเศษเดนมนุษย์
ทำให้จิตใจของวัชพืชอย่างกระผมหดหู่เป็นยิ่งนัก


โดย: zoomzero วันที่: 29 ตุลาคม 2553 เวลา:14:23:06 น.  

 
เรื่องหอยๆ


โดย: ป้าวี IP: 115.87.106.187 วันที่: 29 ตุลาคม 2553 เวลา:19:51:03 น.  

 
ป้าวี

เรื่องแบบนี้แหละครับป้าวี
บ้านแตกมาหลายรายแล้ว
ก็เพราะแย่งกัน "กินหอย" ไง 555

ใครจะเหมือนป้าวี ทานแต่ "เห็ด"
ผมขอทาน "หอย" ดีกว่า

ป้าวีขอรับ
ที่ Lemon Farm ที่ PremierPlace ศรีนครินทร์
มีน้ำใบย่านางขายหรือเปล่าครับ อิอิ

Ref: ป้าวี dragonV darkgoldrod B8 86 0B


โดย: zoomzero วันที่: 29 ตุลาคม 2553 เวลา:21:23:44 น.  

 
หอยทะเลของไทย

มาดูว่าในทะเลไทยมีหอยอะไรบ้าง

กลุ่มหอยจากป่าชายเลน ได้แก่
หอยพริกไทยทอง
หอยขมทะเล
หอยจุ๊บแจงเล็ก
หอยถ่าน(หอยเจดีย์ดำ)
หอยหู
หอยน้ำพริก
หอยจุ๊บแจง
หอยสังข์

กลุ่มหอยแถบชายฝั่ง ได้แก่
หอยหนามดำ
หอยฝาชี(หอยหลา)
หอยร้อยรู
หอยหมวก
หอยเบี้ยแก้ใหญ่
หอยนมสาว
หอยนมสาว
หอยนมนาง
หอยตาวัว
หอยเบี้ยโป่ง
หอยโข่งเขียว
หอยนกหวีด(หอยนกหวีด)

กลุ่มหอยทะเลจากแนวพื้นทรายในอ่าวเปิด ได้แก่
หอยฟันหวี
หอยทับทิม
หอยปีกนางฟ้าปากม่วง
หอยมือผี
หอยแมงป่องใหญ่
หอยมะระ(หอยนางยักษ์ หรือ หอยสังข์นาง)
หอยจำปี
หอยฉมวกเบงกอล
หอยกลีบมะเฟืองใหญ่
หอยโข่งทะเลเปลือกบาง
หอยแมงป่อง
หอยตลับ
หอยเชลล์
หอยพัดราวา
หอยเต้าปูนออลิคัส

กลุ่มหอยตามแนวปะการัง ได้แก่
หอยเบี้ยอีโรซา
หอยเบี้ยคานิโอล่า
หอยเบี้ยจุด
หอยหัวใจ
หอยนางรมหนาม
หอยมุกจาน
หอยมือเสือ
หอยเจดีย์ชั้น
หอยสังข์แตร
หอยหนอน
หอยตะลุมพุก

กลุ่มหอยในทะเลหลวง ได้แก่
หอยงวงช้าง
หอยงวงช้างกระดาษ
หอยม่วง
หอยสัง์หนามสีผักตบ
หยอเบี้ยกัตตาต้า
หอยเบี้ยอกแดง
หอยเต้าปูนเบงกอล
หอยเต้าปูนระนอง



ข้อมูลจาก คุณสันต์ธิ ภูมิ และคุณอิศรินทร์ บุญศิริ
ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี


โดย: zoomzero วันที่: 29 ตุลาคม 2553 เวลา:21:47:39 น.  

 
สุสานหอย 45 ล้านปี


สุสานหอย นี้อยู่ในจังหวัดกระบี่
ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี
อยู่ในพื้นที่ชายทะเลบ้านแหลมโพธิ์

บางคนก็เรียกที่นี่ว่า สุสานหอย 75 ล้านปี
ก่อนอื่นต้องบอกว่า มีการศึกษาตัวอย่างฟอสซิลหอยที่ได้
ปรากฏว่า น่าจะเป็นอยู่ไม่เกิน 40 ล้านปี
สรุปว่ามันมีมานานก่อนคุณเกิดก็แล้วกัน จริงหรือเปล่า?

ถ้าได้ไปที่สุสานหอยจังหวัดกระบี่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ 17 กม.
อ้อ...กระบี่ เป็นจังหวัดทางด้านทะเลอันดามันนะขอรับ
จะพบว่ามีลักษณะเหมือนคนเอาแผ่นคอนกรีตไปสร้างเอาไว้ริมชายหาด
เมื่อมองดูใกล้ๆก็จะเห็นว่า คล้ายการเอาหอยตัวเล็กๆมาอัดจนแน่นเป็นแผ่น หนาประมาณ 10 นิ้ว
ความจริงข้อหนึ่งก็คือ มันเป็นซากดึกดำบรรพ์ของหอยน้ำจืด ขอเน้นว่า ไม่ใช่หอยทะเล
เป็นซากของสารพัดหอย แต่ที่เห็นมากที่สุดก็จะเป็นหอย หอยขม ขนาด 2 ซม.
หอยพวกนี้คงจะมีการประสานกันด้วยกาวธรรมชาติที่เป็นพวกหินปูนหรือแคลเซี่ยม
ภาษาฝรั่งเขาว่าหินเปลือกหอยที่อัดกันแน่นแบบนี้เรียกว่า Shelly Limestone
ที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ฯ มีภูเขาหินปูนอยู่หลายที่

ในโลกนี้มีสุสานหอยแค่ 3 แห่ง คือ ไทย อเมริกา และ ญี่ปุ่น
และสุสานหอยที่กระบี่ก็เป็นที่แห่งเดียวในโลกที่อยู่ติดชายทะเล
ดังนั้นใครเป็นคนไทย ชีวิตนี้ไม่ไปดูให้เห็น จะอายฝรั่งเชียวนะ




จดจำข้อมูลมาจาก ทัวร์กระบี่ดอทคอม


โดย: zoomzero วันที่: 29 ตุลาคม 2553 เวลา:22:18:58 น.  

 


good morning ค่ะเฮีย
เมื่อวานเฮียต้องโมโหและโกรธมากแน่ ๆ เลย
มินก็เคยเจอค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะวีนแตกระเบิดลงร้านเลย
แต่หลัง ๆ มานี่ เฮ๊อ..ช่างมัน ๆ ๆ ๆ ตลอดค่ะ
ทำไมมินถึงไม่ชอบไปจ่ายของที่เทสโก้ คาร์ฟูร์ หรือ
ตามร้านไหนก็ตามที่พนักงานทำงานแบบอยู่ไปวัน ๆ
เพราะมันอารมณ์เสียค่ะ เคยครั้งนึงที่ ไปซื้อของไอ้ห้างหลังเนี่ยแหละ พนักงานแคชเชียร์ตะโกนคุยกัน
ข้ามหัวเราซึ่งกำลังคิดเงินอยู่ เรื่องที่คุยก็คือด่าลูกค้าเนี่ยแหละ แต่ไม่รู้คนก่อนหน้านี้หรือเมื่อไร
มินทนไม่ได้ บอกนี่ น้องพี่ขอแนะนำอาไรหน่อยนะ
คุณไม่ควรตะโกนคุยกันข้ามหัวลูกค้า โดยเฉพาะด่าลูกค้าคนใดคนหนึ่ง ต่อหน้าลูกค้าคนอื่น ๆ เนี่ย
มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ได้ผลเลยค่ะ คือเงียบทันที
แต่ชักสีหน้าออกมาแทน ทั้งไอ้เครื่องที่มินกำลังคิดเงินและเครื่องข้างหลัง
ไม่มีทั้งคำอธิบายและคำขอโทษใด ๆ เผลอ ๆ มินพ้นเค้าไปแล้ว อาจจะด่ามินอีกก็ได้อ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ

มินมันประเภท ต่อให้ของคุณจะดีหรืออร่อยแค่ไหน
ถ้าต้องไปง้อไปงอน เจอคนขายกวนประสาทเบื้องล่างแล้ว
ไม่มีทางได้เงินจากมินเด็ดขาดค่ะ ไม่อาว เรื่องไรต้องไปหัวเสียกับไอ้คนแบบนั้น
แต่ ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องจำเป็นจริง ๆ ก็เลี่ยงไปซื้อสาขาอื่นก็หมดเรื่องอ่ะ

โอ๋..ๆ ๆ ๆ..อารมณ์ดีขึ้นมามั่งยังคะ
สงสัยเรา 2 คนเนี่ย ถ้าไปไหนด้วยกันเนี่ย
ไม่มีว่าคนนึงโกรธ คนนึงจะบอกให้ใจเย็น ๆ เลยนะ
เราคงร่วมด้วยช่วยกันเล่นงานเค้าแน่ ๆ อ่ะนะมินว่า ฮ่า ๆ ๆ

ปล. เช้านี้ ตื่นมาอากาศดี สดชื่นจังค่ะ
มีลมหนาวพัดพริ้ว ๆ มาเย็น ๆ แล้วนะคะเฮีย
ยิ้มให้มินซักนิดนะคะ I feel your feeling อ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ
สดชื่นและมีความสุขในวันที่อากาศดี ๆ นะคะ
อ้ะ..จำได้ว่า วันนี้เฮียมีนัดไปทานอาหารนี่นา
ทานให้อร่อยนะคะ ทานเผื่อนู๋ด้วยนะคร๊า อิอิ


โดย: มินทิวา วันที่: 30 ตุลาคม 2553 เวลา:7:45:16 น.  

 


Sunday Morning Halloween ค่ะ
อากาศดี๊ ดี จังเลย ค่ะ
สดชื่น มีความสุขทั้งวันนะคะเฮีย


โดย: มินทิวา วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:6:37:33 น.  

 
Mint

เมื่อวานตอนเย็น ไปทานอาหารมาแล้วนะ ที่ร้านเกาะลันตา

เรื่องแรก รถติดมาก กว่าจะหลุดออกจากตัวเมืองเข้าสู้ถนนมอเตอร์เวย์ นานมากกกกก

เรื่องที่สอง งุนงงกับเส้นทางที่จะไปมากๆ ขนาดดูภาพถ่ายจากดาวเทียมแล้วนะ
ไปเจอว่าเขาอยู่ใกล้สุวรรณาภูมิมาก เลยมีทั้งไฮเวย์ สะพานต่างระดับ ทางเชื่อม ทางลอด
ทางแยกฉีกซ้ายแล้วชิดขวา ขึ้นบนม้วนเชิดหัววนกลับหักขวา...ฯ หลงทางกันเกือบทุกคนที่ไป
ถ้าเป็นที่อื่นก็วนกลับนิดเดียวแต่นี่ เขาสร้างถนนและทางยกระดับมากมาย เหนือย!!!

เรื่องที่สาม ร้านกว้างใหญ่ไพศาล แต่ได้โต๊ะสุดเขตชายแดน ประมาณสุไหงโกลก ปาดังเบซาร์
พนักงานเดินเสิร์ฟอาหารบอกว่า ครัวอยู่อีกด้านเลยค่ะคุณพี่

เรื่องที่สี่ ลมแรงมาก ลมเย็นมาก นั่งได้แค่ 10 นาที มือสั่นยิ่งกว่าเป็นสันนิบาต
แต่เย็นดีกว่าร้อน

เรื่องที่ห้า ลูกค้าเยอะ วันหยุดสิ้นเดือน พนักงงานเสิร์ฟไม่พอ ต้องไปง้อร้านชายคา ซึ่งมีเจ้าของเป็นคนๆเดียวกัน
ชุดเด็กเสิร์ฟของอีกร้านน่ารักกว่า เพราะเป็นร้านที่เน้นขายเหล้า สาวๆเลยหน้าตา และการแต่งหน้าดูจี๊ดจ๊าดกว่าของลันตา

เรื่องที่หก อาหารมาช้า ต้องเร่งๆๆ แต่ก็มาทุกจาน

โดยรวมแล้ว บรรยากาศดีมาก ให้ 7 เต็ม 10
อากาศไม่มีมลพิษเลย ห่างถนนใหญ่มาก
อาหารมี 2 เกรด ราคาจานละ 100 บาทกว่าๆ ก็มี หรือราคา 300 กว่าก็มี
อ้อมองไม่เห็นเครื่องบินเพราะทานกันในโซนที่มีหลังคามุงจาก ได้ยินแต่เสียงเครื่องบินอยู่ใกล้ๆ

เอาไว้ทำ entry ใหม่ ให้อาหมวยดูรูปก็แล้วกัน


เฮียว่าเราสองคนถ้าเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วได้เครือญาติ(ไม่ใช่ทายาท นะ) นิสัยเดียวกันอีกซัก 3 คน
ไปซื้อข้าวของร้านไหน มีหวังได้ขึ้นโรงพักแน่ๆ 555
เฮียก็เข้าใจนะว่า คนเราจะมาพูดจาแอ็บแบ๊ว หรือเฟค กันทั้งวันนั้น มันทำไม่ได้
แต่คนเราก็ควรจะเคารพอาชีพตัวเอง คุณมาทำงานที่ต้องอยู่ใกล้ชิดลูกค้า
คุณจะมาทำตัวแว๊ดๆ ซ๊กมก ไม่ได้ ถ้าลูกค้าไม่ประทับใจ เขาไม่มาอีก คุณก็เสียโอกาสขายในอนาคต
เรื่องแบบนี้อยู่ที่ผู้บริหารหรือผู้จัดการที่ไม่มีวิสัยทัศน์ หรือดูแลพนักงานของตนไม่ดีพอ

เฮียมีเพื่อนที่เคยทำงานด้านดูแลทรัพยาการบุคคล ในธุรกิจขายบริการนี่แหละ
มันตัดสินใจดีมาก ถ้าพนักงานคนไหนโดนเขียนร้องเรียนว่า ห่วย
แล้วมันเรียกมาสอบสวน มีพยานยืนยันได้ว่า ทำงานห่วย ใช้กริยาท่าทางห่วย
มันไล่เขาออกทันที เฮียก็ด่ามันว่า ถ้าลื้อทำแบบนี้ ให้เขาจ้างกระบือที่ไหนมาทำงานแทนลื้อก็ได้
ที่ถูกแล้ว ก่อนที่จะให้เขามาทำงานเจรจาพะบู้หน้าลูกค้า
เขาต้องรู้ว่าจะต้องมารองรับอารมณ์ลูกค้าวันละหลายๆคน และหลากหลายประเภท
คุณต้องอบรมให้ความรู้ สร้างจิตวิญญาณของคนให้บริการ กันมาก่อน

พูดถึงเรื่องนี้แล้วนึกถึงเคสที่คิดขึ้นมาทีไรแล้วปวดสมองจี๊ดๆทุกที
คือเรื่องนี้เกิดมาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
มีเลขาฯนายใหญ่ คนหนึ่ง มาจากตระกูลผู้ดีเก่า ได้แต่งานกับพวกhisoแต่noname
2 ครอบครัว รวมกันแล้วเรียกได้ว่า รวยมากๆ
รถที่คุณเธอขับมาทำงานมีราคาเท่ากับเงินเดือนของเธอ 100 กว่า หรือเกือบ 200 เท่า
ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาทำงานเป็นลูกจ้างเขาทำไม นอนอยู่บ้านแกว่งไม้ช๊อตยุง น่าจะมีความสุขกว่า
เข้าเรื่องดีกว่านะ
วันหนึ่งคุณคนนี้ต้องไปซื้อของขวัญช่วงก่อนวันปีใหม่ให้นายใหญ่ที่ห้างแถวๆปทุมวันหรือราชประสงค์
เอ้ย...ต้องบอกว่าจำไม่ได้ว่าเป็นสยามดิสคัพเวอรี่ หรือ เซ็นทรัลเวิลด์ หรือว่ามาบุญครอง 555
เจ้เขาก็ทำงานครึ่งวัน แล้วออกไปซื้อของเลย (ไม่ต้องลากิจ เพราะไปทำงานให้เจ้านาย)
คุณเธอก็ขับรถเข้าไปในห้างฯ ซื้อของ ทานอาหาร ช๊อปปิง แล้วก็กลับบ้าน
ช่วงที่กลับมาเอารถ และกำลังจะถอยรถออกจากซอง
ปรากฏว่ามีเศษกระดานไม้หล่นอยู่ที่พื้นลานจอดรถ ขวางล้ออยู่
สงสัยว่าอาจจะร่วงลงมาจากรถคนที่มาซื้อของที่ห้างฯคันข้างๆ หรือไม่ก็คนงาน หรือพวกช่างทำหล่นไว้
ไม้มันนอนขวางระวห่างล้อหน้าและล้อหลัง
รถคันข้างๆก็น่าจะแล่นมาเหยียบไม้แผ่นนี้แล้วจอด แหม!! ไม่ยอกออกไปทิ้งให้ด้วย
เธอเห็นว่าไม้มันสกปรกมาก และคงจะหนักกว่าแรงที่เธอจะยกออกได้
เธอมองหา รปภ อยู่นาน ก็ไม่เห็นมีสักคน เธอเลยต้องกดแตรรถยาววววววววว
จนมี รปภ เดินมาดู แต่ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้รถ
เฮียเดาว่า รปภคงคิดว่าสัญญาณกันขโมยดังเอง หรือไม่ก็สามีภรรยาทะเลาะกัน กดแตรหากัน ฯ
ดังนั้น เธอก็กดแตรอีก คราวนี้คงจะดังมาก เพราะรปภ.ถึงกับวิ่งมาดู
คงเกิดการพูดจาต่างเวอร์ชั่นกัน หรือไม่ก็ พูดเหยียดหยามกัน
หรือไม่ก็เจ้ารปภคนนี้ ก็อาจจะซื่อบื้อ ท่าทางกวนบาทา ฯ เรื่องเลยบานปลาย
อันนี้ฟังความมาข้างเดียว จึงสรุปไม่ได้ เจ้คนนี้ชอบพูดโอเวอร์เดอะทรูธเป็นประจำเสียด้วย
แต่ที่แน่ๆ รปภ คนนั้นไม่ยอมมาลากกระดานหรือแท่งไม้อะไรนี่ ออกไปให้เธอเสียที

เรื่องตอนนี้ ตอนหลังเฮียได้ยินเธอเอามาเล่าที่อ๊อฟฟิซ
เฮียก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดว่า ขิงก็รา ข่าก็๋แรง หรือเปล่านะ?
แต่เธอบอกว่า รปภ เอาเท้าเขี่ยไม้กระดาษ
ครั้งแรก ไม้ไถลใต้ท้องรถของเธอ ไปฟาดยางล้อหน้าด้านข้างคนขับ ทำให้เธอตกใจมาก เลยกดแตรโวยเจ้า รปภ คนนั้น
คร้งที่สอง นายคนนั้นก็เข้ามาแตะไม้ ลอดใต้ท้องรถจากฟากซ้ายออกไปทางขวา มุดผ่านหลังล้อหน้าด้านคนขับ
เธอบอกว่า ดีที่เธอขึ้นรถแล้ว เข้ามาอยู่ในรถพอดี ถ้ายืนอยู่ตรงประตู ไม้คงไถล่ไปโดนขาเธอหักแน่ๆ
วันรุ่งขึ้นในตอนเช้าเธอเอาของขวัญมาให้เจ้านาย จากนั้นก็เคลียร์งานเล็กน้อย แต่เม้าท์เรื่องนี้ลั่นอ๊อฟฟิซเลยหละ
จากนั้นพอได้เวลาห้างเปิด เธอก็โทรศัพท์ไปโวยที่ห้างฯ รู้สึกว่าจะคุยกันไม่ค่อยฮา หรือไม่ลงตัว
เธอเลยโทรฯไปตามญาติที่เป็น... ช่างเหอะ เอาเป็นว่าใหญ่ก็แล้วกัน ให้เขาไปเป็นเพื่อนเธอ
คราวนี้ก็ไปเฉ่งกันที่ห้างฯเลย คงเข้าไปใส่กันเปรี๊ยงๆกับผู้จัดการ หรือไม่ก็เจ้าของห้างเลยกระมัง
ผลออกมาคือเจ้า รปภ คนนั้นโดนไล่ออก วันนั้นเลย
พอคุณเลขาฯกลับมาที่ทำงาน บรรดาแมงเม่าก็บินเข้าไปฟังข่าวกันแน่นห้องทำงานของเธอ
เรื่องนี้มันแปลกๆที่ รปภ ทำอะไรถ่อยๆได้แบบนั้น เมาหรือเปล่า? ไม้ท่อนเท่าแปรงลบกระดานหรือเปล่า?
ใครผิดใครถูกก็ยากที่จะเดา คนโดนไล่ออกไปแล้วนี่
แต่เจ้เขาดีอกดีใจมากที่ทำให้คนตกงานได้ ไชโยย้อนหลังให้เขาหน่อย เฮ้..

เรื่องผ่านไปเป็๋นปีๆ วันดีคืนดีเจ้ก็เอาเรื่องนี้มาเล่าอีก
เล่าด้วยความภาคภูมิใจที่ตัวเองมีเพาเวอร์มากมาย
แถมพอมีคนออกความเห็นว่า อาจจะเป็นแท่งเหล็กกลวงปลายแหลมก็ได้
คุณเธอก็ยิ่งบอกว่า เออ..แสงมันไม่พอนะ อาจจะเป็นเหล็กขึ้นขี้สนิมก็ได้
อ้าว...เพี้ยนเรื่องไปกันใหญ่ นี่คนเล่าคนเดียวกันกับที่อยู่ในเหตุการณ์แท้ๆ

เฮียอดคิดไม่ได้ว่า เธอไม่กลัวคุณรปภ.จะแค้นใจเลยนะเนี๊ยะ
เขาอาจจะแค้นใจมากๆ แล้วมาดักตีหัว ปล้น ข่มขืน ฆ่า หรือสาดน้ำกรด ฯ หรือทำร้ายอย่างอื่นก็ได้
คนเรานี่ ลดแรงแค้นเคืองกันหน่อยก็ไม่ได้
งานนี้ไม่มีตักเตือน ไม่มีทำทัณฑ์บน ไม่มีให้มาไหว้ขอโทษลูกค้า แต่ไล่ออกทันที
บริหารงานเฉียบคมเหมือนเพื่อนเฮียคนโน้นเลย

ช่วงนี้ อากาศดีมากๆ
เมื่อคืนเห็นผู้หญิงพันผ้าพันคอ แล้วอยากมีกิ๊กใหม่อีกคน 555
อยากขับรถแบบหลังคาพับเก็บได้
พาสาวน้อยก็ได้ สาวมากหน่อยก็ได้ ไปกินลม ชมวิว(ดูน้ำท่วม)


Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:13:33:54 น.  

 


good evening ค่ะเฮีย
อาทิตย์นี้ ติดภารกิจพาแม่ไปฟังสวดคืนเว้นคืนเลยค่ะ
วันนี้ก็ได้ฌาปนกิจไปเรียบร้อยแล้ว เฮ๊อ เหนื่ีอยจัง
มีงานไรทีเนี่ย มันเหนื่อยจริงๆ นะคะ ขนาดเราไปเป็นแขกนะเนี่ย
ลูกลุงคนนึงทำงานตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทฯ ฝรั่ง
โห..พวงหรีดเยอะมาก ๆ จนไม่มีที่จะวางเลยค่ะ
มินนั่งมองนับ ๆ แล้ว ถ้าเอาหรีดเหล่านี้มาเปลี่ยนเป็นเงินหรือสิ่งของ
คงได้เอาไปใช้ประโยชน์อาไรได้ตั้งเยอะอ่ะนะคะ

เฮีย รู้ป่าว เมื่อเช้าวันเสาร์อ่ะค่ะ มินนะ เต็มยศเลยค่ะ
เพราะมินว่า เมื่อวันเสาร์ตอนเช้าอากาศมันเย็นกว่าวันนี้อีกนะ
ลมก็แรงกว่าด้วยค่ะ อยากได้บรรยากาศ ขับรถไป
นั่งที่ร้านแม็คแถว ๆ บ้าน ที่เปิดใหม่และเปิด 24 ชม. ด้วยค่ะ
แหม...คุณนายมิน มีทั้งเสื้อยืดและสวมแจ๊กเก็ตทับ
แถมพันผ้าคออีกด้วยนะคะ ฮ่า ๆ ๆ แต่ ทำยึดได้แป๊ปเดียว
ร้อนแล้วค่ะ ถอดทั้งผ้าพันคอ ทั้งแจ๊กเก็ต เอาไปโยนเก็บในรถก่อน
แล้วค่อยมานั่งทานกาแฟ ดูผู้คน คนนั้น คนนี้ ก็เพลินดีค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
อ้อ..ลืมถาม ผู้หญิงคนที่เฮียเห็นพันผ้าพันคออ่ะ สีขาวดำหรือป่าวคะ ฮ่า ๆ ๆ

เรื่องไปไหนแล้วมีเรื่องเนี่ย สมัยก่อนนะ ประจำค่ะ
ค่าที่ตรงเป็นไม้บรรทัด แล้วพูดจาขวานผ่าซาก
ยิ่งเข้าคู่กับเพื่อนอีกคนนะคะ ฮ่า ๆ ๆ ไม่รู้มีที่ไหนเขาแปะรูปติดเอาไว้มั่งก็ไม่รู้
ว่า E 2 ตัวเนี่ยถ้ามา ไม่ต้องให้เข้าร้านอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
มันก็เคยมีเรื่องแบบนี้เหมือนกัน คือ ผจก.ให้ออกทันทีเลย
แล้วพอมินกลับมานะ กลายเป็นมินเองเนี่ยแหละที่ไม่สบายใจสุด ๆ
คิดไปถึงครอบครัวเขาไปโน่นว่าต้องเดือดร้อน คือมันเกิดกรรมในใจทันทีเลยอ่ะค่ะ
ต้องกลับไปใหม่ที่ร้านนั้น เพื่อขอให้ ผจก. ตามเขากลับมาทำงาน ขอกันเลยอ่ะ
ตอนหลังได้ข่าวว่า ตามเขากลับ เขาก็ไม่กลับมาอ่ะนะคะ
มันเลยกลายเป็นเรื่องที่ผิดในใจและมินไม่สบายใจกับเรื่องนั้นไปเป็นปี ๆ เลยอ่ะ
ถึงแม้เด็กมันจะแสดงกิริยาที่ไม่ดีจริงๆ ก็เหอะ...
ตอนหลังจะเห็นได้เลยว่า ถ้าใครถึงขนาดต้องให้มินพูดเนี่ยนะ ไอ้นั่นมันอ่ะสุด ๆ แล้ว
เพราะมินจะ คิด ๆ ๆ ๆ แล้วก้อ ช่างมัน ๆ ๆ ๆ ๆ เหอะ

เฮีย รู้ป่าวคะ ผู้หญิงเราเนี่ย พอหน้าหนาวแล้วมีความสุขนะมินว่า
อย่างแรกเลย คือเรื่องแต่งตัวค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
นี่นะ มินคิดไว้หมดแล้วว่า วันจันทร์ใส่ไร วันอังคารใส่ไร วันพุธใส่ตัวไหนอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ไร้สาระเน๊อะ แต่นู๋ไม่รู้จะคุยกับใครอ่ะ ฟัง ๆ หน่อยก็แล้วกันค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อคืนวันเสาร์ไปรื้อดูผ้าพันคอ เชื่อป่าวคะ บางผืนซื้อไว้ ยังไม่เคยใส่เลยก็ตั้งหลายผืนอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เฮ๊อ..จะได้พันจริง ๆ กีวันก็ไม่รู้อ่ะนะ เตรียมไว้ก่อนค่ะ พวกเห่อความหนาว ฮ่า ๆ ๆ

พูดถึงร้านที่เฮียไปทาน วันหลังคงต้องหาโอกาสไปมั่งค่ะ
แต่มันอยู่กันคนละทิศละทางกับบ้านมินเลยนะเนี่ย
ตอนไปอาจกระดี้กระด้าดีอยู่หรอกค่ะ ตอนทานอิ่มแล้วนี่จิ ขี้เกียจขับรถเป็นบ้าเลยอ่ะนะ..
ปีนี้ หาโชเฟอร์ประจำตัวสักคนดีกว่ามั๊งคะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ
เชื่อไม๊คะ ว่ารุ่น ๆ เดียวกันนี่ ส่วนใหญ่จะทนไม่ไหว
มีครอบครัวไปแล้่วกันซะเกือบทั้งนั้นอ่ะ โสดเราก็ไม่แน่ใจว่าแมนแท้ ๆ หรือป่าวค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
สงสัยจะหิวแล้วค่ะ เพ้อเจ้ออาไรเรื่อยเปื่อยก็ไม่รู้อ่ะนะ อิอิ
ปล. นอนหลับด้วยความสุข ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นนะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 31 ตุลาคม 2553 เวลา:18:44:40 น.  

 


หวัดดียามเช้าค่ะเฮีย
ทานกาแฟด้วยกัน นะคะ
หุ หุ วันนี้ไม่หนาวเลยอ่ะนะคะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 1 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:21:16 น.  

