ธันวาคม 2551

 
1
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ใคร ๆ ก็ไม่เชื่อว่าเราต้องเข้าพบจิตแพทย์

วันที่ 12 พย. 51 เป็นครั้งแรกที่เราเข้าพบจิตแพทย์ หลังจากที่เราได้ตรวจไทรอยด์ที่วิภาวดีแล้วไม่พบความผิดปกติเหมือนครั้งแรกที่ตรวจ บอกอาการกับหมอไปว่า เรารู้สึกเพลีย เหนื่อย เบื่อ มึนงง เบลอ ความจำสั้น หลงลืม สมาธิสั้น ไม่อยากทำงาน ไม่อยากทำอะไรเลย หมอแนะนำให้พบจิตแพทย์ เพราะน่าจะเป็นอาการทางจิตใจ และเราเองก็อยากพบจิตแพทย์มาตั้งนานแล้ว คุณสามีก็เลยพาไปพบจิตแพทย์ที่สินแพทย์ ภายในวันนั้นเลยเพราะที่วิภาวดีคิวภายในวันนั้นเต็มแล้ว 


เรารู้ตัวเองมานานแล้วล่ะว่าเราน่าจะเป็นโรคซึมเศร้า แต่คุณสามีเค้าคิดว่าอย่างเราคงไม่เป็นหรอก เค้าว่าเราไม่มีอาการซึม เศร้า อยากฆ่าตัวตายสักหน่อย จะเป็นได้ยังไง  "คุณสามีขา คนที่เค้าจะฆ่าตัวตาย เค้าจะบอกล่วงหน้าหรือไงคะ "  เราทนอยู่กับความผิดปกติทางจิตใจอยู่คนเดียว โดยที่คนใกล้ตัวไม่เคยรู้สึกถึงความผิดปกติของเราเลย ในบางครั้งที่เรารู้สึกเศร้า เหงา แต่เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นเราจะทำตัวร่าเริงเสมอ แต่เราก็เคยถามแฟนอยู่บ่อย ๆ ว่า ถ้าเราตายไปเค้าจะทำยังไง แล้วก็แอบร้องไห้เพราะกลัวเค้าไปจากเราก่อน และเวลาที่จิตตกเราก็จะบอกเค้าว่าเราคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานหรอก


ในระหว่างทางที่นั่งรถมา เรารู้สึกอ้างว้างแล้วน้ำตาก็พาลไหลออกมาเอง คุณแฟนผู้ไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ ก็ได้แต่บ่นว่าจะร้องอะไรนักหนา และในทุก ๆ ครั้งที่เค้าถามว่าเราร้องไห้เพราะอะไร เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าเพราะอะไร และเค้าก็มักจะมีอาการรำคาญเราทุกครั้งที่เราร้องไห้ โดยไม่มีสาเหตุ  พอหมอถามอาการเราก็เล่า ๆ ให้หมอฟังว่าเราคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า ต้นเหตุของปัญหาอาจจะมาจากอะไรได้บ้าง มีอาการยังไงบ้าง แต่ไม่ได้บอกความรู้สึกทั้งหมดให้หมอรู้ เมื่อจบการสนทนาหมอเลยสรุปว่าเราเป็นโรคจิตซึมเศร้าอย่างที่เราคิดอ่ะแหล่ะ และจัดยาต้านความเศร้ามาให้ชุดนึงสำหรับหนึ่งสัปดาห์ เป็นยา  Zolof (Sertraline) ทานหลังอาหารเย็น และ ativan กับ Lorazepam สำหรับทานก่อนนอน


หลังจากทานยาได้สี่วัน เราก็ได้ไปพบหมออีกครั้ง ในครั้งนี้เราไม่ได้บอกอะไรกับหมอเท่าไหร่ เพราะช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้กลับไปบ้านที่สระบุรี แล้วรู้สึกว่าอาการดีขึ้น อาจเป็นเพราะเราได้กลับไปอยู่ในที่ของเรา ได้อยู่กับความสงบ ช่วยแม่ปลูกผัก รดน้ำต้นไม้ ดอกไม้ ให้อาหารปลาและนั่งดูมันเงียบ ๆ  วิ่งเล่นกับหมา ได้อมยิ้มและหัวเราะกับความน่าเอ็นดูของมัน ทำให้เรารู้สึกมีความสุขใจ อย่างบอกไม่ถูก จนคิดไปยาที่หมอให้มาทำให้เราดีขึ้น แต่พอออกจากโรงพยาบาล เดินทางกลับไปที่บ้านที่หลักสี่ เราก็กลับมาสู่โหมดซึมเศร้าอีกแล้ว


