Group Blog
 
 
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
26 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
ข้อคิดดีๆ ที่มีในความเสมือนไร้สาระ




“การ์ตูน” มีทั้งรูปแบบที่ดำเนินเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหวซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “Cartoon Animation” และแบบที่ดำเนินเรื่องด้วยภาพนิ่ง หรือ “Comic” ซึ่งมีเสน่ห์เฉพาะตัวในด้านการผูกเรื่องราวให้สนุกสนาน ตื่นเต้น ความเสมือนเคลื่อนไหวที่แนบเนียนและสงบนิ่ง รวมถึงลายเส้นแบบเขียนวาดได้อย่างสวยงาม แปลกตา สะดุดใจ และที่ขาดเสียมิได้ คือ รูปลักษณ์ บุคลิกของตัวละครที่เป็นอุดมคติเชิงจินตนาการ นอกจากนี้ ยังได้สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามในเรื่องต่างๆ และในปัจจุบัน การ์ตูนก็ได้พัฒนาจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็ก เข้าสู่มาตรฐานด้านเนื้อหาที่ครอบคลุมความสนใจในทุกเพศทุกวัยมากยิ่งขึ้น

อาจเป็นความจริงอยู่ว่า “การ์ตูน” มักถูกตีค่าว่าเป็นสิ่งไร้สาระ เพ้อฝัน หรือเป็นเหมือนของเด็กเล็กๆ เล่นชั่วคราว ผู้ที่ชื่นชอบก็เสมือนชื่นชมดินแดนแห่งฝัน เหมือนกำลังหนีความเป็นจริงในโลกนี้ แต่หากลองพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง การอ่านการ์ตูนบางเล่ม การได้ชมอนิเมชั่นบางเรื่อง อาจนำไปสู่การค้นพบข้อคิดดีๆ หลายอย่าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ในการ์ตูน ที่ทำให้แม้แต่ผู้มีอายุเกินวัยเด็กยังประทับใจไม่รู้ลืม ลึกลงไปในความไร้สาระนั้น อาจแฝงด้วยมนตราบันดาลใจดังเช่นแนวคิดดังจะกล่าวต่อไปนี้ ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่รวบรวมได้มาจากความทรงจำจากการ์ตูนบางเรื่อง ที่สามารถผูกเสริมเติมแต่งเรื่องราวบูรณาการความคิดและจินตนาการเข้าด้วยกันอย่างมีคุณค่า สื่อให้เห็นถึงสิ่งสวยงามบนผืนดิน รวมทั้งในบางครั้งก็เป็นกำลังใจให้คนเรารู้จักการดำรงชีวิตอยู่ในโลกอันโหดร้ายนี้ อย่างเข้มแข็ง (ซึ่งนี่ก็ถือเป็นความจริงของสังคมปัจจุบัน)




1. สะท้อนปัญหาครอบครัว ซึ่งมีอยู่มากมายหลายเรื่องด้วยกัน เนื่องด้วยพื้นฐานของตัวละครในการ์ตูนนั้น มักเป็นเด็กหนุ่มหรือหญิงสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเสียเป็นส่วนมาก ทำให้ปมเรื่องที่ว่าด้วยสถาบันครอบครัว ได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่อง หากเป็นการ์ตูนเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กเล็กโดยเฉพาะ ปัญหาก็อาจจะไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเท่าใดนัก แต่หากเป็นการ์ตูนที่มีเนื้อเรื่องค่อนข้างเจริญเติบโตขึ้นมาในแนวผู้ใหญ่ ความซับซ้อนของปมเรื่องก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น การ์ตูนแนวนี้ในบางเรื่อง ตัวเอกต้องมีจุดจบที่โหดร้ายมาก ทำให้ผู้อ่านหรือผู้ชมต่างรู้สึกสะเทือนใจ จนเกิดจิตสำนึกและตระหนักถึงพิษภัยของปัญหาครอบครัวที่หากไม่ป้องกันแก้ไขอย่างจริงจัง ก็อาจจะทำให้ใครบางคนต้องประสบเคราะห์กรรมอันน่าเศร้า เฉกเช่นเดียวกับในการ์ตูนได้ เพราะปัญหาครอบครัวเหมือนห่วงโซ่ที่ผูกพันไปถึงสังคม ดังเช่นคำกล่าวในการ์ตูนที่ว่า “โซ่นี้ที่พันธนาการจิตใจ บางครั้งอาจกลายเป็นอาวุธโจมตีได้”