 
Mint

หวาดดดด ดี บรื๋อ
วันนี้หนาวววว กำลังดีเลยนิ
แต่ถ้าได้ลงต่ำกว่านี้อีกซัก 2 องศาก็ไม่ว่าอะไร

ขอบคุณสำหรับกาแฟร้อนๆยามเช้าที่สดใสในวันนี้
เฮ้อ...อยากป้อนเค้กให้คนชงเหลือเกิน
ขนมอะไรหว่า ชิ้นเล็กกระจิ๊ดเดียว คงต้องป้อนอาหมวย 4 ก้อนถึงจะยอมอิ่ม 555

ร้านเกาะลันตา เฮียก็ว่าอยู่คนละทางกับที่พักของมินจริงๆ
ถ้าเกิดอยากลองเที่ยวที่ใหม่ๆก็ลองดูนะ แต่ไม่ขอเชียร์
เออ...ตรงนั้นมีมอเตอร์เวย์กับทางด่วนให้เสียสตางค์ ถ้าบ้านอาหมวยอยู่ใกล้ทางลงก็ดีซิ๊นะ
สำหรับเรื่องหาโชเฟอร์ ฮึ...โมเมไปได้ ไม่ยอมให้หาหรอก 555
เรื่องอาหารไม่ได้อาหย่อยมากนัก แต่บรรยากาศข้างๆสนามบินยามค่ำคืนนี้น่าประทับใจมาก
เขามีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านติดสนามบิน
มีแสงไฟจากทางยกระดับข้ามแยกต่างๆของสนามบินเป็นตัวสร้างสีสันของbackground
เจ้าของร้านคงประหยัดไฟไปได้ปีละเป็นล้านๆเลย ถ้าจะต้องมาติดไฟแสงสว่างรอบสระน้ำ
ตัวร้านอาหารไม่ได้อยู่ในเส้่นทางขึ้นลงของเครื่องบิน จีงไม่มีเสียงรบกวนมาก
แถมยังมองเห็นเครื่องบินที่กำลังจะร่อนลงอย่างช้าๆได้อย่างชัดๆ นับว่าซื้อที่ดินได้เก่งมาก
แต่...สำหรับฤดูฝนที่ผ่านมา(จนถึงเดือนตุลาคม) ทางสุวรรณภูมิได้ให้เครื่องบินขึ้นลงกลับทิศทางจากปกติ
เพราะคงไม่อยากบินขึ้นต้านกระแสลม เมื่อเช้า(1 พย. 53)ก็ยังเห็นว่าบินขึ้นจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือ
ซึ่งตอนนี้ลม(หนาว)ก็เปลี่ยนมาทางตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ผิดกับหน้าฝนที่ลมฝนมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
เอาเป็นว่า วันนี้เครื่องบินเขาบินขึ้นจากใต้ไปเหนือ
ร้านอาหารเกาะลันตาอยู่ทางด้านตะวันตกของสนามบิน มองไม่เห็นเครื่องบินลง
แต่จะเห็นเครื่องบินขึ้นซึ่งส่วนใหญ่จะใช้รันเวย์ทางทิศตะวันออก(เลยเห็นลำเล็กนิดเดียว)
ขอดีของการไปทานอาหารร้านนี้ในฤดูนี้ก็คือสามารถแต่งตัวได้เต็มที เอาแบบให้เกาหลีอายเลยก็ได้
อ้อ...ถ้าชอบร้องเพลง เขามีห้องคาราโอเกะอยู่หลายห้องเหมือนกันนะ

ว่าก็ว่า นินทาก็นินทา ผู้ชายแอบเป็นเกย์
ตอนนี้มีเยอะ เยอะพอๆกับป๋าทอมผมสั้นนั่นแหละ
ส่วนที่เฮียอึ้ง ก็มีอยู่ 2 รายที่เป็นผู้ชายแต่งงานแล้ว มีลูกแล้ว แต่กลายเป็นเสือไบในยามแก่
คือว่า เกย์นี่ดูยากนะ เขาไม่ได้เป็นแบบผู้ชายนะยะ ที่ทาปากใส่วิ๊กแบบนั้น
เขาก็เป็นหนุ่มใหญ่ทำงานทำการตำแหน่งใหญ่โต แต่เลี้ยงเด็กหนุ่มเอาไว้นอกบ้าน
มีรายหนึ่งเอาหนุ่มเกย์ออกงานกลางคืนแทนภรรยาเฉยเลย
ใครเห็นก็คิดว่าพนักงานหรือลูกน้องที่ทำงาน ประมาณว่าผู้ช่วยหรือเลขาฯ ดูดี้ดี
ภรรยาก็ทราบเรื่องนี้ แต่ไม่ได้หย่ากัน
สงสัยจะเป็นได้ทั้งคิงส์และควีน หรือไม่ก็คิงส์ทั้งสองฝ่าย ภรรยาเลยโอเค เพราะสามียังส่งการบ้านอยู่ อิอิ
เฮียเองก็พยายามลองจะเป็นชายฟันชายกับเขาเหมือนกัน
แต่ กรื๋ย มันแขยงยังไงไม่ทราบ ไม่ได้รังเกียจหรือดูหมิ่นนะ แต่ใจมันไม่บิ้วด์จริงๆ
ส่วนสาวประเภทสองนี่ เฮียมีน้องชายเป็นนางโชว์อยู่ที่พัทยา
สวยมาก ผ่าตัดเรียบร้อย ดีนะที่เคยกันตั้งแต่สมัยวิ่งแก้ผ้าเล่นน้ำฝน เลยรักกันแบบน้องจริงๆ
คนที่ชอบด่าสาวๆพวกนี้ กรรมติดปากมีจริงๆ เพราะเฮียมีเพื่อนที่บอกว่าเกลียดกะเทยมากๆ
แต่เจอดี ต้องอยู่กินกับสาวประเภทนี้ไปแล้ว
ถ้าเฮียไปยุ่งมีหวังคงเลิกสนใจกิ๊กสาวๆแน่ เพราะสาวพวกนี้เอาใจเก่ง 555
เฮ้ย...โม้ให้ฟัง อย่าเชื่อไปหละ นะยะ นะยะ

เวลาไปทำบุญที่วัด ไม่ว่าวัดไหน งานไหน ต้องเจอเจ้ทอมผมเกรียนมาร่วมงานทุกคราว
คนพวกนี้คงชอบทำบุญ หรือไม่ก็พาแฟนสาวมาทำบุญ แต่ดูๆแล้วส่วนใหญ่ฐานะดีนะ
คงอธิษฐานกันว่า เกิดชาติหน้าจะได้เป็นสามีภรรยาแบบที่อยากเป็นจริงๆ (โห..นินทาไม่เลิกเลยเรา)

เฮียเสียใจด้วยจริงๆนะสำหรับเรื่องงานศพญาติของมิน
ประมาณกลางเดือนหน้าก็จะเป็นช่วงที่คนแก่ในภาคเหนือและอีสานจะเสียชีวิต
ทั้งนี้เท่าที่จำได้ก็มาจากเรื่องความหนาว ความแห้งแล้ง
คุณย่ากับคุณยายของเฮียก็เสียช่วงฤดูหนาว เป็นปอดชื้นหรือปอดบวมนี่แหละ
ส่วนคนในเมืองหลวงก็เป็นหวัดน้ำมูกไหลกันถ้วนหน้า
อาหมวยก็ระวังด้วย ตอนนอนไม่ต้องใส่สายเดี่ยวนอนหรอกนะ ใส่ผ้าหนาๆอุ่นๆเข้าไว้

เห็นด้วยว่าน่าหนาวเป็นช่วงที่ผู้หญิงแต่งตัวกันได้น่ามองมาก
และส่วนใหญ่จะมาในแนวสีหวานๆหรือแปร๋นๆ
สำหรับผ้าพันคอนี่ เฮียว่ามันแยกคลาสของคนได้นะ
แต่อย่าให้บอกเลยว่ามันแยกอย่างไร เดี๋ยวคนอื่นผ่านมาอ่านจะหาว่าดูถูกพวกเขาเอา หุหุ
เฮียชอบสาวๆใช้ผ้าพันคอแบบผ้าไหม สีอะไร ลวดลายอะไร ก็ดูดีไปหมด

เรื่องทำให้คนโดนไล่ออก
เฮียก็มีปมค้างคาใจเหมือนกันนะ
สมัยหนึ่ง เฮ๊ยเคยทำงานที่เกี่ยวกับระบบคอมฯ เขาเรียกว่า งาน back office and automation system
เฮียก็เป็นแค่ลิ้วล้อตัวเล็กๆ(ร้อยกว่ากิโล)คนหนึ่งในทีมงาน
ทีนี้...มีวันหนึ่ง ข้อมูลในระบบคอมฯมันเพี้ยนจนพวกบัญชีทำงานไม่ได้
ก็เกิดการทะเลาะกันระหว่างคนภายในของลูกค้า
และระเบิดออกมาเป็นการประชุมเครียดของทีมงานของเฮียกับระดับบิ๊กๆของลูกค้า
ทางลูกค้านี่เล่นแรงมาก จะยก hardware และ software คืน เงินก็ไม่จ่าย คือ จะเบี้ยวหนี้
ตัวเลขมันสูงมาก เพราะมีค่าวางระบบ ค่าจัดการอุปกรณ์และสถานที่ ค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าimplement เขาจะไม่จ่ายแม้สลึงเดียว
เรื่องแบบนี้บริษัทสิบแปดมงกุฏอย่างเรา เอ้ย..มืออาชีพอย่างเราเจอมามากมาย รู้สึกว่า ชิว ชิว
แต่งานนี้มีการจะเอาทนายมาฟ้อง ลูกค้่าบอกว่าเขาเสียหายคิดเป็นเงินนับสิบล้านบาท
กะให้บริษัทเราล้มละลายกลายเป็นไอศครีมที่เด็กอนุบาลทำหล่นหน้าห้องส้วม (เปรียบเทียบได้เก่งมั๊ย)
ระหว่างประชุม และสืบสวน หาสาเหตุของการล้มเหลวของระบบงาน
ก็เถียงกันว่า เพราะเครื่อง เพราะคน หรือเพราะระบบการทำงาน ระบบการสื่อสารระหว่างเรากับเขา ฯ
ซึ่งมองกันอย่างยุติธรรมแล้ว ของที่เราเอามาขายเขา มันก็ยังทำงานไม่เสถียร คือทำงานเหมือนรถไม่ได้ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
ก็เจ้า windows เวอร์ชั่นเก่าๆ มันห่วยจะตายไป แถม harddisk รุ่นแรกๆนี่ก็ขยันเกิด bad sector
โปรแกรมก็ใหม่ มีตัวแก้ไข เขาเรียกว่ามันมี bug เต็มไปหมด เมืองนอกส่งแผ่นมาให้แก้ไขทุกสัปดาห์
บังเอิญเฮียนังฟังเขาโต้แย้งกัน น้ำลายเต็มโต๊ะประชุม แถมโดนหัวเฮียด้วย
เฮียมาเห็นช่องทางจับผิดลูกค้าได้บางอย่าง ก็เลยเข้าไปเช็คข้อมูลในเครื่อง server
สมัยนั้นเขาใช้ netware เป็นระบบปฏบัติการแม่เครือข่าย เล่นไม่ยากเหมือนทุกวันนี้ กดๆๆๆ ก็ได้เรื่อง
สิ่งที่เฮียทำก็แค่ print ว่าใครทำอะไร เครื่องไหน จอไหน ไฟล์อะไรที่เปิด ปิด สร้าง ลบ แก้ไข เวลาไหน userชื่ออะไร
บังเอิญทางลูกค้าคงจะปิดบัญชีไม่ได้มาก่อนหน้านี้แล้ว และคงทำผิดขั้นตอนบางอย่าง
พวกเขาเลยแอบเข้ามาล้างข้อมูล แล้วเอาสำเนาเทปbackupของวันก่อนหน้านั้นมาลงใหม่ ทำการป้อนข้อมูลใหม่
แต่เจ้าสำเนานั้นมันเป็นสำเนาที่มีปัญหา เพราะมันทำผิดขั้นตอนอีกเหมือนกัน (หรือไม่ก็เครื่องบันทึกเทปมันห่วย)
ประเด็นเลยมาอยู่ที่ว่า แผนกบัญชีเกือบทุกคนโกหกบริษัทเฮีย
และในเวลาเดียวกันก็โกหกผู้่บริหารระดับสูงและเจ้าของบริษัทด้วย
งานที่ต้องใช้พาสเวิร์ดระดับบริหาร ทำไมลูกน้องล่วงรู้ แล้วเข้าไป login ชื่อเจ้านายได้
เจ้านายบอก หรือลูกน้องแอบจดมา และมีปัญหาบ้าบออีกมากมาย
เจ้านายเฮียก็เป็นคนดี คือ ได้ที ขี่แพะไล่ จากที่พยายามประนีประนอมมาสองสามวัน
คราวนี้เล่นแรง ก็กะเอาลูกค้าคางเหลืองเหมือนกัน แต่ก็ยังไว้ฟอร์มว่า เราแก้ไขปัญหาให้คุณได้
เพียงแต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงระบบใหม่ และ บลา ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
งานนี้เลยมีฮีโร่หรือแพะก็ไม่ทราบนะ พนักงานแผนกบัญชี 3 คน พนักงานห้องคอมฯ 2 คน โดนไล่ออกทันที
แต่ผู้จัดการกับรองผู้จัดการไม่โดน เพราะขืนให้ออก บริษัทจะเจ้งพอดี
ถ้าจำไม่ผิดก็แค่ให้เขียนหนังสือชี้แจง ไมโดนลดเงินเดือนหรือทำททัณฑ์บนอะไรหรอก
5 คนที่โดนไล่ออกนี้ จริงๆก็ไม่ผิดอะไรมาก แค่ทำตามหัวหน้าสั่งให้ทำ
เฮียถามเจ้านายว่า เฮียจะเข้าไปบอกเจ้าของบริษัทเองว่า การกระทำนั้น ต่างคน ต่างกรรม ต่างเจตนา
ใช้มาตรการเด็ดขาดแบบนี้ มันตัดอนาคตคนหลายคน คนผิดจริงโดนไม่เท่าไหร่
แต่โดนเจ้านายด่า แถมได้งานชายแดน(หมายถึงต่างจังหวัด)มาอีก job เป็นรางวัล
ระหว่างรับพนักงานใหม่ บริษัทเฮียก็เอาคนของเราเข้าไปช่วยทำงาน
แต่คิดเงินทุกหยาดเหงื่อแรงงาน พวกเราแอบนินทาว่า งานนี้หมูวิ่งกระโดดขึ้นเขียงเอาหัวมุดปังตอ
พอปิดงบบัญชีเสร็จ ในราวกลางปีต่อไป ทั้ง ผจก และรอง ผจก แผนกบัญชีก็ลาออก หรือโดนบีบออกก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าทิ้งอุจจาระเอาไว้เต็มเก้าอี้และตู้เอกสาร
วันแรกที่ออกก็มีเรื่อง เพราะพวกเธอทั้งสองคนไม่ยอมส่งระหัสพาสเวิร์ดของเครื่องและระบบงานเอาไว้เลย
พอโทรศัพท์ตามก็กลายเป็นอยู่ต่างจังหวัด
วันรุ่งขึ้นทางบริษัทลูกค้าตามตัวได้ เจอปัญหาว่าพวกเขายังไม่ได้รับเช็คเงินเดือนกับเอกสารอะไรจากทางนั้นหลายอย่าง
ต้องรออีกวันให้พวกเขายื่นหมูยื่นแมว เคลียร์กันเอง เราถึงเข้าไปแก้ปัญหาให้ได้
จากนั้นบริษัทของเฮียก็เริ่มทอดทิ้งลูกค้ารายนี้เพราะเหมือนกับว่าต้องมาเริ่มจากจุดเริ่มต้นใหม่
ที่ต้องทำเพราะ ทำไปก็ไม่ได้เงินเพิ่ม เสียเวลาสอน เสียเวลาตอบคำถาม เสียเวลาส่งคนไปsupport
เราก็เอาลูกค้าไปนินทาว่า ทางโน้นเขาจ้างคนไม่มีคุณภาพ เจ้าของเอาแต่โมโหลูกเดียว (เป็นการแก้ตัว ถ้าโดนใครถามเรื่องนี้)
ทางโน่นหมายถึงลูกค้าก็เอาเราไปด่าทั่วไปหมด ว่าขายแล้วทิ้ง ขิงก็ราข่าก็แรง จริงๆ
สรุปว่าเสียกันหมดทุกฝ่าย วงการมันก็แสนจะแคบ
ไปตรงไหน หาลูกค้าหน้าใหม่ เขาก็กระซิบถามว่าเรื่องนี้จริงหรือ ทำไมได้ยินมาไม่เหมือนที่เราบอก
ปีนั้นเฮียเลยต้องขอลาออกบ้าง ใช้หนี้ให้ 5 หรือ 7 ชีวิตที่เราทำให้เขาเปลี่ยนที่ทำงาน 555

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 1 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:36:10 น.  

 




หวัดดียามเย็นค่ะเฮีย
มาชวนไปขี่จักรยานกันค่ะ อากาศดี๊ดีเน๊อะ
ไม่หนาว ไม่ร้อน กำลังดีเลย แต่ถ้าลงกว่านี้อีกซัก 3-4 องศา ก็จะดีไม่น้อยค่ะ อิอิ

ขอบคุณนะคะเรื่องลุงมินอ่ะ
ว่ากันตามจริง มินไม่ได้คุ้นเคยกับเค้าหรอกค่ะ
รู้แต่ว่าเป็นพี่ชายแม่ เพราะมินโตมากับครอบครัวทางพ่อค่ะ
ลูกเค้าเยอะตั้ง 5 คน แต่ละคนทำการทำงานกันดี ๆ ทั้งนั้น
สงสารแต่แม่ของมินเอง ที่เค้าดูเศร้า ๆ หมอง ๆ ลงไป
เพราะปีนี้ ต้นปีก็พี่ชายลุงคนนี้ เป็นนักเขียนด้วยนะคะ
ที่เค้ามีนามปากกาว่า ส.คลองหลวงอ่ะค่ะ เคยได้ยินไม๊
มินก็เพิ่งรู้จากแม่มินนี่แหละ ว่าลุงแกเป็นนักเขียน
พอมาปลายปีก็ลุงอีกคนซึ่งเป็นน้องของลุงคนแรก
แม่บอก คนนี้เมื่อก่อนเขาสร้างหนังนะ พวกเฉลิมกรุงคนรุ่นเก่า ๆ ก็มากันเยอะค่ะ

เฮียรู้ไม๊คะ ทุกวันนี้ มินต้องมีอีกหน้าที่นึง
ที่เลี่ยงได้ มินก็ไม่อยากจะทำเลย คือเซ็นต์ให้คนออกอ่ะค่ะ
ส่วนใหญ่จะเป็นพวกคนรถที่ทุจริตในแบบต่าง ๆ กันอ่ะ
เพราะทาง HR เขาจะส่งเรื่องสรุปขึ้นมาให้นายมินซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทฯ
และก็เป็นมินอีกนั่นแหละ ที่ต้องเซ็นต์พรู๊ฟลงไป
ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงหนักหนาจริง ๆ มันก็มีขั้นตอนการลงโทษอยู่แล้ว
บริษัทฯ มินจะถือมากเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตกับลูกค้า
เพราะเราเป็นงานให้บริการค่ะ ถ้าตามน้ำ นิด ๆ หน่อย ๆ แบบนายเค้าเซ็นต์ให้ เราก็ไม่ว่า
แต่บางคนมันทวนน้ำอ่ะจิคะ ทำจนบริษัทฯ พลอยเสียหายป่นปี้ไปด้วย แบบนี้ก็ไม่ไหวค่ะ

เรื่องผ้าพันคอนั้น มินชอบเป็นพวกซิ๊ลค์ผสมวูลค่ะ
มันจะนุ่มมาก ๆ และไม่หนามาก กำลังดีค่ะ
แต่ แหม..ยังไม่ได้ฤกษ์พันซะที เพราะไม่เห็นหนาว
ถึงขนาดที่ต้องใช้ผ้าพันคอเลยอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
วันเสาร์นู๋ก็ไปทำเสร่อ แถว ๆ ร้านแม็คทีนึงแล้วอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

วันพุธ มินต้องเอาของไปบริจาคน้ำท่วมที่ช่อง 9
จริง ๆ ต้องไปวันนี้ค่ะ แต่มินยังไม่ว่าง เลยยังค้างรอมินอยู่
เห็นพวกพี่ ๆ บอกอยากให้ไปช่วยนั่งแพ็คของด้วย
เพราะของเยอะมาก ๆ อ่ะ นี่กำลังคิด ๆ อยู่ว่า
จะฉากหลบออกมาตอนไหนดีเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ
อูย..ไม่เอาหรอก เจ้าหน้าที่เค้าเยอะแยะ
งานมิน เรื่องอื่น ก็เยอะแยะเหมือนกันอ่ะนะ

ปล. เพี๊ยง ขอให้คืนนี้หนาวจริง ๆ ซักทีเหอะน่า
จะได้ประหยัดไฟ ไม่ต้องเปิดแอร์อ่ะค่ะ
นอนหลับฝันดีนะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 1 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:42:26 น.  

 
ซาหวัดดีคร้าพี่ชาย อ๋อย สลบคาโน๊ตบุ๊คทุกวัน นี้ลุกไปอาบน้ำก่อนนอนรอบดึก แวะมาหาพี่ชายก่อนค่ะ วันก่อนแวะมาอ่านทีแล้วแต่ไม่จบ

อ้อ เรื่องนักร้อง คือว่าที่รู้สึกธรรมดา เพราะคิดว่าเสียงแหลม ๆ นั่นเป็นเสียงคอรัสเข้ามา มะใช่คนนี้ร้องอ่ะ ตกลงเสียงเขาเองหรือนี่ ^_^ งั้นก้อสุดยอดมากรุย

เรื่องพระนางเรือล่มนี่พอขึ้นตำหนักที่มีพระฉายาลักษณ์ ภาพวาดคู่กันของ ร.5 กับพระนางด้วยแล้ว เป็นภาพที่งามมากเลยค่ะ และในนั้นก็มีภาพชาร์ตประวัติราชวงศ์จักรี ไล่มาให้ดูกันเลย และอีกป้าย ก็เป็นประวัติของพระนาง และอีกป้าย เป็นสรุปเรื่องราว เห็นว่าเรือล่มพร้อมพระธิดา และยังมีว่าที่พระโอรส (ในครรภ์) อีกด้วยนะคะ ตายสามเลยว่างั้น *_* ที่เคยเรียนหรือได้ยินมา เห็นว่าไม่มีคนกล้าเข้าไปช่วยเพราะกลัวอาญาเรื่องแตะเนื้อต้องตัวพระองค์นี้แหล่ะ แต่บีก็ขัดใจเหมือนพี่ชายเหมือนกันนะคะ ที่ว่าทำไมถ้าการช่วยชีวิตคน หรือทำเรื่องดี ๆ แล้วกลัวกัน แบบนี้แย่จังเลยเน๊อะ *_*

บีเคยอ่านหนังสือรวมบันทึกเรื่องราวของราชวงศ์จักรีมา รู้สึกว่า ร.๕ เป็นพระองค์ที่ทรงรักพระมเหสีมาก ๆ ค่ะ ที่ค้นคว้ามารวมรวมเป็นหนังสือให้อ่านได้ก็เป็นบันทึกที่พระองค์เขียนถึงความรักที่มีต่อพระนางฯ อย่างมากมายทุกวัน จนถึงวันที่พระนางฯ สิ้นพระชนม์ ทรงเสียพระทัยอย่างมากทีเดียว *_*

เรื่องพันท้ายนรสิงห์ พี่ชายคะ บีข้องใจมาก เคยได้ยิน อาจารย์วีระ ธีรภัทร นี่แหล่ะ เคยเห็นคลิปประมาณว่า พันท้ายฯ ไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องเมก อะไรประมาณนั้น เหอะ ๆ กำนะ ปวดหัว อารายก้อมะรุ๊ เขาก้อมีศาล มีคนกราบไหว้บูชา เลยไม่รู้จาอารัย ยังไงดีเลย งง มีหลายเรื่องจัง เรียนมาอย่างนึง อีกคนบอกไม่ใช่อีกอย่างนึง เฮ้อ งง ชีวิต

ง่วงแว๊วค่ะพี่ชาย ^^ ไปนอนก่อนนะคะ ปั๊มเงินซื้อ n/b ใหม่งานคอมมาร์ทอยู่ อุอุ มีงานคอมมาร์ทพรุ่งนี้ถึงวันอาทิตย์นะคะ ไปเดินได้ ไปวันไหนโทรมาบอกด้วยนะคะ กิ๊กนู๋คนนึงไปเปิดบู๊ทอยู่ Asus น้า งิงิ แต่กำลังเสียวว่าไปแล้วรถไฟจาชนกันจังเบ้อเริ่ม อาทิตย์ก่อนรถไฟชนกันไปรอบแร้ว เกือบตั้งลำไม่ทัน เอิ๊ก งานเข้ารุย *_*


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ IP: 115.87.117.115 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:1:23:55 น.  

 
ท่าทางอากาศจะหนาวได้เท่านี้
เมื่อวานประมาณเวลา 10:00 น. อุณหภูมินอกรถวัดได้ 26 องศา
พอดีรถคันนี้เขาสามารถวัดอุณหภูมินอกรถได้ ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอะไร 555
ส่วนใหญ่พวกมาตรวัดในรถยนต์นี่ บริษัทเขาสร้างเกินมามากไป
หรือว่าเราโง่ที่ไม่รู้ว่าเอาไว้ทำไมหรือเปล่า?

วันนี้เวลาเดียวกัน วัดได้ 26 องศา เหมือนเดิม
ดีว่า...เช้าๆยังเย็นๆอยู่ ไม่อยากตื่นเลย


โดย: zoomzero วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:28:45 น.  

 
Mint

อือ...หน้าที่และความรับผิดชอบของอาหมวยนี่
"หนักเอาเรื่องเหมือนกันนะ"
การชี้เป็นชี้ตายอนาคตของมนุษย์ บางทีก็ไม่ฮาเลย
ดูแล้วสงสัยว่าชาติก่อนจะเคยเกิดเป็นญาติกับเปาปุ้นจิ้นกระมัง? ฮิ
เอาเป็นว่าถ้าเราทำด้วยความสุจริตและยุติธรรม(ตามหลักฐาน) ก็ถือว่า ทำดีที่สุดแล้ว
เฮียก็ขอให้ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย คงไม่ใช่เรื่องกรรมเวรอะไรหรอก

กาลครั้งหนึ่ง เฮียเคยผ่านเรื่องของพนักงานที่ชอบอู้งาน หนีงาน
และมีผลให้พนักงานคนอื่นเดือดร้อนวุ่นวาย ชื่อเสียงของบริษัทก็เสียไปด้วย
มินคงจะเข้าใจดีนะว่า ระดับของคนในองค์กรนั้นย่อมไม่เท่ากัน
น่ารำคาญกับคนที่เชื่อว่า คนเรานั้นย่อมเท่าเทียมกัน มันไม่เคยเป็นความจริงเลย
ในบริษัทต่างๆก็มีคนตั้งแต่ระดับบริหารที่อยู่บนหอคอยงาช้างแมมมอธ
ไปจนถึงพวกที่ให้บริการรองมือรองเท้าคนทั้งคนในและคนนอกบริษัทอย่างอดทน(หรือว่า ขมขื่น??)
บางคนการศึกษาดี บางคนชั่วโมงการทำงานมากมาย บางคนอาวุโส บางคนมีเส้นมีสาย รายได้ไม่เท่ากัน เนื้องานไม่เหมือนกัน ฯ
พวกพนักงานระดับล่างๆนี่แหละที่ถึงแม้จะเป็นเฟืองตัวเล็กๆแต่ก็สร้างปัญหาใหญ่ๆได้เสมอ

เรื่องนี้มีพระเอกชื่อนายอ๊อด ซี่งเป็นช่าง(ช่างอะไรก็ช่างเถอะ)ที่มีความสามารถสูงมาก มีฉายาว่า ไอน์สไตน์น้อย ของบริษัท
ทั้งๆที่การศึกษาก็ไม่มาก ภาษาอังกฤษค่อนข้างดีนิดหน่อย พออ่านออกเท่านั้น แต่คิดอ่านอะไรได้เหนือชั้นกว่าพนักงานคนอื่นๆ
แม้แต่ระดับเจ้านายหรือผู้เชี่ยวชาญยังเอ่ยปากชมว่า ช่างอ๊อดมือเทวดา
แต่...นิสัยเสียของอ๊อดคือ เมาเหล้าแล้วไม่มาทำงาน
อ๊อดมีคำขวัญว่า ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลางาน อังคารลาป่วย พุธมาสาย พฤหัสทำงานพอไหว
หัวหน้าแผนกนั้นส่งเรื่องไล่เจ้าอ๊อดออกมาหลายรอบ แต่ก็มีเคสยากๆเข้ามาช่วยมันได้ทันทุกที
เจ้าอ๊อดคนนี้เวลาตั้งใจทำงาน เขาจะทำแบบเต็มที่เต็มกำลัง
ขนาดว่าบางทีขอนอนที่ทำงานเลย ตำราฝรั่งหนาๆเป็นนิ้วๆ มันมั่วอ่านจนเข้าใจหมดในวันเดียว

อยู่มาวันหนึ่งบริษัทต้องเข้าไปทำงานให้ลูกค้าระดับที่fussyหรือจู้จี้มากๆ
คือเราต้องให้เขาหยุดทำงานครึ่งวันเพื่อให้ปิดไฟฟ้า เดินสายไฟ และทำเรื่องอื่นๆอีกมากมาย
แต่เจ้าอ๊อดดันเบี้ยวงาน โดยหายหัวไปเลย โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้
และเนื้อหาของงานก็ไม่ได้บอกเผื่อเพื่อนๆว่าต้องทำอย่างไร จะได้มีคนอื่นเข้าไปทำแทนให้
งานนั้นก็ดันนัดไปเจอกันที่บริษัทลูกค้าเลย ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะมารวมตัวกันที่บริษัทก่อน
แล้วจึงเอารถตู้ออกไปทำงาน งานนั้นดันนัดกันต่างคนต่างไป
แต่ละคนก็รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร แต่ไม่มีการประชุมตกลงว่าใครจะทำอะไรตรงไหน ตอนไหน
วันนั้นไม่มีใครคิดว่าจะมีปัญหาเพราะเรามีลูกค้าลักษณะเดียวกัน และได้ทำแบบเดียวกันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
พวกที่ไปทำงานก็หลับหูหลับตาทำงาน งานก็ไม่เสร็จ ข้าวข้องก็กองเกะกะในห้องทำงานของลูกค้า
และเป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีใครโทรศัพท์เข้ามาเล่าอะไรให้ระดับหัวหน้าในบริษัทรับรู้เลย

พอวันต่อมาลูกค้าก็โทรศัพท์มาถอนหงอกตั้งแต่ระดับHEAD ยันระดับFOOT
ก็เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ MD และเป็นญาติกับเจ้าของเงินทุนหรือถุงเงินของบริษัท (ซึ่งถุงเงินที่ว่านี้เขาเป็นนักการเมือง)
เรียกว่างานนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ ใหญ่กว่าไดโนเสาชุบแป้งทอดเสียอีก

