Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
20 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
17-18 ตุลาคม 2548 กับงาน Worldfilm

17 ตุลาคม 2548
ไปดูมาเพิ่มอีกเรื่องวันนี้ครับ ว่าจะดูต่อแต่ไม่ไหว หิวข้าว เวลาดูมันติดกันไปหน่อย



City of Lost Children หนังของ ฌอง ปิแอร์ เฌอเน่ต์ ผู้กำกับ Amelie ที่งานเอาหนังของเขามาฉายหมด(ยกเว้นหนังสั้น) หนังปี 1995 เรื่องนี้ เฌอเน่ต์ กำกับร่วมกับ Marc Caro ซึ่งผ่านงานร่วมกันมาในงานก่อนหน้าอย่าง Delicatessen ทีแรกก่อนไปดูผมคิดไปเองว่ามันเป็นหนังสยองขวัญ แต่เอาเข้าจริงมันเป็นหนังแฟนตาซีเป็นอารมณ์หลัก เกี่ยวกับนครที่เด็กหาย จากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่จับเด็กไปดูดความฝันมาสร้างความสุข และน้ำตาให้กับตน วันหนึ่งน้องชาย วัน(รอน เพิร์ลแมน)หายตัวไปเขาจึงตามหา และได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเด็กที่นำโดย เม็ท(จูดิธ วิตเต้ท์) จนได้เบาะแสสำคัญ

ฉากโรแมนติคระหว่าง วัน ชายจอมพลัง หน้าตาอัปลักษณ์ในคณะมายากล กับเม็ท เป็นส่วนที่ผมชอบที่สุดในงานนี้ ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงความเพี้ยนสุดสร้างสรรค์ในแต่ละฉากที่ทำให้คิดตลอดเวลา มันคิดออกมาเป็นฉากต่างๆ ได้ยังไง ไม่แปลกที่งานโปรดักชั่นดีไซน์ และเทคนิคพิเศษ จะลงทุนร่วมกันหลายบริษัท(แต่ใช้งบน้อยมากเมื่อเทียบกับฮอลลีวู้ด) เฌอเน่ต์ มากำกับภาพได้หม่นดี ขณะที่ มาร์ค คาโร คุมเรื่องการออกแบบด้วย

ผมว่าคงดูกันหลายคนแล้วแหละ มีผมนี่แหละเชยอยู่คนเดียว แต่คนดูก็เยอะครับ คุณภาพดีวีดีที่เอามาฉายดีทีเดียว



หนังที่เคยดูมาถ้าจะไม่พูดถึงก็ดูกระไรกับ The Pianist ซึ่งผมเคยเขียนวิจารณ์ไว้นานพอควร ผมยกให้เป็นหนังสงครามที่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่ง แสดงถึงความสามารถของโปลันสกี้ และเป็นตัวแทนบอกเล่าชีวิตในวัยเยาว์ของเขาได้อย่างดีเยี่ยม เอเดรียน โบรดี้ เล่นเป็นนักเปียโน วลาดิเมียร์ สปีลแมน ได้อย่างสมจริง เป็นมนุษย์ ที่ต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจของตนเองตลอดเวลา เขาไม่ได้แสดงอะไรบีบคั้นเลย แต่สีหน้า และแววตาที่อมทุกข์ของเขาก็ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมตามไปด้วยอย่างง่ายดาย



ส่วนพรุ่งนี้สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู ไปดูซะกับ Dr.Zhivago แม้จะฉายดีวีดี แต่ภาพก็มีคุณภาพมากพอที่จะดูในโรงครับ หนังเอพิคระดับนี้ไม่ดูในโรงก็แย่แล้ว ผลงานกำกับปี 1965 ของเดวิด ลีน ว่ากันว่านี่คือหนังที่ทำเงินสูงสุดของเขา แม้จะไม่ชนะแต่ก็ได้รับรางวัลออสการ์มากถึง 5 รางวัล(หนังแพ้ให้กับ The Sund of Music) และถ้านับว่านี่คือหนังระดับดีเยียมเรื่องสุดท้ายของลีน ก็คงไม่แปลกอะไรนัก เพราะหลังจากนั้นเขาทำ Ryan 's Daughter ในปี 1970 ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ไม่ดีนัก จนเลิกทำหนังไปนานก่อนกลับมากับ Passage to India ที่เนื้อหาลดความยิ่งใหญ่ลงไปเยอะ