2. สื่อสารความจริงของมนุษย์ ตัวการ์ตูนส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นมนุษย์ ดังนั้นความคิด อารมณ์ ความรู้สึกย่อมสะท้อนถึงพฤติกรรมความเป็นมนุษย์ได้อย่างเด่นชัด ทั้งในมุมสว่างและท่ามกลางมุมมืด




บางครั้งเราจะพบคนบางกลุ่มที่หนีปัญหาโดยใช้วิธีการทำลาย มากกว่าวิธีการแก้ไข ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นนอกจากเพิ่มปัญหาใหม่ และปัญหาใหม่นี้จะร้ายแรงมากขึ้นหากมันคือ “การกำจัดคน” ด้วยกันเอง ดังเช่นความจริงที่ตัวการ์ตูนหนึ่งกล่าวถึงคนกลุ่มนี้ว่า “คุณกลัวที่จะเจ็บ ก็เลยต้องทำให้คนอื่นเจ็บก่อน คุณกลัวที่จะโดนทำร้าย ก็เลยต้องทำร้ายคนอื่นเขาก่อน ตัวคุณตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กจิตไม่ปกติที่คิดแต่ว่า พรุ่งนี้ ฉันไม่อยากไปโรงเรียน วันนี้ไปเผาโรงเรียนเลยดีกว่า หรือถ้าเผาไม่ได้ ฉันฆ่าตัวตายให้มันรู้แล้วรู้รอดเลยดีกว่า คุณปฏิเสธต่อปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ใช้แต่กำลังเข้าตัดสิน แล้วมันจะช่วยอะไรได้ ไม่ได้สร้างสรรค์อะไรที่ดีขึ้นมาได้หรอกนะ ฉันพูดแบบนี้แล้ว คุณยังจะคิดถูกอีกหรือเปล่า คำพูดนี้ของฉันอาจจะไปเสียดแทงความสับสนที่อยู่ในใจคุณ ทำให้หวาดกลัว เมื่อหวาดกลัวต่อสิ่งที่มาทำให้ตัวเองรู้สึกผิด จึงเกิดอาการรับไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดอาการมากขึ้น จึงต้องทำอะไรสักอย่างให้ฉันหุบปาก แล้วอย่างนี้ ยังคิดว่าตัวเองเข้มแข็งอีกหรือ คุณน่ะหรือเข้มแข็ง ? ความเข้มแข็งของคุณหมดไปตั้งแต่ตอนที่คุณคิดทำร้ายคนอื่นแล้ว”

ความจริงอีกประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ มนุษย์มีสัญชาตญาณในการป้องกันตนเองจากอันตราย ความทุกข์และความเดือดร้อนทั้งปวง แม้ว่าเหตุที่ตัวเองก่อขึ้นจะเป็นสิ่งผิดก็ตาม เมื่อช่วยตนเองไม่ได้ก็มักจะลากผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยตนเองด้วย เพื่อหลีกหนีความผิดบาปนั้น ดังเช่นคำกล่าวของตัวละครการ์ตูนที่ว่า “เธอพยายามที่จะกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดในใจตนให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การกระทำของเธอก็มาจากความตั้งใจล้วนๆไม่เกี่ยวกับใคร ถึงแม้มีคนอยากจะช่วยเธอ ยามตายทุกคนก็ต้องไปเพียงลำพัง ผู้ใดกระทำกรรมใดไว้ก็ต้องรับผลกรรมนั้น เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็อยากอยู่อย่างมีความสุข ยอมสละทุกอย่างเพื่อความสุขนั้น และหากต้องทำให้ใครเจ็บปวดเพราะสิ่งนี้ ก็ควรจะกล้าเผชิญหน้าต่อสิ่งที่กระทำลงไปมิใช่หรือ เธอซุกซ่อนอะไรไว้ในใจหรือเปล่า ไม่เคยคิดเลยสิว่ามันจะปวดร้าวถึงเพียง แล้วเธอจะให้อภัยตัวเองที่ทำแบบนี้ได้งั้นหรือ”