ช่วงเวลาสองอาทิตย์ ก่อนที่เราจะไปพบหมอเป็นครั้งที่สาม (30 พย. 51) เรามีอาการซึมเศร้า จิตตกในช่วงตอนเย็นเป็นประจำเกือบทุกวัน ร้องไห้หลับไปแทบทุกคืน คุณสามีไปรับไปส่งที่ทำงานทุกวัน ระหว่างรอคุณสามีมารับหลังเลิกงาน เราก็จะไปรอที่บิ๊กซีลาดพร้าว แรก ๆ ก็เดินดูอะไรไปเพลิน ๆ ระหว่างรอ แต่พอรอทุกวันก็ไม่รู้จะเดินดูไรแล้ว เริ่มเบื่อกับการรอคอย เพราะเลิกงานเวลาเดียวกัน แล้วคุณสามีทำงานอยู่เกือบถึงนวนคร ถ้าวันไหนออกมาช้า เราก็รอนาน จนมีอยู่วันนึงเรานั่งร้องไห้อยู่คนเดียวที่หน้าบิ๊กซีระหว่างรอเค้ามารับ ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไรแต่มันอ้างว้าง เหงามาก ทั้ง ๆ ที่เราก็เข้าใจว่าที่ทำงานเค้าอยู่ไกล เค้าทำงานเค้าก็เหนือยแล้วยังต้องขับรถฝ่ารถติดมารับเราอีก วันนั้นเราร้องไห้ตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงสองทุ่มครึ่ง ตอนทานข้าวเย็น น้ำตายังไหลอยู่เลย


ครั้งนี้เองที่เรายอมบอกความรู้สึกกับหมอมากขึ้น ว่าเราคิดอะไรบ้าง เรารู้สึกอ้างว้างแค่ไหน รู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนอยู่คนเดียว แม้จะอยู่กับคนที่เรารักและรักเรา และจะยิ่งรู้สึกจิตตก เมื่อต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางคนที่เราไม่รู้จักเลยสักคน เราคิดว่าเราเกิดมาทำไม ไม่มีใครเข้าใจ ไม่เป็นตัวของเราเอง เราสร้างภาระให้คนอื่น เวลาที่เราทำให้ใครเสียใจ เมื่อเราควบคุมตัวเองได้เราจะรู้สึกผิดมาก ๆ เราบอกกับหมอว่าไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย แต่เราไม่ได้บอกหมอหรอกว่า เรามีความรู้สึกอยากหยุดหายใจ ไม่อยากรับรู้เรื่องอะไรอีกแล้ว ไม่อยากคาดหวัง เพราะกลัวความผิดหวัง หมอคงรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างจากเรา ครั้งนี้หมอเลยจัดยาชุดใหม่ ที่แรงกว่าเดิมให้เรา ต้องทานทั้งเช้า เย็น ก่อนนอน เพื่อให้กดความรู้สึกของเราให้ครอบคลุมได้ทั้งวัน


ในช่วงนี้คุณสามีสุดที่รักของเรา เริ่มที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราเป็นมากขึ้น แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนที่เค้าไม่รับรู้อะไรเลย ขอบคุณนะที่รักที่พยายามเข้าใจกัน





Create Date : 02 ธันวาคม 2551
Last Update : 2 ธันวาคม 2551 15:42:35 น.
Counter : 1389 Pageviews.

7 comments
  
ยังไงก็เอาใจช่วยอีกแรงนะคะ ทำใจให้สบายเอาไว้นะคะมีอะไรก็ค่อยๆระบายออกมาบ้าง เผื่อจะรู้สึกดีขึ้น รู้สึกเป็นห่วงจากใจจริงนะคะ เพราะตัวนู๋นิดเองก็มีบ้างในบางครั้งที่เป็นแบบนั้น แต่คุณยังดีนะคะที่มีสามีที่เข้าใจ...ขอให้รู้สึกดีขึ้นไวๆนะ
โดย: นู๋นิด (happypig@nk ) วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:15:54:54 น.
  