มองแบบนี้ก็คงรู้แล้วซินะว่า ไอ้คุณอ๊อดต้องโดนไล่ออกแน่ๆ
แต่หนังเรื่องนี้มันแปลกประหลาดยิ่งกว่าหนังเรื่องAvatar เสียอีก
เพราะที่บริษัทมีรองผู้อำนวยการท่านหนึ่ง ชื่อ คุณปู หรือพี่ปู
แต่MD ของบริษัทดันชอบเรียกชื่อท่านว่า ท่านปู่
พวกคนในบริษัทก็เรียกตามบ้าง แต่หลังๆมาก็เพี้ยนเป็น อาจารย์ปู่ (เหมือนหนังกำลังภายใน)
อาจารย์ปู่นี่แหละดูแลงานด้าน HR สามารถรับคน จ้างคน ขึ้นเงินเดือน และไล่คนออก
เดี๋ยวก่อนนะ
ขอสรุปก่อนว่า เจ้าอ๊อดเมาเลยไม่มาทำงาน แต่มันมีข้อแก้ตัว
มันบอกว่ามันท้องเสียถึงขนาดนอนหมดสติ (เป็นข้อแก้ตัวของคนเมา)
แต่งานนี้เจ้าอ๊อดดวงดีเพราะพี่ชายของมันได้หามมันไปให้กลูโคสที่โรงพยาบาล
เลยมีใบรับรองแพทย์ แต่มันก็ผิดเต็มๆเพราะไม่ฝากงานหรือโทรศัพท์มาบอกคนที่บริษัทแม้แต่คนเดียว
จริงๆก็น่าจะไล่ออกทั้งทีมงานของมันเลย เพราะว่าขาดระเบียบวินัย แถมเสื้อผ้าหน้าผมเหมือนคนจะออกไปปล้นทรัพย์มากกว่าไปทำงาน
อีกเหตุผลที่งานนี้ไล่เจ้าอ๊อดออกไม่ได้ เพราะหัวหน้าของมันก็ดันเป็นพนักงานใหม่ที่ไม่รู้ฤทธิ์เดชของเจ้าอ๊อด
ดันสั่งงานมันโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่า เป็นงานใหญ่ สั่งไปแล้วตัวเองก็ไม่คุมงาน ไม่ตามงานให้ดี
ถ้าไล่ออกก็ต้องโดนทั้ง 2 คน เออ...ปิดแผนกไปเลยดีกว่า

อาจารย์ปู่เรียกเจ้าอ๊อดเข้าไปคุย เราเรียกว่า เข้าห้องเย็น
พวกเพื่อนต่างก็เอาใจช่วย คือช่วยเก็บข้าวของใส่ลังกระดาษให้เลย เพราะชัวร์ว่า โดนไล่ออก แน่ๆ
แต่เรื่องพลิกล๊อค เพราะเจ้าอ๊อดบอกว่า ผมไม่โดนไล่ออก แต่ต้องไปทำงานเป็นเลขาฯอาจารย์ปู่ 1 สัปดาห์
เฮ้ย...มันจะบ้าอะไร ฟังแล้วงง
หลายคนคิดว่า อาจารย์ปู่คงวางแผนสูบสมองเจ้าอ๊อดก่อนที่จะประหารชีวิต
แต่ด้วยเนื้อแท้ของพี่ปู ท่านเป็นคนดีมีเมตตา เป็นคนธรรมะธรรมโม ระดับเทพเลยทีเดียว
ท่านเป็นคนตรง พูดจริงทำจริง ไม่เคย fake ดังนั้นเรื่องนี้ก็เลยต้องเดากันไปต่างๆนาๆ

อาจารย์ปู่ให้เจ้านักโทษประหารเข้าไปนั่งในห้องติดแอร์เย็นเฉียบห้องเดียวกับท่าน
แถมยังพามันไปกินอาหารกลางวันตลอด 5 วัน
อาจารย์ปูเป็นคนเรียบง่าย ท่านทานอาหารร้านก๋วยเตี๋ยว หรือข้าวราดแกงข้างถนนนี่แหละ
แต่เป็นร้านค่อนข้างดีหน่อย ส่วนใหญ่ต้องขับรถไป ถ้าไม่จอดข้างถนนก็หาร้านที่มีที่จอดรถสำหรับลูกค้า
สัปดาห์นั้นอาจารย์ปู่คงคุยเรื่องของตัวท่าน หรือสอบถามเรื่องของส่วนตัวเจ้าอ๊อด ต้องเดากันเอาเอง
เรื่องนี้มีแค่คนสองคนนั้นที่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน
พอพ้นสัปดาห์นั้นไปเจ้าอ๊อดก็เปลี่ยนไป มันมาทำงานตรงตามเวลา มีความรับผิดชอบมากขึ้น
แต่เรื่องกินเหล้าเมายายังไม่ยอมเลิก แต่ไม่มีเมาแบบข้ามวันข้ามคืน

เฮียแอบไปสืบข้อมูลมาว่า พี่ปูนั้น สมัยหนุ่มๆ ท่านเละเทะยิ่งกว่าเจ้าอ๊อดหลายสิบเท่า
ท่านเคยเล่าว่ามีสาวๆมาตบกันในอ๊อฟฟิซเพราะความเจ้าชู้ของท่านก็เคยมาแล้ว
เป็นหนี้คนทั้งบริษัทก็เคยทำมาแล้ว เออ..เรื่องของท่านเกิดที่เมืองนอกนะไม่ใช่บ้านเรา
แค่เรื่องเมาเหล้าแล้วเบี้ยวงาน ท่านบอกว่า เรื่องเล็กน้อย
แต่พี่ปูไม่เคยทุจริต และเกลียดการทุจริตมาก
คนที่โดนไล่ออกส่วนใหญ่ถ้าเป็นคดีทุจริต ยักยอก หรือขโมยของในบริษัท
แบบนี้พี่ปูไล่ออก ไม่มีการให้อุทธรณ์หรือฎีกาใดๆเลย

เรื่องของนายอ๊อด การโดนให้มาทำงานกับผู้ใหญ่ 5 วัน ก็เท่ากับห้ามดื่มเหล้า 5 วัน
ต้องตื่นเช้า และคงได้เห็นว่าถ้าคนเราตั้งใจทำงาน ก็จะต้องมีอนาคตที่ก้าวหน้า
แต่เรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษของคนพิเศษ 2 คน
เพราะไม่เคยเห็นว่าจะมีใครได้รับความเมตตาอย่างเจ้าอ๊อดเป็นรายที่สองเลย
ทุกวันนี้คนพวกนั้นไปอยู่ที่ไหนกันหมดแล้ว เฮียก็ไม่ทราบเพราะบริษัทเจ้งไปแล้ว
พี่ปูคงคิดดูแล้วว่าถ้าปลดเจ้าอ๊อดออกก็ต้องเหนื่อยกันน่าดูกว่าจะได้คนที่ทำงานได้เท่าเทียมกับคนที่ขาดไป
หรือท่านมองว่าถ้าหลุดจากตรงนี้ไป ชีวิตเจ้าอ๊อดคงจะเละตุ้มเปะ

สำหรับเฮีย เฮียเป็นพวกใจดำและเห็นแก่ตัว
เฮียไม่เห็นด้วยกับการที่เราจะเลี้ยงคนที่ขาดวินัย คนอายุขนาดนี้ถ้าไม่มีหัวคิด เราจะไปทำอะไรให้เขาดีขึ้น
การที่พี่ปูใช้วิธีนี้ แล้วเจ้าอ๊อดแกล้งทำตัวดีเพื่อให้รอดตัวไปจากคดีนั้น
แล้วกลับมาทำเรื่องน่าปวดหัว ซึ่งจะทำให้งานของบริษัทพังอีก
พี่ปูชอบพูดว่า เรามาทำงาน ไม่ได้ไปรบ ไม่มีใครฆ่ากันตายหรอก ใจเย็นๆค่อยๆแก้ปัญหากันไป

โอ้ย...โม้ซะยาวเลย

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1



โดย: zoomzero วันที่: 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา:17:55:45 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
อืม....จริง ๆ เรื่องเอาคนเข้าคนออกเนี่ย
เป็นเรื่องของ HR ค่ะ ไม่เกี่ยวกับมินหรอก
นอกจากบางเคสที่ให้ออกแบบผิดปกติอ่ะค่ะ
เช่นขาดประสิทธิภาพการทำงานคล้าย ๆ เคสช่างอ๊อดแบบนี้ บริษัทฯ มินก็มีอยู่คนนึงเหมือนกัน
แกเป็นช่างซ่อมรถอยู่ในบริษัทเนี่ยแหละ
ฝีมือดีมาก และยังทำอีกสารพัด เช่น
ต้องไปซ่อมแซม ไฟฟ้า ประปา ประตู แม้กระทั้่งห้องน้ำบ้านเจ้านายอีก
แต่ถ้าเหล้าเข้าปากไปแบบติดลมเมื่อไร พรุ่งนี้ได้เรื่อง
คือถ้าไม่มาเที่ยง ก็ขาดงานไปเลย เป็นแบบนี้หลายครั้งหลายหน
ฝ่ายบุคคลทำทัณฑ์บนจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ
แต่ เนื่องจากพี่คนนี้เป็นคนเก่าแก่ของบริษัทฯ อยู่มาเกือบ 20 ปี
เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากับเจ้าของตั้งแต่กิจการเขายังเล็ก ๆ มีรถไม่กี่สิบคันจนเดี๋ยวนี้มีเป็นพันคัน
ก็เลยต้องเว้นแกไว้ซักคนอ่ะค่ะ ถ้าแกไม่กินเหล้านะ ทำงานตั้งแต่เช้ายันเที่ยงคืน ก็อยู่ทำแบบคนบ้าเลยอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
จริง ๆ มินชอบวิธีการของอาจารย์ปู่นะคะเฮีย
คนเราทุกคนเนี่ย จริง ๆ แล้วมินว่ามันมีส่วนของจิตสำนึกที่ดี สำนึกที่รู้ว่าอาไรถูกอาไรผิด มากกว่า
สำนึกที่ไม่ดีและไม่รู้ว่าอาไรถูกอาไรผิดนะมินว่า
บางคนก็สามารถตระหนักในจิตสำนึกตรงนี้ได้
เมื่อได้รับการกระตุ้นหรือซาบซึ้งในสิ่งที่คนอื่นดีกับเขา
และอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของเค้าได้เหมือนกันค่ะ

มินเคยมีคนขับคนนึงนะ ไอ้นี่เอาทุกรูปแบบ
คือบวกบิลน้ำมัน บวกค่าโอที ไม่ได้ทำงานวันหยุด
ก็ลงเวลาวันหยุด เพื่อจะได้ค่าแรงและโอเบิ้ล
ที่ทำแบบนี้ได้ผ่านฉลุยตลอดเพราะนายญี่ปุ่นไม่รู้เรื่อง
คนรถเอาอาไรมาให้เซ็นต์ก็เซ็นต์ตลอด
(นั่นคือสมัย 10 กว่าปีก่อนนะคะ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วที่ญี่ปุ่นจะไม่รู้เรื่องอ่ะ รู้ดีมากกว่าเราซะอีกค่ะ ฮ่า ๆ ๆ)
พอมันนาน ๆ เข้า มินชักทนไม่ไหว
เพราะถึงจะเก็บเงินลูกค้าได้ก็เหอะ
แต่ ถ้าภายหลังบริษัทฯ เขาเกิดจับได้ขึ้นมา
มันจะเป็นเรื่องใหญ่ บริษัทฯ เราก็จะเสียหายไปด้วย
เลยเรียกเข้าห้องเย็นเหมือนกันค่ะ
สอบถามไปมา ได้ความว่าต้องหาเงินให้ได้เดือนละ
ไม่ต่ำกว่า 15000 ในสมัยนั้น เพราะลูก 2 เมียไม่ได้ทำงาน
แล้วลูกคนนึงป่วยเป็นดาวน์ต้องเอาไปเข้ารักษาแถว ๆ ดินแดงหรือไงเนี่ย
ลำพังเงินเดือนเขาสมัยนั้น แค่ 5500 รวมโอแล้วก็ไม่ถึง 8500 เขาอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ทำแบบนี้
โอว...เรื่องนี้เป็นซีรี่ส์เรื่องยาวค่ะ เอาเป็นว่า ตอนหลังเขาลาออกไป
โดยที่นายมินให้ยืมเงินไปก้อนนึง โดยเอาไปทำทุนค้าขาย
ผ่านมาซัก 15 ปีได้ เค้าก็เอาเงินมาใช้คืนให้นายมินนะคะ พร้อมทั้งเอาพระบูชาองค์ใหญ่มาให้ด้วย
เดี๋ยวนี้เค้าไม่ได้ขับรถแล้ว เขาเปิดร้านขายพวกพลาสติกต่าง ๆ อยู่ที่ร้อยเอ็ดโน่น เป็นร้านใหญ่มากแบบขายส่งเลยค่ะ

เฮียคะ เล่าเรื่องขำ ๆ ให้ฟังอ่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อวานนี้ มินเอาของไปบริจาคช่วยน้ำท่วมที่ช่อง 9 อ่ะนะคะ
พอดีมินรู้จักหลาย ๆ ท่านอยู่แล้ว เพราะเค้าเป็นลูกค้าบริษัทฯ มินนี่นา
พอเห็นหน้ามิน ท่านก็เรียก มิน ๆ มานี่ก่อน เข้ามาข้างใน เดี๋ยวมาถ่ายรูปก่อน
คนเยอะมากกกกกกกกกกก....(ย้ำ มากจริง ๆ ค่ะ)
ตอนแรกมินก็ไม่รู้ เดินตามพี่เขาเข้าไปข้างใน นึกว่าอาไร อุตส่าห์เดินแหวกฝูงชนเข้าไปอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
พี่เขาพาไปแนะนำให้รู้จักคุณสุวิทย์ ที่เป็นพิธีกรรายการข่าวตอนเช้า กับ คุยโขมงบ่าย 3 โมง หรือไงเนี่ยค่ะ
ถ้าใครมาอ่านเจอ เรียกชื่อเขาหรือรายการผิด ขอโทษด้วยนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
เพราะบอกตรง ๆ ค่ะ ว่าไม่รู้จัก และไม่เคยดูข่าวทั้งเช้าทั้งบ่ายเลยมินอ่ะ
ถ้าที่บ้านมินเปิดทีวี มินก็เปิดดูแต่ช่องทรูอ่ะ แต่ไม่กล้าพูดตรงนั้น เดี๋ยวโดนเหยียบค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เฮีย รู้ไม๊คะ พี่เขาจะให้มินรอบ่าย 3 ออกรายการสดคุยโขมงไรเนี่ยแหละ
คือ แบบว่า บริษัทฯ นั้น บริษัทฯ นี้มาบริจาคช่วยน้ำท่วมอ่ะค่ะ
มินหันซ้ายหันขวาเตรียมหาทางเผ่นค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เพราะไรเฮีย ก็สหกรณ์นมโคหนองโพเค้ามาบริจาคทั้งนมทั้งเงินเป็นแสน ๆ
ห้างแม็คโครเอย บริษัทฯ ซีพีเอย ที่นั่น ที่นี่ แบบบริจาคกันเยอะ ๆ
แล้วนู๋อ่ะ มาม่า 10 กล่อง น้ำ 24 แพ็ค ทิชชู่ 12 แพ็ค(ใหญ่) คัพโจ๊ก 5 กล่อง แล้วนู๋จะกล้าแหยมเร๊อะ ฮ่า ๆ ๆ....
ฉากออกมาแทบไม่ทันค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อวานพวกผู้ใหญ่ก็ขอรถค่ะ คือขอรถแบบ 6 ล้อ สูง ๆ อ่ะ
จะให้ช่วยขนของลงใต้ไปบริจาคเนี่ยแหละ แต่ มินไม่ได้มีรถแบบนั้นค่ะ
แล้วแอบกระซิบนะคะ ตอนนี้รถมินจมน้ำเป็น 10 คันแล้วค่ะเฮีย ก็ อสมท.เอง ก็เข้าไป 3 คันแล้ว
ของ ปตท. และที่อื่น ๆ อีก ตอนนี้แผนกช่างเค้ายังเอาอวัยวะเบื้องล่างมาก่ายหน้าผากเลยอ่ะนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
แล้วที่รัฐบาลออกมาปาว ๆ ๆ ๆ ว่า ประกันต้องรับผิดชอบเนี่ย ไม่ใช่นะคะ ขอบอก..
เค้าจะรับผิดชอบก็ต่อเมื่อ คุณซื้อเบี้ยประกันในส่วนนี้เพิ่มเท่านั้นค่ะ ทุกคนโปรดเข้าใจความจริงด้วย เฮ๊อ..
ถ้ารถเสียหาย 20-30 คัน มินก็ต้องจัดหารถไปทดแทนตามจำนวนนั้นก่อน
ส่วนการซ่อม แก้ไขนั้น ต้องเอากลับมาว่ากันอีกที แล้วต้องคนรู้และเป็นด้วยค่ะ
เช่น รถที่จมน้ำพวกนี้ ห้ามสตาร์ทเครื่องเด็ดขาด
ต้องทำความสะอาดและเช็คตรวจสอบกล่องอีซียูให้แห้ง เปลี่ยนแบต, หัวเทียนใหม่หมด ถ่ายของเหลวทุกอย่างออกให้หมด เช็คระบบสายไฟ และทำให้ห้องเครื่องแห้ง
แหม..จะโม้ซะหน่อย จำในห้องประชุมมาค่ะ ลืมซะแล้วอ่ะนะ อิอิ

จ๊าก...เพ้อเจ้อ พล่ามซะยาวอีกแล้ว ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เอาเป็นว่า 2-3 วันนี้ ยุ่งมากค่ะ เสาร์ อาทิตย์นี้นู๋ก็ไม่อยู่นะ
เฝ้าบ้านให้ด้วยค่ะ ไปแข่งแรลลี่การกุศล ไปเมืองกาญโน่นค่ะ
สุข สดชื่นในวันที่อากาศไม่เห็นจะหนาวเลย นะคะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:40:55 น.  

 
Mint

อ้าว...โม้ซะยาว แหมมาหักมุมฝากบ้านเฉยเลย
เอ้ย...แล้วถ้าดีเปรสชั่นเข้า น้ำท่วมชั้นล่าง จะต้องทำอย่างไรหละ
พวกโฮมเธียร์เตอร์ต้องยกขึ้นชั้นสองหรือเอาไปไว้ที่ห้องใต้หลังคา???
แล้วไปแรลลี่นี่เอารถใครไปหละ
รถตัวเองหนะ ดูแลเรื่องเครื่อง เรื่องยาง เรียบร้อยหรือเปล่า??
อ้อ...เบรคกับช่วงล่างด้วย
โห้ย...ไม่อยากเตือน เอาเป็นว่าเป็นห่วงมากกว่าอยากเชียร์ให้ win win

สัปดาห์นี่ภาคใต้ก็อ่วมไปตาม(เจ้)ระเบียบ
เห็นข่าวแล้วตกกระใจ น้ำอะไรมาเร็วและแรงปานนั้น
พอเมื่อเช้าป้าข้างบ้านเขาติดต่อลูกสาวที่หาดใหญ่ได้
เขาว่าน้ำท่วมชั้นล่างจนมิด ไม่ได้ย้ายของชั้นล่างเลยตอนเย็นไม่เห็นวี่แววอะไร
รู้แต่ว่าฝนตกหนักผิดปกติ แต่พอสามทุ่ม น้ำมาแรงมาก แรงประมาณน้ำตก ไหลดังซู่ๆๆๆ
รถเก๋งจอดในบ้าน น้ำท่วมมิดหลังคา เห็นบอกว่าไม่มีวันใช้ได้
อือ...คงจะหมายความว่าต้องขายทิ้งคุ้มกว่าซ่อม

เฮียก็คิดเหมือนอาหมวยเรื่องประกันรถน้ำท่วม
เพราะไม่มีทางที่ประกันจะมาจ่ายอะไรในเหตุการณ์ภัยพิบัติให้ง่าย
เฮียคิดว่า หลักการประกัน คือ เบี้ยประกัน เท่ากับ ค่าสินไหมทดแทน
และก็เชื่อว่าต้องจ่ายเพิ่มถ้าหากจะให้เขาคุ้มครองเรื่องแปลกๆที่เกิดขึ้นได้ยาก

ส่วนเรื่องรถจมน้ำนี่ไม่นึกว่า จะต้องเอาน้องเขาไปอาบน้ำล้างไส้ล้างพุง
เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่
ทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็คโทรนิค ให้เรียบร้อยก่อนสตาร์ท
ถ้าเป็นรถบริการ ก็คงจะเอาไปซ่อม
แต่ถ้าเป็นรถบ้าน เฮียว่าเอาไปขายทิ้งแก้ซวยดีกว่า
แค่กลิ่นเบาะเน่าๆนี่ คงเหม็นไปเป็นปีๆ
ขอสนับสนุนให้ขายรถที่จมน้ำทิ้งแล้วโหนรถเมล์เหมือนเดิมเถอะคุณ

อุ้ยส์....อาหมวยเกือบจะได้ออกทีวี
นี่แสดงว่า ความสวยเข้าตาพิธีกรแน่ๆ
แหม...คนเรานี่แหละน้า มีความสวยเป็นอาวุธ 555

เมื่อวานไปหาร้านบะหมี่กวางตุ้งระดับเทพ
เจอร้านแถวรามคำแหง-ลำสาลี เป็นร้านเก่าแก่ย่านประตูน้ำ
เขาขายบะหมี่ ปู เกี้ยว หมูแดง
บะหมี่ 2 ก้อน ขายชามละ 60 บาท ไม่ต้องสั่ง 2 ครั้ง อิ่มเต็มที่
แต่สำหรับเฮียก่อนอื่นต้องสั่งขนมจีบสูตรฮ่องกงมาโซ้ยก่อน 1 จาน
ถึงจะสั่งบะหมี่แห้ง แต่ก็ต้องขอน้ำซุปมาซดล้างคอ อร่อยมาก
ทีแรกคิดว่าคงใส่ผงชูรสมากๆ แต่เฮียมีอุปกรณ์ตรวจสารปนเปื้อนอยู่ในดีเอ็นเอ
ถ้าเจอผงชูรส แค่ 30 นาทีจะคันตา คัดจมูก ทันที แต่งานนี้รู้สึกเฉยๆ
แปลว่า ก๋วยเตี๋ยวเขาอร่อยมาก ไม่เน้นชูรส
เจ้าของร้านเล่าว่า ย้ายมาอยู่ย่านนี้นานกว่า 40 ปี
มี 2 ร้าน อีกร้านก็เป็นญาติกัน อร่อยเหมือนกัน
ร้านที่ไปทานนั้น ค่อนข้างจะจอดรถยาก เพราะอาจจะโดนใบสั่ง
ความประทับใจร้านนี้อยู่ที่มีของเก่าเก็บเอาไว้บนชั้นลอย มีทั้งวิทยุและนาฬิกา
สำหรับนาฬิกาก็เก่าและหยุดเดินทุกเรือน แต่ตั้งเวลามรณะเวลาเดียวกัน
ร้านญาติของเขาอยู่หน้า สน.ลาดพร้าว ฝั่งตรงข้ามกัน นั่นก็หาที่จอดรถยากเหมือนกัน
สองร้านใช้ชื่อเดียวกัน คือ ซ่งกี่ประตูน้ำ

ส่วนวันนี้ ไปไหว้พระที่แปดริ้ว ลพ.โสธร
หาร้านอาหารริมแม่น้ำบางปะกง อากาศดีมาก ลมแรงไปนิด ไม่เป็นไร
ในน้ำมีปลากดเทพา กับปลาชื่อเรียกยากๆ เจ้าของร้านบอกว่าชื่อปลา "สังกะวัง"
เห็นปลาแล้ว เลยต้องซื้อขนมปังก้อนขายเป็นถุง ถุงละ 20 บาท หยิบมา 5 ถุง
คุณลุง(น่าจะเป็นเจ้าของร้าน)บอกว่าเป็นขนมปังเกรดเอ ทานกับไอศกรีมได้เลย
เป็นของใหม่ เฮียเลยแย่งปลา กินไป 2 ก้อนเล็กๆ อาหย่อยมาก อันนี้ทานเผืออาหมวยด้วยนะ
เอ้ยไม่ช่าย ใครจะกินอาหารปลาเผื่อน้องสาวผู้เลอ...โฉม ได้ยังไง ยังไง
เอ้า...วันนี้ทานเผื่อแน่นอน เมนูวันนี้ได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม, หมึกไข่มะนาว,
หมูสะเต๊ะ, ข้าวผัดรวมมิตรทะเล, กุ้งแม่น้ำย่าง(คนละ 2 ซีก หรือ 1 ตัว), ยำหอยนางรม
ส่วนเครื่องดื่ม ของคนอื่นไม่อยากเล่า
แต่ของเฮีย เป็น น้ำดอกอัญชัน ทานแล้วคนนึกว่าเป็นเกย์เฒ่าพาญาติมาทานอาหารริมแม่น้ำ
ร้านนี้อยู่ใจกลางเมืองแปดริ้ว มีชื่อว่า รวย...เรือนแพ

อ้อ....แม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำที่เอาอังคารของคุณพ่อไปลอย
จำได้ว่าวันนั้น ล่องเรือเลยวัดโสธรไปหน่อย เรือไปจอดแถวใกล้โค้งน้ำ แล้วถึงทำพิธีลอยอังคาร
ตามที่ทราบมา แม่น้ำบางปะกง เป็นแม่น้ำทีเกิดจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี
แม่น้ำบางปะกงมีชื่อเรียก 2 ชื่อ คือ ช่วงที่ไหลผ่านปราจีนบุรี เรียกว่า แม่น้ำปราจีนบุรี
ครั้นมาไหลผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงจะเรียกว่า แม่น้ำบางปะกง

วกกลับมาเรื่องหน้าที่การงานก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนสุดสัปดาห์
เรื่องเอาคนออกจากองค์กรนี้ พวกบริษัทเล็กๆที่ไม่มี HR เขาทำกันแปลกดี
เจ้านายใหญ่ตั้งใจไล่คนๆนั้นออก แต่ให้ฝ่ายบัญชีเป็นคนบอกเรื่องนี้กับพนักงานคนนั้น
หัวหน้าฝ่ายบัญชีก็บอกว่า พี่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี พี่ก็อยากจะช่วยคุณเหมือนกัน
แต่เบื้องบนเขาสั่งมา อย่าโกรธพี่เลยนะคุณ ... บลา ๆๆๆ
แทนที่คนที่ต้องการไล่ออกจะมาบอกเจ้าคนทำผิดว่า เขาทำตัวไม่ดีแบบนั้นแบบนี้ ทางเราไม่ยินดีให้เขาทำงานต่อ
แต่เพราะว่ากลัวพนักงานที่จะออกจะกลับมาสร้างปัญหา บางบริษัทเลยใช้วิธีโบ้ยกันไปโบ้ยกันมา
เออ...แบบว่าสับขาหลอก
เฮียเชื่อว่า คนเราไม่มีใครอยากทำผิด แต่ถ้าลองทำผิดแล้ว ไม่โดนใครว่าอะไร หรือจับผิดไม่ได้
มันทำให้คนบางคนคิดว่าเป็นเรื่องท้าทาย หรือหยุดทำผิดไม่ได้
แต่แหมพอจับได้คาหนังคาเขา หลักฐานแน่นเอี๊ยด ถึงกับดิ้นไม่หลุด ทีนี้ทำเป็นร้องห่มร้องไห้

มีเพื่อนของเฮียคนหนึ่ง ทำงานในบริษัทระดับบิ๊ก
พนักงานส่วนใหญ่เรียนมาสูงๆ บางคนจบเมืองนอก บางคนเกียรตินิยม อย่างอุจจาระๆก็เกรด 3
แต่ดันมีเรื่องของหายเป็นประจำ เผลอไม่ได้ของต้องหาย เงินหายบ้าง โทรศัพท์หายบ้าง
จนต้องแอบติดกล้องวงจรปิด โชคดีบริษัทเช่าพื้นที่ทำงาน 2 ชั้น เลยเอาเครื่องอัดภาพไปซ่อนในห้องลับชั้นบน
เขาก็ใจดีนะ มีการประกาศว่าเนื่องจากมีของหายบ่อย เลยจะใช้ระบบคีย์การ์ด จบข่าว
แต่ที่ไหนได้ เอากล้องไปซ่อนหลากหลายจุด มีแต่ผู้บริหารที่ทราบเท่านั้น
เออ...ถ้าเฮียเป็นผู้บริหารนะ เฮียจะซ่อนกล้องใต้โต๊ะพนักงานผู้หญิงทั้งหมดเลย 555
แค่ 2 สัปดาห์ ก็ได้ตัวผู้ต้องหา แหมเป็นเลขาฯ จบจากเมืองนอก ฐานะก็ดี
แต่ไหงดันชอบขโมย งานนี้เขาไม่ได้ไล่ออก แต่ให้ไปสารภาพบาปกับกรรมการบริหาร 2-3 คน
สุดท้ายผ่านไป 3 เดือน เขาก็ลาออกไปเอง
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ของก็ยังหายอยูอีก
กลายเป็นว่า เจ้าคนที่บอกว่าเงินหาย น่าจะสร้างเรื่อง เพราะชีเป็นหนี้เขาหลายคนเหลือเกิน
แล้วเจ้คนนั้นก็ลาออกไปในเดือนต่อมา เขาต้องเอาเงินสะสมมาใช้หนี้จนแทบจะหมดกระเป๋า
เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะอีกไม่นาน ของก็หายอีก คราวนี้ Notebook หายทั้งเครื่องและกระเป๋า

ไอ้กล้อง CCTV ก็หาร่องรอยหลักฐานอะไรไม่ได้เลย แถมมันยังเคยโดนปิดอีกด้วย
เฮ้ย...ใครช่างกล้าทำหว่า ขโมยกันไม่ว่า แต่นี่หักหน้ากันโดยปิดเครื่องเฉยเลย
ความจริงคือเรื่องกล้องที่ซ่อนนั้นมีคนรู้กันเกือบหมดบริษัทแล้ว
เรื่องนี้เพราะมีคนในห้องบัญชีทำเช็คจ่ายค่ากล้องและการเดินสายสัญญาณให้บริษัทที่มาทำระบบคีย์การ์ด
โดยแบ่งเป็น 2 ยอด คือ เรื่องประตูเข้าออก และเรื่องกล้องรักษาความปลอดภัย แล้วเด็กทำเช็คก็เอามาเม้าท์นอกแผนก กรรม!!!