ตัวการ์ตูนบางเรื่อง ก็ล่วงรู้ในวิสัยทัศน์อันคับแคบของมวลมนุษย์มากขึ้น ถึงขนาดพูดไว้ว่า “นี่คือน้ำที่คุณมองด้วยตาตนเอง เปรียบเทียบกับน้ำแร่ น้ำนี้อาจจะไม่ใสเท่าไหร่และมีกลิ่นบ้าง แต่ดูสิ พอกระทบแสงไฟกลับสวยขึ้นทันที พอน้ำกระเพื่อม ประกายไฟในแก้วก็เปลี่ยนไปด้วย ราวกับเพชรน้ำงาม “น้ำ” เหมือนกัน แต่มองได้หลายแบบ แล้วก็ไม่มีแบบไหนผิดด้วย ความจริงของคุณเป็นแบบนี้ แต่คนอื่นเป็นอีกแบบ คุณอาจไม่เห็นด้วยกับความจริงของคนอื่น แต่การที่คุณดูถูกคนอื่นๆ ล่ะ”
แม้ความโหดร้ายในตัวคนจะแสดงออกผ่านความคิดและคำพูดของตัวการ์ตูนดังที่ยกตัวอย่างมา แต่ก็มีด้านสว่างที่เสริมสร้างคุณลักษณะการมองโลกในแง่ดีอยู่ด้วยเสมอ ดังความคิดที่ว่า “ ในโลกนี้ยังความดีงามบางอย่างที่สามารถลบความทุกข์นั้นได้ราวปาฏิหาริย์ หากเอาแต่ขังตัวเองไว้ในโลกของตนเอง ย่อมไม่มีโอกาสพบสิ่งดีงามที่ว่านั้น การไม่รู้อาจเป็นความสุข แต่ก็เป็นความทุกข์ได้ในขณะเดียวกัน” ซึ่งคุณความดีของคนในสังคมการ์ตูนที่สามารถพบเห็นได้ อาทิเช่น แนวคิดที่แสดงความเห็นใจต่อความทุกข์ยากของผู้อื่น เช่น “คนเราต่อให้เข้มแข็งอย่างไร ก็ไม่มีวันสนุกกับความพิการของตนเองได้” ซึ่งการเน้นในเรื่องสุขภาพร่างกายที่ดีนั้น ก็ได้มาสอดคล้องกับแนวคิดในการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งว่า “ทั้งที่สุขภาพดีอาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่...ถ้าสุขภาพ ไม่ดี ก็จะไม่มีทุกสิ่งทุกอย่าง”

