Group Blog
 
<<
มีนาคม 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
18 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 

อันตรายจากการดื่มน้ำไม่พอ

ไม่ได้ update blog มานานมากแล้วค่ะ เพราะมัวแต่ทำอย่างอื่นอยู่ ต้องขอโทษด้วยค่ะ

พอดีได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ โดยมีเพื่อนส่ง mail มาให้ค่ะ เลยคิดว่าน่าจะเอามาแบ่งปันค่ะ น่าจะเป็นนายแพทย์เขียนแต่ไม่ทราบชื่อค่ะ

เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่าน หนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ

เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก เมนส์ไม่มา แถมเธอยังเข้า ใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้างแล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้ หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ ต้องปัสสาวะ
พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอกครับ มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้

อาจจะ เป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน กลัวจ ะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธี การนี้ถูกต้อง

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์

กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆของร่างกาย หัวใจเองนั่น แหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือด เลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง

จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน

สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออก ยังนอนก้นอยู่ใน ร่างกายเรา ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือด เราอีก

เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้ และ ลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีก

เลือดเราก็ยังสกปรกและข้นหนืดมากขึ้นไปอีก และลอง พิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก มายเพียงใด ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆวัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่เรา ทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่าง กายเราทั้งหมดหรือ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่

การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆหยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป

ที่ถูก แล้วรอบเดือนจะช้าเร็วไม่ควรเกิน 7 วัน ถ้าผิดไปจากนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง ยกเว้นแต่ตั้งครรภ์ สำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั ้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่อง ทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้ม ห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ
2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ
3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ
4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ
5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น สิว ฝ้า กระ ฝี ริดสีดวง

สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการ ดังที่กล่าวมา ก ็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่า?กายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ เหมือนรุกใต้ดินโดย ที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...









 

Create Date : 18 มีนาคม 2551
1 comments
Last Update : 18 มีนาคม 2551 20:53:17 น.
Counter : 840 Pageviews.

 

ขอบคุณค่ะ ข้อมูลดีๆ
ฝันดีค่ะ

 

โดย: my_oom 18 มีนาคม 2551 21:41:53 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


สายฝนตก
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




เป็นคน active มากทำงานทางด้านการเงิน กับสถาบันการเงินของต่างประเทศ มาเป็นเวลา 10 ปี และชอบเล่นกีฬากลางแจ้งมาตลอด จนทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่หลังเรื้อรังมาหลายปี จนทำให้ ต้องกลับมาดูแลตัวเอง ด้วยการฝึกโยคะ โยคะ ที่ฝึกเน้นการหายใจ (ปราณายามะ)ควบคู่ไปกับ อาสนะ ทำให้รู้ว่าถูกกับจริต ตนเอง

โยคะนอกจากจะช่วยปัญหาหลัง ทำให้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลทุกปี แล้ว ยังพบว่า สุขภาพในด้านอื่น ดีขึ้น ที่สำคํญ ผลต่อจิตใจ ทำให้พัฒนาทางสมาธิ และจิตใจได้ดีขึ้น

ปัจจุบันเป็นครูสอนโยคะสอนแนวหฐราชาโยคะ สายวรรณปรัก (สายนักบวช) เน้นการสอนการหายใจที่ถูกต้อง แต่อยากมีโอกาสได้แบ่งปันประสบการ์ณและความรู้ที่มีประโยชน์ต่อคนอื่นค่ะ

ต้องกราบขอบพระคุณครูและอาจารย์ ทุกๆท่านที่ได้อบรมวิชาต่างๆ
อาจาร์ยสี สัตยานันทมุนี สิริมหาราชา อติเทวะ นาคเมธากุรที่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้โยคะ ปัจจุบันอาจาร์ยยังถ่ายทอดความรู้ให้อยู่ค่ะ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ เด็กเยอะเลยค่ะ จะพยายาม post ขึ้น ช่วงนี้สอนโยคะ สติ และ สมาธิให้กับเด็ก ช่วงอายุตั้งแต่ 4 ขวบ - 10 ขวบค่ะ

จำนวนผู้ชมออนไลน์ :
จำนวนผู้ชมวันนี้ :
ส่งจดหมายมาคุยกันค่ะ

ถ้าใครสนใจนะค่ะ ช่วงนี้สอน โยคะเพื่อคนท้อง เป็นวิทยาทานค่ะ ส่วนโยคะพื้นฐาน จะเรียนตั้งแต่การหายใจเบื้องต้น จากนั้นเรียนปราณ และ อาสนะ เรียนแบบต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจประโยชน์ของแต่ละท่า เรียน 10 ครั้ง

Friends' blogs
[Add สายฝนตก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.