ตอนหลังเพื่อนของเฮียเขามารู้ว่าที่หาภาพการขโมยไม่ได้ เพราะกล้องมันบันทึกวนไปวนมา มันจะทับของวันก่อนโน้น
ต้องรีบมาตรวจดูรูปกันแทบจะวันต่อวัน พวกเขาเลยปรับเป็นภาพหยาบ หรือ resolution ต่ำๆ
คือว่าฮาร์ดดิสมันเคยเสีย หาอะไหล่มาเปลี่ยนไม่ได้ ของมันตกรุ่น หรือร้านเก่ามันเจ้งก็ได้ (เดาเอานะ)
ช่างเลยเอาฮาร์ดดิสอีกยี่ห้อมาเปลี่ยน คงเอาแบบที่ราคาถูกกว่ามาตรฐานมาเปลี่ยนแทนของเก่า
ตัวกล้องมันก็ไม่ดี ไม่ชัด ไม่ใช่หาภาพไม่ได้ คนที่ต้องมานั่งดูภาพก็นิสัยไม่ดี พอมองไม่ชัดก็รำคาญ
ครั้นกรอเดินหน้าเร็วๆ เร่ง speed ก็ยิ่งมองอะไรไม่ได้ คนๆนั้นแกล้งทำเป็นนั่งดูให้หมดวัน
แล้วก็บอกว่า ไม่เห็นอะไรผิดปกติ คนที่ฟังมาถ้าไม่เชื่อก็ต้องเข้าไปนั่งดูภาพนาน 3-4 ชั่วโมง
เคยมีนะครับที่มีคนที่สองต้องดูรูปซ้ำกับคนแรก แล้วก็เลวพอๆกันคือ ไม่ได้ดูหรอก นั่งหลับตามากกว่า แล้วก็บอกว่า ไม่มีอะไร เฮ้อ...
เรื่องนี้ไม่ถึงตำรวจ แม้ว่าเจ้าทุกข์จะบอกว่าจะไปแจ้งความก็ตาม คงทำใจไม่ได้
แต่นายใหญ่ก็ขอร้องว่ามันจะทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง และบริษัทนี้มีเรื่องการคดีอาญาในองค์กรไม่ได้เลย เสียลูกค้าทันที
ถ้าเจ้าทุกข์ยังหน้ามืดอยากจะฟ้องตำรวจให้ได้ ก็จะโดนไม้แข็ง หาว่าสะพร่า หาว่าประมาท ประมาณว่าแกสมควรโดนแบบนี้
และถ้าเรื่องนี้ทำให้บริษัทเสื่อมเสีย ก็จะไม่มีการประนีประนอมกับเจ้าทุกข์
เพราะบริษัทจะกลายมาเป็นเจ้าทุกข์แทน และจะเอาเรื่องพนักงานทีทำให้เกิดเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคนขโมยหรือคนถูกขโมย
เล่นแบบนี้ขนาดเจ้าทุกข์ที่เสียดายของแทบตายก็ไม่กล้าโวยวายให้คนนอกรู้
คนเราไม่ว่าจะแรงแค่ไหน ห้าวแค่ไหน ถ้ารู้ว่า จะต้องเสียงาน เสียอนาคต ก็หัดทำตัวใจเย็นได้

เรื่องของบริษัทนี้ยิ่งกว่าเรื่อง บุญชู เพราะมีหลายภาคเหลือเกิน
มีแม้กระทั่งของหายจากกระเป๋าของคนๆหนึ่ง แล้วไปโผล่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานของอีกคน
ซึ่งทั้งสองคนเป็นคู่อริกันอีกด้วย คนเรานี่ เขาอยากจะเห็นความเดือนร้อนของผู้อื่นและตัวเองจริงๆ

เรื่องการบริหารงานบุคคล เหมือนเรื่องง่ายๆ แต่เฮียว่าเป็นเรื่องยากที่สุดในการทำงาน
การจัดการเรื่องคน มันไม่มีทฤษฎีบ้าบออะไรมารองรับได้หมด
พวกฝรั่งก็เป็นแบบหนึ่ง คนไทยก็เป็นแบบหนึ่ง
คนรวยกับคนจนก็มีอคติแปลกประหลาดที่ไม่มี่วันจะเปลี่ยนแปลงพวกเขาได้

อ้อ...แถมอีกเรื่อง เรื่องคู่อริข้างบนโน้นแหละ
เรื่องทะเลาะกันของคนรวยคนจน หรือคนที่มาจากชนชั้นต่างกัน ซึ่งอาจจะตั้งชื่อเรื่องผิดก็ได้นะ
คือว่า มีคนเอาส้มตำปลาร้ามาทานในห้องครัวของบริษัท เขาก็เป็นคนระดับบ้านๆ เรียนหนังสือระดับกลางๆ
พนักงานอีกคน ตำแหน่งใหญ่กว่าอีกคน เรียนมาสูง มาจากตระกูลดี ฐานะดี เจ้านายรัก
สองคนนี้ได้นั่งทานอาหารกลางวันในห้องครัวห้องเดียวกัน และในวันเวลาเดียวกัน
สมัยนี้แดดมันร้อนมาก มีหลายคนที่ชอบที่ทานอาหารในบริษัท ในกรณีที่บริษัทมีห้องทานอาหารนะยะเธอ
คนไม่ทานส้มตำก็ขอร้องคนทานส้มตำว่าคราวหลังอย่าเอาส้มตำปลาร้ามาทานเพราะเป็นห้องแอร์ มันเหม็น
แต่คงใช้ภาษาไม่ค่อยสุภาพ เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เดาว่า ขิงก็รา ข่าก็แรง อีกแล้วครับท่าน
เห็นเขาว่ามีประโยคว่า ไม่กินมันซักมื้อคงไม่ตายหรอกกระมัง??
คนที่เขาเหม็นปลาร้า หรือเหม็นทุเรียน นี่ ต้องเห็นใจเขาบ้าง เพราะว่าเขาได้กลิ่นแล้วเขาเกิดอาการไม่ดีจริงๆ
กรณีนี้คนไม่ทานส้มตำดันเป็นคนชอบทานทุเรียน แต่คนทานส้มตำกลับแพ้ทุเรียนอย่างเหลือเชื่อ แบบว่าได้กลิ่นก็วิ่งไปอ้วกเลย
ทั้งสองคนนี้อายุก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ เรียนหนังสือก็ถึงขั้นปริญญา
ก็น่าจะรู้ว่า คนเรามีชอบ และไม่ชอบแตกต่างกัน แต่ดันมาทะเลาะกัน เถียงกันแบบเอาเป็นเอาตาย เรื่องกลิ่นอาหาร
คนที่ทนกลิ่นอะไรไม่ได้ ก็น่าจะยอมไปทานอาหารที่อื่น เรียกว่า หลีกเลี่ยงปัญหา หรือยอมเปลี่ยนเพื่อให้ปัญหาหมด
แต่สองคนนี้กลับกลายเป็นทำให้การงาน พาลพลาดเสียระบบไปหมด
พอ HR จะเข้ามาเคลียร์ ก็ไม่รู้จะให้ใครยอมใครดี

เห็นไหมหละ การทำงานด้าน HR มันไม่หมู
เผลอๆทำให้แก่เร็วอีกด้วย 555

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1



โดย: zoomzero วันที่: 4 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:14:16 น.  

 
555 ใครจะให้เราไปเฝ้าบ้านให้เหรอ?
เมื่อเช้า คุยกันในครอบครัวเรื่องละครช่อง 3 เรื่องแฝดนะยะ
ได้ประเด็นที่เห็นด้วยเหมือนกันว่า สาวๆทิฟฟันนี่ พัทยา ในจอทีวี
ทำไมถึงสวย และหน้าตาดีกันเกือบทุกคน
ด้วยความซ่าส์เลยท้าทายกันไปดู
ดังนั้นตอนบ่ายของวันนี้เลยบึ่งรถไปชลบุรี
เนื่องจากไม่ได้จองโรงแรมเลยต้องหาเอาแบบถามมั่วไปเรื่อย
ตอนแรกก็ว่าจะเข้าไปเอนหลังที่เซ็นธารามิราจฯ
ค่าห้องแค่หมื่นกว่าๆต่อคืน แต่ไม่บอกหรอกว่าได้นอนกันที่ไหน 555
เมื่อได้ที่พักเรียบร้อยแล้วก็เลยวิ่งไปซื้อตั๋วทิฟฟันนี่
รอบหกโมงคนจองเกือบหมด มีที่หน้าๆแถวสองด้านข้าง หัวละ 500
เอ้า...อยากเกิดมาอยากดูโชว์กันวันนี้ทำไมหละ ควักกันไปถ้วนหน้า
กลับมาที่พัก ว่าจะลงไปว่ายน้ำโชว์แหม่มสาวอกบูมๆซะหน่อย
แต่กลัวหนาว เลยนอนเล่นจนเย็นๆ ก็ไปดูโชว์
อือ...ทิฟฟันนี่เปลี่ยนไปมาก ฉากดีมาก ใช้ตัวแสดงเกือบเต็มเวทีตลอด
เสื้อผ้าหน้าผม ชุดสวยงาม
สาวประเภทสองสมัยนี้สวยมาก ต้องบอกว่าหุ่นดี ผิวเนียน
ตอนจบการแสดงพวกเธอออกมาถ่ายรูปกับแขก
ต้องแอบเข้าไปดูใกล้ๆอีกที แหม...ผิวขาวน่าสัมผัสจริงๆ
เฮ้อ...ชักเขวๆ อยากมีกิ๊กเป็นสาวประเภทสองเสียแล้ว

มื้อค่ำ ทานร้านข้าวต้มแถวตลาดนาเกลือ
เพราะไม่อยากทานร้านแพงๆแต่รสชาดห่วยๆ
ร้านที่ไปทานชื่อ ตั้งอาลอย
คิดไปต่างๆนาๆว่า หมายความว่าอะไร
และเชื่อว่า น่าจะมาจาก ตั้งใจทำให้อร่อย
ที่ไหนได้ เจ้เจ้าของร้านเขาบอกว่าเป็นชื่อเจ้าของร้าน
เป็นภาษาจีน เจ้าของเขาแซ่ตั้ง ครับ
มื้อนี้ทาน ปลาหมึกทอดกระเทียมพริกไท
ยอดแขนงคะน้าผัดกับปลาหมึก
แกงจืดเต้าหู้ลูกชิ้นหมูกับหมูสับ
ปลาอินทรีทอดน้ำมันเนย
ที่ทานแค่นี้เพราะถามอะไรๆก็บอกว่าของหมด
ทานอาหารอิ่มก็รีบข้ามถนนไปซื้อขนมและของปิ้งๆมาอีกหลายอย่าง
คืนนี้คงได้ทานกันอีกรอบตอนดูละครเรืองธาราหิมาลัยตอนจบ
อ้า...อากาศที่พัทยา เย็นสบายมาก ไม่ต้องเปิดแอร์ยังได้เลย

555 ขอให้คนไปเมืองกาญฯโดนยุงกัดด้วยเถอะ
แหม...ลืมถามว่าไปค้างที่ไหน
ใช่ รร.ฟิลิกซ์ หรือเปล่านะ?

ไปอาบน้ำดีกว่า
แต่เป็นอาบในสระว่ายน้ำนะ ไม่มีคนเล่นเลย
เขาอุตส่าห์เปิดไฟในสระเสียสว่างไสว ไปหละ

zoomzero รายงานจากพัทยา ขอรับกระผม



โดย: zoomzero วันที่: 5 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:26:28 น.  

 

รายงานสดจากพัทยา....

ตื่นเช้ามาก็วิ่งเข้าห้องน้ำอย่างแรง
แหม...ก็เมื่อวานทานอะไรต่อมิอะไรมากมาย

ต่อจากบรรยากาศเหม็นๆ
ก็ออกมามองที่ระเบียง ตอนนี้ยังไม่มีใครตื่นมาเดินให้เห็น
เลยลงไปชั้นล่างเดินเก็บภาพริมสระว่ายน้ำยามเช้าดีกว่า
สระว่ายน้ำก็ว่าง พวกฝรั่งคงยังไม่ตื่น แต่เห็นพนักงานมาเดินเก็บของริมสระแล้ว
คนพวกนี้ต้องทำงานแต่เช้าเลย เรานี่โชคดีจังไม่ต้องทำอะไรหนักหนาสาหัสแบบพวกเขา
แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ทุกวันนี้มันยังขาดอะไรไปอีกมากมาย

เผลอแป็บเดียว ลืมไปว่าต้องรีบไปแย่งกันทานอาหารเช้าแบบแจกทานฟรี
เมื่อคืนเห็นพวกทัวร์เกาหลีมาลงหลายกรุ๊ป
อาหารเช้าวันนี้อาจจะเหลือแค่น้ำเปล่า

ชักจะสายแล้ว แดดยังไม่มีเลย
กลับขึ้นมาในห้อง เฮ้อ...อากาศดีจัง ขอปลื้มอีกรอบ
มองไปรอบๆ ที่นี่ต้นลีลาวดีออกดอกมากมายหลากหลายสี
อยากจะเด็ดไปทัดหูสาวสวยในใจเหลือเกิน 555

กลับขึ้นมาชั้นบน เคาะประตูป๊อกๆ
ประตูก็เปิดผั้วะออกมาทันที ดั้งจมูกเกือบยุบ
บรรดาสมาชิกทัวร์แฝดนะยะแฟนคลับตื่นนอนกันพอแล้ว
พวกนี้เก่งจัง สามารถออกไปทานอาหารได้ทั้งๆที่หน้าตายังไม่ได้ล้าง

วันนี้ยังไม่มีโปรแกรมไปไหนเลย
จะกลับวันนี้หรือเปล่าก็ยังไม่ได้คิด
นี่แหละนะ คนคิดไม่ยาว ใช้ชีวิตตื่นเช้านอนค่ำ ทำอะไรตามใจปรารถนา

รีบไปแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยวก่อนดีกว่า

zoomzero รายงานสดจากพัทยามาราศี จ้า


โดย: zoomzero วันที่: 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:38:20 น.  

 


ฮ่า ๆ ๆ มาแช่งเราให้โดนยุงกัดซะอีกอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ
ถ้ามินเกิดโดนยุงกัดจริง ๆ เฮียนั่นแหละ ที่จะเดือดร้อน
เพราะมินต้องมาบ่น ๆ ๆ ๆ ที่นี่อีกนั่นแหละค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
แล้ว ถ้ามันเกิดกัดมินจริง ๆ สงสัยตายแน่ เพราะเป็นยุงป่าค่ะ อิอิ
ลืมบอกไป มาพักที่ โรงแรมไมด้า รีสอร์ท ค่ะ
แอบนินทาโรงแรมนะ ห้องพักเฉย ๆ อาหาร 2 ดาวพอ
อ้ะ..ไว้มาคุยต่อ เค้ามาเรียกไปแย่งกันกินแล้วค่ะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: มินทิวา วันที่: 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:48:48 น.  

 
สวัสดีค่ะ พี่ซูม หอยนางรมนานเป็นปีถึงจะหม่ำๆครั้งหนึ่ง กลัวอ้วนค่ะ ฮืม...พี่เป็นอย่างไรบ้าง ใกล้ๆบ้านน้ำท่วมอ่ะป่าว! ลืมน้องสาวคนนี้หรือยัง น้องคนนี้ยังคิดถึงและเป็นห่วงเสมอน่ะคะ ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ

รักษาสุขภาพด้วยพี่ซูม


โดย: นกสีขาว IP: 188.28.128.238 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:3:44:02 น.  

 
สวัสดี พีน้องลุงป้าน้าอา
กำลังคิดว่าจะอัพบล๊อคเป็นเรื่องอะไรดี

เออ...ยังไม่ได้ตอบคอมเมนท์กันเลยนี่หน่า?? อิอิ


โดย: zoomzero วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:25:10 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ซูม

ไม่ได้แวะมานานมาก ข้อมูลเพียบเหมือนเคย อ่านเรื่องหอยจนตาลายเลย อิ อิ

เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า คนกินเจสามารถกินหอยนางรมได้ แต่ไม่กล้ากินค่ะ รู้สึกว่าเป็นสัตว์ชนิดนึง เพราะยังไงมันมีชีวิต ถึงไม่กินก็ไม่เดือดร้อน กินเจมาเป็นสิบปี ฟาดผักมาจนชินแล้วค่ะ

อากาศเย็นแล้ว คุณพี่รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


โดย: haiku วันที่: 9 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:34:02 น.  

 
น้องไฮกุ

พี่ก็คิดแบบเดียวกันนะ เรื่องทานเจ
เมื่อคิดว่าจะไม่ยุ่งกับชีวิตสัตว์แล้ว
อะไรที่ไม่ใช่พืชผัก ก็ไม่ต้องไปหาข้ออ้างมาเพื่อรับประทานหรอกนิ

อากาศชักจะไม่เย็นจริงๆนะซิ
สายๆก็ร้อนแล้ว
แต่ทางอีสานและเหนือคงยังหนาว
ตอนนี้ไม่มีอารมณ์คิดเรื่องเที่ยว ได้แต่สงสารคนที่โดนน้ำท่วมมากกว่า

ขอให้น้องไฮกุ มีสุขภาพดี เช่นกันครับ

Ref: ไฮกุ haiku DarkGreen 00 64 00


โดย: zoomzero วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:28:44 น.  

 
Beee_BU

หนูบี
พี่ชายกำลังเขียนอะไรยาวๆตอบ comment เราอยู่นะ

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:32:40 น.  

 
Anny

พี่คนนี้ก็คิดถึงน้องคนนี้เสมอจ้า

คงเหมือนกับการว่ายน้ำ และขี่จักรยาน กระมัง
ที่รักใครแล้วก็ไม่มีวันลืมได้
แม้จะอยู่ห่างไกลกันเป็นหมื่นๆลี้

ดูแลสุขภาพด้วย อย่าเจ็บ อย่าไข้ นะ

Ref: นกสีขาว AnnEng DeepPink FF 14 93


โดย: zoomzero วันที่: 10 พฤศจิกายน 2553 เวลา:10:56:41 น.  

 


Sweet dream naka


โดย: มินทิวา วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:3:50:17 น.  

 
Mint

จื๋ยส์....
ทำอะไร? ตอนเกือบตีสี่
นอน หรือ ตื่น

แลดู เอ้ย...ดูแล สุขภาพบ้างนะ
อากาศหนาวๆ ห่มผ้าหนาๆหน่อย
ถึงแม้ว่าชั้นไขมันที่สะสมไว้จะหนามากมายก็ตาม



Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 11 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:28:08 น.  

 


หวัดดีค่ะเฮีย
2-3 วันมานี่ ตื่นตั้งแต่ตี 2 กว่า ๆ ค่ะ
ตื่นมาแล้ว มันก็นอนไม่หลับ เลยลุกมาเล่นคอมพ์ดีกว่าค่ะ
แต่ เมื่อวานกลับไปนอนต่อตอนเกือบตี 5
ยาวเลยค่ะ ตื่นมาอีกทีเกือบ 8 โมงครึ่งเลยค่ะ อิอิ
รร.ที่พัทยาที่เฮียพูดถึงอ่ะ ใช่เดอะซายน์ หรือป่าวเอ่ย
เพราะที่นี่เกาหลีเยอะค่ะ ล่าสุดมินก็เพิ่งไปพักมา
เพราะเพื่อนมันมีสัมนาที่นั่นพอดี เลยตามไปจอยด้วย
แต่ ไปเปิดห้องเองนะ ไม่เกี่ยวกับบริษัทฯ เค้าอ่ะ

พูดถึงที่ไปแรลลี่มา ที่ไมด้ารีสอร์ทที่กาญอ่ะ
เรื่องห้องพักยังไม่เท่าไร เรื่องอาหารการกินเนี่ย
โดนด่าจมหูเลยค่ะ เพราะจัดอาหารได้ทุเรศมาก
ดีนะที่มินไม่ได้เกี่ยวตรงนี้ด้วย
เห็นบอกว่าอาหารหัวละ 200 มินว่าถ้าคุณภาพอาหาร
แบบวันนั้นเนี่ย มันแพงโคด ๆ เลยค่ะ
มียำปลาทูแต่กระหน่ำใสผักซะ แม้กระทั่งถั่วพูก็ใส่
น่องไก่เล็ก ๆ น้ำแดง ผัดถั่วงอก น้ำพริกอาไรก็ไม่รู้ดูไม่ออก
คั่วกลิ้งหมู หน้าตาแปลกประหลาดที่สุด และรสชาดเห่ยที่สุด
ที่เด็ดสุดคือ แกงจืดโหระพา เกิดมาจนจะเท่งอยู่แล้ว
เพิ่งเคยได้ยินค่ะ มันก็คือแกงจืดผักกาดขาววิญญานหมูสับเนี่ยแหละ
ผักกาดขาวก็ใช้ผักกาดสุกี้ก้านหนา ๆ อ่ะ แล้วมีวิญญานหมูสับ แต่ที่ใส่จนฉุนไปหมดคือ ใบโหระพาค่ะ
พอซดน้ำแกงเข้าไป ก็ฉุนใบโหระพาทันที
ไม่รู้ทำไม แม่ครัวโรงแรมคุยนักคุยหนาด้วยความภูมิใจก็ไม่รู้
แถมมื้อเช้าเป็นพวก ABF ก็มีมุมที่มีอาหารไทย
ก็ยังเห็นไอ้แกงประหลาดนี่อีกอ่ะนะ..เฮ๊อ..
บอกศาลาเด็ดขาดเลยมิน
เสาร์ อาทิตย์นี้ก็มีแรลลี่ของนิสสันค่ะ แต่ มินให้น้องไป
ไม่เอาแล้ว เหนื่อยค่ะ รู้สึกช่วงนี้เหนื่อย ๆ ด้วย
ทั้งงานราษฏร์ งานหลวง ให้มั่วซั่วไปหมด
วันจันทร์ทำบุญ 7 วันลุง ก็ปล่อยให้แม่ไปเอง ไม่ได้ไปด้วยอีกต่างหาก
สิ้นเดือนก็ต้องไปแจกผ้าห่มกันหนาวกับ ปตท.
กำลังหาวิธีฉากอยู่ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ ....

เฮียมินสบายดีนะคะ คิดถึงกันมั่งก็ได้นิ..ฮ่า ๆ ๆ
มีความสุขมาก ๆ นะคะ แหม อากาศมันก็ไม่เห็นจะหนาวเลยอ่ะนะค่ะ หุ หุ


โดย: มินทิวา วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:5:54:02 น.  

 
Mint

ไปคราวนี้ ไม่ได้ไปพักที่คอนโด(ของญาติ)ที่จอมเทียน
เพราะไม่อยากจ้างคนมาทำความสะอาดก่อนและหลังเข้าพัก
รู้สึกว่าระยะหลังๆเขาเล่นตัวเหลือเกิน เฮ้อ...แค่ทำความสะอาดไม่ถึงชั่วโมง เรียกค่าแรงซะแพง
เลยไปแค่นาเกลือ บางละมุง พักที่ พลูมีเรีย เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์
อยู่เยื้องๆกับ เซนทารา แกรนด์ มีราจ บีช รีสอร์ท
ราคาต่างกันคนละเรื่องเลย
เซนทารา คืนละเป็นหมื่น แต่พลูมีเรีย แค่หลักพันต้นๆ
ที่นี่อาหารเช้าหัวละ 120 บาทเอง เป็นอเมริกันเบรคฟาส ไข่ดาว หมูแฮม ไส้กรอก เบคอน หนมปังปิ้ง น้ำส้ม กาแฟ
ถ้าไม่ขอน้ำเย็น คุณเธอก็ให้ทานแค่น้ำผลไม้แก้วเล็กๆ กับกาแฟ ใจร้ายน่าดู
ส่วนเรื่องทัวร์เกาหลี เป็นอีกโรงแรม อยู่แถวนาเกลือเหมือนกัน
พอดีไปหาอะไรดื่มยามดึก เจอพวกเกาหลีคุยกันเสียงดัง เลยต้องถอนทัพกลับ
อารมณ์ค้างเลยเขียนบ่นมั่วไปอย่างนั้น อิอิ

ตอนที่เฮียไปนอนเล่นที่รีสอร์ทในเมืองกาญฯ (ชื่ออะไรช่างเถอะนะ) คือไปเจอปัญหาเรื่องอาหารมาเหมือนกัน
อาหารเช้าโอเค มีทั้งไทย จีน ฝรั่ง อาหารกลางวันกับเย็นนี่ซิ มันเหมาะกับพวกมีอายุเยอะ ที่ชอบความร้อนแรง
คือเขาทำแต่อาหารรสเผ็ด ตั้งแต่เผ็ดน้อยไปถึงระดับโฆดบิดาโฆดมาม่าแห่งความเผ็ด
ต้องสั่งไข่เจียวหมูสับมาให้เด็กเล็กและเด็กโตทาน
สั่งมาทีเดียว 3 จาน เด็กที่ว่านี่อายุเลยสิบห้าแล้วทุกคนนะจ๊ะ
พอตอนจ่ายเงินแทบกระอักเลือดเพราะทั้งหมดต้องแลกด้วยแบงค์ห้าร้อย
คำนวนว่าไข่ไก่ 9 ฟอง หมูบด 2 ขีด น้ำมันพืชครึ่งขวดเล็ก ต้นทุนไม่น่าเกินร้อยบาท 555

เฮียสบายดีครับ มีอาการแพ้อากาศตอนตื่นนอนเช้า
นี่...รู้ได้ยังไงว่าไม่ได้คิดถึง
เฮียรู้สึกว่าอาหมวยเนือยๆ ก็เลยไม่กล้าป่วนกวนมากมาย

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:11:16 น.  

 
Mint

อาหารที่รีสอร์ทไม่ประทับใจ
ไม่เป็นไร เดี๋ยวเฮียจัดให้
เอาเป็นอาหารเช้าตอนตีสองก็แล้วกัน ตื่นมาจะได้มีอะไรทาน


อ้าว...ต้องขอโทษที น้องไข่เขาไม่ชอบให้ใครเอาเขามาตอก
เดี๋ยวขอแก้ตัวใหม่นะ



ไข่ดาวแนวคนโฉดครับ น่าทานมั๊ย


ขนมปังคร๊าบผม


หรือแบบอื่นก็มีนะ
เห็นพ่อครัวบอกว่าในครัวชอบมีเสียงแมวไล่จับหนูบ่อยๆ
แต่เมื่อเช้านี้ไม่มีเสียงแบบนั้นอีกแล้ว




น้ำส้มคั้น ต้องรอเดี๋ยวนะ กำลังสั่งให้เขาทำให้



ผลไม้สด คงต้องขอยกเลิก พอดีหามีดไม่ได้ เพราะมีปัญหากับเจ้าแอปเปิ้ลลูกนี้



เอาของเฮียไปทานก่อนก็ได้นะ ไม่หวง




ไส้กรอกคงสดเกินไป เพราะมันยังไม่ตายดี


หมูแฮม กับเบคอน คงต้องรออีกนิด
เพราะเจ้าตัวเขายังไม่ยอมฆ่าตัวตายเสียที



เดี๋ยวให้ลูกน้องเก็บโต๊ะและทำความสะอาดจานให้ก่อนนะ


ทานให้อร่อยนะฮ้า...

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:14:12 น.  

 



ฮ่า ๆ ๆ หวัดดีค่ะเฮีย
อาหารของเฮียอ่ะนะ...จริง ๆ เล๊ย ฮ่า ๆ ๆ
จริง ๆ เช้า ๆ ของมินนี่นะ กาแฟแก้ว หนมปังปิ้งแผ่นเดียวพอแล้วค่ะ
แต่ ที่ต้องไปนั่งเจ๋ออยู่ฟู๊ดแลนด์ประจำเนี่ย ไม่ใช่ไรหรอก
ให้มันไปถึงที่ทำงานสาย ๆ หน่อย เพราะไม่อยากไปเช้ามาก
ไปให้แม่บ้านเขาทำความสะอาดให้เรียบร้อยไปก่อนค่ะ
ไม่งั๊น นั่ง ๆ ทำไร..พี่คะ ขอโทษนะ ขอนู๋เช็ดตรงนี้หน่อย
ขอนู๋ถูตรงนี้หน่อย ขอนู๋นู่น ขอนี่อยู่นั่น มินมันก็ชอบรำคาญซะด้วยจิ
สงสัยตงิด ๆ อยู่เหมือนกัน ว่าตอนเย็น ๆ ทำไมไม่ทำ

วันนี้ ไม่อยู่อีกแล้วนะคะ ไปหัวหินค่ะ เพิ่งมาคิดกันกระทันหันเมื่อวานเย็นอ่ะ
ก็ ไอ้พวกชอบซื้อว๊อยเช่อร์ไว้เนี่ย ตามงานเที่ยวทั่วไทยนี่แหละ
ซื้อเสร็จก็โยน ๆ เก็บไว้ พอเอามาดูอีกที ส่วนใหญ่ปลายปีเนี่ย มักจะใช้ไม่ได้อ่ะนะ
เดือนหน้าทั้งเดือนไปจนถึงมกราครึ่งเดือน อ้ะ พอกุมภาหมดอายุซะแล้วค่ะ
แล้วถือโอกาสพาแม่ไปพักผ่อนด้วยค่ะ สงสารเค้าอ่ะ
รู้สึกว่าตั้งแต่ลุงพงษ์จากไปเนี่ย มินว่าแม่มินดูซึม ๆ ไงไม่รู้ค่ะ
แม่มินเค้าเป็นลูกคนเล็กอ่ะนะ 5 คนพี่น้องเนี่ย ตอนนี้เหลือเค้าคนเดียวแล้วค่ะ

เสาร์ อาทิตย์นี้ เฮียไปเที่ยวไหนคะ
มินอยากไปทานที่ร้านเกาะลันตาที่เฮียเคยเล่าให้ฟังซักครั้งนึงค่ะ
แต่ พอคิดถึงตอนทานเสร็จที่จะขับรถกลับบ้านแล้วเนี่ย
โห...ใจไม่ถึงค่ะ เพราะมินเป็นโรคทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว ก็จะง่วง ๆ นอนทุกที ไม่รู้เป็นไงค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
(โรคของ สว. อะเน๊อะ ฮ่า ๆ ๆ ) มื้อไหนก็ไม่เป็น ยกเว้นมื้อเย็นค่ะ
ขนาดทานน้อย ๆ เช่นข้าวต้มถ้วยเล็ก ๆ ถ้วยเดียวก็เป็นนะ เอ แต่ทานกับข้าวเยอะอยู่นี่นา ฮ่า ๆ ๆ
อิอิ ไปดีกว่า Have a nice weekend นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 13 พฤศจิกายน 2553 เวลา:4:57:32 น.  