สะท้อนปัญหายอดนิยม “การฆ่าตัวตาย” ที่สื่อสารด้วยการให้กำลังใจ ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “บางคนตายไปโดยไม่จำเป็น คนที่ตายไปแล้ว โลกก็ยังเหมือนเดิมไม่ได้มีแต่คุณ “จอห์น เลนนอน” ตาย วงดนตรีก็ยังอยู่เหมือนเดิม คนที่ชอบประกาศให้โลกรู้ว่าจะฆ่าตัวตาย มักหวังอยู่ในใจลึกๆว่าใครบางคนจะช่วยตัวเองไว้ หากคุณค่าชีวิตของคุณในยามอยู่ไม่ต่างจากยามตาย ก็ควรอยู่ต่อไป จนกว่าจะมองเห็นเป้าหมายของชีวิต , คนเราเกิดยาก ก็อย่าตายให้มันง่ายนัก , คุณต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ห้ามตายโดยที่ยังไม่รู้ว่ายังมีคนรอบข้างรักคุณมากแค่ไหน” ความรู้สึกที่ได้จากแนวคิดนี้ อย่างน้อยก็คือการมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง และพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเราอย่างยากลำบาก

คนที่มอบของขวัญนั้น เสมือนเขาได้มอบน้ำใจให้ แม้ของนั้นอาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้รับ แต่ลองหันกลับมาคิดแบบตัวการ์ตูนดูสิว่า “ของขวัญคือความอบอุ่น เป็นของที่ให้ความรู้สึกหลากหลาย บรรจุไว้ด้วย ความรัก อันเป็นสิ่งที่พิเศษยิ่ง “ของ” ที่ให้ไม่ใช่ปัญหา แต่เวลาที่เขาใช้ไปเพื่อเราต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าเป็นของที่ทำขึ้น ก็ต้องใช้เวลาในการทำ ถ้าเป็นของซื้อมา ก็ต้องใช้เวลาในการเลือก ใช้เวลาที่แสนสำคัญเพื่อทำสิ่งนั้นให้เรา นี่ต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นกับของขวัญนั้นอย่างยิ่ง” เท่านี้ก็อาจจะรู้สึกดีกับของขวัญที่อาจจะไม่ถูกใจซักเท่าไหร่นั้นมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

บางครั้งแนวคิดในการ์ตูน ก็ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า “เพื่อน” ทำให้เราเหลียวมองคนรอบข้างและพยายามที่จะมีเพื่อนมากขึ้น การ์ตูนเรื่องหนึ่งมีคำคมที่สื่อถึงความรักและความเอื้อเฟื้อของผองเพื่อนสั้นๆ ว่า “สมาชิกหนึ่งคนเพื่อทุกคน สมาชิกทุกคนเพื่อหนึ่งคน” ถือเป็นคำสั้นๆ แต่สื่อความทรงจำคำว่า “เพื่อน” ได้ดียิ่ง ดังเช่นความคิดของตัวเอกในการ์ตูนเล่มหนึ่งที่กำลังตอบแบบสอบถาม ซึ่งได้ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องเพื่อนสนิท จนทำให้เขาคิดขึ้นมาใจใจว่า “ คุณมีเพื่อนสนิทใช่หรือไม่? ตอนที่วงกลมรอบคำว่า “ใช่” พอเขียนออกมาชัดๆ แล้ว บางคนอาจรู้สึกอาย แต่...คนที่ตอบแบบนี้ได้ และคนที่เป็นคำตอบ ต้องเป็นคนที่มีความสุขมาก” และอีกข้อคิดหนึ่งในการมีเพื่อน คือ “คนเราอ่อนแอ แต่ก็เพราะเข้าใจความอ่อนแอของตัวเอง จึงพยายามที่จะเข้มแข็งขึ้น เพราะอ่อนแอ เราจึงต้องการเพื่อน”




3. บูรณาการความรู้ด้านจิตวิทยา การ์ตูนบางเรื่องให้ความรู้ด้านจิตวิทยาทำให้เราเข้าใจบุคลิกภาพและความเป็นไปของตัวละครในเรื่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการ์ตูนที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่ เนื่องด้วยความซับซ้อนของเนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่องนั้นมักจะคล้ายกับนวนิยาย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีอีกประการหนึ่งที่อ่านการ์ตูนแล้วจะได้รับความรู้กว้างไกลมากขึ้น ได้เข้าใจจิตใจของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น ดังเช่น การที่ตัวการ์ตูนกล่าวอ้างอิงทฤษฎีการป้องกันตนเองของมนุษย์ไว้ว่า