หนังของเดวิด ลีน ยิ่งใหญ่ทั้งเนื้อหาและงานสร้าง เป็นเอพิคโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องพึ่งเทคนิคพิเศษ แค่งานภาพก็สวยงาม อลังการ ชนิดที่งานปัจจุบันหาเทียบได้ยาก ว่าด้วยยุคสมัยระหว่างการปฏิวัติการปกครองของรัสเซีย นายแพทย์ยูริ ชิวาโก้(โอมาน ชาริฟ ) ที่มีความเป็นศิลปินโดยสายเลือด กำลังต่อสู้กับความรู้สึกรักต้องห้ามกับหญิงนักปฏิวัติ ลาร่า แอนติโพว่า(จูลี่ คริสตี้) หลังจากได้เริ่มทำความรู้สึกกับเธอมาต่อเนื่องยาวนาน เพราะว่าเขาแต่งงานแล้วกับหญิงผู้ดีมีตระกูล ภายนอกหนังเหมือนเรื่องรักต้องห้ามธรรมดา แต่เมื่ออยู่ในภาวะที่บ้านเมืองคุกรุ่นด้วยความขัดแย้ง มันจึงคมคายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการปิดท้ายเรื่องราวว่าด้วยจิตวิญญาณที่ยังคงอยู่ นับเป็นการจบเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจด้วยการมองอนาคตอย่างมีความหวังที่พอพึงจะมีได้

การถ่ายภาพมุมกว้างยอดเยี่ยมจากฝีมือของ เฟรดดี้ ยัง หรือ เฟรด เอ.ยัง เจ้าของงานกำกับภาพโลเคชั่นที่ว่ากันว่ายอดเยี่ยมที่สุดในยุคนั้น แถมยังมีผู้กำกับภาพที่ไม่ได้เครดิตไปอย่าง ผู้กำกับ นิโคลาส โร้ก อีกต่างหาก

หนังดัดแปลงจากนวนิยายของ บอริส พาสเตอร์นัก นักประพันธ์ชาวรัสเซียที่ว่ากันว่าจะได้รับรางวัลโนเบลจากนิยายเรื่องนี้ แต่เนื่องจากมันโจมตีประเทศตนเอง จึงถูกรัสเซียขัดขวางการได้รับรางวัล อย่างไรก็ตามมันก็ได้รับการแปลงเป็นหนังอย่างดีเยี่ยมโดย โรเบิร์ต โบล์ท มือเขียนบทระดับครู เจ้าของงานขึ้นหิ้งอย่าง A Man For All Seasons, The Mission และ Lawrence of Arabia

ดนตรีประกอบได้ มอริซ จาร์ร มาบรรเลงความอลังการ ถึงขนาดตัวหนังมีช่วงหยุดแต่ละองก์เป็นภาพนิ่ง วาดเป็นสีน้ำประกอบดนตรีก่อนเริ่มฉากเลยทีเดียว

หนังของลีน ไม่ได้เล่าเรื่องเร็ว แต่ก็ไม่ได้เนิบนาบ แม้จะมีความยาวของหนังแต่ละเรื่องเกือบ 3 ชม. แต่ก็ไม่มีตรงไหนน่าเบื่อ ทุกอย่างถูกเล่าอย่างเหมาะสม และชวนติดตามเพราะมีทั้งอารมณ์โรแมนติค สะเทือนใจ ตื่นเต้น ในเรื่องเดียวกัน