 
ขอบคุณสำหรับสาระความรู้ที่มาเล่าให้ฟัง
อ่านเพลินๆ ได้ความรู้เรื่องหอยนางรมเพิ่มขึ้นจากไม่ค่อยจะรู้...
เชื่อมั๊ยว่า เราไม่ชอบกินหอยเกือบจะทุกชนิดเลย 555+
ที่กินได้ก็จะมีหอยลายก่ะหอยที่เค้าเรียกกันว่าเป๊าะขลัก (ภ.จีน)
นอกจาก 2 เมนู นี่แล้ว...ไม่กินหอยอื่นเลย เจง เจง
ปล.แต่ไม่ได้กลัว(แบบที่ดาราเค้ากลัวนั่นกลัวนี่นะ)
...แค่เลือกไม่กินเท่านั้นเอง


โดย: Blue wideฯ IP: 125.26.8.6 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:45:20 น.  

 
Mint

555 เป็นอย่างไรหละ? หัวเราะได้แล้วใช่มั๊ย

เมื่อก่อนเฮียเป็นคนไม่เคยสนใจเรื่องอาหารการกินเลย
เอาแต่คิดว่าทำอย่างไรจะมีเงินเยอะๆ
เวลาทานอาหารก็ทานเร็วมาก เคยทานอาหารกับหมอท่านหนึ่งที่เป็นลูกค้าของที่เฮียขายสินค้าให้ท่าน
เลยโดนดุเสียห้องอาหารแทบแตก ท่านว่าต้องเคี้ยวอย่างน้อยก็ 5-10 ครั้งก่อนกลืน
ถ้าตามทฤษฎีเขาให้เคี้ยวตั้ง 30 ครั้ง แต่ทำแบบนั้นคงหลับคาชามข้าวพอดี
ส่วนเรื่องรสชาติ ก็ไม่เคยคิดว่าทำไมต้องทานอาหารอร่อย
สมัยเด็กๆตื่นนอนสาย ต้องรีบไปโรงเรียน ท่านแม่ก็เกิดลืมเจียวไข่ให้ทาน
เฮียก็จัดการเอาน้ำซีอิ้วหวานใส่ข้าวสวยร้อนๆ ยัดข้าวเข้าปากพรวดๆๆๆๆ ทานน้ำตาม 1 cup
แล้ววิ่งพรวดไปโรงเรียน (พอดีว่าโรงเรียนอยู่ใกล้บ้านมาก ข้ามถนนก็ถึง)
พอเข้าวัยชราปาทองก้า ก็หันมาเรื่องมากกับรสของอาหาร
สาเหตุก็มาจากว่าเมื่อเราจ่ายเงิน เราก็ควรได้สิ่งที่คุ้มกับเงิน
แปลว่าถ้าเป็นอาหารฟรี ก็จะไม่บ่น ยอมทนกินได้ 555

ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์นี้มีหลานมาจากอังกฤษ
เขามาเมืองไทยกับแม่เขาหลายครั้ง แต่คราวนี้เขามาเองคนเดียว อายุก็ 18 ขวบ
ทั้งหล่อทั้งนิสัยดี แต่พอมาเจอพวกเรา เราก็พาเด็กน้อยไปเที่ยว RCA 2 รอบ
รอบแรกตี่สี่ รอบสองตีสอง สำหรับวันนี้เป็นวันทานข้าวครอบครัวใหญ่
เลยพาไปทานร้านอาหารของญาติที่อยู่ริมน้ำ
สั่งอาหารไปสิบกว่าอย่าง หลานมันชิมไปถามว่านี่เรียกว่าอะไรไป
จนเขาชักงงว่าอะไรเรียกว่าอะไร
อ้อ...มื้อกลางวันพาไปเลี้ยงที่ร้านตะลิงปิง
ทานไป 10 อย่าง หลานชอบต้มยำกุ้ง ไก่ต้มข่า เอ็นไก่ทอด ทอดมันกุ้ง เมี่ยงคะน้า ...
พอคิดเงินเกือบ 2,000
หลานร้องจ๊าก บอกว่าแพง เพราะถึงเราจะทานหลายจาน แต่จานมันก็เล็กๆ
ก็เลยต้องบอกหลานว่าร้านแถวสีลม สาทร เขาขายราคาแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น
หลานเลยบอกว่า ดีแล้ว จะได้จำเอาไว้ว่า จะไม่พาใครมาเลี้ยงอาหารแถวนี้ 555

ดีใจจังที่มินได้พาแม่ไปเที่ยว ไปทานอาหาร
เฮียไม่ทราบว่าคุณแม่ของน้องมินมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร
เลยไม่ทราบว่าท่านมีอะไรทำเวลาว่าง เวลาเหงา
แต่เฮียเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขเท่าการได้อยู่กับลูกๆ
ขอให้คนที่กตัญญูอย่างมิน ได้พบแต่คนที่ดีๆ และได้อยู่ห่างพวกคนใจร้ายอย่างเฮียนะ อิอิ

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:38:21 น.  

 
คุณบลูวาย

555 เจอคนไม่ปลื้มกับหอยเข้าแล้ว
เอ้...หอยอะไรนะ เป๊าะขลัก
เราก็ว่าเราเคยเห็นหอยมาเยอะแล้วนะ
อ้อ...เป๊าะคั่ก หรือ หอยกะพง นี่เอง


เป็นหอยขนาด 2-3 ซม. เป็นหอยทะเล เอามาผัดเหมือนๆผัดหอยลาย
เชื่อแล้วว่าทำไมทานได้แค่หอยลายกับเป๊าะคั่ก
ความจริงหอยทอด ที่เป็นหอยแมลงภู่ทอดกรอบๆก็น่าจะทานได้เพราะมันจะสุกมาก
จนไม่เหม็นคาว
เอาเรื่องหอยมาโม้ก็เพราะว่า อยากให้พวกคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายหันมาบริโภคหอยกันเยอะ
เพราะหอยเป็นสัตว์ที่ทานสิ่งมีชีวิตเล็กๆเรียกว่าแพลงตอน ทำให้มันสะสมธาตุอาหารมากมาย
หอยทะเลก็มีไอโอดีนอีกด้วย จะน่ากลัวก็ตรงคอเรสเตอรอลนี่แหละ

ขอแถมเรื่องการจัดสังกัดหอย ระดับหอยเศรษฐกิจ
จับกันเรื่อยๆ หรือเลี้ยงขายกันได้เงินได้ทอง รวยมาหลายคนแล้ว

กลุ่มหอยฝาเดี่ยวหรือหอยกาบเดี่ยว
พวกที่ ๑. หอยหวาน (หอยเทพรส) และ หอยหมาก (หอยตุ๊กแก)
พวกที่ ๒. หอยเป่าฮื้อ (หอยโข่งทะเล หรือ หอยร้อยรู)
พวกที่ ๓. หอยสังข์หนาม (หอยหน้ายักษ์)
พวกที่ ๔. หอยชักตีน (หอยสังข์กระโดด)
พวกที่ ๕. หอยนมสาว
พวกที่ ๖. หอยมุกไฟ (หอยตาวัว)
พวกที่ ๗. หอยขม
พวกที่ ๘. หอยตาล (หอยลำโพง)

กลุ่มหอยฝาหรือหอยกาบคู่
พวกที่ ๑. หอยแครง และหอยคราง
พวกที่ ๒. หอยพอก (หอยปก)
พวกที่ ๓. หอยเสียบ (หอยมีดโกน)
พวกที่ ๔. หอยตะเภา
พวกที่ ๕. หอยแมลงภู่, หอยกะพง (เป๊าะคั่ก), หอยกะพัง
พวกที่ ๖. หอยนางรมใหญ่ (ตะโกรม) และหอยนางรมเล็ก (ปากจีบ)
พวกที่ ๗. หอยพิม (เล็บมือ)
พวกที่ ๘. หอยจอบ (ซองพลู)
พวกที่ ๙. หอยกระจก
พวกที่ ๑๐. หอยมุกจาน, หอยแกลบ, หอยกัลปังหา
พวกที่ ๑๑. หอยหลอด
พวกที่ ๑๒. หอยลาย, หอยตลับ, หอยขาว

Ref: Bluewide MediumBlue 00 00 CD


โดย: zoomzero วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:11:52:10 น.  

 
เห็นอาหมวยพูดถึงร้านอาหารเกาะลันตาเอาไว้
เลยหารูปมาโปรโมทเสียหน่อย



บรรยากาศร้านอาหาร เกาะลันตา
ดั่งสโลแกนที่ว่า กินปู...ดูเรือบิน

อยากให้พาคนอายุเยอะๆไปดู
เพราะว่าหลายคนประทับใจมาก
เสียดายว่าต้องไปดูตอนเย็นๆ หัวค่ำนิดๆ
พอทานอาหารเสร็จก็มืดมิด ได้มองดูดาวอีกที
แต่ระยะทางขับรถนี่ เล่นเอาเหนื่อยเลยหละ
ถ้าจะให้ดี น่าจะมากันหลายๆคน เหมารถตู้มาเลยดีกว่า อิอิ


โดย: zoomzero วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:18:06 น.  

 
อิ อิ ... เจอผู้ชำนาญเรื่องหอยๆ มาตอบเองเลย
เจ๋งมาก ... เมพขิง ขิง ^^


โดย: Blue wide IP: 125.26.6.195 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:28:19 น.  

 



หวัดดีตอนบ่าย ๆ เกือบเย็นแล้วค่ะเฮีย อิอิ
เพิ่งกลับถึงบ้านค่ะ รีบมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
เดี๋ยวต้องไปรับลูกค้าไปทานข้าวค่ะ
ยังไม่รู้ว่าจะทานที่ไหน ให้เค้าเป็นคนเลือก
แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ อ้อ..จะทานเผื่อด้วยค่ะ อิอิ


โดย: มินทิวา วันที่: 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา:16:23:46 น.  

 
เลยอาการหิว
กลายเป็นหวิวไปแล้ว...


โดย: zoomzero วันที่: 17 พฤศจิกายน 2553 เวลา:21:20:19 น.  

 


อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
ไม่อยากบอกเลยว่า วันนั้นที่ไปทานข้าวกับลูกค้าอ่ะ
ทานอาไรเผื่อไม่ได้เลยค่ะ มิน่า เฮียถึงได้หิวอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ
ลูกค้าเค้าพาไปทานร้านชื่อ ครัวสารสจัด (ไม่รู้จำชื่อผิดอีกป่าวเนี่ยมิน)
ร้านอยู่ในซอยตรงข้ามอาคารชินวัตร 3 ค่ะ พอดีลูกค้าเค้าอยู่ตึกนี้อ่ะ
ไปกัน 3 คน มองจากภายนอกร้านแล้วธรรมดา ๆ
แต่ พอเปิดประตูเข้าห้องแอร์ไปแล้วเนี่ย ตะลึงเหมือนกันค่ะ
เพราะเค้าเหมือนเป็นร้านที่มีแต่ของเก่า ๆ ผนังของร้านทุกด้าน
จะมีโต๊ะบูชาดอกไม้สด บูชา ร.5 เต็มไปหมดเลยค่ะ
เรียกว่า หันไปทางไหนก็เจอแต่แจกันดอกกุหลาบทั้งร้านเลย สวยดีค่ะ
แล้วรู้สึกว่าที่ร้านนี้ เจ้าของจะเล่นแบบรับเช่าพระหรือไงเนี่ย
เพราะมินเห็นโต๊ะนึง ด้านหลังกระจกจะเป็นพระเก่า ๆ เยอะมาก ๆ มีไฟโดยเฉพาะไว้ส่องพระกันเลยค่ะ

ร้านเอาเมนูมาให้ 2 เล่ม มินเลยให้ลูกค้าเค้าเลือกสั่ง
มินบอกว่า มินทานไรก็ได้ค่ะ ให้เค้าเป็นคนสั่งดีกว่า
เค้าถามว่าพี่ทานปลาได้ไม๊ มินบอกได้ค่ะ ตามใจน้องอาไรก็ได้...
เหอะ ๆ ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน ทอดมันปลากราย แกงเลียงปลาย่าง หมูสะเต๊ะ ผัดผักรวม..
ไม่รู้ว่าเป็นวันปลาแห่งชาติหรือไงอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ
มินอ่ะ ทานอาไรไม่ได้เลยค่ะ จิบ ๆ ได้แต่น้ำขลุกขลิกของฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อนอ่ะ
แล้วสาบานได้ว่า มา 3 ชิ้นเล็ก ๆ ไม่ได้มาเป็นตัวนะคะ
มินเห็นลูกค้าชอบทานจานนี้ แต่ มินก็ว่ารสชาดดีเหมือนกัน หมายถึงน้ำแกงมันอ่ะค่ะ
เลยสั่งมาเพิ่มอีกจานสำหรับเมนูนี้ มารู้ตอนจ่ายเงินว่าจานนี้อ่ะ จานละ 380 นะคะเฮีย ฮ่า ๆ ๆ
แกงเลียงก็เค็มจัง ยิ่งน้ำแกงงวด ยิ่งทานไม่ได้เลยค่ะ
ตอนหลังสั่งแกงส้มมาอีก แต่ขอเป็นถ้วยก็พอ
หมูสะเต๊ะ มินไม่ได้หยิบเลยเพราะดูแล้วท่าจะหวานอ่ะ
ทานทอดมันปลาไปชิ้นนึง เหนียวดีใช้ได้ค่ะ แต่น้ำจิ้มหวานโฮก...ฮ่า ๆ ๆ
ทานกัน 3 คน คิดเงินเกือบ 2 พัน หน้ามืดเลยมิน
โห..ทำไมมันแพงเกินเหตุยังงั๊นไม่รู้ค่ะ สรุปหมูสะเต๊ะต้องห่อกลับ เพราะทานไปไม่ถึง 5 ไม้มั๊ง
ให้ลูกค้าเค้าเอากลับไปค่ะ

มินเปรียบเทียบนะคะ ครั้งก่อนมินพาลูกค้าอีกที่นึง
ไปทานเจ๊ง๊อ สุขุมวิทนะ หมดไป 3600 มั๊ง แต่ขอโทษค่ะ 10 คน
อาหารทานแบบเพียบ ๆ ๆ ยังซื้อเผือกหิมะให้ลูกค้ากลับไปอีก 3 กล่อง ๆ ละ 200 มั๊ง
ตอนจ่ายเงินยังได้ของแจกเป็นชุดแก้วกาแฟ น่ารักมาก เนื่องจากเค้าเปิดครบ 6 ปี ที่สาขานี้อ่ะค่ะ
อืม..นึกขึ้นได้ ตอนนี้แก้วกาแฟอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ...

วันนั้นขับรถกลับบ้าน ยังอยากจะแวะซื้อบะหมี่ข้างถนนเลยค่ะ
เพราะมันเหมือนไม่ได้ทานไรเลยมินอ่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อวานเลยล้างแค้น เพราะพวกที่ทำงานเค้าอยากทานด้วย
เลยไปทานอาหารญี่ปุ่นแบบสายพานอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ทานเมื่อวานเผื่อไปแล้ว นะคะ อิอิ

สงสัยต้นเดือนหน้า มินอาจไปเที่ยวสามพันโบก ไปโขงเจียมอ่ะค่ะ
กำลังรวมตัวกันอยู่ แต่มินต้องรีบไป เพราะเดือนหน้าจะยุ่งมาก ๆ
หลังวันที่ 10 ไปแล้ว ก็ต้องรีบไปสวัสดีปีใหม่ลูกค้าอีก
เพราะส่วนใหญ่ฝรั่งจะกลับกันก่อนคริสมาสทั้งนั้นเลยค่ะ

ปล. สดชื่นกับวันพะหัส นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:26:35 น.  

 
Mint

เรื่องอาหารแพง
ถ้าพวกเรายังมีลมหายใจอยู่ ก็คงจะต้องเจอเรื่องนี้ไปอีกนาน
เฮียจำได้ว่าครั้งแรกที่ต้องร้องจ๊ากเพราะราคาอาหารก็คือ
สมัยที่ทำงานใหม่ๆ ตอนนั้นยังทำงานไม่ครบ ๓ เดือนเลย
รุ่นพี่ที่เขาดูแลเฮียเขาพาไปคุยกับลูกค้า ซึ่งเจ้าหมอนั้นดันเป็นคนต่างประเทศ
และบินมาเมืองไทยแค่วันสองวัน เขานอนค้างที่โรงแรมหลายดาวอยู่แถวๆสุขุมวิท
ระหว่างที่รอพวกเขาคุยกันที่ห้องอาหาร ลูกพี่เขาสั่งให้เฮียรอแถวๆบริเวณหน้าโรงแรม
เพราะขืนเข้าไป คงพูดผิดพูดถูก ลูกค้าจะตกใจ พาลไม่ซื้อข้าวซื้อของจากบริษัท
แต่ด้วยความที่เซ่อซ่าบ้าบอของเฮีย เฮียดันเดินไปนั่งที่โซนล๊อบบี้ส่วนที่เป็นโซฟา
และสามารถฟังนักดนตรีเขาเล่นเปียโน แล้วก็มีพนักงานสาวสวยมานั่งคุกเข่าข้างๆ
ถามว่าจะดื่มอะไรดี เฮียก็เขิน คิดอะไรไม่ออก นอกจากน้ำนางเอก เลยสั่งน้ำส้มไป ๑ แก้ว
น้องเขาก็แนะว่าคลับแซนวิชที่นี่อร่อยมาก ก็เลยออร์เดอร์มาด้วย
พอรุ่นพี่เขาคุยกันเสร็จ ซึ่งจริงๆเขาแค่เอาเอกสารมาให้กันเท่านั้น เขาก็เดินมาตาม
เฮียก็เลยเรียกน้องคนสวยมาเก็บเงิน ราคาอาหารบวกสถานที่โอ่อ่านี่เป็นบทเรียนเลยหละ
เพราะว่า ไอ๋หย๋า!! น้ำส้มแก้วละ ๑๐๐ บาท สมัยนั้นเงินเดือนพวกทดลองงานเขาให้ไม่ถึงหกพันบาท
วันนั้นแบงค์ห้าร้อยหลุดจากกระเป๋า เข็ดเรื่องน้ำส้มคั้นกับแซนวิชไปอีกหลายปีเลย 555

อยากให้อาหมวยทานอาหารหวานๆได้จังเลย
จะได้พาไปทานปลาดุกย่าง น้ำปลาหวาน ฝีมือท่านแม่ของอาเฮีย

ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ไปเถอะ ขอให้เดินทางปลอดภัยก็พอแล้ว
เมืองไทยนี่มีที่น่าเที่ยวมากมาย เสียดายพวกเจ้าของพื้นที่ชอบทำให้เสียบรรยากาศ
สำหรับเฮีย ขออย่างเดียว อย่าขึ้นเขาที่ใช้เส้นทางเลี้ยวแล้วเลี้ยวอีกเป็นร้อยๆโค้ง
ไม่ไหวจิงๆ อั๊วไมเอา อั๊วเมา...รถ

สำหรับบริษัทที่เจ้าของเป็นคนต่างประเทศ
เฮียก็เคยทำงานมาบ้าง พอปลายปีก็รู้สึกแปลกๆที่พวกเจ้านายไม่มาทำงาน
แต่พวกพนักงานต้องมานั่งๆนอนๆกันใน office
จะเซ็นสัญญาอะไรก็ไม่ได้ เพราะมีคนลงลายมือชื่อให้
พวกบัญชีก็จะเช็คสต๊อก ห้ามเบิก ห้ามยืม ห้ามขาย ห้ามยุ่งกับสินค้า
พวกอะไหล่ก็เบิกไม่ได้ พวกช่างก็เบี้ยวไม่ยอมออกไปให้บริการลูกค้า เจ้านายก็ไม่รู้ ไม่เคยมีใครบอก
คนบางคนมานอนได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่รู้ว่าเขาไม่เหนื่อยหรืออย่างไร นอนไม่บันยะบันยังเลย
ส่วนเฮียก็ได้โอกาสไปหลีพวกพนักงานรับโทรศัพท์กับพนักงานประชาสัมพันธ์ ชวนไปทานอาหารกลางวัน

วันนี้ไม่ค่อยสดชื่น
เพราะเมื่อเห็นข่าวคนเอาศพเด็กเป็นร้อยๆที่เกิดจากการทำแท้งไปยัดไว้ในช่องเก็บศพที่วัดแห่งหนึ่ง
ขอบ่นหน่อยนะ พวกสาวๆสมัยนี้ บางคนนะ ทำไมถึงได้ทำอะไรไม่มีความคิดเลย
ส่วนวันนี้ก็เจอข่าวที่ดูแล้วหนักใจอีกเรื่อง เป็นข่าวหลวงพ่อแถวอีสานทีท่านอาพาต
อายุท่านก็มาก แต่พวกลูกศิษย์นี่วุ่นวายกับชีวิตท่านมากเกินงาม
เฮียเคยไปกราบท่านที่วัดมา เห็นพวกลูกศิษย์ ขอโทษนะ ต้องบอกว่า
ลากท่านเดินฝ่ากลางแดดเปรี้ยงยามบ่ายไปเจิมรถบัส ๔ คันรวด ช่างโหด ไม่น่าจะเป็นคนพุทธเลย
เห็นแล้วอยากให้ใครเขาเอาพ่อแม่พวกมันมาเดินตากแดดแล้วทำแบบนั้นบ้างจริงๆ
การเจิมรถนั้น เขาให้ท่านเจิมทั้งนอกรถและในรถ พอเจิมเสร็จก็ประกาศว่าท่านจะจำวัดทันที
เมื่อช่วงหัวค่ำเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเอาผ้าขนหนูมาห่มให้พระสงฆ์ท่านนี้ตอนที่ท่านนั่งรถเข็น
พวกลูกศิษย์ผู้ชายก็มีอยู่รอบๆหลายคน แต่ปล่อยให้สตรีเพศเดินเข้ามาห่มผ้าให้พระสงฆ์
ถ้ามองว่าทำด้วยความเมตตาและเจตนาดี แต่สงฆ์กับสตรี โบราณเขามีเส้นแบ่งกั้นกันเอาไว้

อากาศตอนกลางคืน หนาวกำลังพอดีๆ
ตีสี่คืนนี้จะไปเคาะประตูห้อง ก๊อกๆๆๆ

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 18 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:32:49 น.  

 
Beee_BU

หนูบี
พี่ชายกำลังเขียนอะไรยาวๆตอบ comment เราอยู่นะ

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF



โดย: zoomzero 10 พฤศจิกายน 2553 6:32:40 น.

เอ่อ... พี่ชายคร้า แบบนี้มานเรียกยาวตรงไหนหว่า
เวปแลกเงินเหรอคะ เฮ้ออ ปิดไปแระ เวปเก่า สงสัยจะทำธุรกิจแบบมีหุ้นส่วนไม่ค่อยจารอดค่ะ มาเปิดเวปทำเองซะเลยดีกว่า สบายใจดี เหอะ ๆ เปิดเวปใหม่ ก้อถู๊กถูก จดโดเมนแค่ 3-400 บาทก้อได้เวปแระ ง่ายดายจิง ๆ ทำเวป ก้อมีคนที่ทำเวปเปงทำให้ฟรี ๆ ไม่เสียตังค์ไรรุย ^_^ ซำบายจัยกว่ากันเยอะ (แร้วเราไปโง่ทำแพง ๆ เวปแรกทำไมหว่า ฮ่วย)

ชื่อเวปนี้นะคะ //www.BeeeShop.com แต่ช่วงนี้กิจการเริ่มซบเซาค่ะ คนทำกันเยอะ รายได้แยะ ขายแข่งกัน ตัดราคาลดกระหน่ำกันน่าดู *_* แง๊ว ๆ แต่นู๋กะยังพอมีลูกค้าที่รักใคร่มาซื้อขายด้วยขาประจำอยู่บ้างคะ :)


โดย: Beee_bu วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:1:31:01 น.  

 


เคาะไม่ทันหรอกค่ะ
เพราะตีสามมินก็ตื่นแล้วจ้า ฮ่า ๆ ๆ
วันนี้ไม่อยู่อีกแล้ว เพราะต้องไปตีกอลฟ์กระชับมิตร
ลูกค้าวีไอพีของเคลิซซิ่งค่ะ
ปล่าวหรอกนะ มินหน่ะไม่ได้วีไอพีอาไรหรอกค่ะ
บริษัทฯ ต่างหาก เพราะเป็นลูกค้าเค้าอยู่
มินแค่ไปในนามบริษัทฯ เท่านั้นจ้า ฮ่า ๆ ๆ
ปล. มาคอยดูกันดีกว่า ว่า วันนี้ มินจะไปทำขายหน้าแบบไหนอีกอ่ะ..ฮ่า ๆ ๆ
ปล. รู้นะว่า ยังไม่ตื่นหรอก นอนหลับฝันดี นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา:4:47:15 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
บ่นหน่อยนะ เหนื๊อย เหนื่อย ค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
เมื่อคืนกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืนอ่ะนะ
จริง ๆ กอล์ฟหน่ะเลิกแค่ 2 ทุ่มค่ะ
แต่พรรคพวกมันอยากจะไปซ่าเยาวราชกัน
เพราะไม่ได้ไปมานานมาก ๆ แล้ว
3 คนไปรถ 3 คัน แค่คิดถึงที่จอดรถก็ไม่อยากไปแล้ว
แต่ เพื่อนคนนึงมันบอกจะพาไปที่จอดไฮเทค
แล้วอุบไว้ไม่บอกว่า ไฮเทคยังไง ให้ไปถึงเดี๋ยวรู้เอง
อืม..พอไปถึงได้รู้ว่า เลี้ยวเข้าไปจอดที่จอดรถ
ของห้างทองฮั่วเซ่งเฮงค่ะ คือขับรถเข้าไปในลิฟท์
แล้วขึ้นเบรคมือ ล๊อครถให้เรียบร้อย ลิฟท์จะยกรถ
ขึ้นไปจอดตามชั้นต่าง ๆ ที่เค้าจัดไว้ให้เอง
มีกล้องวงจรปิดให้ดูเวลารถของเราถูกหมุน ถูกเลื่อน
เข้าไปเก็บในช่องจอดให้ดูด้วยนะคะ
แต่ ที่มินกลัวก็คือ ตอนขับรถเข้าไปในช่องลิฟท์นี่แหละค่ะ
เพราะมันจะเป็นแบบราง ๆ ต้องขับล้อเข้าไปให้ตรงด้วยอ่ะนะ
แล้วพอขับเข้าไปทีนึง มันก็ดังตึ้ง ๆ ๆ มันเป็นระบบของมันอ่ะ มินก็จะวี๊ด ๆ ๆ ตามเสียงมันนั่นแหละค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ทำเป็นเล่นไป มินถามเจ้าหน้าที่ที่คอยควบคุมเครื่องเนี๊ย
เค้าบอกว่า วิศวกรอิตาลีเป็นคนออกแบบสร้างเชียวนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
แล้วเฮียเชื่อไม๊ว่า เค้าสามารถเก็บรถแบบนี้ในเนื้อที่ที่จำกัดได้ 54 คัน
ชม.ละ 40 บาทต่อคัน มีมาจอดกันทั้งวันทั้งคืน โดยเฉพาะกลางคืน เกือบเต็มตลอด
เดือนนึงเค้ามีรายได้เกือบล้านบาทค่ะ ไม่ผิดค่ะ เค้าเล่าให้มินฟังแบบนี้อ่ะนะคะ
เฮ๊อ..คนนี่นะ ทั้งรวยอยู่แล้ว แล้วยังหัวดีอีกต่างหากอ่ะนะ ก็ต้องยกนิ้วให้เค้าไปนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
อ้ะ..แหมอยากจะคุยยาว ๆ ซะหน่อย ดูนาฬิกาแล้ว
ต้องเผ่นไปก่อนค่ะ นัดมามี๊ไว้ เดี๋ยวบ่าย ๆ ค่อยกลับมาคุยใหม่นะคะ
อยากจะเล่าเรื่องกอล์ฟเมื่อวานให้ฟังด้วยค่ะ สนุกมาก ๆ เลยค่ะ
ที่ว่าสนุกอ่ะไม่ใช่ไรหรอก เพราะมินได้ของรางวัลกลับบ้านเยอะมาก ๆ จ้า ฮ่า ๆ ๆ
Have a nice weekend นะคะ joob joob..sssss...hahahaha...


โดย: มินทิวา วันที่: 20 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:13:43 น.  

 


ลอยกระทงที่ไหนคะเฮีย วันนี้อ่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 21 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:26:48 น.  