“ การพูดกับตุ๊กตา เป็นพฤติกรรมหนึ่งของเด็กที่มีปัญหาทางจิต ความฝันหรือจินตนาการอาจเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเรา ในการสร้างโลกอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น วางตัวเองไว้ในนั้น ห่างไกลจากความจริง ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่การเจ็บป่วย การพูดจากับตัวเองเป็นวิธีการป้องกันตนเองจากความไม่มั่นคงทางจิตใจ มีทั้งการพูดกับตุ๊กตา ,ต้นไม้, สัตว์,รูปปั้น ฯลฯ บางคนใช้วิธีวาดรูป, แต่งกลอน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงความในใจออกมา ปัญหาคือ ความในใจที่ว่านั้นคืออะไร หากเป็นความเกลียดชัง ความแค้น ก็ต้องระวังกันหน่อย ...คนที่กลัวความเงียบเหงาเพราะไม่ได้คุยกับใคร คนที่มักระบายความในใจให้คนอื่นฟัง ชอบขอความเห็นใจจากคนอื่น คนแบบนี้ยังน่ากลัวน้อยกว่าคนที่ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ แต่มุทะลุบ้าบิ่นทำอะไรไปตามอารมณ์ตัวเอง”

4. แสดงคุณธรรมการรู้จักบทบาทหน้าที่และจรรยาบรรณวิชาชีพ ตัวการ์ตูนส่วนใหญต่างก็มีบทบาทหน้าที่ไม่ต่างจากมนุษย์ ดังนั้นสิ่งไร้ชีวิตวิญาณนี้จึงแลดูเสมือนมีชีวิต เพราะอย่างน้อยก็ได้แสดงคุณธรรมความดีในอาชีพเป็นข้อเตือนใจให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย ยกตัวอย่างเช่น ตัวการ์ตูนที่เป็นแพทย์ ซึ่งได้แสดงทัศนคติไว้เป็นกำลังใจให้กับแพทย์ที่ไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้บางรายไว้ได้ว่า “คนเป็นหมอ บางครั้งก็ต้องแยกแยะให้ออกว่าควรเสียเวลากับคนที่ตายไปแล้ว หรือควรรีบช่วยคนไข้อื่นที่กำลังรอความช่วยเหลือ หมอไม่ใช่คนไร้จิตใจ เลือดเนื้อที่ปราศจากชีวิตในความคิดของเขา มีเพียงกรณีเดียว คือ หมดหนทางช่วยชีวิตแล้วเท่านั้น และถ้อยคำบางประโยคของหมอก็สามารถเป็นกำลังใจบรรเทาความป่วยไข้ได้ราวปาฏิหาริย์ เช่น ยังมีสติดี สบายใจได้ คุณไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไรร้ายแรงถึงชีวิต ทำใจให้สบาย” นอกจากนี้ยังมีแง่คิดในอาวิชาชีพอื่นๆที่น่าให้ประทับใจและเป็นกำลังใจแด่ผู้ประกอบอาชีพนั้น

5. แสดงสัจธรรมและปรัชญาชีวิต สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มองว่าไร้สาระนี้ ไม่แน่นอนเสมอไป หากรู้จักเลือกอ่าน เลือกชม จะได้ค้นพบการ์ตูนดีๆ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้โลกกว้างยิ่งขึ้น เหมือนการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่สอดแทรกนิทาน และสรุปแนวคิดสอนใจว่า