18 ตุลาคม 2548



Live Your Dream หนังในสายประกวดประจำเทศกาลซึ่งจริงๆ หนังมีชื่อว่า Future Beach ซึ่งเอาเข้าจริง ทั้งสองชื่อนี้ไปค้นในเว๊บ IMDB จะไม่เจอครับ ต้องใช้ชื่อดั้งเดิมคือ Playa del Futuro ผลงานเรื่องที่สองของ ปีเตอร์ ลิตช์ฟิล์ด ผู้กำกับเยอรมันที่แจ้งเกิดกับ Train Birds(1998) ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคนคือ แจน, รูดี้ และ แคธี่ ว่าด้วยความฝันที่เขาตามมาตั้งแต่วัยรุ่น เนื้อเรื่องเน้นหนักไปที่แจน ซึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นพ่อครัวมาตลอดชีวิต 20 ปีผ่านไปความฝันเขายังไม่ไปไหน จนเมื่อรูดี้ตัดสินใจทิ้งแคธี่ไปตามหาความฝันของตน แจนจึงขอซื้อผับโทรมของเขาใหม่ เพื่อหวังจะสร้างเป็นภัตตาคารชั้นดี นั่นหมายถึงความรักที่ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับ แคธี่ในวัยที่ไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรเมื่อรูดี้ทิ้งภาระภาษีที่ยังไม่ได้จ่ายถึง 2 ปี แจนจึงเดินทางไปยังเมืองที่รูดี้เคยบอกไว้ มันอยู่ในสเปนและมีชื่อที่เหมือนเสียดสีตัวเองว่า Future Beach

หนังเปิดเรื่องมาด้วยฉากเมื่อวัยรุ่นของ 3 คนที่เที่ยวเล่นในชายหาด ชื่อของเมืองที่แจนและรูดี้ไปก็น่าจะหมายถึงความฝันในอุดมคติที่พวกเขาต่างมาหาเช่นกัน ทั้งที่เมืองแห้งแล้ง และไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเลย

ตัวหนังเน้นไปที่แจน แต่ก็แจกแจงรายละเอียดไปที่ตัวละครอื่นๆ อย่างทั่วถึง โดยดำเนินเรื่องด้วยวิธีนี้ได้ค่อนข้างดี ปรกติผมชอบหนังประเภทสู้เพื่อฝันอยู่แล้ว แม้โดยภาพรวมหนังจะอยู่ในระดับกลางๆก็ตาม(ซึ่งผมคิดว่าหนังคงจะพลาดรางวัลในสายประกวดแน่ๆ) แต่ก็ได้อารมณ์ที่ไม่ยัดเยียด ตอนจบให้ความประทับใจอย่างเป็นจริง ไม่ได้หลอกๆ แบบหนังฮอลลีวู้ด ดนตรีประกอบ การถ่ายภาพในหนังเรียบง่ายแต่สวยงาม ใครที่คิดว่าหนังเทศกาลหนักอึ้ง Live Your Dream เป็นทางเลือกที่ดีเลยครับ



Delicatessen ผลงานหนังยาวเรื่องแรกของ ฌอง ปิแอร์ เฌอเน่ต์ ที่ร่วมกำกับกับ มาร์ค คาโล ทีแรกผมดูจากหน้าหนังนึกว่ามันจะเป็นหนังสยองขวัญ(อีกแล้ว) แต่เอาเข้าจริงหนังเป็นงานแฟนตาซี ที่แสดงให้เห็นถึงทักษะความชำนาญแบบ เฌอเน่ต์ในงานยุคหลังได้อย่างดี

ตัวหนังเป็นเรื่องของเมืองในยุคที่อาหารขาดแคลน จนมีค่าแทนเงิน เจ้าของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ที่เป็นเจ้าของร้านขายเนื้อ จับคนภายในห้องเช่าด้วยเหตุผลต่างๆ มาฆ่าทำเป็นเนื้อคน ฟังดูเนื้อหาตรงนี้แล้วถ้าไปอยู่ในหนังเรื่องอื่นมีหวังเลือดสาด ชวนขนลุกได้ง่ายๆ แต่เมื่อมาอยู่กับเฌอเน่ต์ มันเลยกลายเป็นหนังที่มีอารมณ์ขันเหลือเฟือ ภาพส่วนใหญ่อาจดูมืดหม่นแบบโกธิค แต่ไม่มีฉากโหดที่เกินเลย ความสนุกในการดูหนังของเขานอกจากเนื้อเรื่อง ยังรวมถึงงานกำกับศิลป์ ที่รวมกับฉากที่คิดค้นมาได้อย่างบ้าบอคอแตก อาทิ คนที่ขังตัวเองในห้องรอให้น้ำหยดจนมีกบ และหอยทากไว้กิน, ฉากร่วมรักเสียงสปริงที่กลายเป็นจังหวะให้คนในอพาร์ตเมนต์ร่วมกำกับตามกิจกรรมนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นอิทธิพลของเจ้าของบ้านแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