 
Mint

ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ได้ตอบ comment มา ๒-๓ วัน
ไม่มีเหตุผลใดๆมาแก้ตัว
คือว่า can not speak in Thai 5555
ตกลงคืออะไร เขียนเอง ยังงงเองเลย

เรื่องที่จอดรถเยาวราช
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จดจำจนวันม้วยมรณังอีกเรื่องเหมือนกัน
คือมีลูกค้าวีไอพี(เลียนแบบข้อความซะหน่อย)ของเจ้านาย
เขามีบริษัทอยู่ที่เยาวราช อยู่บนตึกเดียวกับโรงแรมแกรนด์ไชน่าปริ๊นเซส
กว่าจะจอดรถได้ก็ต้องดำดินไปชั้น B4
ซึ่งเกิดมาก็เคยลงไปแค่ B2 นี่ก็ว่ามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วนะ แต่นี่มัน B4
อากาศในที่จอดรถร้อนมาก ร้อนเหมือนเตาอบเลย แปลกนะ มันน่าจะเย็นเจี๊ยบ
วันนั้นเฮียเข้าไปคุยและแก้ไขระบบงานให้ลูกค้าตั้งแต่บ่ายโมงกว่าๆ
ทำไปทำมาก็ทะลุไปทุ่มกว่าๆ พวกพนักงานเขากลับไปเกือบหมดแล้ว
เหลือแต่พวกพนักงานบัญชีอยู่ ๒ สาว(แต่ไม่ค่อยจะสวย อิอิ)
พอทำงานเสร็จสรรพก็ประมาณเกือบสามทุ่ม ก็ชวนกันปิดไฟในบริษัทกัน
เฮ้ยซ์...ไม่ใช่ ไม่ได้จะทำมิดีมิร้ายน้องเขาหรอกน่า
ปิดไฟ ปิดแอร์ ปิดคอมฯ กลับบ้านกลับช่องกันไง
ก่อนกลับก็ถามทางกันหน่อย ปรากฏว่าสองสาวเขาไปคนละทิศกับบ้านของเฮีย
ก็เลยไม่ได้ไปส่ง จริงๆแผนเก่าก็ใช่บ่อยๆว่า ต้องมาเยี่ยมญาติทางนั้นพอดี แต่วันนั้นไม่มีอารมณ์ หุหุ
พอมาถึงลานจอดรถ ก็ขับรถออกมา วน วน วน ขึ้น ขึ้น ขึ้น
ครั้นมาเจอทางออก ก็ต้องควักบัตรจอดรถคืนให้พนักงานเขา
เขารับบัตรไป แล้วแว็บหนึ่งก็ยื่นหน้าตะโกนมาว่า ๔๐๐ บาท
ตอนนั้นหิวข้าวหูก็อื้อๆ ได้ยินแว่วๆว่า ร้อยบาท
ก็ควักแบงก์ห้าร้อยให้ไป พอเขาทอนมาเป็นแบงก์ร้อยใบเดียว ก็ตกใจ
ถามเขาว่าค่าจอดชั่วโมงละเท่าไหร่? เขาบอกว่า ๕๐ บาท
พอตอนเช้าก็มาเล่าให้พี่ที่บัญชีฟัง พี่เขาก็ใจดีบอกว่า เบิกเงินคืนจากบริษัทไม่ได้
เพราะค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในงบค่าน้ำมันแล้ว
(ที่นี่เขาคิดแบบเหมา ซึ่งไม่ยุติธรรมแต่ก็ไม่เคยมีใครกล้าโต้แย้ง)
แล้วครั้นจะกลับไปเอาคืนจากลูกค้าก็ไม่ได้เพราะเราไม่ได้ให้เขา stamp บัตรจอดรถเอง
แล้วพวกพนักงานคนอื่นๆเขาทำอย่างไรกัน? รู้หรือเปล่า?
เฉลย...เขาก็ไปด้วย taxi หรือไม่ก็ไปรถส่วนตัว แต่กลับมาเขียนเบิกเป็นค่า taxi
เพื่อนเฮียมันก็แนะให้เขียนเบิกเป็นค่า taxi
เฮียก็บอกว่าไม่ได้หรอก เพราะดันไปเล่าให้พี่ที่แผนกบัญชีเขาฟังไปแล้ว
แล้วเชื่อหรือเปล่า วันหลังเฮียก็เจอแบบนี้อีกหลายที่ คือเผลอลืมให้เขา stamp อีกจนได้
แต่เฮียก็ไม่เคยเขียนเบิกเป็นค่า taxi เลย เพราะคิดว่า มันเป็นความผิดของเรา
และอีกอย่างการเบิกค่าใช้จ่ายที่เราไม่ได้กระทำ ก็เท่ากับเป็นการโกงเงินบริษัทแบบหนึ่ง
เพื่อนๆมันได้ยินเรื่องแบบนี้ทีไรมันก็สรรเสริญว่า "โง่" สมแล้วที่กินหญ้าเป็นอาหารว่าง 555
คนพวกนี้แปลกนะ ยอมเอาเงินยัดเสื้อในสาวเสิร์ฟหรือเด็กชงเหล้าได้เป็นร้อยๆ
แต่ไม่ยอมเสียเปรียบเงินมูลค่าพอๆกันนี้ให้บริษัทเลย คนเลามันมองต่างมุมจริงๆ

เรื่องที่จอดรถอัตโนมัติ
เรื่องนี้ก็เคยเห็นในทีวี รายการอะไรก็จำไม่ได้
เห็นแล้วหละว่าเขามองเห็นรถตัวเองผ่านทางจอทีวีวงจรปิดได้
เคยจะไปจอดแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เกิดเปลี่ยนใจก่อนเข้าไปในนั้น
สาเหตุที่ปอดแหก เพราะคนที่ไปด้วยถามว่า ถ้าไฟไหม้ หรือไฟดับ จะเอารถกลับบ้านได้ยังไง?

เรื่องร้องวี๊ดๆในรถ
เคยมีครั้งหนึ่ง เฮียพากิ๊กของคนอื่นนะ เขาไม่ยอมเป็นกิ๊กกับเฮีย 555
พอดีพาเขาไปทำธุระแล้วดันไปเจอฝนตกชุดใหญ่แถวชานเมือง
แถมมีรถใหญ่ขับสวนมา สาดเอาน้ำโคลนโครมมาใส่รถ จากรถสีเทาเงินกลายเป็นรถโอวัลตินไปเลย
และจะต้องไปหาลูกค้าอีกรายที่บริษัทค่อนข้างดีมีระดับเสียด้วย
พอดีรถติดแล้วมองเห็นที่ล้างรถแบบอัตโนมัติ
อาบ ล้าง เป่า อบ (ไม่มีนวด) คิด 120 บาท
เลยเข้าไปล้างรถ เพราะคิดว่าแค่ 10 นาทีเอง
แต่ดันลืมถามสตรีที่มาด้วย เฮียมองเห็นร้านปั๊บก็เลี้ยวปุ๊บ
บอกน้องเขาว่าขอพี่ล้างรถหน่อยนะ เดี๋ยวไปหาลูกค้าแล้วเขาจะว่าเอาว่าซกม๊ก
เจ้าหล่อนก็ยิ้มๆ เฮียก็แปลว่า ไม่เป็นไร
พอเอารถเข้าไปในเครื่อง บอกเด็กว่าล้างแบบโปรแกรมที่ 4 ก็เอากระจกขึ้น
เพียงแค่เครื่องพ่นน้ำมันทำงาน สาวสวยที่นั่งข้างๆก็ร้องวี๊ดๆๆๆๆ
ทีแรกนึกว่าเขาตื่นเต้นแต่ที่ไหนได้เขากลัวไอ้เครื่องล้างรถ เพราะไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน
ยิ่งตอนที่เครื่องมันเลื่อนเข้ามาหาเรา แต่รถเราอยู่กับที่
เขาก็งงว่าทำไมรถเราเลื่อน แต่เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่กับที่
คือมันอาการลวง ที่เห็นของเลื่อนเข้าหาตัวเรา แต่สมองเรากลับบอกว่าเราเดินหน้าเข้าหาของนั้น
เขาก็กลัวยิ่งกว่าเดิม เอามือปิดหน้าร้องๆๆๆ
คิดดูนะกว่าขบวนการล้างรถจะสิ้นสุด มันกี่นาที
ยิ่งตอนที่ใบปัดขนาดใหญ่ๆตีปัดเข้าด้านข้างกระจก คุณเธอแทบจะโดดทะลุหลังคาเลย
ตอนนั้นที่จริงเฮียน่าจะแอบดูสาวคนนั้นโป้นะ แต่สติเฮียก็แตกพอๆกันกับเสียงของเขา
ล้างรถเสร็จ เธอก็บอกว่า เธอขอโทษด้วยเธอตกใจเพราะไม่เคยขับรถ ไม่รู้จักเครื่องล้างรถแบบนี้
และไม่เคยอยู่ในรถขณะที่มันล้างอัตโนมัติอีกด้วย
เฮียก็ขอโทษเขาเหมือนกัน เพราะคิดไม่ถึงว่าจะเจอเหตุการณ์แบบนี้
นึกไปอีกที ถ้าพากิ๊กมา เอ้...จะตื่นเต้นจั๊กกระดื๋อหรือเปล่านะ 555

ลอยกระทง
ครอบครัวเฮียยกเลิกประเพณีนี้ไปนานหลายปีแล้ว
เพราะจากเหตุการณ์ที่ทำให้เหนื่อยใจหลายอย่าง เช่น
รถติด กระทงราคาแพง หาที่ลอยกระทงยาก
และกระทงที่ลอยจะถูกเด็กที่ลอยคอในน้ำคว้าไปตรวจดูเงินทันทีที่เราปล่อยออกไป
ถ้าไปลอยที่ๆเงียบๆสงบหน่อย ทางขึ้นลงก็อันตราย
เคยพาท่านแม่ไป เอาแบบว่าไปที่ๆไม่วุ่นวาย ไม่มีเด็กคว้ากระทง
แต่วันนั้นไป ทางมันมืด ทางเดินขึ้นลงก็ชัน คุณแม่เดินๆก็ล้ม ดีว่าไม่ได้เป็นอะไร
ก็เลยคิดว่า ยืนยกมือริมตลิ่ง ขอขมาเอาก็คงได้ และจริงๆแล้วก็ยังงงว่า
ลอยกระทงนั้นเป็นของศาสนาอะไร หรือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ แต่เก่าของใคร? (คิดมากจัง)
คำว่า แม่พระคงคา ฟังแล้วเหมือนฮินดูหรือพราหมณ์ จังเลย
วันนี้ก็คงไปหาร้านอาหารริมแม่น้ำ (จองที่เอาไว้แล้ว)
ทานอาหารอย่างเดียว ไม่มีการลอยกระทง
ยิ่งไปทานร้านริมแม่น้ำแล้วก็ไม่ค่อยกล้าลงไปที่ท่าน้ำ เพราะกลัวตกน้ำกัน
เคยมีญาติจัดงานแต่งงานที่แพริมน้ำ แขกมากมายเกินไปหน่อย
แพเลยจม แขกว่ายน้ำหนีตายกันวุ่นวาย แต่ไม่มีใครเป็นอะไร ดีว่าเฮียไม่ได้ไปงานนั้น
อายุก็เยอะๆด้วยกันทั้งนั้น ตกลงไปก็มัวแต่กลัว แขนขาขยับไม่ออก เดี๋ยวก็จม
ขอดำเนินนโยบาย ลอยกระทง ยกมือไหว้บนบกแบบเดิมนี่แหละ

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 21 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:15:43 น.  

 
Beee_BU

พี่ชายก็ยังยืนยันว่า กำลังเขียนอะไรที่ยาวๆอยู่นั่นแหละ
ถึงไม่ได้ตอบ comment เรื่องหนึ่งของหนูบีเสียที
กะว่าเอาไว้เป็นเรื่องที่เป็นของขวัญปีใหม่ให้เลยก็แล้วกัน
เพราะเขียนไปเขียนมาอยู่หลายสิบรอบ
พอผ่านไปสองสามวันก็เกิดเปลี่ยนใจ ต้องเขียนแนวใหม่ทุกที
นี่ก็ยังไม่คิดว่าจะเสร็จง่ายๆ

ตอนนี้เป็นเจ้าของบอร์ดเลยเหรอ
แหม...ชีวิตคนเรานี้ บทจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนซะ ข้ามสเต็ปไปหลายขั้นเลยนิ
เอ้า...ขอให้รุ่งเรื่องก็แล้วกัน
ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ เพราะเขียนเว็ปก็ไม่เป็น ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเรียนกันมาจากไหนอีกด้วย

คิดถึงเสมอ
ป.ล. บัตรกินไอติมสเว็นเซ่นส์ใกล้หมดอายุแล้วเน๊อะ
เฮ้อ...

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 21 พฤศจิกายน 2553 เวลา:15:23:54 น.  

 



ทานกาแฟด้วยกันนะคะเฮีย
happy Monday ค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:50:53 น.  

 
Mint

กาแฟร้อนนี้
เขาเรียก โอยั้ว
หรือ โกปี้ กันแน่?

สรุปแว้...
เอ้ย...สรุปว่า...
เมื่อวาน คณะของเฮียก็ได้ไปลอยกระทงกันจนได้
ก็อย่างที่เล่าให้ฟัง ตอนแรกก็ว่าจะทานอาหารกันเฉยๆ แล้วกลับมาดูละครดวงใจอัคนีตอนจบ
เพราะคิดแล้วก็ไม่ค่อยชอบที่เขาเอากระทงต้นทุนต่ำแต่ขายราคาแพง ไม่รู้จะเอากำไรไปทำอะไรกันนักกันหนา
ขนาดทานเสร็จแล้ว...
จ่ายตังค์ก็แล้ว....
เดินออกมาจากร้านแล้ว..
ดั๋น..มีคนบ่นว่า ไม่ลอย ไม่ลอย อีกหน่อยเดินไม่ไหวก็ไม่มีโอกาสได้มาลอยกระทง
เท่านั่นแหละ เป็นอันว่าต้องเดินแบกหน้าแฉล้มๆ กลับเข้าไปที่ร้านอาหารร้านเดิมอีกรอบ
พนักงานต้อนรับที่เพิ่งจะไหว้ลาจากเรามาเมื่อตะกี้ ก็ออกอาการงวยงง คิดว่ามีเรื่องอะไร
ที่แท้ก็แห่กันกลับมาลอยกระทง และก็เป็นอย่างที่เคยๆเกิดขึ้น
ไปถึงท่าน้ำ แพมันลอยขึ้นลอยลง เทหน้าเทหลัง เพราะมีเรือในแม่น้ำเยอะจัดและคนก็น่าจะเกินน้ำหนักแพ
พื้นของแพก็สูงกว่าระดับน้ำมาก คิดแล้วว่าต้องเปลี่ยนเป็นการโยนกระทงลงน้ำ มากกว่าการลอย
แต่มองไปอีกมุม เห็นมีบันไดปูนลงไปในน้ำได้ ปัญหาก็คือมันมืดๆ และคาดว่าน่าจะมีตะไคร่น้ำเกาะ
ครั้นเรียกเด็กเสิร์ฟมาถามว่าลงไปตรงนั้นได้หรือไม่
เขาก็ยิ้มฟันขาววาววับบอกว่าเมื่อตอนเย็นผมลงไปขัดพื้นมาเองครับ ไม่มีตะไคร่
ที่นี้ก็ต้องเล่นกายกรรมต่อมือกัน คือจับมือกันเป็นทอดๆ ให้คนที่ซ่าส์ที่สุดเป็นคนลงไปริมน้ำ
กว่าจะจุดเทียนและธูปได้ก็เหนื่อยใจ เพราะลมแรงได้ใจจริงๆ
ตอนลอยกระทง มีแต่เสียงป้าๆน้าๆร้อง ระวังลื่นๆๆๆๆๆ จนปลาในน้ำคงนอนไม่หลับ
สรุปปีนี้ได้ลอยกระทงแต่ลุ่นคนตกน้ำเสียจนแทบจะเป็นลมมากกว่าปลื้มใจ

อ้อ...เมื่อวานเสาร์ เฮียไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมแถวซอยโชคชัย๔
เฮียได้ทำบุญเพื่ออาหมวยมินด้วยนะ มารับบุญไปหนึ่งบาท
ก็ไปตอนสี่โมงเย็นกว่าๆ ผู้คนไม่ค่อยมีกันเลยทั้งๆที่เป็นหยุดงาน
เพราะตอนสามโมงแวะไปทานอาหารเวียดนามตรงแถวบริษัทซิวเนชั่นแนลเก่า
ตอนนี้เป็นร้านขายส่งซีดีและดีวีดีของแมงป่องไปแล้ว
ร้านนี้อยู่แถวแยกลาดพร้าวกับประดิษฐ์มนูญธรรม
ไม่ทราบว่าอาหมวยชอบทานอาหารเวียดนามหรือเปล่า?
เฮียทานกุ้งพันอ้อย แบบว่าเอาอ้อยมาแทะจั๊บๆๆๆ
เจ้เจ้าของบ้านบอกว่าน่าเกลียดทำเหมือนคนจน อ้าวกินชานอ้อยนี่นะ คนจน
ข้าวเกรียบปากหม้อญวนนี่ก็แปลกดีเหมือนก๋วยเตี๋ยวหลอดมาก แต่อร่อย
ส่วนแหนมเนืองนี่มีปัญหาว่าเอาแป้งไว้ข้างล่างหรือเอาผักไว้ข้างล่าง
แล้วกล้วยดิบๆที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆนี่กินแล้วท้องไส้จะเป็นยังไงหนอ แต่ก็ทานกันจนหมดจาน
ขนมเบื้องญวนก็จานใหญ่ขนาดกว้างคืบกว่าๆ ข้างในมีไส้เต็มเปี่ยมไปด้วยถั่วงอกกับหมูสับผัด
ขนมเบื้องของคนญวนเขาไม่เหมือนของคนไทยเน๊อะ ของญวนทานแล้วเป็นกับข้าวดี(เพราะมีหมูสับเยอะ)
เวลาทานอาหาร เฮียก็นึกไปว่าพวกเนื้อๆแป้งๆเป็นของเฮีย
ส่วนพวกผักๆเป็นของอาหมวยมิน โอเคนะ

กลับมาที่เจ้าแม่กวนอิมโชคชัย๔ ต่อ
จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมาที่นี่แล้วได้พบท่านอาจารย์เสกกวงเซง ท่านใจดีมาก
ชวนขึ้นไปสวดมนต์บนตึก และเลี้ยงอาหารเจ เรียกว่าเป็นการบังเอิญมากๆในวันนั้น
เพราะไปอีกกี่ที กี่ที ก็ไม่ได้เจอทานเลย (ครั้งแรกที่ว่านั้นเมื่อสิบห้าปีมาแล้วนะ)
พอถามคนขายเครื่องไหว้ เขาก็บอกว่าท่านอยู่ข้างบน
แต่เขาไม่ได้บอกเราว่า เชิญขึ้นไปพบท่านได้ แบบนี้ใครจะกล้าขึ้นไป
เมื่อก่อนคนไปที่นี่เยอะมาก ถ้าเห็นคนนุ่งขาวห่มขาวแสดงว่ามาสวดมนต์
ถ้าเป็นแต่งตัวธรรมดาก็เป็นพวกท่องเที่ยวไหว้พระแบบครอบครัวของเฮียนี่แหละ 555
แต่หลังๆเหมือนคนจะหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ไม่ทราบว่าไปอีกสาขาหรือเปล่า แนะมีสาขาด้วยนิ๊
เห็นว่ามีที่รามอินทราด้วย แต่แปลกที่เป็นพระศิวะ ก็นี่เป็นของพราหมณ์มิใช่เหรอ?
ส่วนสาขาที่ต่างจังหวัดเขาก็มีทางภาคเหนือด้วยนะ เหมือนๆวัดป่าของหลวงตาฯที่มีหลายสาขาเหลือเกิน
ยิ่งพอตกเย็นคนงานเขาก็เอาถาดมาปิดกระถางธูปที่อยู่กลางแจ้งทั้งหมด แล้วเขาก็รดน้ำต้นไม้แบบว่าฝนตกหนัก
เลยอดไหว้พระและเทพด้านนอก แต่แค่ไหว้ด้านพระในอาคารก็หมดธูปไปเป็นกำใหญ่ๆแล้วหละ
อีกฝากของซอยก็จะมีเจดีย์สูงมาก เรียกว่า วิหารเซียนอิมเหยี่ยงไท้
วันนั้นไม่ได้เดินข้ามไปไหว้ เพราะว่าบรรยากาศมันวังเวงมากไปหน่อย
คงเป็นเพราะเป็นวันเสาร์ใกล้ที่จะมีลอยกระทงกระมัง คนเลยเก็บแรงเอาไว้เที่ยววันอาทิตย์
จริงๆแล้วเฮียก็ไม่ใช่คนที่นับถือเจ้าหรือเทพอะไรกับเขาหรอก แต่เจ้าของบ้านเขาชอบก็เลยไปด้วยกันตามหน้าที่
ไปแล้วก็ไม่เสียเที่ยวหรอก ได้ไปอ่านป้ายชื่อเทพต่างๆ ได้ความรู้ว่า อ้อ...แบบนั้นแบบนี้ คนเขาก็กราบไหว้กัน
สมัยก่อนเฮียกับอาซ้อชอบไปทำบุญโลงศพที่หน้าสถานีตำรวจพลับพลาไชยบ่อยๆ
ไปแล้วก็เลยไปไหว้พระที่วัดเล่งเน่ยยี่ด้วย แต่เดี่ยวนี้รถรามันช่างติดจริงๆ นานทีปีละหนถึงจะได้ไป
ที่เจ้าแม่กวนอิมโชคชัย๔ นี่เขาก็มีทำบุญพวกบริจาคให้ศพไร้ญาติเหมือนกันนะ
เขามีทั้งจดทะเบียนเป็นมูลนิธิสว่างกวนอิมธรรมสถาน เอาเงินบริจาคไปช่วยผู้ประสบภัย
และยังมีส่วนที่เอาเงินทำบุญอีกก้อน เอาไปสร้างเป็นศูนย์บริการสาธารณสุขที่ ๖๖ รักษาประชาชนฟรีๆอีกด้วย
แบบนี้เดาได้ว่าเงินที่ทำบุญได้นำไปใช้อะไรบ้าง แต่เอาเป็นว่าทำบุญแล้วก็อย่างคิดมาก เงินมันก็ต้องถูกเอาไปใช้จนได้
จะเอาไปสร้างโบสถ์ร้อยล้านหรือจานบินยักษ์ ก็ขอ อนุโมทนาสาธุด้วยก็แล้วกัน (เขาว่ากันอย่างนั้น)

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:06:20 น.  

 
ซาหวัดดีคร้าพี่ชาย ไปทอดกฐินวัดท่าซุงเพิ่งกลับมาวันนี้ค่ะ ^_^ ไปวันเสาร์ กลับวันนี้บ่าย ๆ พี่ชายโมทนาด้วยนะคะ :)

แต่.... ตอนนั่งรถตู้กลับ ดันมีคุณหมอจากโรงพยาบาลนนทเวชโทรมาง่ะ บอกว่าน้องสาวตัวแสบ โดนหามส่งโรงพยาบาลเมื่อคืน เพราะกินยานอนหลับเกินขนาด (กินยาฆ่าตัวตาย ว่างั้น เหอะ ๆ) จิตแพทย์ที่โทรมาคุยบอกมีอาการจิตใจยังไม่ปรกติ และมีรอยกรีดข้อมืออีกหลายเส้น เฮ้อ ก็เลยกลับบ้านมาก็ต้องเก็บข้าวของมา รพ. ต่อเลยซะงั้น *_* นี่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลค่ะ นอนได้คืนเดียว งอแงจะกลับบ้านแล้วไม่อยากอยู่ หมอบอกไม่อยากให้อยู่คนเดียว เดี๋ยวจะทำร้ายตัวเองอีก คืนนี้มีเพื่อนเขาไปนอนด้วย แตถ้าวันไหนไม่มีใครบีจะไปอยู่ด้วยแทน ตอนนี้ก็สแตนบายอยู่เมืองทองค่ะ เนี่ยะอ่ะน้า ชวนไปวัด ทำบุญไม่ไป *_*

พรุ่งนี้ว่าจะพาไปเดินเที่ยวภูเขาทอง จะได้ไม่คิดมาก

แวะมาส่งข่าวค่ะ คิดถึงนะคะพี่ชาย จุ๊ฟ ๆ ๆ ไปทำงานต่อก่อน คนคุยเอ็มมาเพียบเลย ^^


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ IP: 110.168.37.207 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:22:20:05 น.  

 
Beee_BU

โมทนา สาธุ กับการไปทอดกฐินจ้าาาา

เออ...สงสารยายเบลล์
เห็นว่ามีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังเอาอกเอาใจอยู่เสมอนี่หน่า
ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ ไม่ว่าจนรวย ดีเลว อย่างไรก็เจอทุกข์ได้ด้วยกันทั้งนั้น
ช่วงนี้...พี่ชายว่าต้องให้ความสนใจน้องสาวของบีมากหน่อยนะ
คนอื่นมันก็แค่คนนอก คนที่ผ่านมา...ผ่านไปในชีวิตเรา
น้องของเรา ไม่มีซื้อ...ไม่มีขาย จะไปหาใหม่วันหลังก็ไม่ใช่ลูกของแม่เราคนนี้อีกแล้ว
คนเรา...พี่ว่า การได้มีเพื่อนอยู่ยามที่ทุกข์ใจ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด
ฟากความห่วงใยไปให้ยายเบลล์ด้วยนะ
ขอให้เขาหายเศร้าหายเครียดในเร็ววัน
โบราณว่า...เวลาเป็นเครื่องรักษาแผลใจได้ดีที่สุด

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา:18:49:31 น.  

 



กำลังฟังเพลงเกาหลีอยู่เพลงนึง
เพราะจังค่ะ แล้วก็คิดถึงคนที่บ้านนี้จัง
อยากให้ฟังด้วยกัน จะเอามาแปะก็เกรงใจอ่ะนะคะ อิอิ
เพลงมันเศร้าชะมัดเลยอ่ะ
มินชอบเสียงของแจวุคอยู่แล้วค่ะ
ชอบเกือบทุกเพลงของเค้าเลยอ่ะ
ไม่รู้ว่าเฮียเคยฟังเพลงเกาหลีมั่งหรือป่าว
อยากไร๊ท์ส่งไปให้ฟังจัง
แม้เฮียจะคิดว่า ฟังแล้วช๊านก้อแปลไม่ออกอ่ะนะ
แต่ เชื่อไม๊ว่า ดนตรีเนี่ย คือภาษาสากล ที่....
ถึงบางคนฟังแล้ว อาจไม่รู้คำแปล แต่ก็พอที่จะ
เดาได้ว่า เนื้อเพลงกำลังพูดหรือสื่อไปถึงอาไรอ่ะนะคะมินว่า
มินก็ไม่ใช่จะแปลได้ทั้งเพลงหรอกนะคะ
เข้าใจและรู้ความหมายเป็นบางประโยค ยังซึ้งซะ...
ฮ่า ๆ ๆ ก็คิดซะว่า น้องมันนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาเพ้อเจ้อกลางดึกก็แล้วกัน นะคะ ฮ่า ๆ ๆ
วันนี้ตื่นมายังไม่ตีสามเลยค่ะ สงสัยเมื่อคืนนอนเร็วอ่ะ

มินไม่เคยไปไหว้ซูแจเนี๊ย ที่โชคชัย 4 และไม่รู้ว่ามีด้วยค่ะ
ส่วนใหญ่ ถ้าตั้งใจอยากจะไปไหว้ท่าน ก็จะไปที่วัดเล่งอ่ะ
แต่ต้องคิด ต้องเล็งเรื่องที่จอดรถให้ดี ๆ เลยค่ะ อิอิ
อ้อ เคยไปไหว้ที่ชลบุรีด้วย ที่เรียกว่า เจ้าแม่กวนอิมพันมืออ่ะค่ะ

ส่วนอาหารเวียดนาม มินก็ชอบและนึกอยากเป็นบางอารมณ์ค่ะ
ก็ส่วนใหญ่ มันจะประกอบไปด้วยผักทั้งนั้นนี่คะ โธ่..ก้อรู้ ๆ อยู่นี่นา อิอิ
ถ้า มินจะทาน มินชอบทานร้าน มาดามอันค่ะ ส่วนใหญ่จะทานสาขาแจ้งวัฒนะ อ่ะ
ชอบแทบทุกอย่างที่สั่งของร้านนี้ (อืม..ถ้าไม่ชอบจะสั่งมาทำไมหล่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ)
โดยเฉพาะหม้อร้อนเนื้อจุ่มอ่ะ ขนาดไปแค่ 2 คนยังสั่งมาเติมอีกชุดนึงทุกทีค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
แหนมเนือง (มินไม่ใส่กล้วยดิบนะคะ แต่ใส่อย่างอื่นเกือบทุกอย่าง)
ข้างเกรียบปากหม้อ นุ่มอาหย่อยค่ะ ขนมเบื้องญวน
ปลาช่อนมาดามอัน (อันนี้เพื่อนมันชอบมาก) กุ้งพันอ้อย ขนมจีนหมูย่าง

พูดแล้วเมื่อวานก็หวิดไปแล้วเหมือนกันค่ะ
เพื่อนมันโทรมาชวนกระทันหัน เพราะมันไปรับเพื่อนอีกคนที่แถว ๆ กระทรวงวัฒนธรรมนู่น
มันโทรมา 4 โมงกว่าแล้ว ว่าเฮ๊ยเธออยู่ไหนมากินข้าวกัน
มินก็กำลังจะออกจากที่ทำงานพอดี แต่เมื่อวาน ขอบาย
เพราะเหนื่อยค่ะ เมื่อวานงานตรึม เฮ๊อ..คิด ๆ ไปแล้วยังงง ๆ ตัวเองอยู่เลยเนี่ย
ไปบายมันได้ไงอ่ะเนี่ย เรื่องกินนะยะไอ้ต๊องมิน เพื่อนมันคงคิดเหมือนกันนะคะ เพราะปกติไม่เคยปฏิเสธนี่นา ฮ่า ๆ ๆ
คือกลัวว่าไปแล้ว เดี๋ยวมันจะลากนั่งยาว หรือไม่ก็ชวนไปเดินเซ็นทรัลแจ้งอาไรอีกอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
กลับมาบ้านไปค้น ๆ ในตู้เย็น เลยเอากระเพาะปลามาเว๊ปทานดีกว่า
ช่วงก่อนหน้านี้ ฟู๊ดแลนด์เขามีรายการซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เยอะมาก ๆ หมายถึงข้าวของหลายอย่างอ่ะค่ะ
มินก็เลยตุนพวกของต่าง ๆ มาไว้บานพะเนิน ตู้เย็นแน่นไปหมดเลยอ่ะนะ ตามประสาพวกงกของอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
ไข่เค็มซื้อแพ็คแถมแพ็ค แพ็คนึง 4 ลูก พูดแล้วเดี๋ยวเสาร์นี้ สงสัยต้องขนของไปไห้บ้านนู๊นแล้ว
ตอนซื้อ คิดแต่ว่า โห มันถูก ๆ ๆ จัง แต่ซื้อมาแล้วเมื่อไรจะได้กิน ได้ใช้ก็ไม่รู้ค่ะ อย่างไข่เค็มเนี่ย
เคยเหมือนกันที่พอนึกอยากทานข้าวต้มไข่เค็มเนี่ย
มินดันต้มข้าวไปซะก่อน ไม่มาดูไข่เค็มก่อนค่ะ
ปรากฏว่า พอข้าวต้มพอทานได้แล้ว มาผ่าไข่เค็มดูนะ
จากเต็ม ๆ ลูก ไข่ข้างในมันหดหายไปไหนซะครึ่งใบอ่ะค่ะ
เหมือนว่ามันเก็บนานมากเกินไป ไข่ขาวกลายเป็นสีเทาไปแล้วอ่ะ ไข่แดงก็เป็นจุดดำ ๆ ไปแล้ว
อ้าว...ไม่กล้ากินอ่ะค่ะ เพราะมันเสียป่าวก็ไม่รู้อ่ะนะ เฮ๊อ...