“ สรรพสิ่งทุกเรื่องเหมือนม้าของไซโอ นานแสนนานมาแล้วในที่แห่งหนึ่ง มีผู้เฒ่าที่ทำนายเรื่องต่างๆได้อย่างแม่นยำ วันหนึ่งม้าของผู้เฒ่าได้หนีหายไป แต่ผู้เฒ่าไม่รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด ( ผู้เฒ่าคิดว่า : นั่นอาจเกิดเรื่องดีๆ ขึ้น ก็เป็นได้นะ ) ระหว่างที่ม้าหนีหายไป มันได้เกี้ยวเอาม้าสาวสวยกลับมาด้วย ทั้งๆที่คนรอบข้างดีใจแท้ๆ แต่คราวนี้ ผู้เฒ่ากลับเสียใจ ( ผู้เฒ่าคิดว่า : นี่อาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นก็ได้นะเนี่ย ) และแล้ว บุตรชายของผู้เฒ่าที่ขี่ม้าสาวสวยนั้น ได้พลัดตกม้าจนขาหัก แต่มีผู้เฒ่าคนเดียวที่เบิกบานใจ ในที่สุดก็ได้เกิดสงครามขึ้น ทำให้คนหนุ่มในเมืองถูกเกณฑ์ออกไปรบจนตายหมด มีเพียงลูกชายของผู้เฒ่าที่ขาเจ็บทำให้มีชีวิตรอดโดยไม่ได้ออกไปรบ ในชีวิตมนุษย์ จึงอาจกล่าวได้ว่าไม่อาจรู้หรือคิดเองได้ว่าเรื่องใดคือเรื่องดี เรื่องใดเป็นเรื่องไม่ดี ”




การ์ตูนเรื่องหนึ่งได้สอดแทรกนิทานที่น่าประทับใจเรื่องหนึ่งเอาไว้ด้วย คือ นิทานเรื่อง “หิมะลบรอยเท้า” อันมีใจความตามที่ตัวละครได้เล่าว่า “กาลครั้งหนึ่ง มีพระธุดงค์ไปจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง วันนั้นอากาศหนาวเย็น หิมะตกหนัก ทั้งท่านไม่ได้ฉันอาหารมานาน จึงขอมาพักที่บ้านชายชรา แต่ชายชรานั้นยากจนมาก กระทั่งถั่วสักเม็ดก็ไม่มี ชายชรานั่งเงียบอยู่สักครู่ แล้วก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก เมื่อกลับมา ชายชราได้นำหัวมันมาด้วย และได้ต้มถวายพระ เมื่อพระฉันจนอิ่มและมีเรี่ยวแรงดีแล้ว ก็ได้ออกธุดงค์ต่อไป คืนนั้นเอง ในหมู่บ้านเกิดโกลาหล เนื่องจากหัวมันถูกขโมย ชาวบ้านคิดว่าคนร้ายต้องทิ้งรอยเท้าไว้บนหิมะ ดังนั้นจึงรอให้เช้า จะได้ออกตามจับตัวคนร้าย พอรุ่งเช้าปรากฏว่า หิมะได้ตกลงมาลบรอยเท้าไปจนหมด สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ว่าชายชราขโมยหัวมันมาต้มให้พระฉัน นิทานเรื่องนี้กล่าวถึงความผิดที่เกิดจากความตั้งใจดี ที่แม้กระทั่งธรรรมชาติยังอดยื่นมือเข้ามาช่วยไม่ได้ หากในการกระทำความผิดนั้นมีความปรารถนาดีซุกซ่อนอยู่ ฉันก็อยากเป็นคนหนึ่งที่สังเกตเห็นความปรารถนาดีนั้น”