โดมินิค พินอน ขาประจำของเฌอเน่ต์ ที่ในเรื่องเขาเป็นพระเอก ลุยซง นักแสดงกลในชุดตัวตลกที่มาหาที่พักจนได้กลายเป็นเหยื่อรายต่อไป แต่เพราะจูลี่ ลูกสาวเจ้าของอพาร์ตเมนต์หลงรักเขา จึงได้หาทางช่วยให้พ้นจากอันตราย ฉากนัดทานมื้อค่ำของทั้งคู่เป็นฉากโรแมนติคที่ทำให้หนังสวยงามขึ้นอีกหลายเท่าตัว

เฌอเน่ต์ ได้รับแรงบันดาลใจในหนังจากการไปอเมริกาและพบว่าอาหารที่นั่นห่วยจนนึกว่าทำมาจากเนื้อคน ร่วมกับการพักข้างๆ ร้านขายเนื้อที่ต้องได้ยินเสียงมีดกระทบเนื้อตั้งแต่เช้า...ตัวหนังกำกับศิลป์โดย มาร์ค คาโล และกำกับภาพโดย ดาริอุส คอนจิ จัดเป็นงานเก่าที่ผมเก็บตกได้จากงานนี้ และค่อนข้างประทับใจจนอยากตามงานของผู้กำกับคนนี้ในอนาคต



Twelve Chairs เป็นหนังที่ผมเข้าช้ามาก เนื่องจากลงไปกินข้าวแล้วหลงทางไปตรงบริเวณ King Power หาทางลงไม่เจอ ตอนไปโรงหนังก็อยากเข้าห้องน้ำมากครับ แต่อยากดูมากจนขอเข้าไปก่อน เข้าไปก็มึนล่ะครับ จับต้นชนปลายไม่ถูกจนเผลอวูบไปหน่อยนึง แต่ในที่สุดพอสติอยู่กับตัว นี่คือประสบการณ์ดูหนังที่ดีที่สุดในวันนี้เลยทีเดียว ผมลืมเรื่องห้องน้ำให้กับหนังความยาวถึง 3 ชั่วโมง 18 นาที เมื่อเทียบกับ Madame X ผมชอบเรื่องนี้มากกว่าแม้จะไม่รู้เรื่องเลยประมาณ 60-70% เนื่องจากฟังไม่ออกอ่านไม่ได้

เนื้อเรื่องที่เอามาจากเทศกาลหนังมีดังนี้

อดีตหญิงชราที่เคยมีบรรดาศักดิ์และสมบัติมากมายกำลังเดินทางมาสู่ป้ายสุดท้ายของชีวิต แต่เธอซ่อนความลับสำคัญอย่างหนึ่งมาเนิ่นนานโดยไม่บอกใคร ลูกเขยซื่อบื้อของเธอที่ทำงานเป็นเสมียนต๊อกต๋อยแทบคลั่งใจตาย เมื่อรู้จากปากเธอว่าหนึ่งในเบาะของบรรดาเก้าอี้ 12 ตัวที่ทุกคนเคยละเลยในสมัยเผด็จการนั้นได้ซ่อนสร้อยและสมบัติมีค่าเอาไว้ เขาออกเดินทางตามหาเก้าอี้เหล่านั้นที่บัดนี้ได้แยกย้ายกันอันตรธานไปทั่วประเทศ โชคร้ายที่เขาไม่ใช่คนเดียวที่ได้กลิ่นเงินทอง ยังมีพระจอมงกอีกคนที่ได้รับฟังคำสารภาพบาปของหญิงชรา และชายพเนจรที่ไม่รู้จักทำงานทำการ หวังมาร่วมขอส่วนแบ่งจากกองสมบัติในฝันนี้ด้วย ดังนั้นเองการตามล่าแย่งชิงสุดบ้าคลั่งทั่วทุกทิศสุดขอบฟ้าของประเทศรัสเซียอันกว้างใหญ่จึงได้กำเนิดขึ้น