อ้าว...ตั้งใจจะย่องมาดู มาเซย์ goodnight แท้ ๆ แต่มาบ่นได้อีกยาวอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
นอนหลับฝันดี ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น สบายใจนะคะเฮีย...

ขอปิดท้ายด้วยเพลงนั้นอีกรอบ แล้วส่งยิ้มหวาน ๆ มาให้คนบ้านนี้อีกครั้ง นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 24 พฤศจิกายน 2553 เวลา:4:25:43 น.  

 

สวัสดีค่ะ พี่ซูม เป็นอย่างไรบ้างคะ ไม่เข้ามานานนึกว่าเปลี่ยนหัวเรื่องไปแล้ว พี่ซูมคะตอนนี้แอนซื้อโทรฯมือถือใหม่แล้ว ยี่ห้อ NOKIA รุ่น C7 ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อใหม่อะไรหรอกน่ะคะ แต่เครื่องเก่ายี่ห้อ MOTORORA ใช้มานานเกือบสี่ปีแล้ว เครื่องเก่า แบ็ตเตอรี่ก็เสื่อม แอนใจร้อนเพราะต้องติดต่องานกับลูกค้าและเพื่อน เลยรีบไปซื้อใหม่
ให้เพื่อนพาไปซื้อค่ะ พี่รู้มั้ยเครื่องใหม่ใสกิ๊กแต่พอเอามาถือเห่อ ได้วันเดียว กดไม่กี่ที เครื่องดับไปเฉยเลย ตอนขายน่ะคนขายโม้ใหญ่เลยวาขายดี รุ่น ออกใหม่เหลือเป็นเครื่องสุดท้าย กว่าจะมาใหม่ก็อาทิตย์โน่น แอนไม่ทราบเหมือนกันว่าเค้าเอาเครื่องใหม่ที่เคย(ทดลอง)โชว์ให้ลูกค้าประจำเอามาขายเราหรือเปล่า ดีน่ะที่ไปเปลี่ยนคืนได้ มาใหม่

พี่ซูมคะ พี่ซูมตั้งประเด็นใหม่ ในblogเรื่อง โทรศัพท์มือถือ สิคะ อยากอ่าน แต่ถ้าไม่สะดวกไม่เป็นไรน่ะคะ

คิดถึงพี่ชายเสมอน่ะคะ ทำอะไรก็จดจำที่พี่สอนสั่งไม่ลืม
ดีใจมั้ย คนโฉดๆอย่างมี ยังมีคนรัก คริ คริ


โดย: นกสีขาว IP: 188.28.193.149 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2553 เวลา:5:44:40 น.  

 
Update เรื่องราวในวันนี้

เมื่อตอนบ่ายคุณหนูโทรศัพท์มาบอกว่าClassที่เรียน อาจารย์ของดกระทันหัน
เลยต้องรีบบึ่งCivic2000ไปรับแบบความเร็ว 120 Km/Hr ตลอดเส้นทาง
พอไปถึงมหาวิทยาลัย ก็มีญาติโทรศัพท์มาชวนไปดูขบวนเสด็จของในหลวง
ตอนแรกก็งงว่า คนอย่างเราจะไปรับขบวนเสด็จได้อย่างไร
อ๋อ...วันนี้ได้ยินข่าวเหมือนกันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จพระราชดำเนิน
ทางชลมารค(ใช้เรือพระที่นั่ง) ไปทรงเปิดประตูระบายน้ำที่คลองลัดโพธิ์
และจะทรงเปิดสะพานภูมิพล ๑ และสะพานภูมิพล ๒
แต่ด้วยว่าความรู้ของตัวเองน้อย เลยไม่ทราบว่าคือสะพานเดียวกับที่ไปพระประแดง
คิดแต่ว่าเป็นสะพานต่างจังหวัด พอทราบว่าร้านอาหารที่ญาติทำงานอยู่นั้น
อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นเส้นทางเสด็จพอดี แบบนี้ก็ต้อง OK
รีบเปลี่ยนเส้นทางเหยียบ 120 maximum เหมือนเดิม
มาทันสี่โมงครึ่งพอดี
ญาติตัวเล็ก(กว่าช้าง)ของเรารีบออกมารับบอกว่าตื่นเต้นมาก
เมื่อเช้าพอตำรวจมาบอกว่าจะเข้ามาประจำจุดตรงนี้
ทางร้านก็ให้พนักงานรีบไปซื้อธงชาติกับธง ภปร มาหลายสิบอัน
เสียดายว่าไม่มีเวลาทำป้ายใหญ่ๆเขียนว่า "ทรงพระเจริญ"
ก่อนมาถึงก็แวะเข้าไปเอากล้องNikon ที่บ้านอาม่าของคุณหนูมาหนึ่งตัว
แต่พอมาหน้าร้านก็เจอกระดาษที่ทางตำรวจเอามาแปะไว้ว่าห้ามใช้ Flash ตอนถ่ายรูป


ทีแรกก็คิดว่าไม่น่าจะ serious อะไรเท่าไหร่?
ที่ไหนได้ พอเอาขาตั้งกล้อง กางออกมาตรงท่าน้ำเท่านั้น คุณตำรวจก็รีบวิ่งมาหาเลย
ตำรวจพูดดีมากบอกว่าเจ้านายสั่งมาว่าให้บอกประชาชนว่างดถ่ายรูปเลยจะดีกว่า
เพราะสถานการณ์ในกรุงเทพฯยังถือว่าไม่เหมาะสมที่จะมาให้ถ่ายรูป
เราก็บอกว่าแอบถ่ายได้หรือเปล่า?
เขาก็บอกอย่าเลยครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเห็นเข้าผมจะเดือดร้อน
แต่ด้วยความดื้อ ก็เลยแอบๆถ่ายด้วยกล้อง compact ราคาถูกๆ
ได้ภาพไม่ค่อยชัด แต่ดีใจมากที่ได้ใช้กล้องนี้ถ่ายรูปในหลวงของเรา
คงต้องเก็บกล้องอันนี้ขึ้นหิ้งเสียแล้ว
ในหลวงของเรา...แค่ได้เห็นพระองค์ไกลๆก็รู้สึกปลื้มจนน้ำตาจะไหลให้ได้
ดีใจที่ได้เกิดในรัชกาลนี้มากๆ


ภาพนี้มองเห็นนี้ ตรงกลางคือคุณตำรวจที่เล่าให้ฟัง



แล้วก็โดนตักเตือนอย่างสุภาพ (แต่ก็หาได้นำพาไม่)



ภายถ่ายเรือพระที่นั่งอังสนา ระยะไกล (คงมีโอกาสได้ถ่ายแบบนี้เพียงครั้งเดียวในชีวิต)



ภาพสะพานแขวนพระราม๙, สะพานภูมิพล๑ และ สะพานภูมิพล๒
ภาพนี้ถ่ายตอนขบวนเสด็จผ่านไปนานแล้ว ตำรวจก็ไปแล้วด้วย
แต่เป็นกล้องป๋องแป๋ง รูปก็ได้แค่นี้



โดย: zoomzero วันที่: 24 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:18:19 น.  

 
Mint

อิจฉาอาหมวยจังเลย มีเพื่อนฝูงโทรศัพท์มาชวนไปทานอาหาร
ชีวิตเฮีย...เมื่อก่อน...
ตอนเย็นๆหลังเลิกงาน ก็มีบ่อยๆที่ต้องไปงานศพพ่อหรือแม่เพื่อน(เป็นประจำ)
แต่เดี๋ยวนี้ ต้องไปงานศพคนรุ่นเดียวกัน (ใช่ซิ...เรามันแก่แล้วนี่)
แปลกใจที่เขาว่ากันว่าคนไทยอายุเฉลี่ยมากขึ้นกว่าเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อนมาก
แหมบอกว่าอีกหน่อยคนไทยอายุเจ็ดสิบแปดสิบยังเต้นรำได้เลย
พอมองอีกที่พวกที่จากๆไปนี่เขาก็ใช้ชีวิตแบบไม่สนใจสุขภาพกันเลย
บางคนตอนเรียนมัธยมก็เมาแบบมัธยม ดมๆก็เมา
บางคนพอเรียนปริญญาตรีก็เมาแบบปริญญาตรี ดีกรีมากขึ้น
จบไปแล้วทำงาน เรียนโท หรือต่อเมืองนอก มันก็กินหนักยิ่งกว่าเดิม
บางคนก็ทำงานหนัก กลางวันก็ทำ โอทีก็ทำ ไม่เคยหยุดหาเงินเลยก็มี
สุดท้ายร่างกายก็ทรุดโทรม ป่วยไม่กี่เดือนก็ม่องเท่งซะแล้ว
แล้วอีกอย่าง...ที่ไม่มีใครโทรหาเฮีย
ก็เพราะเฮียเป็นคนประเภทเพื่อนฝูงไม่อยากคบเสียด้วย
อย่างเมื่อหลายปีก่อนโน้น มีงานทอดกฐินงานหนึ่ง
พวกเพื่อนๆมันนัดเฮียไปรับซองกฐิน หัวหน้าโต๊ะกรุ๊ปที่สถาบันการศึกษาเก่าเป็นประธานจัดกฐิน
เพื่อนซี้อีกคนโทรมาบอกว่าเจอกันที่ร้านอาหารเจ้าประจำ ต้องไปให้ได้
แต่ท่านประธานฝ่ายฆราวาสตัวดีมันดันกินเหล้าซะตัวหอมฉุย(ตอนที่เฮียไปถึง)
เฮียเลยหมั่นไส้ ไม่ขอรับซอง แถมด่ามันกลางโต๊ะอาหาร(หรือวงเหล้า)อีกต่างหาก
ว่า "ไอ้มือถือสาก" ชวนคนเขามาทำบุญทั้งที่ศีลห้าข้อก็ไม่ครบ แบบนี้จะได้บุญอะไร
เพื่อนอีกหลายคนก็รีบแก้ไขบรรยากาศบอกว่า แหม...นานๆเจอกันที ท่านสมภารหยอกกันแรงเลยนะ
คนเป็นประธานทอดกฐินมันมองเฮียแบบจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้เลยหละ
หลังจากนั้น เฮียก็ได้รับผลงานที่ทำเอาไว้ เฮียโดนพวกเพื่อนๆมันบอยคอทไปสามสี่ปีเลย
ไม่รู้ว่าเพราะว่าเจ้าหมอนั้นมันทำมาหากินได้ดิบได้ดีกว่าเฮีย
หรือว่าภรรยามันสวยยังกับนางแบบก็ไม่รู้
สงสัยจะเป็นเรื่องหลังมากกว่า เฮียถึงเขม่นมันเหลือเกิน
คือว่า พอเห็นคนพูดถึงนรกสวรรค์วิมาน
วาดฝันว่าจะเอาเงินจากการทำบุญกฐินมาสร้างโน้นสร้างนี้
เฮียก็ชอบของขึ้น ทีแรกกะว่าจะพูดกวนๆมันเล่นๆ
แต่สงสัยต่อมอิจฉาลิซึ่มของเฮียคงจะปรี๊ดแตก
พอว่าประชดไปสองสามคำ ดันหลุดปากว่าถึงพฤติกรรมผิดศีลข้อสามของมันฉอดๆๆ
(ไอ้หมอนี่มันแอบหนีภรรยาไปอาบอบนวดไม่รู้กี่สิบครั้ง ภรรยาไม่เคยระแคะระคายเลย หุหุ)
ส่วนเฮียหนีไปกี่ที ก็โดนจับได้ทุกครั้ง ๕๕๕
ความจริงคนเราก็มีสิทธิ์ทำดีทำไม่ดี ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ได้รับกรรมนั้นไป
แต่เฮียชอบทำตัวเหมือนมีปากสิบปาก เที่ยวไปแขวะคนโน้นคนนี้ แทนที่จะอยู่เงียบๆ
ไม่รู้ว่ารอดจากบาทาประชาชนมาได้อย่างไรถึงยังหายใจแฮ๊กๆอยู่อย่างวันนี้
เห็นมั๊ยหละ!!! อิจฉาอาหมวยจริงๆ ถึงได้บ่นยาวขนาดนี้ ๕๕๕

แปลกจังทำไมอาหมวยเรียกเจ้าแม่กวนอิมโชคชัย๔ ว่า ซูแจเนี้ย
ไปเอามาจากไหนเหรอ ที่นี่อาจารย์ใหญ่คือ ท่านเสกกวงเซง
หรือคนจีนจะเรียกท่านว่า กวงเซงต้าซือ
ส่วนที่ชลบุรี อาหมวยเคยเล่าให้เฮียฟังแล้วครั้งหนึ่ง เรื่องเจ้าแม่พันมือ
ที่บอกว่าเป็นศาลเจ้าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศาลน่าจา ที่อ่างศิลา

พูดถึงอาหารญวน
อะไรๆก็อร่อย แต่ก๋วยเตี๋ยวญวน นี่...ทำไมไม่ถูกลิ้นถูกรสกับเฮียเลย
ไปทานที่ไหน ที่ไหน ก็งั๊นๆ เลี่ยนๆ แหยะๆ
หรือว่าปากเฮียมันชอบแต่บะหมี่เกี๋ยวปูหมูแดงก็ไม่รู้นะ
นิสัยรักแล้วไม่เปลี่ยนใจนี่แย่จัง ชอบอะไรก็เอาแต่คิดว่าอันนั้นมันดีที่สุดอยู่เรื่อยไป

ไข่เค็มต้องซื้อแค่เท่าที่เราทานจะดีกว่านะ
เฮียก็เคยซื้อมาตุนเยอะๆตอนหน้าฝน เพราะขี้เกียจออกไปไหนกัน
แต่พอมาผ่าดูมันก็เสีย มีกลิ่นไม่โสภา เพราะกินแต่ของใหม่ ของเก่าลืมเอามากิน
ไม่ทราบว่ากรรมวิธีผลิตสมัยนี้เขาเปลี่ยนไปหรือเปล่าทำไมไข่เค็ม ไข่เยี้ยวม้า ถึงเสียเร็วจริงๆ
เฮียชอบทานข้าวต้มกับ ยำไข่เค็ม และปลาทูเค็มแบบราคาถูกๆทอดแล้วโรยน้ำตาลทราย
พอจะทานก็เอามะนาวหั่นซีกบีบลงไป ได้หอมแดงซอยหน่อยหละก็ ซดโฮกๆๆๆ สามชาม

เดี๋ยวนี้พอแยกออกมามีครอบครัวเป็นสัดส่วนของตัวเอง
ก็รู้สึกว่าตัวเองจะเข้ากับกลุ่มบุคคลที่มาใหม่ๆไม่ค่อยได้
การกินการอยู่ของเฮียมันแตกต่างจากมนุษย์ปุถุชนสมัยนี้มาก
นานๆที ก็ต้องย่องไปทานข้าวบ้านท่านแม่
เจอกากหมูทอดใหม่ๆ กับยำปลากระป๋อง ทานกับผักสด แค่นี้ก็อิ่มแปล้
แต่ทางฝั่งคุณนายเจ้าของบ้าน คุณหนู และบริวารว่านเครือ เขาไปคนละแนวกับเฮียเลย
แกงจืดวุ่นเส้นของพวกเขาต้องใส่ก้อนๆหรือผงปรุงรส พวกหมูฉึกๆ นั่นแหละ
มองในหม้อเห็นแต่วุ้นเส้น ไม่เห็นหมูสับ ไม่เห็นพืชผักธัญญาหารอะไรเลย
และต้องมีไข่ดาวหรือไข่เจียวทุกมื้อ
ไปๆมาๆพวกเขามีมากกว่า ก็หาว่าเฮียเป็นคนกินยาก (ที่จริงเขาจะว่า กินแปลก มากกว่า)

ดีใจนะที่มีคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่คิดจะทำแผ่นCD ให้
เฮ้อ...ปลื้มใจจัง นี่เป็นคนแรกของโลกเลยนะที่ใจดีแบบนี้กับเฮีย
แต่ขอเล่นตัวตามประสาหนุ่มชราน่ารำคาญ ว่า "ขอคิดดูก่อน"
เฮียชอบเพลงทุกชาติทุกภาษานะแหละ และก็ชอบเพลงเศร้าๆช้าๆมากกว่าแบบอื่น

ช่วงนี้มีปัญหาสองสามอย่าง นอนไม่ค่อยหลับหรอกครับ
หลับๆตื่นๆ ฝันแปลกๆ ฝันเป็นเรื่องเป็นตอนยิ่งกว่าแฮรี่พอตเตอร์เสียอีก
เคยเป็นมั๊ย ฝันถึงสถานที่เดิมที่เราไม่เคยไป แต่ฝันซ้ำๆ สามสี่วันก็ฝันอีก
จำเส้นทางได้หมดว่าต้องมีทางแยก ต้องมีบ้านคน ต้องมีสระน้ำ อะไรประมาณนี้
และต้องมีคนมาคุยเรื่องอะไรแปลกๆกับเราทุกที
บางทีก็มาถามว่าเหนื่อยมั๊ย? หิวมั๊ย?
พอตื่นมาก็เบลอๆลืมๆ
บางที่ก็จำความฝันได้หมดคิดว่าตอนเช้าจะจดบันทึกเอาไว้
แต่พอตื่นเช้าอีกรอบ ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จกลับจำอะไรไมได้
มีเรื่องถี่ๆมากคือเรื่องที่ผู้หญิงคนหนึ่งชอบมาคุย จำหน้าตาเขาไม่ได้เลย รู้ว่าสวย ผมยาว
แต่พยายามนึกว่าเราเอาใครมามั่วฝันหรือเปล่า มันก็ไม่ใช่
ในฝัน เรามักจะเป็นคนถามเขา เพราะนิสัยเราชอบตั้งคำถามมากกว่าพูดคุยกับผู้คน
ผู้หญิงคนนี้ก็จะเก่งมาก ตอบได้หมด พาไปที่ต่างๆก็ได้
จำได้ลางๆว่า เคยเอาเอกสารภาษาฝรั่งเศสไปให้เขาอ่าน ในฝันเขาอ่านได้ แปลได้
แต่คงเป็นภาษาที่มั่วๆเพราะตัวเฮียเองพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลย
คนโบราณว่ากินมากทำงานน้อยก็ฝันเพ้อเจ้อไปเรื่อย ๕๕๕

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:0:19:56 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
อ้ะ..เห็นไม๊ เฮียก็เป็นเหมือนกันใช่ไม๊
ที่ฝันซ้ำ ๆ แล้ว จำได้เป็นฉาก ๆ อ่ะค่ะ
มินก็อีกคน ฝันได้ฝันดีทุกวันเลย
ขนาดตื่นมาเข้าห้องน้ำ กลับไปนอนยังฝันต่อในเรื่องเดิมได้อีกอ่ะ
แปลกแต่จริง ๆ นะคะ มินยังเคยเอาเรื่องความฝัน
มาเขียนบล๊อคเลยค่ะ แล้วรู้สึกว่าจะมีป้าอยู่ท่านนึง
เข้ามาอ่านและป้าท่านนั้น เค้าก็เป็นคล้าย ๆ กับมินเหมือนกัน
ดีใจค่ะ ที่ยังพอมีคนเหมือนเราอยู่บ้าง เพราะเคยสงสัยซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่าทำไมตัวเองเป็นแบบนั้น

มินนะ ในฝันตัวเองเนี่ย ไม่เคยเดินเลยเชื่อไม๊คะ
ถ้าไม่ขับรถไปไหนซักแห่ง ก็จะลอย ๆ ไปตลอดเลย
เฮียสังเกตุไม๊ว่า ในฝันถ้าเราพูดคุยกับใคร
เราจะไม่เคยอ้าปากพูดเลย เหมือนเราคุยกันทางจิตอ่ะ
มินก็เหมือนกัน ถ้าฝันเรื่องไรที่มันแปลก ๆ เนี่ย
ตื่นมานะ จำได้หมดเลยเป็นฉาก ๆ ๆ แต่มันก็จะจำได้อยู่ 2-3 วันค่ะ
แล้วมันก็จะเบลอ ๆ ลืมไปเองอ่ะค่ะ ถ้าบางทีฝันไรที่มันน่ากลัวนะคะ
เวลาตื่นขึ้นมาแบบกระทันหันเนี่ย มันจะเหนื่อย ๆ จริง ๆ ค่ะ
เฮียต้อง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผ่อนมันออกยาว ๆ นะ ทำดูสักพักมันจะช่วยได้ค่ะ

ทำไมมินเรียกเจ้าแม่กวนอิมว่า ซูแจเนี๊ย เหรอคะ
มินก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเรียกตามที่บ้านค่ะ
ที่บ้านมินสมัยก่อนมีกิจการนะ พอใกล้ ๆ ปีใหม่
หรือตรุษจีนเนี่ย ต้องไปไหว้เจ้าต่าง ๆ ตามศาลเจ้าทุกปีค่ะ
ที่ต้องไหว้ประจำคือ วัดเล่งค่ะ ไปทีนึงก็ต้องไหว้
ซูแจเนี๊ย หรือ เจ้าแม่กวนอิม ไท๊ส่วยเอี้ย แปะกงแปะม่า
แต่ ตั้งแต่ที่บ้านเลิกกิจการไปตั้งแต่ปี 45 เนี่ย ก็ห่าง ๆ การไหว้เจ้าไปเยอะค่ะ

เรื่องซีดีอ่ะ ไม่ใช่ไรหรอกค่ะ เวลาฟังเพลงเพราะ ๆ แล้วมันคิดถึงคนที่เราชอบ ๆ หรือรู้สึกดีด้วยอ่ะ
อยากให้ฟังเพลงว่า แบบนี้ ๆ ๆ เค้าจะชอบเหมือนเราหรือป่าวน๊า
มินดีใจมากนะ ที่ส่งเพลงเกาหลีและเพลงญี่ปุ่นที่มินชอบไปให้คุณไฮ(กุ)
แล้วคุณไฮเธอก็ชอบมาก ๆ เหมือนกัน เธอยังส่งเพลงญี่ปุ่นที่เธอชอบบ้างกลับมาให้มินเลยค่ะ อิอิ
หรือมินอาจเป็นคนที่โลภกับเรื่องความสุขก็ไม่รู้นะ
คือ ชอบที่จะเห็นคนอื่นมีความสุขอ่ะค่ะ มันทำให้ตัวเราเนี่ยมีความสุขไปด้วยจริง ๆ นะ
แต่ พอเวลาตัวเองมีเรื่องกลุ้ม ๆ หรือมีความทุกข์เนี่ย
น่าแปลก ที่ไม่อยากเล่าให้ใครฟังเท่าไร เพราะกลัวเค้าจะกังวลไปกับเราด้วยค่ะ
แต่คนธรรมดาสามัญอ่ะนะคะเฮีย บางทีมันมาก ๆ เข้า มันก็อดไม่ได้ ทนไม่ไหว ก็ได้เพื่อนสนิทนี่แหละ
ที่มันพร้อมจะเป็นกระโถนให้เราได้ระบาย เรื่องอัดอั้นใจต่าง ๆ ที่เรามี
แล้ว ก็ไม่เคยผิดหวังกับเพื่อนเลยซักครั้ง เพราะ บางทีมุมมองของคนที่อยู่ข้างนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเนี่ย
มันก็ให้ข้อคิดเราได้ดีจริง ๆ เหมือนกันนะคะ

เมื่อวาน เฮียได้แอบถ่ายอาไรนะคะ เรียกว่า การเสด็จทางชลมารคใช่ป่าว
แต่ว่า วันนี้ มินต้องไปถวายพระพรที่ศาลา 100 ปีศิริราชนะคะ อิอิ ข่มทับซะเลยนิ ฮ่า ๆ ๆ
ไม่ได้ล้อเล่นนะ มินพูดจริง ๆ เวลาที่จะลงนามถวายพระพรอ่ะ 14.14 ค่ะ แต่ทางสมาคมให้ไปเจอกันตอนเที่ยงก่อน
มินคงขับรถของมินไปเอง ไม่ไปรถตู้ของสมาคมหรอกค่ะ อิอิ
วันนี้เลยไม่ได้เข้า office เพราะว่าจะไปทำผมซะหน่อย แหม มีช่างภาพถ่ายรูปออกทีวีอีกแล้วเรา เฮ๊อ...ฮ่า ๆ ๆ
จ้างให้ก็ไม่บอกว่าจะแพ่รภาพเมื่อไร เพราะมินเองก็ยังไม่รู้อ่ะนะคะ ฮ่า ๆ ๆ
แล้วเฮียรู้ไม๊ ไม่อยากให้ใครเห็นเลย เวลาใส่ผ้าไหมอ่ะ เพราะมันทำให้มินแก่ไปอีกซัก 10 ปีเลยมั๊ง
เป็นคนที่ดัดผม กับใส่ผ้าไหมไม่ได้เลยค่ะเฮีย ไม่รู้เป็นไง จริง ๆ ก็แก่อยู่แล้วอ่ะนะ แต่ มันยิ่งแก่เข้าไปใหญ่อีกอ่ะค่ะ ฮ่า ๆ ๆ

ปล. ไปศิริราช แค่คิดถึงว่าจะหาที่จอดรถได้ตรงไหนดีเนี่ย ก็มึนตึบแล้วค่ะ


โดย: มินทิวา วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:6:29:26 น.  

 
Mint

อ้าว์...คงบอกเส้นทางไม่ทันแล้วหละ นี่ก็เที่ยงกว่าแล้ว อิอิ
เพิ่งเข้าเน็ทนะครับ
ถ้าเข้ามาอ่านแต่เช้า คงได้จิบกาแฟร้อนจากคนจิตใจอุ่นๆ
ก็จะได้บอกว่าให้ไปจอดรถที่วัดระฆัง
ตอนจอดไม่เสียตังค์ ตอนกลับต้องเสียตังค์
เอ้ย..ยังไงกันนี่ ก็เสียตังค์แบบเป็นน้ำใจกันหนะครับ
วิธีไปโรงพยาบาลศิริราชของเฮียซึ่งทำบ่อยๆคือ
เดินจากวัดไปทางภัทราวดีเธียร์เตอร์
ออกไปทางตลาดวังหลัง มีของให้ซื้อมากมาย
แต่วันนี้น้องมินแต่งตัวสวย คงเดินเป็นกิโลไม่ไหว อาจจะเป็นลมไปได้
เห็นทีจะต้องเรียก Taxi แถวหน้าวัดไปโรงพยาบาลแค่เฟี้ยวเดียวก็ถึง
ในศิริราช ถ้าเลยแปดโมงเช้า ขอบอกว่า อย่าไปหาที่จอดรถเลย หายากมากๆ
ความจริงถ้าสามารถขับรถข้ามไปฝั่งธนบุรีได้
ก็แค่หาวัดใหญ่ๆ ที่ทางกว้างขวาง มีคนไปมามากมายไม่เปลี่ยวเดียวดาย
แล้วเราก็จ้างรถไปเที่ยวตลาดหรือโรงพยาบาลริมแม่น้ำได้สบายใจ
เมื่อก่อนเคยเอารถไปจอดทางวัดโพธิ์หรือสนามหลวง
แล้วคิดว่าจะหาเรือข้ามฟาก ไปเที่ยวฝั่งธนฯ แต่หาที่จอดรถค่อนข้างยาก
ได้ที่จอดรถพอใช้ได้ก็จริงแต่ต้องเดินทางไกลมาก กว่าจะถึงท่าเรือ เช่น ท่าช้าง ท่าพระจันทร์
แล้วก็ต้องจ้างรถอีกเหมือนเดิม
เมื่อก่อนไม่ได้มีกิจการร่ำรวยใหญ่โตเหมือนใครบ้างคน ๕๕๕
แต่ก็ชอบไปไหว้พระเก้าวัดกับหนึ่งศาลเจ้า(เจ้าพ่อเสือ)
เลยถนัดการไปแถวสนามหลวงมาก ไหว้พระฝั่งพระนครก่อนแล้วค่อยข้ามไปทางฝั่งธนฯ
บอกก่อนนะ เฮียนะจิ๊กโก๋สามย่าน ไม่ใช่เทพบุตรท่าพระจันทร์ อิอิ
แต่สมัยหนุ่มน้อยๆชอบไปหาสาวๆคณะสื่อสารฯของมหาวิทยาลัยริมน้ำตรงนั้น

เรื่องฝัน
ก็คงเหมือนๆกัน คนพูดกันไม่ได้อ้าปาก และมักจะลอยๆไปตามที่ต่างๆ
ไม่ค่อยมีเสียงธรรมชาติประกอบ รถยนต์ก็ไม่มีเสียงเครื่อง น้ำตกก็ไม่มีเสียงน้ำไหล
เรียกว่าผิดสังเกตแต่เรากลับไม่รู้ ไอคิวเหลือแค่ศูนย์จุดศูนย์ๆ
ไม่รู้แม้กระทั่งบางทีคุยกับคนที่จากไปแล้ว ยังไม่รู้ตัวเลย
อย่างเมื่อวานก่อนโน้นก็ยังฝันว่าไปช่วยพ่อซ่อมบันไดบ้านหลังโน้นอยู่เลย
พอตื่นมา เฮ้ย...พ่อเราตายไปแล้วนี่หว่า งานนี้เลยต้องใส่บาตรทำบุญให้ท่าน
มีฝันแบบหนึ่ง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนะ ฝันว่ารักเขามาก และไม่เคยเห็นหน้าใครแบบนั้นมาก่อนเลย
ไปไหนก็จูงมือกันไป มีเลิว์ฟซีนด้วยนะ แต่ไหงแค่กอดกันเฉยๆก็ไม่รู้
เพราะถ้าเป็นเรื่องจริงป่านนี้เจอมือปลาหมึกไปแล้ว
แหม...ในฝันดันเป็นคนเรียบร้อยไปได้ โธ่..ว๊อย

ขอย้อนมาเรื่องรับเสด็จในหลวงกับพระเทพฯ (ขอพระราชทานอภัยที่ใช้ภาษาสามัญ)
ตอนที่เรือพระที่นั่งผ่านมา ประชาชนตลอดแนวท่าน้ำ จะยืนขึ้นยกมือไหว้
บางคนก็โบกธงเล็กๆ แต่ทุกคนทำเหมือนกันหมดคือ เปล่งเสียงว่า ทรงพระเจริญๆๆๆๆๆๆ
เรืออังสนาที่แล่นผ่านหน้า ทีแรกก็ไม่เชื่อว่าเป็นเรือลำนี้ที่ทรงประทับมา
เพราะบนสะพานแขวนพระราม๙ รถยนต์ยังแล่นไปมาอยู่เลย
แต่พอเรือพระที่นั่งเข้าใกล้ ประมาณ ๒-๓ นาที ตำรวจสามารถปิดการจราจรได้ทันที
ทีแรกคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องปิดเส้นทางจราจรบนนั้นก็ต้องสิบหรือยี่สิบนาที
ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่า แม้แต่ทรงเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งสำคัญมาก
ก็แทบจะไม่กระทบกับการเดินทางของพสกนิกรเลย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก
พอเรือพระที่นั่งผ่านหน้าร้านอาหารไปได้ประมาณสิบนาทีกว่าๆ
เจ้าหน้าที่ก็ถอนตัวออกจากจุดยืนรักษาความสงบเรียบร้อย
เรือในแม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถสัญจรไปมาได้เป็นปกติ
จะมีเรือตำรวจน้ำแล่นส่วนขึ้นล่องเป็นระยะๆ
เห็นเรือใหญ่แล่นเข้าที่ท่าบิ๊กซีราษฎร์บูรณะได้ทันทีนี่ก็ทึ่งแล้วหละ
ช่วงที่เสด็จกลับ ไม่ได้อยู่ดู ทางร้านเขาก็ไม่ได้ไล่ เพราะเราสั่งอาหารมาทานกัน
แต่คิดว่ารถต้องติดมากแน่ๆ เลยรีบกลับ ซึ่งแถวนั้นรถก็ติดกันหนักมากในคืนนั้น

เรื่องชุดผ้าไหม
คนเราไม่ได้ดูแก่ที่แต่งตัวเสมอไปหรอก
อยู่ที่ท่าทางกับลักษณะการพูดมากกว่า เฮียว่าอย่างนั้นนะ
ถึงใครจะว่าแก่ แต่เฮียว่าสวยก็แล้วกัน

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1



โดย: zoomzero วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:07:13 น.  