“แต่ละหนึ่งความรู้สึกของมนุษย์ เป็นพลังผลักดันสู่การเคลื่อนไหวในทุกสรรพสิ่ง” ตัวการ์ตูนที่กล่าวเช่นนี้ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงาน ที่สามารถพัฒนาชีวิตมนุษย์ให้เจริญงดงามมากยิ่งขึ้น “การ์ตูน” ก็คือผลงานหนึ่งที่ทำให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนาน และซาบซึ้งใจ... เพียงแต่ “ที่ใดมีแสงสว่าง ที่นั่นย่อมมีมุมมืดซุกซ่อนอยู่” เมื่อพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น “การ์ตูน” ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากเลือกคมไม่ถูกที่ ไม่ถูกทาง ก็จะกลายเป็นสื่ออันตรายได้เช่นกัน โดยเฉพาะผู้ยังเยาว์วัยที่ยังอ่อนด้อยด้วยความรู้และประสบการณ์ ซึ่งผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ ดูแลอย่างใกล้ชิดในการเลือกชม เลือกอ่านสื่อการ์ตูนเหล่านี้ คอยสอดส่องสกัดคมดาบด้านที่เป็นอันตราย กลั่นกรองเอาสิ่งที่มีคุณค่าและเหมาะสมให้กับเยาวชน หากกระบวนการนี้มีความเข้มแข็งแล้ว ไม่ว่าดาบนั้นจะมีคมสักกี่ด้าน เด็กก็จะสามารถเลือกลับคมด้านที่สร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี เพราะการ์ตูนไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ถ้าผู้ใหญ่เปิดใจกว้าง ลองหันมามองการ์ตูนในแง่ดีกันบ้าง แล้วจะพบกับสิ่งดีๆ ที่บรรจุอยู่ในจินตนาการชวนฝันนั้นได้ เช่นเดียวกับเรื่อง “สรรพสิ่งเหมือนม้าของไซโอ สิ่งที่เสมือนไร้สาระ อาจมีสาระมากมายสอดแทรกอยู่ด้วยก็เป็นได้”





Create Date : 26 กรกฎาคม 2551
Last Update : 26 กรกฎาคม 2551 14:01:46 น. 4 comments
Counter : 1123 Pageviews.

 
อืม จริงนะ


โดย: yopathum วันที่: 26 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:18:14 น.  

 
บล็อคสวยจังค่ะ...

อ่านแล้วได้ข้อคิดเพิ่มขึ้น

การ์ตูนก็ไม่ได้ไร้สาระไปซะหมดเนอะ

^^


โดย: เชอร์เบต จี๊ดด ด IP: 58.8.111.58 วันที่: 26 กรกฎาคม 2551 เวลา:15:30:02 น.  

 
บทความนี้เขียนไว้ได้ประมาณปีกว่าๆ แล้ว ตอนแรกตั้งใจส่งประกวดบทความเชิงปกิณกะน่ะค่ะ แต่ว่าเนื้อหายังไม่เหมาะสมพอจะเป็นความรู้ได้อย่างที่กองประกวดเขากำหนด จึงต้องตีกลับมา รู้สึกเสียอยู่มาก เพราะใช้เวลาเขียนและรวบรวมสำนวนข้อคิดจากการณืตูนมามาก เมื่อได้ทำบล็อกเป็นของตัวเอง เกิดนึกได้จึงนำมาลงไว้ค่ะ


โดย: หงส์อรุณ วันที่: 26 กรกฎาคม 2551 เวลา:17:26:31 น.  

 
สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมบ้านค่ะ
มีการ์ตูนในหัวจิตหัวใจตั้งแต่เด็กค่ะ เริ่มที่อ่านก็โดเรม่อน ท่านแม่ส่งเสริมให้อ่านหนังสือ เวลาไม่ว่างแม่ก็จะไปที่ร้านแล้วเลือกมาให้ สิ่งที่ท่านแม่เลือกมาล้วนมีแต่เรื่องดี ๆ อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก โตมาสามสอบปีก็ยังอ่านการ์ตูนค่ะ เรื่องไหนชอบก็อ่านซ้ำมันอยู่นั่นแหละ
หายใจเข้าออกเป็นหนังสือการ์ตูน และพระเอกการ์ตูนหล่อ ๆ ค่ะ


โดย: อิมาอิซัง วันที่: 9 กันยายน 2551 เวลา:17:27:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
หงส์อรุณ
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หงส์อรุณ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.