ส่วนที่ผมชอบที่สุดคือประเด็นของหนัง ซึ่งพอผมรู้ว่าหนังถ่ายที่ยูเครน หลังยุครัสเซียแตก ทำให้นึกถึงภาพรูปปั้นเลนินในหนังที่ผู้คนละเลยไปแล้วได้ติดตาทันที หนังพูดถึงเรื่องวัตถุนิยมที่ครอบงำทุกคนให้บ้าในตัววัตถุจนเหมือนสิ่งเสพย์ติด วันๆ แต่ละคนไม่ทำอะไรเอาแต่แงะเก้าอี้กันยังกับเล่นหวยใต้ดินยังไงยังงั้น

หนังเน้นไปที่การตามหาเก้าอี้ที่แล้วของคนสองคน ที่บุคลิกต่างกันโดยสิ้นเชิง แถมชายอีกคนหนึ่งที่ยังร่วมตามหาเก้าอี้ไปอีกคน เรียกว่าทั้งเรื่องน่าจะตั้งชื่อหนังว่า "เก้าอี้ลิสซึ่ม" ได้แทน ซึ่งบุคลิกตัวละครในหนังนั้นมีความแม่นยำมาก และมีพัฒนาการทีละขั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

โอเบนเดอร์ ชายคนแรกที่แต่งตัวสีแสบสันต์ทั้งเรื่อง ราวกับซาตานที่มีฝีปากเกลี้ยกล่อมคนเป็นเยี่ยมเขาใช้วิธีการนี้หาเงินเพื่อหาซื้อเก้าอี้มีพนัก ตั้งแต่หลอกสาวอ้วน, ท้าแข่งเล่นหมากรุก, จนไปถึงการขโมยเอาดื้อๆ ขณะที่นิโคลาส์ สงบเสงี่ยมกว่า แต่จากที่เคยเงียบๆ รักษาภูมิก็กลายเป็นคนละคน บางครั้งต้องยอมทำตามคู่หูไปติดป้ายประกาศบ้าง, ไปขอทานก็มี จนตอนหลังไม่มีเงินชนิดต้องเต้นรำร้องเพลงขอเงินจากรถบนถนนเลียนแบบกลุ่มเด็กๆ ก่อนหน้า(ฉากนี้ฮาสุดๆ )ตอนท้ายเขาทำงานเย็บกระเป๋าหลีกหนีจากคู่หูราวกับหนีอาการเก้าอี้ลิสซึ่มของตนไปในตัว

ฉากที่ผมสนุกมากโดยไม่ต้องรู้ภาษาก็คือตอนที่ชายอีกคนตามหาเก้าอี้จนขอต่อราคากับเจ้าของชนิดสุดงก พอได้เก้าอี้มาก็วางเรียงกัน 12 ตัวอย่างสุดเท่ ก่อนจะใช้ขวานจามหาสมบัติ แต่ไม่พบเลย ทั้งน่าขัน และน่าสมเพชเหลือเกิน