 
มาแอบดู (อีกละ!)


โดย: ดราก้อนวี วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:13:27:09 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณพี่ซูม

ขออำภ้ยที่หายหน้าไปเลย คุณพี่สบายดีนะคะ ไปเยี่ยมเพื่อนบล็อคคนอื่น แต่มาไม่ถึงบ้านคุณพีี่สักที

พี่ซูมโชคดีจัง ได้ไปเฝ้ารับเสด็จในหลวงกับสมเด็จพระเทพฯ ด้วย เมื่อวานน้องดูถ่ายทอดสด เสียดายที่ไม่ได้ดูตลอดจนจบ

พักหลัง ๆ เวลาดูข่าวในหลวงแล้วอดน้ำตาไหลไม่ได้สักทีค่ะ พระองค์ท่านทรงชราภาพมากแล้ว วัยขนาดนี้ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็คงเกษียณ นอนอยู่บ้านสบายไปนานแล้ว ขนาดทรงพระประชวรด้วยก็ยังทรงคิดและทำเพื่อคนไทยตลอด ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โดย: haiku วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:32:52 น.  

 
Anny02

สวัสดีครับหนูแอนนี่ อ้าว..วันนี้ไม่ไปงานบวชเพื่อนที่สระบุรีเหรอ...
อ๋อ...คงไม่เข้าใจ เพราะเป็นแอนนี่คนละคนกันนี่หน่า ๕๕๕
ถ้าไป ก็จะฝากสวัสดีเฮียฮ้อกับเจ้พจน์ ซะหน่อย
แหม...ได้ข่าวว่าแจกหมอนตั้งร้อยใบ แฟนคลับคงปลื้มกันน่าดู

เรื่องมือถือ
ความจริงก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมือถือเหมือนกัน
แต่คงต้องสืบสาวราวเรื่องตั้งแต่ยุคที่ใช้เพจเจอร์ BeepBeep ที่ตอนหลังส่งเป็น SMS ได้
แล้วขอข้ามเจ้ารุ่นNMT400MHz (ของแพงซึ่งเป็นโทรศัพท์ติดรถหรูหรือใส่กระเป๋าหิ้ว ไม่มีปัญญาจะซื้อหรอก)
มาเป็นรุ่นกระดูกสุนัข ใช้ได้ ๒ ค่ายถ้าจำไม่ผิดพลาดก็คือ AMPS800 กับ CELLULAR900
แล้วก็มารุ่นเล็กๆแต่ต้องชักเสาอากาศยาวๆ รุ่นหลังถึงเป็นตุ่มๆ แล้วก็ไร้สายอากาศไปเลย
มาอีกเจนเนอเรชั่นก็เป็นพวกถ่ายรูปส่งMMSได้ แล้วก็มาถึงรุ่นหน้าปัดสัมผัสด้วยดัชนีไฉไล อย่าง iPhone
แต่พี่มีปมด้อยเรื่องนี้ เลยเขียนไม่ได้เพราะโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่ใช้มา เป็นของมือสองทั้งนั้น
ยายน้องบียังเคยถามเลยว่าใช้แต่ของที่เขาโล๊ะให้ทุกเครื่องเลยเหรอ? ก็น่านนะซิ
ตอนนี้ในลิ้นชักเก็บของเก่าของพี่ชาย มีมือถือเครื่องเปล่าๆอยู่ ๔ เครื่อง แต่พี่มีซิมแค่อันเดียว
เมื่อก่อนเคยซื้อมาแต่ดันลืมเติมเงินต่ออายุเลยโดนดูดเงินไปฟรีๆ คราวนี้เลยไม่ซื้อใหม่เลย
สรุปว่าข้อมูลเพียบ แต่ไม่อยากเขียน ๕๕๕

ลองอ่านสองสามรอบเหมือนกับว่าจะช่วยหาประเด็นให้เขียนบล็อกหัวข้อใหม่
หรือแอบว่าพี่ ขี้เกียจ ไม่ยอมเปลี่ยนเรื่องมาเป็นเดือนๆกันแน่

เรื่องเขียนบล๊อกใหม่
อันนี้เคยวิเคาะ เอ้ย เคราะห์ มานานแล้ว
ก็ถามตัวเองว่าจะทำตัวแนวไหน (ฮีโร่ ซาตาน คิ๊กคุ ติงต๊อง หยาบคาย ..ฯ)
กับ Avatar หรือ user ชื่อ zOOmzERo นี้ดี
แรกๆก็ต้องเข้าไปอ่านบล๊อกของหลายๆคน (เพื่อหาตัวอย่างที่ดี)
แล้วย้อนกลับมาอ่าน comment ในblogตัวเองที่ผ่านๆมา
แล้ววันหนึ่งก็มานั่งเลือกว่าจะเดินไปแนวไหนดี
จริงๆก็ยังไม่ได้คำตอบที่ถูกใจหรอกค่ะ
แต่คิดว่าคงจะไม่มีวันได้เป็นนักเขียนบล็อกมากคุณภาพ มีแฟนคลับเป็นพันเป็นหมื่น
หรือไม่ก็นักนักโพสต์คอมเมนท์แสนขยัน วันหนึ่งๆเข้าไปเขียนมันเป็นร้อยๆบล๊อก
เอาแบบที่เป็นอย่างทุกวันนี้ดีกว่า เรื่อยๆ เขียนตามที่อยากเขียน คุยตามที่อยากคุย
blogบ้านนี้ เป็น หุบเขาคนโฉด ไม่มีการรับสมาชิก คนที่เข้ามาก็เลยไม่ได้โฉดตามไปด้วยนี่หน่า
ต่างก็เป็นตัวของตัวเอง แหมก็มานั่งนับคนที่เข้ามาคุยด้วยแล้ว นิ้วมือแค่ห้านิ้วยังนับไม่หมดเลย
เลยไม่ค่อยได้สนใจเรื่องราวอะไรมากเท่าไหร่ แคร์ คนที่เขาแคร์เรามากกว่า
บางคนบอกว่าเขียนอะไรยาวๆก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่านหรอก แน๊ะ...ช่างให้กำลังใจกันจัง
บางคนก็ไม่ได้อ่านแต่ทำเป็นฟอร์มเดาชื่อเรื่องแล้วก็เขียนทักทาย นี่ก็....เนียนน่าดู
แต่รักทุกคนที่เมตตาสละเวลามาคุยกัน
ขอนินทาคนในโลก Bloggang ซะหน่อย (ชอบจริงๆเรื่องแบบนี้)
รู้สึกว่ามีบางคนที่...เออ...ก็เห็นใจเขามากเลยนะ ไม่รู้ว่าเขาอยากได้อะไร?
อยากได้มิตรภาพหรือ? อยากเป็นดาว? อยากแบ่งปันความสุข?
ทำไมเขาต้องลงทุน สละเวลา หารูป หาเรื่อง หาข้อมูล ขยันเปลี่ยนหัวเรื่อง ... เหนื่อยแทน
เมือก่อนเคยแอบชื่นชอบคนที่เขาเขียนสไตล์แนวไดอารี่ส่วนตัว
ไปทำอะไรมาก็เอามาเล่าๆๆๆ แล้วก็มีเพื่อนๆเข้ามาแจม ว่า ดีๆๆๆ ชอบๆๆๆ
แล้ววันหนึ่งก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราไปปล้น ไปฆ่าคน ขับรถชนสุนัข แย่งที่นั่งคนแก่ แอบตีท้ายครัว ...
แล้วเอามาเล่าๆๆ เล่าไปทำไม? คิดหรือว่าจะไม่มีใครเดือดร้อน?
ทำไมเราต้องเอาเรื่องส่วนตัวของเรา เรื่องที่เกี่ยวกับคนอื่นมาเล่า ฉอดๆๆๆ
เอ้...ชักเขิน เลยไม่ค่อยอยากทำเป็นไดอารี่อีกแล้ว
แต่ที่บางครั้งเขียนเป็นไดอารี่ ก็เพราะคนที่คุยด้วยเขาเปิดใจให้เรามากๆ
บางวันก็คิดว่าเขียนได้ซะยอดเยี่ยม ตอนนั้นรู้สึกว่า ถ้าใครเขาเหนื่อยๆ ว่างๆ
เขาเข้ามาอ่านเรื่องของเรา เขาอาจจะเห็นว่ามีคนที่แย่กว่าเขาอีกคนที่นี่ คือเรานี่แหละ
หรือไม่เขาอาจจะขำจนตกเก้าอี้ หัวปูด จนทำให้นอนหลับฝันดีก็ได้ ๕๕๕

ช่วงท้าย เขียนมาซะซึ้ง (นึ่งข้าวเหนียว)
ยังจะมารักคนโฉดอยู่ได้ ว๊าย...น้ำตาจะไหล นะยะหล่อน
ถ้าจำที่พี่สอนได้ ก็ต้องรักตัวเองให้มากกว่าคนอื่น นี่คือกฎข้อที่ ๑ ของคนโฉด
พอความรักของเรามันล้นเหลือแล้วก็ค่อยแบ่งปันให้คนที่เรารัก
พี่ก็ยังเป็นห่วงเสมอนะ คนมองโลกในแง่ดีมากๆอย่างน้องแอน ต้องสู้ๆนะ

Ref: นกสีขาว AnnEng DeepPink FF 14 93



โดย: zoomzero วันที่: 25 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:56:03 น.  

 
คุณน้องไฮ(กุ)

อิอิ ขนาดไม่ได้แวะมานาน
กลับมาก็ยังเป็นหัวเรื่องเดิมอยู่เลยครับ

วันที่ไปเฝ้าเสด็จก็ดูทั้งของจริงและจากจอทีวีที่ทางร้านเขานำมาวางเอาไว้ให้ดู
รู้สึกว่าดูทางทีวีได้มุมมองชัดกว่าการยืนอยู่ริมท่าน้ำเยอะ
แต่ความรู้สึกที่ได้เปล่งเสียงถวายพระพรว่า ทรงพระเจริญ
อันนี้ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเปรียบเทียบได้อีกแล้ว

พี่เห็นด้วยกับน้องไฮกุนะ
ในหลวงทรงดูแลพวกเรามานานและสร้างสิ่งดีๆให้พวกเราเอาไว้มากมาย
จนเรียกว่ายากที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดมาเทียบได้
และพี่ก็เป็นห่วงพระอาการของพระองค์ท่านเสมอ
เมื่อวันนั้นพี่ก็ถามนายตำรวจว่าพระองค์จะเสด็จอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่
พอฟังแล้วก็รู้สีกว่า ทรงโดนลมแรงๆนานๆจะมีผลอย่างไรกับพระวรกายบ้างหรือไม่
ก็ได้แต่คิดในใจว่าขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์มากๆ
มีความสุขมากครับที่ได้ไปเฝ้ารับเสด็จ เลยอดไม่ได้ที่จะเก็บเอามาเล่า

Ref: ไฮกุ haiku DarkGreen 00 64 00


โดย: zoomzero วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:54:55 น.  

 
ขอบคุณค่ะพี่ชาย สำหรับความห่วงใยน้องสาวตัวยุ่งของนู๋ นี่ก้อไม่ให้บอกแม่นะว่าไปทำวีรกรรมอะไรมา บอกแม่กะบอย น้อยชายไปว่า เป็นโรคลำไส้ เพราะมีปัญหาลำไส้แปรปรวนขับถ่ายไม่ค่อยออก เข้ารพ. บ่อยมาก เป็นปรกติอยู่แล้ว ก้อแปลกดีนะคะ กินเก่งซะขนาดนั้น ผักอะไรก้อกิน แต่ถ่ายไม่ออก บางทีไม่ถ่ายเป็นเดือนจนต้องไปหาหมอเอายาถ่ายมากินกันเลยทีเดียว เราไม่กินผักยังเป็นน้อยกว่าอีก *_*

นี่ตอนไปรับตัวที่ รพ. เพื่อนฝูงทอมดี้ก้อนั่งกันสลอน เราก็เลยแซวว่า ไอ่โยเกิร์ตน้ำผึ้งผสมมะนาว สูตรล้างลำไส้ ที่ฝากซื้อมาแยอะแยะ คงไม่ต้องกินแล้วมั๊ง ล้างท้องมาแล้วนี่ หึหึ

น้องมันบ่นอยากลาออก ทำงานกสิกร ตอนสมัครงานก้อบอกจะให้ 13K แต่พอเซ็นสัญญาจริง ๆ ดันไปขึ้นกับ out sorce (พิมพ์ถูกมะนี่) ได้อยู่เดือนละ 8 พันกำ ทำงานแปดโมงเลิกสามทุ่ม ประชุมไรมะรุ๊ทุกวัน - - พอหน้าตาดีเจ้านายก็พิศวาสเป็นพิเศษอีก เพื่อนร่วมงานก็หมั่นไส้โทษฐานสวยเกินหน้าเกินตา ช่วงมีชะตากรรมเดียวกับพี่สาวจริง ๆ 555

บ่นว่าจะลาออกสิ้นปี บีเลยบอกลาออกเลยเดือนนี้ เดือนหน้าไปบวชด้วยกันไปเลย อิอิ น้องคนเดียวเจ๊เลี้ยงได้ เดี๋ยวหาที่ทางเปิดร้าน เห็นว่าอยากขายชุดชั้นในเซ็กซี่ ๆ กำ อยากขายอารัยแปลก ๆ *_*

แล้วก้อมาบอกข่าว เดี๋ยววันที่ 8-17 ธ.ค. นี้บีไปบวชถือศีลธุดงค์ประจำปี เหมือนเดิมนะคะ คอร์สเก้าวัน ไปก่อนวันนุง งิงิ วัดเดิม ที่เดิม พาเบลล์ไปด้วย จะได้สงบจิตสงบใจ :)

ปล. ซื้อกล้อง Nikon ใหม่แร้ว S5100 อิอิ กล้องคอมแพคธรรมดา 7,990 ตอนแรกว่าจะเอา DSLR แร้วแหล่ะ แต่พอมาเห็นอันนี้ มานสีชมพูเลยเปลี่ยนใจ ก้ออิพวก SLR มานมะมีสีชมพูนี่นา อิอิ ซื้อกีร์ต้าไฟฟ้าตัวใหม่ให้กิ๊กสะพานใหม่ไปตัว 11,150+Effect อีก 7,800 - -

ยังไม่หมด โปรแกรมต่อไป กำลังรอ Galaxy Tab อยู่ ว่าจะซื้อแร้ว แต่กิ๊กที่อยู่มาบุญครองบอกของยังไม่เข้ารอไปก่อน เซงรุย งุงิ

คิดถึงนะคะพี่ชาย จุ๊ฟ ๆ ๆ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ (Beee_bu ) วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 เวลา:19:54:47 น.  

 
อุ๊ยตาย ว้ายกรี๊ด มาอีกเม้นท์ ลื้ม ลืม รายงานรายได้ อิอิ เงินขึ้นไม่หยุดเลยแย่จัง ^_^
เอาตัวเลขตอนนี้ได้มารวมทั้งหมดก้อ 7,513.91$ เหรียญเองคร้า ประมาณสองแสนห้า รายได้ประจำต่อเดือนตอนนี้ก้อประมาณ 8-9 หมื่น แค่น้านเอง ^_^

ไปปั๊มเงินต่อดีกว่า งุงิ


โดย: นู๋ Beee เองค่ะ (Beee_bu ) วันที่: 26 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:00:30 น.  

 



อรุณสวัสดิ์เช้าวันเสาร์ค่ะเฮีย
วันนั้นที่ไปถวายพระพรอ่ะ
ได้ออกแค่กระพริบตาเดียวเองค่ะ
แถมเห็นแค่แขนมินอีกต่างหากอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ

วันนี้ ยังไม่มีโปรแกรมไปไหนเลยค่ะ
ว่าจะทำตัวดี ๆ เก็บกวาดบ้านซะหน่อย
ไม่ได้เปลี่ยนผ้าปูที่นอนมาเกือบ 3 อาทิตย์แล้วค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
แต่ มินชอบผืนนี้ไม่อยากเปลี่ยนค่ะ เพราะมันเป็นแบบที่ว่ากันไรฝุ่นอาไรนั่นอ่ะ
ไม่รู้อุปทานหรือป่าว มีความรู้สึกว่าใช้ผืนนี้แล้วมันนอนสบายจัง มันเนียนลื่นสบายดีอ่ะค่ะ
เมื่อก่อน office ที่เขาเป็นตัวแทนขายเขาอยู่ที่ตึกมณียาอ่ะ
มินรู้จักเขา ก็เลยซื้อได้ถูกกว่าทั่วไปประมาณ 20% ค่ะ
ขนาดซื้อได้ถูกกว่านะคะ ยังแพงกว่าพวกทั่ว ๆ ไปเกือบเท่านึงอ่ะนะ ฮ่า ๆ ๆ

วันนี้ เฮียมีโปรแกรมไปเที่ยว ไปทานที่ไหนกันคะ
เที่ยว ทานเผื่อมินด้วยนะ สงสัยวันนี้อาจไม่ออกไปไหนค่ะ
ว่าจะกวาดล้างบ้านซักครึ่งวันเต็ม ๆ เลยอ่ะค่ะ
คิดไปคิดมา ก็อยากหาคอนโดเล็ก ๆ เนื้่อที่ซัก 80 ตรม. ก็พอมั๊ง
มีห้องนอนห้องนึง ห้องรับแขกนิดนึง มุมครัว และมุมทานข้าวอีกนึดนึงก็พอนะ
อ้อ มีระเบียงไว้สูดอากาศ ปลูกต้นไม้บ้างก็ดีค่ะ
แต่ ก็อีกอ่ะ ไม่เคยอยู่แบบนั้น ไม่รู้ว่า ถ้าไปอยู่จริง ๆ แล้วจะเป็นไงอ่ะนะคะ...

ปล. มีความสุขมาก ๆ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 27 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:09:30 น.  

 
Mint

เรื่องโปรแกรมเที่ยว
ไม่รู้จะไปไหนดี แต่เช้านี้อากาศดีน่านอนตื่นสายมาก
แต่ต้องขับรถมาส่งเด็กน้อยสอบวิชา Math
รู้สึกว่าทั้งมหาวิทยาลัยเขาจะสอบวิชาค่ายคณิตศาสตร์กันทุกชั้นปีกันวันนี้
คุณหนูบอกว่าเขาเรียก Quiz ไม่ใช่สอบ เพราะสอบจะเรียกว่า Exam
เออ....ควิดๆ แซมๆ อะไรก็ช่างเธอเถอะนะ
ตอนนี้อยู่ร้านเน็ทในมหาวิทยาลัย คงต้องรออีก 2-3 ชั่วโมงถึงจะได้กลับบ้าน
เห็นโปรแกรมหนังเอเลี่ยนจากอวกาศแล้วอยากดูจัง
คุณหนูถามว่า ไม่อยากดูแฮรี่เหรอ?
เลยตอบไปว่า ไม่อยากดู มีแต่ดาราเด็กๆ ไม่มีคน sexy เลย 555

เรื่องคอนโดมิเนี่ยม
อันนี้เคยเป็นความฝัน เพราะมีแล้ว แต่ไม่ได้ไปอยู่
ที่แรกให้คนอยู่ฟรีๆไปแล้ว เพราะเขาไม่มีญาติที่ไหน แถมยังเป็นอัมพฤตบางส่วน
ที่แห่งที่สอง อยู่ต่างจังหวัด ทีแรกคิดว่าพอเย็นวันศุกร์ก็จะขับรถไปอยู่ตามประสาคนแก่
แต่ที่ไหนได้ ภาระกิจมีมากมาย มีเรื่องให้ทำทุกสัปดาห์ เลยไปได้แค่ปีละหนหรือสองหน
เฮียว่าห้องขนาด 100 ตร.ม. น่าจะโอเคกว่านะ (ชอบของใหญ่ๆ)
คิดเอาก็ประมาณ 10 ม. x 10 ม. มันจะแบ่งเป็๋น 4 ส่วนๆละ 25 ตร.ม.
ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัว และห้องเก็บของหรือห้องนอนแขก
เฮียคิดว่าคอนโดฯหรือบ้าน ก็มีข้อดีข้อด้อยไม่แตกต่างกัน หรือเฉือนกันไม่ลง
อย่างส่วนดีของคอนโดฯก็คือเดินทางไปมาง่าย (ก็อย่าไปซื้อพวกที่อยู่นอกเมืองหละ)
มียาม มีที่จอดรถ มีระบบรักษาความปลอดภัย
และถ้าได้อยู่ชั้นสูงๆ ก็มีโอกาสได้สูดอากาศดีๆ
ขอด้อยคงเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ไม่มีที่ปลูกต้นไม้ และเสียงดังจากข้างห้อง
สำหรับคนโสด คอนโดฯจะดีกว่า เพราะตอนไปทำงานยังมียามมาเฝ้าใต้ตึกให้เรา
แต่ถ้าเป็นบ้าน ถ้าขโมยมันรู้แล้วว่าบ้านนี้กลางวันไม่มีคน รับรองมันมาเยี่ยมแน่ๆ

เรื่องผ้าปูที่นอน
สมัยก่อนเคยมีคนมาขายผ้ากันไรผุ่น เจออยู่หลายเจ้า
เขาเอาเครื่องดูดฝุ่นมาดูดผงฝุ่นบนเตียงให้เราดูว่ามีเยอะแค่ไหน
ที่แรกก็เชื่อนะ แต่สมัยนั้นเงินเดือนยังชักหน้าไม่ถึงหลัง เลยไม่สนใจ
พอปีหลังๆก็เจอพวกนี้อีก ทีนี้คิดได้ว่า ก็แค่เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ มันก็ไม่ไรฝุ่นแล้ว
โดยเราต้องซักผ้าด้วยน้ำร้อน ตากแดดแรงๆจัดๆ
แต่ถ้าเราเอาผ้าปูที่นอน 2 ผื่นมาปู
ตัวไรฝุ่นมันจะมีปัญญาอะไรมากินฝุ่นจนถึงพื้นเบาะ
และยังแปลกใจมากที่ขนาดผ้าปูที่นอนใหม่ๆมันก็ดูเหมือนมีฝุ่นอยู่มากมาย
แสดงว่าดูดฝุ่นผ้าอะไร เมื่อไหร่ ก็ต้องได้ฝุ่นแบบนี้อยู่ดี
คิดว่าเขาหลอดทดลองเืรื่องหนึ่งแล้วโมเมคำตอบไปอีกเรื่องหนึ่ง เลยไม่ได้ซื้อ
จนมาเจอว่าคุณหนูแพ้ฝุ่นพง เลยไปหาซื้อผ้ากันฝุ่นมาใช้จริงๆเสียที
ก็มีแค่ 2 ผืน ใช้สลับกันมา ของเขาก็ทนทานดี
ตอนซักก็แค่ต้องใช้โปรแกรมน้ำร้อน 40 องศาก็พอแล้ว
อาหมวยโชคดีจังซื้อได้ด้วยราคาแค่ 80% เอง

เรื่องถวายพระพรในหลวง
เมื่อตอนต้นปีได้เคยคุยกับป้าวีว่า เรายังไม่ได้ไปถวายพระพรในหลวงเลยนะ
สำหรับใครคิดอย่างไรก็ไม่รู้นะ แต่สำหรับเฮียมีคำถามว่า ทำไมต้องไปถึงศิริราช
หรืออยากให้กล้องทีวีถ่าย จะได้มีชื่อเสียง
เฮียเองไม่ต้องไปศิริราชหรอกแค่วัดหลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา ก็ทำได้แล้ว
ในโบสถ์ใหม่ ด้านหลังกลุ่มองค์พระ จะมีโต๊ะให้เขียนถวายพระพรกัน คนก็น้อย
อากาศเย็นสบาย เราไปเขียนที่ไหนก็ถึงพระเนตรในหลวงทั้งนั้นแหละ
สำหรับสถานที่อื่นๆก็น่าจะช่วยกันทำแบบนี้
จะได้กระจายๆความหนาแน่นกันไป ใครสะดวกที่ไหนใกล้ๆจะได้รีบไปทำ
เฮียรู้สึกได้ว่าการไปกราบไหว้พระบรมฉายาลักษณ์
และเขียนอวยพรให้พระองค์ท่าน
แม้จะไม่ใช้ไปเขียนในโรงพยาบาลที่ทรงประทับอยู่
แต่เฮียก็คิดเสมอว่า พระองค์อยู่เหนือหัวเราทุกเวลา
แบบนี้มีความปลื้ม ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบแล้ว

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 27 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:28:55 น.  

 
Beee_BU

ปัญหาคนรักต่างเพศนี่ก็ว่าวุ่นวายมากแล้วนะ
ยิ่งปัญหาคนรักเพศเดียวกัน พี่ก็ว่าน่าจะหนักใจเอาเรื่องเหมือนกัน
น้องสาวเราเขาไม่น่าคิดอะไรแบบนั้นเลยนะ
รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง
หน้าที่การงานก็ดี กำลังไปได้สวย
ก็ขอให้เขาคิดได้ จำเรื่องต่างๆเอาไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน

อู้...หมู่นี้ท่าทางจะรวยแบบฉุดไม่อยู่
ขนาดมีเงินซื้อกีตาร์ให้ชายโฉดได้ ๕๕๕
ระวังประวัติศาสตร์จะซ้ำร้อย เอ้ย...ซ้ำรอย
เขาว่าดวงคนเราถ้าน้ำตาจะเช็ดหัวเข่าเพราะชายที่ลุ่มหลงเลิว์ฟ
มันก็วนเวียนอยู่แบบนี้แหละ ซ้ำแล้ว..........
.......ซ้ำเล่า ๕๕๕๕

อยากไปบวชด้วยจัง ทำไงดี

Ref: นู๋ Beee Fuchsia FF 00 FF


โดย: zoomzero วันที่: 27 พฤศจิกายน 2553 เวลา:23:37:27 น.  

 



หวัดดีวันอาทิตย์ค่ะเฮีย


โดย: มินทิวา วันที่: 28 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:47:05 น.  

 


หวัดดีวันจันทร์ค่ะเฮีย
จะชวนทานกาแฟด้วยกัน
เฮียก็ไม่ใช่คนทานกาแฟอ่ะนะเนี่ย
ปล. สดชื่น กับวันแรกของสัปดาห์ นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 29 พฤศจิกายน 2553 เวลา:8:45:53 น.  

 
Mint

หวาดดีวันอาทิตย์ และ
ซาหวาดดีวันจันทร์ค่ะ

ไม่ทานโกปี้ ก็นั่งทานน้ำเปล่าเป็นเพื่อนได้นี่จ๊ะ
แค่เห็นได้นั่งข้างๆคนสวย
ดูคุณเธอซดกาแฟเสียงดังซ๊วดๆโฮ๊กๆ
แค่นี้ก็มีฟามสุขแย้ว

Ref: มินทิวา Mintiva RoyalBlue 41 69 E1


โดย: zoomzero วันที่: 29 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:49:01 น.  

 



อรุณสวัสดิ์ค่ะเฮีย
ไม่ทานกาแฟ ก็ทานชาด้วยกัน นะคะ


โดย: มินทิวา วันที่: 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา:7:40:30 น.  

zoomzero
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ของทุกอย่างในโลกมี 2 ด้าน ถ้าเริ่มต้นก็คิดแต่ว่า สิ่งนั้นมีแต่ด้านดีด้านเดียว หรือเลวสุดขีด ต่อให้ศึกษาสิ่งนั้นไปอีกพันๆปี ก็ไม่มีวันเข้าใจ แต่ถ้าเปิดใจมองให้เห็นทั้งสองด้าน และหาความพอดีกับการอยู่กับสิ่งนั้นได้
...
ความสุขย่อมมาคู่กับความทุกข์ เพราะสุขเป็นของไม่เที่ยง เมื่อติดสุข แล้วไม่มีสุขมาให้ชื่นใจ จิตก็จะเป็นทุกข์ ความสงบจึงเป็นของที่เราท่านควรปฏิบัติ
...
การตั้งตัวเป็นจอมมารแห่งหุบเขาคนโฉด จึงไม่หวังให้ผู้ใดมีสุข ไม่อยากให้คนยึดติดกับสุข หากแต่อยากให้พ้นทุกข์ และได้พบกับธรรมมะของจริง ดั่งคำว่า "ไม่มีมาร อรหันต์ไม่เกิด" 555
...
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
20 ตุลาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zoomzero's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.