อย่างนี้ดีมั้ยคะ
ปกติเคยเข้าวัดปฏิบัติธรรมมั้ยคะ
เราเคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน
แต่อาการเรามาจากการที่เราปวดหัวมากๆจนนอนไม่หลับค่ะ
หมอบอกว่าเราเครียด
แต่เรายังไม่มีครอบครัวนะ ที่บ้านก้น่ารักมากค่ะ
พอดีเราไปปฏิบัติธรรมมาค่ะ
ตอนนี้ดีขึ้นมากค่ะ
ไม่รู้สึกปวดหัวและเศร้าอีแล้วค่ะ

เอาใจช่งวยนะคะ
โดย: chabori วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:15:58:39 น.
  
เคยรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ได้เพื่อนช่วยมาทำให้ชีวิตดีขึ้น พยายามหาเพื่อนคุย หรือคุยเรื่องสนุกสนานกัน ไม่อยู่คนเดียว หรืออยู่กับตัวเองมากเกินไป หาสังคมใหม่ ออกไปข้างนอก พบเจอผู้คน ทำความรู้จักกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นเคยทำ ก็ลองทำดู ปลูกต้นไม่ ดูความเจริญเติบโตทุกวัน มีความหวัง ตั้งเป้าหมาย แล้วพยายามทำให้สำเร็จก็จะรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าขึ้น วันหลังเขียนไปคุยกันในบล๊อกก็ได้นะค่ะ
โดย: พนมรุ้ง12 วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:16:04:00 น.
  
ขอบคุณทุกกำลังใจและคำแนะนำนะคะ
ที่เราเป็นอยู่น่าจะสะสมมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ มาตลอด
นอนไม่หลับจนต้องซื้อยานอนหลับมาทานเอง
สุดท้ายยานอนหลับก็ไม่ช่วยอะไร
เครียดจนท้องร่วงเข้าโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง
ปวดหัวอย่างหนักจนอาเจียน หมอต้องฉีดมอร์ฟีนให้
ไปหาหมอหลายครั้งจนหมอบอกว่าถ้าครั้งหน้ายังไม่หายจะแสกนสมองแล้วนะ เราเลยไม่ไปอีกเพราะกลัวจะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
โดย: zhuyu วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:16:31:54 น.
  
คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนกันค่ะ

ปรึกษากับหลายคนๆก็บอกให้ไปพบจิตแพทย์ มีเพื่อนบาง

คนก็ไปพบแล้ว แต่สำหรับตัวเองยังไม่ไป เพราะรู้สึกว่า ไม่

รู้จะไปเล่าอะไรให้หมอฟัง บางวันร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ

รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่คนเดียว ทั้งที่ไม่ใช่


..มีพี่คนหนึ่งก็แนะนำว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ อย่าโกหกหมอ และอย่าอายหมอ มีอะไร ให้เล่าให้หมด ..


ขอให้อาการดีขึ้นเร็วๆนะค๊ะ
โดย: ตุ๊กตา (ต้นข้าว_ต้นนั้น ) วันที่: 2 ธันวาคม 2551 เวลา:22:12:39 น.
  
อืม เหมือนอยู่ดีๆก็อยากร้องไห้ บางทีนั่งมองหน้าคนข้างๆ ก็ไม่เห็นเค้าเข้าใจเราเลยใช่มะ

ขอให้อาการดีขึ้นไวๆ มาเป็นกำลังใจ ถ้าได้ออกกำลังกายบ้างก็น่าจะดีขึ้นนะคะ
โดย: Summer Flower วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:10:56:11 น.
  
คิดในแง่ดีนะคะ อย่างน้อยก็มีคนข้าง ๆ อยู่ใกล้ตัว

มีอะไรในใจก็โยนทิ้งถังขยะ ชีวิตเลือกทางที่จะมีความสุขได้ค่ะ
โดย: รัชชี่ (รัชชี่ ) วันที่: 3 ธันวาคม 2551 เวลา:16:39:49 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

zhuyu
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]