สังเกตว่าเอาเข้าจริงๆ หนังเรื่องนี้จะมีตัวละครที่อยู่นอกสังคมอยู่หลายคน ซึ่งทำให้เห็นว่าอ๊อตติงเงอร์ชอบตัวละครแบบนี้มาก เธอทำให้เห็นหลายฉากว่าคนเหล่านี้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ แม้จะแสดงให้เห็นเรื่องของวัตถุนิยมเหมือนกัน อย่างฉากที่นิโคล่าส์พาสาวที่เขามีใจไปทานอาหาร แต่กลายเป็นด้วยอารมณ์ไหนไม่ทราบเขาจึงดื่มเหล้าเมามาย รับประทานอย่างตะกละตะกราม และบังคับให้เธอไปเต้นรำกับเขาอย่างทุลักทุเล ฉากแบบนี้มีให้เห็นเป็นวงกลมในหนังเพราะมันถูกฉายซ้ำบนเรือที่มีการเต้นรำแบบสุดเหวี่ยงอีกครั้ง นับว่าอ๊อตติงเงอร์เก่งกาจในฉากเหล่านี้มาก ผมก็ไม่ทราบตรงจุดนี้ว่าต้องการสื่อสารอะไร แต่มันแสดงให้เห็นความต่างของคนนอก กับคนในสังคมได้ค่อนข้างชัด

ตอนดูผมบ้านับเลข 12 ในหนัง เช่นเก้าอี้ในการเล่นหมากรุกมี 12 ตัว เป็ดที่ขึ้นจากฝั่งมี 12 ตัว นึกถึงตัวเองในสมัยอดีตครับ เคยติดเกมส์มาราธอน เลิกไม่ได้ ติดเงินที่ร้านมากมายจนต้องเลิกเล่นออกมาเก็บเงินใช้หนี้ แต่พอใช้หนี้เสร็จก็มาเล่นใหม่ จนจบออกมานี่แหละจึงได้หนีมันสำเร็จ




Create Date : 20 ตุลาคม 2548
Last Update : 20 ตุลาคม 2548 11:30:36 น. 5 comments
Counter : 845 Pageviews.

 
คงได้แต่อ่านอย่างเดียวค่ะ

เพราะจะดูหนังได้ต้องโน่นเลย ๑ พ.ย. เป็นต้นไป


หมดสติและสตางค์ไปกับหนังสือก็อย่างเนี้ยแหละค่ะ

ไม่ได้กันเงินไว้ดูหนังเลยน่ะ



ขอบคุณที่มาบอกเล่าแอนด์รีวิวให้ฟังนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:11:37:30 น.  

 
ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมเช่นกันครับ


โดย: yuttipung (yuttipung ) วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:12:00:00 น.  

 
เมื่อวานดู Not on the Lips
ไม่ค่อยชอบแฮะ

วันนี้ซื้อบัตร Freak Orlando ไว้แล้ว
ว่าจะดูอีกเรื่องหนึ่ง
กำลังเลือกโปรแกรมอยู่ค่ะ


โดย: grappa วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:12:56:12 น.  

 
ไม่ใช่ดิ
วันนี้จะดู Johanna d’ Arc of Mongolia
ส่วน Freak Orlando ซื้อบัตรไว้แล้น
ดูพรุ่งนี้แน่ๆ


โดย: grappa วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:13:01:52 น.  

 
แนะนำหนังของอ๊อตติงเงอร์ครับ คงจะถูกใจคุณ grappa แน่ๆ แม้จะไม่มีซับก็ตาม แต่ผมคงอดดู Johanna ครับ กลับดึกทุกวัน เกรงใจที่บ้าน หนังมันตั้ง 3 ชม.แน่ะ


โดย: yuttipung IP: 58.9.17.63 วันที่: 20 ตุลาคม 2548 เวลา:13:06:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

yuttipung
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




เป็นคนไม่เป็นโล้เป็นพายคนหนึ่งที่ติดอินเตอรเน็ต จนได้งานพอประทังเลี้ยงชีพ Blog นี้มอบให้แก่หญิงสาวที่ให้กำลังใจสำหรับความฝันอันริบหรี่ของผมมาตลอด ปัจจุบันเรียนโทจบแล้ว ทำงานหลายที่ หลักๆ ตอนนี้เพิ่งเริ่มเป็น Webmaster นิตยสารแห่งหนึ่ง ส่วนงานพิเศษคือลงข่าว และข้อมูลหนัง ดูแลเว็บให้กับ Popcornmag กับ เครือข่ายคนดูหนัง และเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ให้กับ Filmax

Friends' blogs
[Add yuttipung's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.